พระเทพญาณมหามุนี (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
พระเทพญาณมหามุนี
(ไชยบูลย์ )
ธมฺมชโย ภิกขุ, ครูไม่ใหญ่[1]
พระเทพญานมหามุนี.jpg
เกิด 22 เมษายน พ.ศ. 2487
พรรษา 42
อายุ 67
วัด วัดพระธรรมกาย
จังหวัด ปทุมธานี
สังกัด มหานิกาย
วุฒิการศึกษา น.ธ.โท, วท.บ. (เศรษฐศาสตร์เกษตร)
ตำแหน่งทางคณะสงฆ์ เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย

พระเทพญาณมหามุนี (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย) เป็นพระสงฆ์ในพุทธศาสนา ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย และประธานมูลนิธิธรรมกายเป็นพระราชาคณะชั้นเทพ ฝ่ายวิปัสสนาธุระ มีนามตามสัญญาบัตรประกอบพัดยศสมณศักดิ์ว่า พระเทพญาณมหามุนี ศรีธรรมโกศล โสภณภาวนานุสิฐ มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี

พระเทพญาณมหามุนี เกิดเมื่อวันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2487 ณ คุ้งน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา ตำบลบ้านแป้ง อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี โดยมีโยมบิดาชื่อ จรรยงค์ สุทธิผล โยมมารดาชื่อ จุรี สุทธิผล [2] บรรพชาอุปสมบทเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2512 ณ พัทธสีมาวัดปากน้ำภาษีเจริญ โดยมีพระเทพวรเวที (ปัจจุบันคือสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ เขตภาษีเจริญ) เป็นพระอุปัชฌาย์ [3]

เนื้อหา

[แก้] ประวัติ

ตั้งแต่เยาว์วัยมักค้นคว้าหาความรู้ด้านธรรมะ และคำถามที่ติดอยู่ในใจเสมอตั้งแต่อายุ 13 ปี คือ "เราเกิดมาทำไม และอะไรคือเป้าหมายชีวิต" จึงได้แสวงหาคำตอบเรื่อยมา

ขณะที่เรียนอยู่ที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยหลังจากได้ฟังการบรรยายธรรมจากวิทยากรท่านต่างๆ ได้ร่วมกับเพื่อนๆ ตั้งชุมนุมยุวพุทธขึ้น

พ.ศ. 2506 เมื่อขณะศึกษาอยู่ ม. 6 กำลังเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย ได้อ่านพบหนังสือชื่อ "วิปัสสนาบันเทิงสาร" ลงเรื่องราวเกี่ยวกับแม่ชีจันทร์ ขนนกยูงซึ่งได้ศึกษาวิชชาธรรมกายมาจาก พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) จาก วัดปากน้ำภาษีเจริญ

จึงมีโอกาสได้ศึกษาการปฏิบัติธรรมกับ คุณยายอาจารย์มหาอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูงวัดปากน้ำภาษีเจริญ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร

เมื่อเรียนจบปริญญาตรีสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์เกษตร จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์แล้ว ได้บรรพชาอุปสมบทอุทิศชีวิตเป็นพุทธบูชา (อธิษฐานจิตขอบวชตลอดชีวิต) เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2512 ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 9 ณ พัทธสีมาวัดปากน้ำภาษีเจริญ โดยมีพระเทพวรเวที (ปัจจุบันคือสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ เขตภาษีเจริญ) เป็นพระอุปัชฌาย์ มีฉายาว่า "ธัมมชโย" แปลว่า "ผู้ชนะโดยธรรม" พระครูพิพัฒน์ธรรมคณี เป็น พระกรรมวาจาจารย์ พระวิเชียรกวี เป็นพระอนุสาวนาจารย์

[แก้] การก่อสร้างวัดและมูลนิธิ

ดูบทความหลักที่ วัดพระธรรมกาย
ช่วงแรกก่อสร้างศูนย์พุทธจักรปฏิบัติธรรม
ช่วงก่อสร้างศูนย์พุทธจักรปฏิบัติธรรม

วันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2513 พระธัมมชโยและหมู่คณะรวมทั้งผู้มีจิตศรัทธาได้พัฒนาผืนนา 196 ไร่ให้กลายเป็นสำนักสงฆ์ตามระเบียบการสร้างวัด ให้ชื่อว่า "ศูนย์พุทธจักรปฏิบัติธรรม" เมื่อวันมาฆบูชา โดยมีคำขวัญคือ "สร้างวัดให้เป็นวัด สร้างพระให้เป็นพระ สร้างคนให้เป็นคนดี" ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อ "ศูนย์พุทธจักรปฏิบัติธรรม" เป็น วัดพระธรรมกาย เมื่อ พ.ศ. 2524

ภายหลังจากที่พระเทพญาณมหามุนี ได้ก่อตั้งมูลนิธิธรรมกาย ต่อมาได้เข้าเป็นสมาชิกขององค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลกในปี พ.ศ. 2529 เข้าเป็นสมาชิกขององค์การสหประชาชาติในปี พ.ศ. 2529 และเข้าเป็นสมาชิกขององค์การยุวพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลกในปี พ.ศ. 2533

ภายหลังงานกฐินในปี พ.ศ. 2552 ได้เริ่มก่อสร้างศาสนขึ้นอีกหลังหนึ่ง โดยให้ชื่อว่า "อาคารร้อยปีคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง" ตามชื่อของแม่ชีอุบาสิกาที่ได้สอนธรรมะปฏิบัติให้แก่พระเทพญาณมหามุนี

[แก้] ผลงานในพระพุทธศาสนา

ในปี พ.ศ. 2535วัดพระธรรมกายภายใต้การนำของพระเทพญาณมหามุนี ได้ขยายงานการเผยแผ่พระพุทธศาสนาออกไปวัดศูนย์สาขาในประเทศไทยและต่างประเทศ การเผยแผ่พระพุทธศาสนาในต่างประเทศนั้น ได้สร้างศูนย์ปฏิบัติธรรมแห่งแรกขึ้นที่มลรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ปัจจุบันมีวัดศูนย์สาขาในทวีปอเมริกา ทวีปยุโรป ทวีปแอฟริกา โอเชียเนีย และทวีปเอเชีย รวมทั้งวัดสาขาและศูนย์ปฏิบัติธรรมในประเทศไทยกว่า 100 แห่ง[4]

พระเทพญาณมหามุนีได้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยธรรมกายแคลิฟอร์เนีย (Dhammakaya Open University ; DOU) [5] ขึ้นที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีการสอนพระพุทธศาสนาแก่นักศึกษาทั่วโลก ด้วยระบบทางไกล ในระดับปริญญาตรีและปริญญาโท มีทั้งภาคภาษาไทยและภาษาอังกฤษ

พระเทพญาณมหามุนียังมอบหมายให้ทำพระไตรปิฎกคอมพิวเตอร์ขึ้นตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2527 และสำเร็จสมบูรณ์ออกเผยแพร่ไปทั่วโลกในปี พ.ศ. 2539

ในปี พ.ศ. 2547-2549 เกิดคลื่นสึนามิขึ้นในหลายจังหวัดทางภาคใต้ของไทย [6] และได้เกิดอุทกภัยอีกหลายครั้งในภาคกลางของไทย เป็นเวลาหลายเดือน พระเทพญาณมหามุนี ได้มอบหมายให้มูลนิธิธรรมกาย จัดเครื่องอุปโภคบริโภคไปช่วยเหลือตามวัดและชุมชนต่างๆ ในจังหวัดที่ประสบภัย เป็นเวลาหลายเดือนจนกระทั่งเข้าสู่ภาวะปกติ เมื่อเกิดภัยหนาวขึ้นในหลายจังหวัด พระเทพญาณมหามุนีก็ได้ส่งผู้แทนไปมอบเครื่องกันหนาวแก่ประชาชนในท้องที่ต่างๆ เช่นกัน

