พระเทวทัต

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
พระเทวทัต
ข้อมูลทั่วไป
พระนามเดิม เจ้าชายเทวทัต
พระนามอื่น พระเทวทัต, เจ้าชายเทวทัต
สถานที่ประสูติ เมืองเทวทหะ
สถานที่บวช อนุปิยอัมพวัน พระราชอุทยานแห่งมัลลกษัตริย์
วิธีบวช เอหิภิกขุอุปสัมปทา
สถานที่เสียชีวิต ต้องธรณีสูบริมบ่อโบกขรณีหน้าวัดพระเชตวัน เมืองสาวัตถี
ฐานะเดิม
ชาวเมือง เทวทหะ
นามพระราชบิดา พระเจ้าสุปปพุทธะ
วรรณะเดิม กษัตริย์
ราชวงศ์ โกลิยวงศ์
สถานที่รำลึก
สถานที่ สระน้ำโบกขรณี หน้าวัดเชตวันมหาวิหาร (สถานที่ต้องธรณีสูบ)
หมายเหตุ
ผู้ทำอนันตริยกรรมทั้งสอง คือ สังฆเภท และโลหิตุปบาท
    

พระเทวทัต เป็นพระสงฆ์ในสมัยพุทธกาล พระเทวทัตเป็นพระญาติและมีชีวิตร่วมสมัยกับพระพุทธเจ้า พระเทวทัตเป็นพระโอรสของพระเจ้าสุปปพุทธะผู้ครองกรุงเทวทหะแห่งแคว้นโกลิยะ ซึ่งมีศักดิ์เป็นลูกพี่ลูกน้องกับพระพุทธองค์ พระเทวทัตเป็นที่รู้จักกันดีจากเรื่องราวในคัมภีร์พระพุทธศาสนา ว่าเป็นผู้ที่มีความอิจฉาพระพุทธเจ้าแต่ครั้งยังเป็นพระโพธิสัตว์ และคอยจองล้างจองผลาญกับพระพุทธองค์มาแต่อดีตชาติ และในปัจจุบันชาติพระเทวทัตยังได้เป็นพระสงฆ์ที่ก่ออนันตริยกรรมคือพยายามลอบปลงพระชนม์พระพุทธเจ้าและก่อการสังฆเภท ทำให้คณะสงฆ์แตกแยกกัน[1]

ในคัมภีร์พระพุทธศาสนาระบุว่า เดิมนั้นท่านออกบวชด้วยความบริสุทธิ์ใจ แต่ทว่าในที่สุดพระเทวทัตได้สำนึกผิดเมื่อช้าไป โดยท่านได้ถูกธรณีสูบลงสู่อเวจีมหานรกหน้าวัดพระเชตวันมหาวิหาร อารามของอาณาถบิณฑิกเศรษฐี จากคัมภีร์อรรถกถากล่าวว่า แม้ท่านจะตกมหาอวจีนรก[2] แต่ด้วยผลบุญที่ท่านเคยบำเพ็ญบารมีมาบ้างในอดีต และการสำนึกผิดด้วยการถวายกระดูกคางเป็นพูทธบูชาในขณะถูกแผ่นดินสูบ ทำให้พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ว่า เมื่อพระเทวทัตชดใช้กรรมในนรกหมดสิ้นแล้ว จะมาเกิดเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า นามว่าอัฏฐิสระในอนาคต[3] หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง พระเทวทัตเป็นพระปัจเจกโพธิสัตว์ผู้ได้รับพยากรณ์แล้วนั่นเอง (พระนิยตปัจเจกโพธิสัตว์)

พระเทวทัตในสมัยพุทธกาล[แก้]

พระเทวทัต เป็นพระโอรสของพระเจ้าสุปปพุทธะผู้ครองกรุงเทวทหะแห่งแคว้นโกลิยะ กับพระนางอมิตาเทวี โดยพระโกลิยราชวงศ์ของพระเทวทัต เป็นพระประยูรญาติใกล้ชิดกับศากยราชวงศ์แห่งกรุงกบิลพัสดุ์มาแต่เดิม พระเทวทัตจึงมีศักดิ์เป็นพระญาติวงศ์กับพระพุทธเจ้า โดยพระเทวทัตนั้นมีอายุไล่เลี่ยกับพระพุทธองค์

