พระบรมสารีริกธาตุ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
พระบรมสารีริกธาตุ สัณฐานเมล็ดข้าวสาร

ส่วนหนึ่งของ
ศาสนาพุทธ

Dhamma Cakra.svg สถานีย่อย


Dharmacakra flag (Thailand).svg
ประวัติศาสนาพุทธ

ศาสดา

พระโคตมพุทธเจ้า
(พระพุทธเจ้า)

จุดมุ่งหมาย
นิพพาน
พระรัตนตรัย

พระพุทธ · พระธรรม · พระสงฆ์

ความเชื่อและการปฏิบัติ
ศีล (ศีลห้า) · ธรรม (เบญจธรรม)
สมถะ · วิปัสสนา
บทสวดมนต์และพระคาถา
คัมภีร์และหนังสือ
พระไตรปิฎก
พระวินัยปิฎก · พระสุตตันตปิฎก · พระอภิธรรมปิฎก
หลักธรรมที่น่าสนใจ
ไตรลักษณ์ · อริยสัจ ๔ · มรรค ๘
· ปฏิจจสมุปบาท · มงคล ๓๘
นิกาย
เถรวาท · มหายาน · วัชรยาน
สังคมศาสนาพุทธ
ปฏิทิน · บุคคล · วันสำคัญ · ศาสนสถาน
การจาริกแสวงบุญ
พุทธสังเวชนียสถาน ·
การแสวงบุญในพุทธภูมิ
ดูเพิ่มเติม
อภิธานศัพท์ศาสนาพุทธ
หมวดหมู่ศาสนาพุทธ

พระบรมสารีริกธาตุ (อังกฤษ: Śarīra; สันสกฤต: शरीर) เรียกโดยย่อว่า พระบรมธาตุ คือ ส่วนต่างๆ ของร่างกาย (กระดูก) ขององค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์ศาสดาแห่งพระพุทธศาสนา ซึ่งพระองค์ได้อธิษฐานไว้ก่อนปรินิพพาน ให้คงเหลือไว้หลังจากการถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ เพื่อเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของพุทธบริษัท[1]

โดยพระบรมธาตุขององค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้ามีสองลักษณะ คือ พระบรมธาตุที่ไม่แตกกระจาย และที่แตกกระจาย มีขนาดเล็กสุดประมาณเมล็ดพันธ์ผักกาด[2]

ชาวพุทธเชื่อว่าพระบรมสารีริกธาตุเป็นวัตถุแทนองค์พระบรมศาสดาที่ทรงคุณค่าสูงสุดในพระพุทธศาสนา จึงนิยมกระทำการบูชาองค์พระบรมสารีริกธาตุโดยประการต่าง ๆ เช่น การสร้างพระมหาธาตุหรือองค์พระสถูปเจดีย์ เพื่อประดิษฐานไว้สักการะ โดยเชื่อว่ามีอานิสงส์ประดุจได้กระทำการบูชาแด่องค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อยังทรงพระชนม์อยู่[3]

ทั้งนี้ คำว่า "พระบรมสารีริกธาตุ" เป็นศัพท์เฉพาะใช้เรียกเฉพาะพระบรมธาตุ (กระดูก) แห่งองค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า หากเป็นของพระอรหันตสาวกจะเรียกว่า "พระธาตุ" เท่านั้น[4]

การเกิดพระบรมสารีริกธาตุ[แก้]

ประวัติ[แก้]

นับแต่องค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ และเผยแผ่พระธรรมวินัยแก่ชาวชมพูทวีป เป็นเวลากว่า 45 ปี ทำให้พระพุทธศาสนาตั้งหลักฐานอย่างมั่นคง ณ ชมพูทวีปกว่าพันปี และพระพุทธศาสนาได้ขยายออกไปทั่วแผ่นดินเอเชียนับแต่นั้นมา จวบจนพระพุทธองค์มีพระชนมายุใกล้ 80 พรรษา มีพระวรกายชราภาพลงเสมือนคนทั่วไป[5] และหลังจากวันที่ทรงทำการปลงพระชนมายุสังขารได้ 3 เดือน จึงเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ระหว่างใต้ต้นสาละคู่ ณ สาลวโนทยาน เมืองกุสินารา แคว้นมัลละ ในปัจฉิมยามแห่งราตรีวิสาขปรุณมีเพ็ญเดือน 6 ขณะมีพระชนมายุ 80 พรรษา