ในปี พ.ศ. 2551 ได้ดำริให้มีโครงการตักบาตรพระ 500,000 รูปทุกวัดทั่วไทย เพื่อนำจตุปัจจัยไทยธรรมไปถวายแด่พระสงฆ์ใน 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมถึงเป็นหนึ่งในโครงการฟื้นฟูศีลธรรมโลก [7][8]

ในปี พ.ศ. 2551 ได้ดำริให้มีโครงการฟื้นฟูศีลธรรมโลก โดยมีโครงการย่อยชื่อ โครงการเด็กดีวีสตาร์ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ฟื้นฟูศีลธรรมและวัฒนธรรมชาวพุทธ ให้แก่เยาวชนของประเทศไทย ต่อมาได้ขยายโครงการดังกล่าวไปยังประเทศมองโกเลีย และวางแผนเผยแผ่ไปยังประเทศต่างๆ ต่อไป จนกระทั่งเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2553 โครงการดังกล่าวได้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 5 จัดขึ้นโดยการรวมพลเด็กดีวีสตาร์จากโรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศ 1 ล้านคน ภายใต้แนวคิด Change the world โดยให้เด็กดีวีสตาร์ได้เรียนรู้การพูดประโยคสำคัญในภาษาต่าง ที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาศีลธรรมและความดีงามเพื่อวางแผนการเผยแพร่พระพุทธศาสนาออกไปยัง 208 ประเทศในอนาคต นอกจากนั้นได้มีการเหรียญเด็กดีวีสตาร์และทุนการศึกษาแก่เด็กดีวีสตาร์ที่มีผลการประเมินด้านคุณธรรมโดดเด่น 60,000 ทุน และมอบเหรียญครูผู้นำฟื้นฟูศีลธรรมโลกที่เป็นผู้สนับสนุนให้เด็กดีวีสตาร์ได้มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมพัฒนาศีลธรรมผ่านกิจวัตรกิจกรรม งานเด็กดีวีสตาร์ 1 ล้านคนนี้ ได้รับเกียรติจากประธานาธิบดีของสหพันธรัฐคาร์มิเกีย กล่าวสุนทรพจน์ และ มีปรารภที่ริเริ่มนำโครงการเด็กดีวีสตาร์ ไปสานต่อที่สหพันธรัฐคาร์มิเกียผ่านกระทรวงศึกษาธิการต่อไป

ในปี พ.ศ. 2552 ได้ดำริให้เริ่มโครงการบวชพระธรรมทายาทรุ่นเข้าพรรษา 1,000 รูป ซึ่งเป็นการอุปสมบทหมู่ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดยให้ชื่อรุ่นอุปสมบทนี้ว่า " กองพันสถาปนา" ซึ่งกองพันสถาปนานี้ได้วางแผนให้ทำหน้าที่เป็นพระพี่เลี้ยงแก่พระภิกษุที่จะอุปสมบทหมู่ 7000 รูป 7000 ตำบลทั่วไทย ต่อไป และในปีเดียวกันนั้นเอง ได้ดำริให้ต่อเนื่องการเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้กว้างขวางออกไปด้วย โครงการอุปสมบทหมู่ 7000 รูป 7000 ตำบลทั่วไทย โดยให้ชื่อรุ่นการอุปสมบทนี้ว่า "กองพลสถาปนา" ซึ่งมีผู้สนใจเข้าร่วมโครงการหมื่นกว่ารูป ซึ่งมีระยะเวลาการอบรม 3 สัปดาห์