พระเทวทัตออกบวชพร้อมกับพระราชาและเจ้าชายแห่งศากยวงศ์รวม 6 พระองค์คือ พระเจ้าภัททิยศากยราช พระมหากษัตริย์แห่งกรุงกบิลพัสดุ์, เจ้าชายอนุรุทธะ, เจ้าชายอานันทะ, เจ้าชายภัคคุ, เจ้าชายกิมพิละ และเจ้าชายเทวทัต (ราชวงศ์โกลิยะ) และนายอุบาลี ช่างภูษามาลา อีกท่าน รวมเป็น 7 คน ณ อนุปิยอัมพวันแห่งมัลลกษัตริย์[4] โดยพระพุทธองค์ทรงบวชให้ด้วยเอหิภิกขุอุปสัมปทา ซึ่งหลังจากบวชได้ไม่นาน เจ้าชายทั้งหมดและนายอุบาลีภูษามาลาก็ได้บรรลุธรรมทั้งหมด ยกเว้นพระเทวทัตที่ได้แต่เพียงโลกิยสมาบัติ (แสดงฤทธิ์ได้) เท่านั้น

เรื่องราวของพระเทวทัตหลังจากบวชปรากฏว่า ท่านได้มีละความเพียรในการบำเพ็ญสมณธรรม หลังจากได้ฤทธิ์แล้ว ท่านได้มีความมักใหญ่ใฝ่สูง โดยแสดงฤทธิ์เหาะไปให้เจ้าชายอชาตศัตรูเห็น หลังจากนั้นเจ้าชายอชาตศัตรูจึงเกิดศรัทธายอมตนเป็นศิษย์และรับบำรุงอุปัฏฐากพระเทวทัต[5] และด้วยการยุแหย่ของพระเทวทัต จึงเป็นสาเหตุให้เจ้าชายอชาติศัตรูปลงพระชนม์พระเจ้าพิมพิสารผู้เป็นพระราชบิดาของพระองค์ เพื่อขึ้นครองราชสมบัติแห่งแคว้นมคธแทน

ภาพจิตรกรรมฝาผนังพระพุทธประวัติ ตอนพระเทวทัตสั่งปล่อยช้างนาฬาคีรีเข้าทำร้ายพระพุทธองค์

นอกจากการยุให้พระเจ้าอชาติศัตรูทำปิตุฆาตแล้ว ท่านยังได้พยายามลอบปลงพระชนม์พระพุทธเจ้าอีกหลายครั้ง[6] เช่น ปล่อยช้างตกมันเข้าทำร้ายพระพุทธองค์, จ้างนายธนู 10 ผลัด ไปลอบยิงพระพุทธองค์ แต่ทุกครั้งไม่สามารถทำอะไรพระพุทธเจ้าได้ และกลับเป็นว่าผู้ที่ส่งไปทำร้ายเกิดศรัทธาในพระพุทธเจ้าจนหมดสิ้น ทำให้พระเทวทัตลงมือพยายามลอบปลงพระชนม์เองโดยการกลิ้งหินให้ตกจากหน้าผาเขาคิชกูฏใส่พระพุทธเจ้า แต่หินกลับกระเด็นหนีพระพุทธเจ้าอย่างน่าอัศจรรย์ แต่สะเก็ดหินก็ทำให้พระพุทธองค์ทรงห้อเลือดเล็กน้อยที่ข้อพระบาท[7]