ภาพหินสลักพระพุทธประวัติตอนเสด็จดับขันธปรินิพพาน

สถานที่ปรินิพพาน[แก้]

สถานที่ปรินิพพานของพระพุทธองค์ อยู่ในพระราชอุทยานของเจ้ามัลละฝ่ายเหนือแห่งกุสินารา ชื่อว่า "อุปวตฺตนสาลวนํ" หรือ อุปวัตตนะสาลวัน ซึ่งในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาเรียกว่า สาลวโนทยาน แปลว่า สวนป่าไม้สาละ ป่าแห่งนี้ตั้งอยู่ใกล้ฝั่งแม่น้ำหิรัญญวดี เป็นป่าไม้สาละร่มรื่น ซึ่งหลังการปรินิพพานของพระพุทธองค์แล้ว กษัตริย์แห่งมัลละก็ได้ประดิษฐานพระพุทธสรีระไว้ ณ เมืองกุสินาราเป็นเวลากว่า 7 วัน ก่อนที่จะประกอบพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ณ มกุฏพันธนเจดีย์ อันตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองกุสินารา ในวันที่ 8 แห่งพุทธปรินิพพาน[6]

การถวายพระเพลิง[แก้]

โดยการถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ คัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาทกล่าวว่า เหล่ามัลลกษัตริย์แห่งแคว้นวัชชี ได้กระทำขึ้นตามแบบอย่างโบราณราชประเพณีการถวายพระเพลิงพระจักรพรรดิราช โดยเหล่ามัลลกษัตริย์ห่อพระสรีระด้วยผ้าผืนใหม่ แล้วซับด้วยสำลี รวมจำนวน 500 ชั้น และห่อด้วยผ้าอัคคีโธวัน ซึ่งเป็นผ้าชนิดพิเศษซึ่งทอขึ้นด้วยใยโลหะไม่ไหม้ไฟ และเชิญประดิษฐานบนรางเหล็ก เติมน้ำมัน ปิดด้วยรางอื่นเป็นฝา แล้วจึงเชิญพระพุทธสรีระขึ้นประดิษฐานบนพระจิตกาธานซึ่งทำด้วยไม้หอม เตรียมการถวายพระเพลิง

มหาสถูปปรินิพพาน ภายในสาลวโนทยาน

จากความในมหาปรินิพพานสูตร พระไตรปิฎก กล่าวว่า เพลิงได้ลุกขึ้นเองจากภายใน ด้วยพระเตโชธาตุจากพระพุทธาธิษฐาน และเมื่อพระสรีระขององค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าถูกเพลิงไหม้แล้ว สายธารทิพย์ก็ไหลมาจากอากาศ ลำต้นสาละ และจากพื้นดินโดยรอบเพื่อดับพระจิตกาธาน[7] และเมื่อดับจิตกาธานแล้ว สิ่งที่คงเหลืออยู่คือพระบรมสารีริกธาตุ (กระดูก) ทั้งที่คงลักษณะเดิม (ไม่แตกกระจายไป) จำนวน 7 พระองค์ (เรียกว่า นวิปฺปกิณฺณาธาตุ) และแบบกระจัดกระจาย มีสีดอกมะลิ สีแก้วมุกดา และสีเหมือนทองคำ ซึ่งมีขนาดต่าง ๆ กัน รวมจำนวนได้ 16 ทะนาน (เรียกว่า วิปฺปกิณฺณาธาตุ)[8]

มกุฏพันธนเจดีย์ สถานที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระสัมมาสัมองค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า

จากนั้น เหล่ามัลลกษัตริย์เมืองกุสินาราได้กระทำสัตติบัญชรในสัณฐาคาร แวดล้อมด้วยธนูปราการ ประกอบพิธีบูชาสมโภชพระบรมสารีริกธาตุตลอดเจ็ดวันหลังจากนั้น[9]

การแบ่งพระบรมสารีริกธาตุ[แก้]

