พระราหุล

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางมาจาก ราหุล)
พระราหุล
พระโคตมพุทธเจ้า พระอานนท์ และพระราหุล
ข้อมูลทั่วไป
พระนามอื่น:  เจ้าชายราหุล
ราหุลกุมาร
ราหุลศากยกุมาร
วันประสูติ: ประมาณวันที่เจ้าชายสิทธัตถะออกผนวช
สถานที่ประสูติ: กรุงกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ
สถานที่บวช: กรุงกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ
วิธีบวช: ติสรณคมณูปสัมปทา
สถานที่บรรลุธรรม: กรุงกบิลพัสดุ์
เอตทัคคะ: ผู้เลิศในด้านใคร่การศึกษา
อาจารย์: พระโคตมพุทธเจ้า
นิพพาน: ก่อนพระอัครสาวกทั้งสอง และพระพุทธเจ้า
สถานที่นิพพาน: สวรรค์ชั้นดาวดึงส์
สถานะเดิม
ชาวเมือง: กบิลพัสดุ์
{{{นามบิดา}}}
นามพระบิดา: เจ้าชายสิทธัตถะ
{{{นามพระราชบิดา}}}
นามพระมารดา: พระนางยโสธรา
{{{นามพระราชมารดา}}}
วรรณะเดิม: กษัตริย์
ราชวงศ์: ศากยะ
สถานที่รำลึก

*หมายเหตุ: สามเณรรูปแรกในพุทธศาสนา

พระราหุล หรือพระนามเดิม เจ้าชายราหุล เป็นพระโอรสในเจ้าชายสิทธัตถะ (พระโคตมพุทธเจ้า) กับพระนางยโสธรา ประสูติในวันที่พระบิดาออกผนวช

ในพระไตรปิฎกว่า เจ้าชายสิทธัตถะเมื่อได้ทราบว่าพระราชโอรสประสูติ ทรงเปล่งอุทานออกมาว่า "ราหุ ชาโต พันธนัง ชาตัง" แปลว่า "'ราหุ (บ่วง) เกิดขึ้นแล้ว พันธนาการเกิดขึ้นแล้ว" หมายความว่า พระกุมารที่ประสูติจะเป็นบ่วงร้อยรึงพระองค์ไว้กับภริยาและชีวิตฆราวาส ซึ่งพระเจ้าสุทโธทนะทรงนึกว่าสิทธัตถราชกุมารทรงตั้งพระนามโอรสอย่างนั้น จึงทรงขนานนามพระภาคิไนย (พระเจ้าหลาน) ว่า "ราหุล" อันแปลว่า "บ่วง"

อย่างไรก็ดี ตามพระวินัยของนิกายสรวาสติวาทว่าพระนาม "ราหุล" มิได้มาจากรากศัพท์ "ราหุ" ที่แปลว่า "บ่วง" แต่มาจากศัพท์ "ราหุ" ที่แปลว่า "จันทรคราส" หรือที่ในภาษาไทยว่า "ราหู"[1] [2]

อนึ่ง ในพระไตรปิฎกพระธรรมบท มีตอนหนึ่งว่า ความปิติปราโมทย์ที่บุรุษได้รับจากภริยาและบุตร คือ "ราหุ" (แปลว่า "บ่วง") ที่ร้อยรึงชีวิตครอบครัวผ่านประสบการณ์ต่าง ๆ ไม่ว่าทุกข์หรือสุข

พระราหุลกุมารทูลขอราชสมบัติจากพระโคตมพุทธเจ้า

เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าและเสด็จไปเผยแผ่พุทธศาสนาแคว้นมคธ ก็ทรงนิวัติกลับกรุงกบิลพัสดุ์ เพื่อโปรดพระบิดาและพระญาติประยูร และมีเหล่าสาวกติดตามเสด็จมาด้วย วันหนึ่งพระนางยโสธราทรงได้พระราหุล และมีรับสั่งให้พระกุมารราหุลไปทูลขอพระราชสมบัติ พระพุทธเจ้าจึงทรงบรรพชาพระราหุลเป็นสามเณรและให้เสด็จติดตามพระองค์ไปด้วย พระกุมารราหุลจึงเป็นสามเณรรูปแรกในพุทธศาสนา