นอกจากนี้แล้วพระเทวทัตยังเป็นผู้มักใหญ่ใฝ่สูง อยากจะเป็นพระศาสดาแทนพระพุทธองค์ โดยพระเทวทัตกระทำการถึงขั้นที่เสนอให้พระพุทธเจ้าลาออกจากตำแหน่งพระศาสดาแล้วให้พระเทวทัตเป็นพระศาสดาแทน[8] และพยายามทำตัวให้ดูเป็นผู้นำที่เคร่งครัดอย่างยิ่งยวดเพื่อแบ่งแยกคณะสงฆ์ เช่น เสนอพระวินัยอย่างเคร่งครัด เช่น กินเจตลอดชีวิต อยู่ป่าตลอดชีวิต แก่พระพุทธเจ้าเพื่อทรงบัญญัติ[9] ซึ่งเมื่อผู้คนเริ่มทราบความตั้งใจชั่วของท่าน ทำให้พระเจ้าอชาตศัตรูออกห่าง ไม่อุปถัมภ์บำรุง และโดนดูหมิ่นจากชาวบ้านและพระสงฆ์ ทำให้ในภายหลัง ท่านได้สำนึกผิด และเดินทางไปขอขมาพระพุทธเจ้า แต่ทว่าด้วยกรรมที่ท่านสร้างไว้นั้นหนักมาก จึงทำให้ท่านต้องถูกธรณีสูบลงสู่อเวจีนรก ณ ริมสระโบกขรณีหน้าวัดพระเชตวันมหาวิหาร

ตามความในคัมภีร์อรรถกถาได้ขยายความพระไตรปิฎกและเรื่องราวพระเทวทัตถูกธรณีสูบนี้ก็ปรากฏอยู่ในอรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ยมกวรรคที่ ๑ เรื่องพระเทวทัต โดยกล่าวเรื่องราวตอนพระเทวทัตถูกธรณีสูบไว้ว่า[10]

แม้พระเทวทัตแล ลุกจากเตียงแล้วนั่งวางเท้าทั้งสองบนพื้นดิน เท้าทั้งสองนั้นก็จมแผ่นดินลง. เธอจมลงแล้วโดยลำดับเพียงข้อเท้า, เพียงเข่า, เพียงเอว, เพียงนม, จนถึงคอ, ในเวลาที่กระดูกคางจดถึงพื้นดิน ได้กล่าวคาถานี้ว่า

“ข้าพระองค์ขอถึงพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้เป็นบุคคลเลิศ เป็นเทพยิ่งกว่าเทพ เป็นสารถี ฝึกนรชน มีพระจักษุรอบคอบ มีพระลักษณะ (แต่ละอย่าง) เกิดด้วยบุญตั้งร้อย ว่าเป็นที่พึ่งด้วย กระดูกเหล่านี้พร้อมด้วยลมหายใจ.”

(เป็นคำอธิบายของพระอรรถกถาจารย์) นัยว่า “พระตถาคตเจ้าทรงเห็นฐานะนี้ จึงโปรดให้พระเทวทัตบวช. ก็ถ้าพระเทวทัตนั้น จักไม่ได้บวชไซร้, เป็นคฤหัสถ์ จักได้ทำกรรมหนัก, จักไม่ได้อาจทำปัจจัยแห่งภพต่อไป, ก็แลครั้นบวชแล้ว จักทำกรรมหนักก็จริง, (ถึงดังนั้น) ก็จะสามารถทำปัจจัยแห่งภพต่อไปได้” เพราะฉะนั้น พระศาสดาจึงโปรดให้เธอบวชแล้ว.

อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ยมกวรรคที่ ๑ เรื่องพระเทวทัต

สาเหตุที่พระเทวทัตอาฆาตพระพุทธเจ้า[แก้]

พระพุทธเจ้าได้ตรัสแสดงเรื่องราวที่พระเทวทัตเริ่มต้นจองเวรกับพระพุทธเจ้าไว้ใน เสรีววาณิชชาดก[11] ซึ่งปรากฏเนื้อหาโดยละเอียดในคัมภีร์อรรถกถา[12]สรุปความโดยย่อดังนี้