ต่อมาไม่นาน เจ้าผู้ครองแคว้นต่าง ๆ ก็ได้ยกกองทัพหลวงของตน รวมจำนวน 8 กองทัพ มาล้อมเมืองกุสินาราเพื่อจะแย่งชิงพระบรมสารีริกธาตุ แต่ด้วยความที่กุสินาราเป็นเมืองเล็ก จึงต้องยอมระงับศึกโดยแบ่งพระบรมสารีริกธาตุให้ทุกเมืองโดยไม่ต้องเกิดสงคราม โดยมีโทณพราหมณ์เป็นผู้เจรจาและประกอบพิธีแบ่งพระบรมสารีริกธาตุให้เป็น 8 ส่วน และพระอังคารธาตอีก 1 ส่วน คือ[10] พระเจ้าอชาตศัตรู กษัตริย์มคธเมืองราชคฤห์, กษัตริย์ลิจฉวีเมืองเวสาลี, กษัตริย์ศากยะเมืองกบิลพัสดุ์, กษัตริย์ถูลีเมืองอัลกัปปะ, กษัตริย์โกลิยะเมืองรามคาม, พราหมณ์ผู้ครองเมืองเวฏฐทีปกะ, กษัตริย์มัลละเมืองปาวา, กษัตริย์มัลละเมืองกุสินารา และกษัตริย์โมลิยะเมืองปิปผลิวัน (พระอังคารธาตุ)[11]

พระพุทธประสงค์[แก้]

สถานที่สันนิษฐานว่าเป็นที่โทณพราหมณ์แจกพระบรมสารีริกธาตุแก่เจ้าผู้ครองนครทั้ง 8 ภายในกุสินารานคร

ก่อนเสด็จดับขันธปรินิพพาน องค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าได้มีพระพุทธประสงค์ให้พระพุทธสรีระของพระองค์แตกกระจายไปจำนวนมาก พระบรมสารีริกธาตุขนาดเล็กสุดแม้ประมาณเท่าเมล็ดผักกาด[12] ดังปรากฏความในคัมภีร์ปฐมสมันตาปาสาทิกาว่า

โย จ ปูเชยฺย สมฺพุทฺธํ ติฏฺนฺตํ โลกนายกํ ธาตุ สาสปมตฺตมฺปิ นิพฺพุตสฺสาปิ ปูชเย ฯ สเม จิตฺตปฺปสาทมฺหิ สมํ ปุญฺ มหคฺคตํ ตสฺมา ถูปํ กริตฺวาน ปูเชหิ ชินธาตุโย ฯ

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอธิษฐานพระธาตุให้กระจายว่า เราอยู่ได้ไม่นานก็จะปรินิพพาน ศาสนาของเรายังไม่แพร่หลายไปในที่ทั้งปวงก่อน เพราะฉะนั้น เมื่อเราแม้ปรินิพพานแล้ว มหาชนถือเอาพระธาตุแม้ขนาดเท่าเมล็ดพันธุ์ผักกาดทำเจดีย์ในที่อยู่ของตนๆ ปรนนิบัติ จงมีสวรรค์เป็นที่ไปในเบื้องหน้า[13]

ริ้วกระบวนอิสริยยศพุทธบูชา อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุหลวง จากพระบรมมหาราชวัง ไปประดิษฐาน ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง เนื่องในโอกาสพุทธชยันตี 2600 ปี แห่งการตรัสรู้

พระพุทธประสงค์ดังกล่าวนี้ เพื่อให้ศาสนาของพระองค์แพร่หลายไป และผู้ที่เกิดมาภายหลัง ไม่ทันเห็นพระองค์เมื่อยังทรงพระชนม์อยู่ จักได้กระทำการสักการะบูชาเพื่อเป็นกุศลแก่ตน ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้พระบรมสารีริกธาตุแพร่หลายไปยังดินแดนต่าง ๆ นับแต่หลังพุทธปรินิพพานเป็นต้นมา

จำนวนพระบรมสารีริกธาตุ[แก้]