พระเจ้าสุทโธทนะทรงทราบข่าวพระราหุลได้ทำการบรรพชาเป็นสามเณรในพุทธศาสนาแล้ว ก็ทรงเสียพระทัยมาก เพราะทรงหวังให้พระราหุลเป็นรัชทายาทสืบราชสันติวงศ์ต่อไป พระองค์จึงเสด็จไปตัดพ้อต่อว่าพระพุทธเจ้า และทูลของพรว่า ต่อไปถ้าจะบวชให้ใครอีก ขอให้มารดาบิดาของผู้จะบวชอนุญาตเสียก่อน พระพุทธองค์ก็ทรงอนุญาตให้เป็นไปตามคำทูลขอ โดยมีข้อกำหนดว่า ผู้ที่จะเข้ามาบวช "จะต้องได้รับอนุญาตจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้บังคับบัญชาเสียก่อน"

สามเณรราหุลบรรพชาเมื่ออายุ 7 ปี พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมให้ฟังมากมายหลายเรื่อง เมื่ออายุครบ 20 ปี ก็ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ท่านได้ตามเสด็จพระพุทธเจ้าไปยังป่าอันธวัน แขวงเมืองไพศาลี แคว้นวัชชี หลังจากได้ฟัง "จูฬราหโลวาทสูตร" จากพระพุทธองค์ ก็สำเร็จบรรลุเป็นพระอรหันต์ พระราหุลเถระ ได้รับการยกย่องจากพระพุทธองค์ว่า "เอตทัคคะ"(ผู้เลิศกว่าคนอื่นในด้านใคร่การศึกษา) คือ ชอบการศึกษาหรือขยันหมั่นในการเล่าเรียน

พระราหุลเถระนิพพานเมื่อใดไม่ปรากฏหลักฐานระบุชัด ทราบเพียงว่า ท่านปรินิพพานก่อนพระอัครสาวกทั้งสอง และก่อนพระพุทธเจ้า โดยการทูลลาพระพุทธเจ้าไปนิพพานที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์

คุณธรรมที่ควรยึดถือเอาเป็นแบบอย่าง[แก้]

  • มีความอดทนเป็นเยี่ยม คือบรรพชาตั้งแต่อายุ 7 ปี ต้องอดอาหารในเวลาวิกาลตั้งแต่เที่ยงจนถึงรุ่งเช้า และตามปกติพระภิกษุสามเณรในสมัยพุทธกาล
  • เป็นผู้ว่าง่ายถ่อมตน ไม่ถือตัว
  • เป็นผู้ใคร่ต่อการศึกษาอย่างยิ่ง
  • เป็นผู้ที่มีความขยันหมั่นเพียร
  • มีความกตัญญูกตเวทีอย่างยิ่ง

พระราชตระกูล[แก้]

พระตระกูลในเจ้าชายราหุล

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
พระเจ้าชัยเสน
 
 
 
 
 
 
 
พระเจ้าสีหนุ
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ไม่ทราบพระนาม
 
 
 
 
 
 
 
พระเจ้าสุทโธทนะ
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ไม่ทราบพระนาม
 
 
 
 
 
 
 
นางกัญจนา
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ไม่ทราบพระนาม
 
 
 
 
 
 
 
เจ้าชายสิทธัตถะ
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
พระเจ้าอัญชนะ
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
พระนางสิริมหามายา
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ไม่ทราบพระนาม
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
เจ้าชายราหุล
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ไม่ทราบพระนาม
 
 
 
 
 
 
 
พระเจ้าอัญชนะ
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ไม่ทราบพระนาม
 
 
 
 
 
 
 
พระเจ้าสุปปพุทธะ
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
พระเจ้าชัยเสน
 
 
 
 
 
 
 
ไม่ทราบพระนาม
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ไม่ทราบพระนาม
 
 
 
 
 
 
 
พระนางยโสธรา
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
พระเจ้าชัยเสน
 
 
 
 
 
 
 
พระเจ้าสีหนุ
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ไม่ทราบพระนาม
 
 
 
 
 
 
 
นางอมิตาเทวี
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ไม่ทราบพระนาม
 
 
 
 
 
 
 
นางกัญจนา
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ไม่ทราบพระนาม
 
 
 
 
 
 

อ้างอิง[แก้]

  1. Edward Joseph Thomas, The Life of Buddha as Legend and History. Routledge, 1975. Page 53, note 1.
  2. Raniero Gnoli (ed.) The Gilgit Manuscript of the Samghabhedavastu. Rome: Instituto Italiano per il Medio ed Estremo Oriente, 1977. 1:119.