ย้อนหลังไป 5 ภัทรกัป ได้มีพ่อค้าเร่เพื่อนกันสองคนชาวแคว้นเสริวรัฐ มีชื่อเดียวกันว่าเสรีวะ คนหนึ่งเป็นพระโพธิสัตว์ (พระพุทธเจ้าในปัจจุบัน) อีกคนหนึ่งเป็นพระเทวทัตในปัจจุบัน ทั้งสองได้ทำการค้าขายเร่ รับซื้อและขายของไปตามหัวเมืองต่าง ๆ

จนวันหนึ่งทั้งสองได้ไปค้าขายเครื่องประดับในเมืองอริฏฐปุระ โดยตกลงแบ่งให้เข้าไปคนละทาง เพื่อไม่ไปค้าขายแข่งกัน

พ่อค้าคนแรก (พระเทวทัต) ได้ตะโกนเร่ขายของตามถนนในเมืองไปเรื่อย ๆ จนไปถึงบ้านอดีตเศรษฐีผู้ดีเก่าตกยากหลังหนึ่ง ที่เหลืออยู่แต่เพียงยายกับหลานสาวในบ้านซ่อมซ่อไม่มีฐานะ เมื่อหลานสาวได้ยินเสียงพ่อค้าหาบเร่ จึงได้วิ่งออกมาดู เลยอยากได้เครื่องประดับ จึงไปขอร้องให้ยายซื้อให้ ยายจึงเรียกพ่อค้าเข้ามานั่งในบ้านและนำถาดเก่า ๆ สมบัติของตระกูลใบหนึ่งมาให้พ่อค้าดูเพื่อแลกซื้อเครื่องประดับให้หลาน

ปรากฏว่าพ่อค้าจับดูจึงรู้ว่าเป็นถาดโลหะ เมื่อแอบเอาเข็มกรีดหลังถาด จึงเห็นว่าเป็นถาดทองคำ มีราคาถึงแสนกหาปณะ แต่ด้วยความที่พ่อค้าละโมภ อยากได้ถาดทองคำ โดยจะกดราคาให้ถึงที่สุด จึงทำทีเป็นไม่สนใจโวยวายว่าเป็นถาดไม่มีราคา แล้วก็โยนถาดทิ้งและก็ลุกเดินออกจากบ้านไป โดยหวังว่าสักพักจะเข้ามาใหม่เพื่อให้ยายแก่เปลี่ยนใจยอมแลกถาดกับของขายเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อคว้าถาดทองกำไรงามถาดนั้น

คล้อยหลังไปไดสักพัก พ่อค้าพระโพธิสัตว์ผ่านมา เห็นพ่อค้าคนแรกออกจากซอยนั้นไปแล้ว จึงแวะเข้ามาขายเครื่องประดับอีก ซึ่งคราวนี้ หลานของยายอดีตตระกูลมหาเศรษฐีเมื่อกี้ก็ร้องอยากได้เครื่องประดับอีก ยายจึงเรียกให้พ่อค้าเข้ามาเพื่อขอแลกถาดเก่า ๆ สนิมเขรอะกับเครื่องประดับที่พ่อค้านำมาขาย

เมื่อพ่อค้าจับถาดเก่าก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นถาดทองคำ มีราคาตั้งแสนกหาปณะ พ่อค้าพระโพธิสัตว์จึงบอกยายแก่ว่า "ถาดนี้เป็นถาดทองมีราคามหาศาล ของที่ฉันนำมาเร่ขายทั้งหมดนี่ก็สู้ราถาถาดของยายไม่ได้หรอกจ๊ะ"

ยายแก่เห็นความซื่อสัตย์ของพ่อค้าจึงบอกว่า "ถาดนี้ เมื่อกี้พ่อค้าอีกคนโยนลงพื้นดูถูกว่าของไม่มีราคา แต่คราวนี้พ่อมาบอกว่ามีราคาตั้งแสน พ่อนี่ช่างตาถึงมีบุญเหลือเกิน เอาอย่างนี้ ฉันให้ถาดนี้แก่ท่าน เอาไปเถิด ส่วนท่านจะให้ของขายอะไรแก่ฉันกะหลานก็ได้ตามใจเถิด"