  • ส่วนของพระบรมสารีริกธาตุที่ตั้งอยู่ในลักษณะเดิมมิให้ย่อยเล็กหรือถูกทำลายไป มีพระอุณหิส 1 องค์ พระเขี้ยวแก้ว 4 องค์ และพระรากขวัญ 2 องค์
  • พระบรมสารีริกธาตุที่แตกทำลายมีจำนวนทั้งหมด 16 ทะนานซึ่งมีลักษณะและสีหลายอย่างขึ้นอยู่กับส่วนของพระวรกาย[14]

ลักษณะพระบรมสารีริกธาตุ[แก้]

วรรณะ (สี) พระบรมสารีริกธาตุตามนัยอรรถกถาพระไตรปิฎกอธิบายว่า สีแห่งพระบรมสารีริกธาตุเสมือนดอกมะลิตูม เสมือนแก้วมุกดาที่เจียรนัยแล้ว และเสมือนจุณทองคำ[15]ส่วนสัณฐานพระบรมสารีริกธาตุ มี 3 สัณฐาน[16] คือ

  1. ขนาดเล็ก มีสัณฐานประมาณเมล็ดพันธุ์ผักกาด
  2. ขนาดเขื่อง มีสัณฐานประมาณเมล็ดข้าวสารหักกึ่ง
  3. ขนาดใหญ่ มีสัณฐานประมาณเมล็ดถั่วเขียวผ่ากลาง

ความเชื่อที่เกี่ยวเนื่องกับพระบรมสารีริกธาตุ[แก้]

ภาพพระบรมธาตุแสดงปาฏิหาริย์ลอยน้ำภายในภาชนะแก้ว (พระบรมธาตุแห่งวัดคุ้งตะเภา)

ในดินแดนต่าง ๆ ที่นับถือพระพุทธศาสนา ต่างนับถือว่าพระบรมสารีริกธาตุเป็นวัตถุสูงค่าสูงสุด เนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งแห่งพระพุทธสรีระขององค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า และด้วยความเชื่อเรื่องพระพุทธบารมีประดุจพระองค์ทรงพระชนม์อยู่ จึงมีความเชื่อว่าพระบรมสารีริกธาตุแสดงปาฏิหาริย์ต่าง ๆ ได้หลากหลายรูปแบบ เช่น พระบรมสารีริกธาตุลอยน้ำ[17], พระบรมสารีริกธาตุเสด็จเคลื่อยย้ายที่ประดิษฐานเองได้, พระบรมสารีริกธาตุแสดงปาฏิหาริย์ในลักษณะต่าง ๆ เช่น เปล่งแสงหรือรัศมีโอภาส เป็นต้น

จารึกวัดศรีชุม เป็นหลักฐานจารึกโบราณของไทยที่กล่าวถึงปาฏิหาริย์ของพระบรมสารีริกธาตุโดยละเอียด

ในประเทศไทยสมัยโบราณ ปรากฏหลักฐานความเชื่อปาฏิหาริย์ที่เกี่ยวเนื่องกับพระบรมสารีริกธาตุที่เก่าที่สุดในจารึกวัดศรีชุม ซึ่งเป็นศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ 2 โดยพระมหาเถรศรีศรัทธาราชจุฬามุนีศรีรัตนลังกาทีปมหาสามีเป็นเจ้า ซึ่งเป็นพระโอรสของพระยากำแหงพระราม และเป็นพระนัดดาของพ่อขุนผาเมือง เป็นผู้จารึกขึ้นในระหว่างปี พ.ศ. 1890-พ.ศ. 1917 โดยมีส่วนหนึ่งของจารึกกล่าวถึงอิทธิปาฏิหาริย์ของพระบรมสารีริกธาตุที่วัดมหาธาตุ เมืองสุโขทัยโดยละเอียดว่า