ในปี พ.ศ. 2552 ภายหลังจากสิ้นสุดระยะเวลาการฝึกอบรมพระภิกษุในรุ่นกองพันสถาปนา และ กองพลสถาปนาแล้ว มีพระภิกษุจำนวนหนึ่งยังคงครองเพศสมณะ ในการนี้พระเทพญาณมหามุนี จึงได้ดำริโครงการ "ธุดงค์ธรรมชัย" เพื่อให้พระภิกษุที่ผ่านการฝึกอบรมได้นำสิ่งที่ได้รับจากการอบรมนั้นไปพัฒนา รักษา และฟื้นฟูศรัทธาของพุทธศาสนิกชนในพื้นที่กันดารที่มีวัดร้าง ด้วยวิสัยทัศน์ที่ต้องการเปลื่ยนจากวัดร้างในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศไทยให้กลับเป็นวัดที่รุ่งเรือง เป็นที่พึ่งของพุทธศาสนิกชนอีกครั้ง โดยใช้ถ้อยคำที่สื่อสารในหมู่ชาววัดพระธรรมกายว่า "ทำวัดร้างให้กลายเป็นวัดรุ่ง"

ในปลายปี พ.ศ. 2552 นั้นได้ดำริโครงการอุปสมบทหมู่ ในชื่อของ "โครงการบวชพระแสนรูป ถวายเป็นพุทธบูชาเพื่อสืบทอดอายุพระพุทธศาสนา" โดยมีช่วงเวลาอุปสมบทจำนวน 49 วัน โดยให้ชื่อพุทธบุตรหรือ พระภิกษุสงฆ์ที่เข้าอุปสมบทหมู่ว่า "ธรรมทายาท" ในระหว่างการอบรมในโครงการบวชพระแสนรูป เหล่าธรรมทายาทได้ออกเดินธุดงค์ ซึ่งให้ชื่อว่า "ธุดงค์ธรรมชัย" ไปยังวัดต่างๆ ทั่วประเทศ ในช่วงวันที่ 18-25 กุมภาพันธ์ 2553 โดยให้คำว่า"พระแท้" เป็นจุดมุ่งหมายของการอุปสมบทหมู่และการเดินธุดงค์ดังกล่าว เพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนาและกอบกู้ศรัทธาของพุทธศาสนิกชนให้มั่นคงในพระรัตนตรัยสืบต่อไป

ในช่วงเข้าพรรษาปี พ.ศ. 2553 ได้ดำริให้มีการเตรียมโครงการอุปสมบทหมู่จำนวนแสนรูปในช่วงเข้าพรรษาอีกครั้ง ด้วยมีเป้าหมายอุปสมบทหมู่ล้านรูปในอนาคต

ในเดือน กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 ได้ดำริโครงการบวชอุบาสิกาแก้วหน่ออ่อน จำนวนแสนคน โดยให้ความหมายว่า "หน่ออ่อน" นั้นเสมือนหน่ออ่อนของต้นไม้ ที่เติบโต เป็นไม้ใหญ่ต่อไป ในขณะที่คำว่า "อุบาสิกา" หมายถึง สตรีผู้ใกล้ชิดพระรัตนตรัย โดยมีวัดที่เข้าร่วมโครงการทั่วประเทศไทย และ ได้รับความร่วมมือจากมหาเถรสมาคม ซึ่งจะทำการบวชอุบาสิกาแก้วหน่ออ่อน รักษาศีล 8 ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 8 มีนาคม ถึง 15 มีนาคม 2553

ในเดือน เมษายน พ.ศ. 2553 ได้ดำริโครงการบวชอุบาสิกาแก้วหน่ออ่อน จำนวน 5 แสนคน โดยมีกำหนดการอบรมทั่วประเทศไทย ผ่านวัด สถาบันการศึกษา กว่า 500 แห่งทั่วประเทศไทยโดยทำหน้าที่เป็นศูนย์การฝึกอบรม มีกำหนดการอบรมตั้งแต่วันที่ 16-29 เมษายน พ.ศ. 2553