พ่อค้าพระโพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้นจึงบอกว่า "เอาอย่างนี้นะยาย ฉันยกของที่ฉันเอามาขายและเงินที่ติดตัวมาให้ยายหมดเลยก็แล้วกัน ฉันขอแค่ตาชั่งเอาไว้ทำมาหากินและเงินสัก 8 กหาปณะพอค่าเดินทางก็พอจ๊ะ"

เมื่อพ่อค้าได้ถาดทองแล้ว จึงเดินทางไปที่ที่เรือเพื่อเดินทางกลับ ปรากฏว่า หลังจากพ่อค้าคนแรกเดินไปได้สักพักใหญ่ จึงย้อนมาหายายแก่เพื่อขอซื้อถาดใบนั้น แต่เมื่อยายเห็นพ่อค้าเข้ามาก็ตะเพิดไปว่า "ไอ้พ่อค้าจัญไร! ท่านทำให้ถาดทองคำเราเป็นของไร้ค่า ชิชะ! มาตอนนี้จะมาขอซื้อ ไป จะไปไหนก็ไป เมื้อกี้ ฉันยกถาดที่แกอยากได้ให้เป็นบุญแก่พ่อค้าตาถึงไปแล้ว แถมได้ตังค์กับของมาตั้งพันกหาปณะ"

เมื่อพ่อค้าคนแรกได้ฟังดังนั้นถึงกับตกใจแค้นถึงสิ้นสติสลบฟุบไป พอฟื้นขึ้นก็เกิดความเสียดายอย่างเป็นกำลัง ถึงกับโปรยเงินและข้าวของที่นำมาเร่ขายทิ้งไว้หน้าบ้านยายแก่ แล้วก็ถือคันชั่งวิ่งตามรอยเท้าพระโพธิสัตว์ หวังจะแย่งถาดทองคืนไปถึงฝั่งแม่น้ำนั้น เห็นพระโพธิสัตว์กำลังขึ้นเรือไปอยู่ จึงกล่าวว่า "นายเรือโว้ย! เอาเรือกลับเข้าฝั่งเดี๋ยวนี้ ๆ" พระโพธิสัตว์ห้ามนายเรือว่า "อย่ากลับ ๆ" และแล่นเรือลับไป

เมื่อพ่อค้าพาล เห็นพระโพธิสัตว์นั่งเรือหายวับไป จึงเกิดความโศกเศร้าเสียดายมีกำลัง หัวใจเต้นแรง เลือดพุ่งออกจากปาก และตั้งอธิษฐานผูกอาฆาตพระโพธิสัตว์ว่าจะจองเวรไปจนกว่าจะหาไม่ และถึงกับสิ้นชีวิตลง ณ ที่นั้นนั่นเอง.

— 'อรรถกถาพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ อรรถกถา เสรีววาณิชชาดก'

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา พระเทวทัตจึงได้คอยตามมาเกิดเพื่อจองเวรกับพระพุทธเจ้าตลอดมาจนแม้กระทั่งชาติสุดท้ายที่พระเทวทัตเกิดเป็นชูชกและเกิดเป็นเจ้าชายเทวทัต ซึ่งเป็นพระญาติกับพระพุทธเจ้าในชาติปัจจุบัน ก่อนที่จะก่ออนันตริยกรรมและสำนึกผิดในภายหลัง

สาเหตุที่พระเทวทัตฝักใฝ่ในการกระทำชั่ว[แก้]