...พระมหาธาตุเปนเจาจึงเสด็จปาฏิหาริยหนักหนาดังน้ำมหาสมุทรระลอกดังฝนตกหาใหญ รัสมีลางอันดังพรรษา จรวดสวายสูภาลูกาบุษ บธารารัศมีลางอันเลื่อมดังดวงดาวคำ เลื่อมดังน้ำทองไหลจรัสไปทั่วทุกแหง รัศมีลางอันขาวดังดอก..กรัตนดังดอกซอนดอกพุดเห็นแกตา ดาษทั่วจักราพาล ๐พระเกศธาตุเสด็จมีหมูหนึ่งชือดังสายฟาแมลบดังแถวน้ำแลนในกลางหาวอัศจรรย ๐สิ่งหนึ่งเห็นตะวัน...ออกเขียวดังสุงเผาหมอเผาไห ๐พระคีวาธาตุเสด็จจากเจดียทอง พุงขึ้นไปยัง เห็นดังตะวันสองอันเรืองใสงามหนักหนา แพพระอาทิตย พิศดูพระคีวาธาตุประมาณเทากลองเงินอันใหญ รอบนั้น ดวยกวาง แสงจรัสโอภาแลประหลาด ควรแลวามีฉัพพรรณรังสีเหลืองแดงดำ เขียวขาว ภาวจรัสสองในโลกธาตุทุกแหง ปาฏิหาริยแตแดดอุนเถิงสองชั้นฉาย... ๐พระเปนเจา จึงลงมาฉวัด รอบสุวรรณเจดีย รัศมีกระเลียกงามหนัก หนา......ดังกงเกวียนแกว แลวพระคีวาธาตุเจาจึงเสด็จเขาในโกศทอง ฝูงพระธาตุ ......จิงเขามาสูพระเจดียพอดังเผิ้งพาน เขามารังนั้นแล ๐กูจึงลุกขึ้นอัญชุลี ๐คอยมาถึง..นน โยธา พระศรีรัตนมหาธาตุเจากู ๐ลูกหนึ่งมีพรรณงามดังทองรัสมีเทา ลูก หมากเสด็จ มาแต กลางหาว ลงมาฉวัด รอบตนทานแล จึงเสด็จขึ้นอยูเหนือหัวแล พระรัตนธาตุจึงเสด็จมาอยูกึ่งหนาผาก พระศรีศรัทธาราชจุฬามุนีศรีรัตนลงกาทีป จึงยอสองมือรับเอาแลไหว พระเกศธาตุเสนหนึ่งเลื่อมงาม ควางมาแตบน สะพัดเหนือหัว พระศรีศรัทธาราชจุฬามุนียิน ศรัทธาน้าตาถั่ง ตกหนักหนา บูชาทั้งตัวอกเขาซองทั้งหลาย บหมีวาถี่เลย...[18]

นอกจากนี้ ในสมัยอยุธยายังปรากฏหลักฐานความเชื่อปาฏิหาริย์ที่เกี่ยวเนื่องกับพระบรมสารีริกธาตุในพระราชพงศาวดารหลายแห่ง[19] เช่น ในสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1, สมเด็จพระนเรศวรมหาราช[20][21], สมเด็จพระเอกาทศรถ[22] เป็นต้น และในสมัยรัตนโกสินทร์ เช่น ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว[23], พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และในเหตุการณ์ที่องค์พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ทอดพระเนตรเห็นปาฏิหาริย์ที่องค์พระปฐมเจดีย์ เป็นต้น[24]

ดูเพิ่ม[แก้]

  • เจดีย์ (สิ่งที่สร้างขึ้นเพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ)
  • วันอัฏฐมีบูชา (วันถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ และบังเกิดพระบรมสารีริกธาตุ)

อ้างอิง[แก้]