ในเดือน ธันวาคม พ.ศ. 2553 ได้ดำริโครงการบวชอุบาสิกาแก้วหน่ออ่อน จำนวน 1 ล้านคน โดยมีกำหนดการอบรมทั่วประเทศไทย ผ่านวัด สถาบันการศึกษา กว่า 1,500 แห่งทั่วประเทศไทยโดยทำหน้าที่เป็นศูนย์การฝึกอบรม มีกำหนดการอบรมตั้งแต่วันที่ 16-29 ธันวาคม พ.ศ. 2553

[แก้] ช่วงเวลาการเทศน์สอน

วันจันทร์ถึงวันเสาร์ เวลา 19.30 น. - 22.00 น. พระเทพญาณมหามุนีจะทำการลงเทศน์สอนธรรมะสดผ่านระบบอินเทอร์เน็ต และระบบโทรทัศน์เพื่อการศึกษาผ่านดาวเทียมช่องดีเอ็มซีในรายการ โรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยา โดยเนื้อหาการเทศน์สอนครอบคลุมกรณีศึกษาเรื่อง กฎแห่งกรรม ที่มีการประยุกต์นำภาพและเพลงมาประกอบการเทศน์สอน ส่วนวันอาทิตย์ จะลงเทศน์สอนธรรมปฏิบัติในสองช่วงเวลาคือ 9.30 น. - 11.00 น. และ 13.30 น. - 16.00 น.

นอกจากนี้ท่านยังดำริให้ช่องดีเอ็มซีทำรายการเผยแผ่การศึกษาพระพุทธศาสนาตลอด 24 ชั่วโมง ถ่ายทอดผ่านดาวเทียม 7 ดวง ครอบคลุมทุกภูมิภาคทั่วโลก มีการแปลเป็นภาษาต่างๆ อาทิเช่น ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน ภาษาลาว ภาษาเยอรมัน ภาษาฝรั่งเศส ภาษาสเปน ภาษาญี่ปุ่น และภาษาเขมร เป็นต้น

[แก้] สื่อธรรมะ

พระเทพญาณมหามุนีได้เผยแผ่ธรรมะผ่านหนังสือและบทเพลงธรรมะจำนวนมาก ภายใต้นามแฝงว่า "ตะวันธรรม" อาทิ พระธรรมเทศนาพระเทพญาณมหามุนี ชุดธรรมะเพื่อประชาชน, เพลง ชีวิตสมณะ เป็นต้น

[แก้] รางวัล

  • 5 ธันวาคม พ.ศ. 2534: ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ ฝ่ายวิปัสสนาธุระ ที่ พระสุธรรมยานเถร
  • 5 ธันวาคม พ.ศ. 2537: ได้รับการถวายปริญญาพุทธศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์
  • 5 ธันวาคม พ.ศ. 2539: ได้รับพระราชทานพัดยศเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะชั้นราช ฝ่ายวิปัสสนาธุระ ที่ พระราชภาวนาวิสุทธิ์
  • 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2547: องค์การอนามัยโลก ได้มอบถวายรางวัลงดบุหรี่โลก World No Tobacco Day Awards 2004ประจำปีพุทธศักราช 2547 แด่พระราชภาวนาวิสุทธิ์ จากผลงานการรณรงค์ให้เยาวชนและประชาชนเลิกสุราและบุหรี่[9]
  • 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548: ได้รับการถวายโล่เกียรติคุณ จากวุฒิสภา
  • 22 เมษายน พ.ศ. 2548: Mr. S.P. Varma เลขาธิการสมาคม Akhil Bharat Rachanatmak Samaj (All Indian Gandhian Worker Society หรือ ABRS) ได้มาถวายรางวัลมหาตมคานธีเพื่อสันติภาพ (Mahatama Gandhi Peace Award) สำหรับความทุ่มเทแรงกายแรงใจในการส่งเสริมสันติภาพ และการพัฒนาเยาวชน ตลอดระยะเวลากว่า 40 ปีที่ผ่านมา
  • 5 ธันวาคม พ.ศ. 2549: การประชุมขององค์กรยุวสงฆ์โลก WBSY มอบรางวัลผู้นำชาวพุทธ ที่มีผลงานการเผยแผ่พระพุทธศาสนาดีเด่นในระดับโลกหรือUniversal Peace Award
  • พ.ศ. 2550: มูลนิธิธรรมกายได้รับรางวัลเทลลี (Telly award) จำนวน 12 รางวัล จากผลงาน Dhamma Media Channel; DMC
  • 24 เมษายน พ.ศ. 2552: กรรมาธิการศาสนาฯ ถวายรางวัลผู้ทำประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา ระดับ วัชรเกียรติ [10][11]
  • 5 ธันวาคม พ.ศ. 2554: ได้รับพระราชทานพัดยศเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะชั้นเทพ ฝ่ายวิปัสสนาธุระ ที่ พระเทพญาณมหามุนี ศรีธรรมโกศล โสภณภาวนานุสิษฐ์ มหาคณิตสร บวรสังฆาราม คามวาสี[12]