สาเหตุที่พระเทวทัตฝักใฝ่ในการกระทำชั่วนั้น พระพุทธเจ้าได้ตรัสว่า จิตของพระเทวทัตได้ถูกครอบงำย่ำยีด้วยอสัทธรรม (ธรรมฝ่ายชั่ว) 8 ประการ คือ 1.ลาภ 2.เสื่อมลาภ 3.ยศ 4.เสื่อมยศ 5.สักการะ 6.เสื่อมสักการะ 7.ความปรารถนาอันต่ำทราม 8.ความเป็นมิตรชั่ว (แต่มีเพียง 3 อย่างที่ถูกครอบงำด้วยอสัทธรรมคือ 1.ความปรารถนาอันต่ำทราม 2.ความเป็นมิตรชั่ว 3.พอบรรลุคุณวิเศษก็หยุดอยู่เพียงแค่นั้น ทำให้พระเทวทัตต้องไปเกิดในอบายชั่วกัปหรือตกนรกชั่วกัป ไม่มีใครช่วยได้เลยแม้แต่พระพุทธเจ้า) หลังจากนั้นพระพุทธเจ้าก็ได้สอนให้เหล่าภิกษุผู้ที่ถูกครอบงำย่ำยีด้วยอสัทธรรมให้เป็นฝ่ายครอบงำย่ำยีอสัทธรรมเพื่อไม่ให้เป็นแบบอย่างของเทวทัต

สาเหตุที่พระพุทธเจ้าบวชแก่พระเทวทัต[แก้]

สาเหตุที่พระพุทธเจ้าบวชแก่พระเทวทัต ทั้ง ๆ ที่รู้ว่า พระเทวทัตจะทำชั่วต่อพระพุทธเจ้าและพระศาสนานั้นได้มีการกล่าวไว้ในมิทลินทปัญหา ว่าเมื่อครั้งหนึ่ง พระเจ้ามิลินท์ทรงได้สนทนาธรรมกับพระนาคเสนเถระ พระเจ้ามิลินท์ได้ทรงปุจฉาว่า การที่พระพุทธเจ้าได้ประทานการบวชเป็นภิกษุแก่พระเทวทัตนั้น พระพุทธองค์ทรงรู้หรือไม่ว่าถ้าพระเทวทัตบวชเข้ามาแล้วจะสร้างบาปกรรมอันใหญ่หลวงแก่พระศาสนาและพระพุทธองค์คือ ทำร้ายพระพุทธเจ้าและทำสังฆเภทคือให้สงฆ์แตกกัน พระนาคเสนก็วิสัชณาว่า ทรงรู้ หลังจากนั้นพระเจ้ามิลินท์ทรงได้ปุจฉาอีกว่า เมื่อพระพุทธองค์ทรงรู้แล้ว ทำไมยังทรงประทานการบวชแก่พระเทวทัตอีก พระนาคเสนก็วิสัชณาว่า เหตุที่พระพุทธองค์ทรงประทานการบวชแก่พระเทวทัตนั้น เพราะทรงเล็งเห็นว่า ถ้าพระเทวทัตครองเรือนเป็นคฤหัสถ์ก็จะก่อกรรมทำชั่วอย่างไม่จบสิ้น เมื่อตายไปก็จะไปบังเกิดในอบายภูมิเสวยทุกขเวทนาเป็นเวลาหลายกัปอย่างไม่จบสิ้น แต่ถ้าพระเทวทัตได้บรรพชาในพระพุทธศาสนาแล้วก็จักมีอันสิ้นสุดได้ เมื่อบรรพชาแล้ว ก็จักทำกรรมชั่วเพียงให้ตกนรกอยู่แค่ ๑ กัปเท่านั้น ทรงเห็นอย่างนี้ จึงได้โปรดให้พระเทวทัตบรรพชาด้วยอำนาจพระมหากรุณาของพระพุทธองค์

สถานที่พระเทวทัตถูกธรณีสูบในปัจจุบัน[แก้]

จุดที่ชาวบ้านเชื่อว่าพระเทวทัตถูกธรณีสูบ หน้าวัดพระเชตวันมหาวิหาร เมืองสาวัตถี

ตามคัมภีร์อรรถกถากล่าวว่า สถานที่พระเทวทัตถูกธรณีสูบอยู่ริมสระน้ำหน้าวัดเชตวันมหาวิหาร ในปัจจุบันบริเวณหน้าวัดเชตวันยังคงมีพื้นที่ว่างแปลงหนึ่งอยู่กลางนา ไม่มีชาวบ้านคนไหนกล้าไปปรับพื้นที่ทำนา เนื่องจากเล่าสืบต่อกันมาว่าเป็นสถานที่พระเทวทัตถูกธรณีสูบ