  1. สำนักประชาสัมพันธ์เขต 4. (2555). วัดคุ้งตะเภาจัดพิธีสมโภชพระบรมสารีริกธาตุ. [ออน-ไลน์]. เข้าถึงแหล่งข้อมูลได้จาก : http://region4.prd.go.th/ewt_news.php?nid=18988
  2. มหากสฺสปตฺเถรวตฺถุวณฺณนา อรรถกถาพระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๓ พระสุตตันตปิฎก ฑีฆนิกาย มหาวรรค มหาปรินิพพานสูตร
  3. พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ ปัจจุปัฏฐานสัญญกเถราปทานที่ ๙
  4. พจนานุกรมไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒
  5. สยามรฏฺฐเตปิฏกํ ปาลี. มหาวาร. ม. ๑๙/๒๘๗/๙๖๓
  6. กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม. (2555). คู่มือสักการะพระบรมสารีริกธาตุ. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.
  7. พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒ ทีฆนิกาย มหาวรรค "มหาปรินิพพานสูตร"
  8. คัมภีร์ปฐมสมันตาปาสาทิกา อรรถกถา ทีฆนิกาย มหาวรรค มหาปรินิพพานสูตร
  9. พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒ ทีฆนิกาย มหาวรรค "มหาปรินิพพานสูตร"
  10. พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒ ทีฆนิกาย มหาวรรค "มหาปรินิพพานสูตร"
  11. พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๓ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ "ธาตุภาชนียกถา"
  12. พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ "ปัจจุปัฏฐานสัญญกเถราปทานที่ ๙"
  13. คัมภีร์ปฐมสมันตาปาสาทิกา อรรถกถา ทีฆนิกาย มหาวรรค มหาปรินิพพานสูตร
  14. กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม. (2555). คู่มือสักการะพระบรมสารีริกธาตุ. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.
  15. มหากสฺสปตฺเถรวตฺถุวณฺณนา อรรถกถาพระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๓ พระสุตตันตปิฎก ฑีฆนิกาย มหาวรรค มหาปรินิพพานสูตร
  16. เว็บไซต์พระบรมสารีริกธาตุ. (2555). พระบรมสารีริกธาตุลักษณะต่างๆ. [ออน-ไลน์]. เข้าถึงแหล่งข้อมูลได้จาก : http://www.relicsofbuddha.com/page2-1.htm#01
  17. เว็บไซต์พระบรมสารีริกธาตุ. (2555). พระบรมสารีริกธาตุลักษณะต่างๆ. [ออน-ไลน์]. เข้าถึงแหล่งข้อมูลได้จาก : http://www.relicsofbuddha.com/page2-1.htm
  18. ฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทย ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร. (2556). จารึกวัดศรีชุม. [ออน-ไลน์]. เข้าถึงแหล่งข้อมูลได้จาก : http://www.sac.or.th/databases/inscriptions/inscribe_detail.php?id=177
  19. พระยาเทพาธิบดี. (2459). คำให้การขุนหลวงหาวัด ฉบับหลวง. พระนคร : โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร
  20. ฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทย ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร. (2556). จารึกวัดศรีชุม. [ออน-ไลน์]. เข้าถึงแหล่งข้อมูลได้จาก : http://www.sac.or.th/databases/inscriptions/inscribe_detail.php?id=177
  21. พระมหาสมจินต์ สมฺมาปญฺโญ. (2547). พระธาตุและพระบรมสารีริกธาตุกับคนไทย. [ออน-ไลน์]. เข้าถึงแหล่งข้อมูลได้จาก : http://www.mcu.ac.th/site/articlecontent_desc.php?article_id=206&articlegroup_id=59
  22. เว็บไซต์พระบรมสารีริกธาตุ. (2555). พระธาตุปาฏิหาริย์. [ออน-ไลน์]. เข้าถึงแหล่งข้อมูลได้จาก : http://www.relicsofbuddha.com/page7-1.htm
  23. เครือข่ายข้อมูลกาญจนาภิเษก. (2556). พระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว. [ออน-ไลน์]. เข้าถึงแหล่งข้อมูลได้จาก : http://kanchanapisek.or.th/oncc-cgi/text.cgi?no=7596
  24. พระมหาสมจินต์ สมฺมาปญฺโญ. (2547). พระธาตุและพระบรมสารีริกธาตุกับคนไทย. [ออน-ไลน์]. เข้าถึงแหล่งข้อมูลได้จาก : http://www.mcu.ac.th/site/articlecontent_desc.php?article_id=206&articlegroup_id=59

หนังสืออ่านเพิ่มเติม[แก้]

  • มูลนิธิพระบรมธาตุในพระสังฆราชูปถัมภ์. (2546). พระบรมสารีริกธาตุ. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ศิริวัฒนาอินเตอร์พริ้นท์. ISBN 974-91474-0-5
  • กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม. (2555). คู่มือสักการะพระบรมสารีริกธาตุ. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]