ปัจจุบันผู้นำเที่ยวชมวัดเชตวันมักบอกว่าบริเวณนี้คือจุดที่พระเทวทัตถูกธรณีสูบ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากสระน้ำที่นางจิญจมาณวิกา ถูกธรณีสูบเช่นเดียวกัน

ดูเพิ่ม[แก้]

  • พระเจ้าอชาตศัตรู ลูกศิษย์ของพระเทวทัต ผู้ทำปิตุฆาต ที่สำนึกผิดและหันมาบำรุงพุทธศาสนาและเป็นองค์อุปถัมภ์ปฐมสังคายนาในภายหลัง

อ้างอิง[แก้]

  1. พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๑ มหาวิภังค์ ภาค ๑ สังฆาทิเสส สิกขาบทที่ ๑๐ เรื่องพระเทวทัต. พระไตรปิฏกฉบับสยามรัฐ. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก [1]. เข้าถึงเมื่อ 5-6-52
  2. อรรถกถาพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ อรรถกถาธรรมเทวปุตตชาดก. อรรถกถาพระไตรปิฏก. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก [2]. เข้าถึงเมื่อ 5-6-52
  3. อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ยมกวรรคที่ ๑ พระเทวทัตเกิดในอเวจีถูกตรึงด้วยหลาวเหล็ก. อรรถกถาพระไตรปิฏกฉบับสยามรัฐ. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก [3]. เข้าถึงเมื่อ 5-6-52
  4. อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ยมกวรรคที่ ๑ เรื่องพระเทวทัต . อรรถกถาพระไตรปิฏกฉบับสยามรัฐ. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก [4]. เข้าถึงเมื่อ 5-6-52
  5. พระไตรปิฎก เล่มที่ ๗ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๗ จุลวรรค ภาค ๒ เรื่องพระเทวทัต. พระไตรปิฏกฉบับสยามรัฐ. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก [5]. เข้าถึงเมื่อ 5-6-52
  6. พระไตรปิฎก เล่มที่ ๗ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๗ จุลวรรค ภาค ๒ พระเทวทัตส่งคนไปพยายามลอบปลงพระชนม์พระศาสดา. พระไตรปิฏกฉบับสยามรัฐ. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก [6]. เข้าถึงเมื่อ 5-6-52
  7. พระไตรปิฎก เล่มที่ ๗ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๗ จุลวรรค ภาค ๒ พระเทวทัตทำโลหิตุปบาท . พระไตรปิฏกฉบับสยามรัฐ. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก [7]. เข้าถึงเมื่อ 5-6-52
  8. พระไตรปิฎก เล่มที่ ๗ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๗ จุลวรรค ภาค ๒ พระเทวทัตทูลขอปกครองสงฆ์. พระไตรปิฏกฉบับสยามรัฐ. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก [8]. เข้าถึงเมื่อ 5-6-52
  9. พระไตรปิฎก เล่มที่ ๗ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๗ จุลวรรค ภาค ๒ เรื่องวัตถุ ๕ ประการ. พระไตรปิฏกฉบับสยามรัฐ. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก [9]. เข้าถึงเมื่อ 5-6-52
  10. อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ยมกวรรคที่ 1 เรื่องพระเทวทัต. อรรถกถาพระไตรปิฏก. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก [10]. เข้าถึงเมื่อ 5-6-52
  11. พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ เสรีววาณิชชาดก. พระไตรปิฏกฉบับสยามรัฐ. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก [11]. เข้าถึงเมื่อ 5-6-52
  12. อรรถกถาพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ อรรถกถา เสรีววาณิชชาดก. อรรถกถาพระไตรปิฏกฉบับสยามรัฐ. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก [12]. เข้าถึงเมื่อ 5-6-52

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]