[แก้] คดีความและข้อครหา

ในช่วง พ.ศ. 2540-2541 สื่อมวลชนได้จุดประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ถึงความน่าสงสัยต่อพฤติกรรมและการดำเนินการหลายอย่างเกี่ยวกับพระเทพญาณมหามุนี และทีมงาน รวมถึงมีการเผยแพร่ข่าวเชิงลบอย่างต่อเนื่อง เช่นประเด็นการยักยอกทรัพย์ และการบริหารเงินบริจาค และมีความพยายามเปลี่ยนการเรียกนามของพระราชภาวนาวิสุทธิ์ (สมณศักดิ์ในขณะนั้น) เป็น "นายไชยบูลย์ สุทธิผล" โดยอ้างเอาพระลิขิตสมเด็จพระสังฆราชว่าได้ตัดสินให้พระเทพญาณมหามุนีหลุดพ้นจากความเป็นบรรพชิตแล้ว ด้วยความผิดทางพระธรรมวินัยขั้นปาราชิก ในข้อหายักยอกทรัพย์[13] ซึ่งในขณะนั้นปรากฏว่ามีศิษยานุศิษย์บางส่วนได้เกิดความไม่มั่นใจและถอนตัวออกไปจากวัด แต่ในขณะเดียวกันก็ยังคงมีศิษยานุศิษย์ของวัดพระธรรมกายอีกจำนวนมากที่ยังคงมีความเลื่อมใสศรัทธาอย่างแรงกล้า และได้ออกมาปกป้องพระเทพญาณมหามุนี ว่าถูกขบวนการทำลายล้างวางแผนทำลายชื่อเสียงวัดพระธรรมกายและพระเทพญาณมหามุนี ผ่านสื่อมวลชนและการกดดันทางการเมืองและเจ้าคณะผู้ปกครองคณะสงฆ์ อีกทั้งเชื่อว่าคณะวัดพระธรรมกายมีส่วนรู้เห็นในการปลอมแปลงพระลิขิตสมเด็จพระสังฆราชเพื่อหวังผลในการจับสึกพระเทพญาณมหามุนี [14] ในขณะที่คณะวัดพระธรรมกายได้มีความพยายามแถลงการณ์เพื่อแก้ต่างข้อสงสัยหลายครั้งแต่ไม่เป็นผล และสังคมบางส่วนยังคงมีความเคลือบแคลงมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน

ในระหว่างที่คดียังคงอยู่ในกระบวนพิจารณาในชั้นศาลพระเทพญาณมหามุนีและคณะวัดพระธรรมกาย ได้ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา แต่ในระหว่างการพิจารณาคดีดังกล่าว สื่อมวลชนบางสำนักได้นำเสนอข่าวแพร่สะพัดออกไปในทางเสื่อมเสีย จึงได้มีการฟ้องกลับสื่อมวลชนต่อขบวนการยุติธรรม ซึ่งต่อมาศาลอาญาได้พิพากษา ว่าการกระทำดังกล่าวของสื่อมวลชนเป็นความผิด และได้ลงโทษให้ประกาศข้อความขอขมาวัดพระธรรมกายและพระราชภาวนาวิสุทธิ์ (สมณศักดิ์ในขณะนั้น) ทางหนังสือพิมพ์ หลายฉบับ ทั้งมติชน[15] กรุงเทพธุรกิจ[16] สยามรัฐ[17][18]

กระทั่งในปี พ.ศ. 2549 สำนักงานอัยการสูงสุดได้ถอนฟ้องคดีทั้งหมดของพระเทพญาณมหามุนี หลังจากนั้นสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้ประกาศรับรองความบริสุทธิ์ของพระเทพญาณมหามุนี และมหาเถรสมาคมได้ส่งผู้แทนมายังวัดพระธรรมกายเพื่อถวายคืนตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายแก่พระเทพญาณมหามุนี สำหรับประเด็นนี้กลุ่มผู้มีอคติเชิงลบต่อวัดพระธรรมกาย เช่น ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ได้เขียนบทความวิพากษ์คำตัดสินของศาลว่ามีการใช้อิทธิพลของผู้มีอำนาจระดับสูงเพื่อให้พระเทพญาณมหามุนีพ้นคดี [19] ในขณะที่กลุ่มผู้สนับสนุนวัดพระธรรมกายได้ออกมาแย้งในรูปแบบต่างๆ ว่า คดีของวัดพระธรรมกายที่เกิดขึ้นเป็นเพราะมีการใช้อิทธิพลของผู้มีอำนาจระดับสูงกดดันหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินคดีกับวัดพระธรรมกายและพระเทพญาณมหามุนีเช่นกัน ด้วยเหตุผลที่วัดพระธรรมกายเป็นศูนย์กลางของการดำเนินงานด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนา รวมถึงมีศิษยานุศิษย์ในทุกระดับชั้นของสังคมและทั่วโลก จึงเกรงว่าหมู่คณะวัดพระธรรมกายอาจมีอำนาจการต่อรองทางการเมืองการปกครองของประเทศไทย[20]

[แก้] ความขัดแย้งในเรื่องวิธีการเผยแผ่พระพุทธศาสนาและแนวคำสอน

[แก้] ความขัดแย้งในเรื่องการดำเนินงาน

พระเทพญาณมหามุนี มีแนวคิดที่จะรวมคณะสงฆ์ทั่วโลก เพื่อประชุมเปรียบเทียบคำสั่งสอนของพระพุทธศาสนาที่ปรากฏอยู่ในแต่ละนิกาย[21] จึงเป็นที่มาของการวิพากษ์วิจารณ์ว่าพระเทพญาณมหามุนีต้องการสร้างความยิ่งใหญ่ให้กับตนเอง ซึ่งทางกลุ่มผู้สนับสนุนได้โต้แย้งว่าการสร้างความสามัคคีให้เกิดขึ้นกับพุทธบริษัททั้งสี่นั้นเป็นหน้าที่ของชาวพุทธทุกคน ซึ่งการที่พระเทพญาณมหามุนีตั้งใจสร้างความสามัคคีของชาวพุทธทั่วโลกให้เกิดขึ้นนั้น เป็นสิ่งที่ควรแก่การส่งเสริมและสนับสนุนมากกว่าการมุ่งร้ายทำลายกันเองระหว่างหมู่พุทธศาสนิกชน

นอกจากนั้นในหมู่ของชาววัดพระธรรมกายได้รับคำสั่งสอนและให้คุณค่าของการกระทำความดีอย่างเอาชีวิตเป็นเดิมพันว่า คือการสร้างบารมีตามเยี่ยงอย่างพระบรมโพธิสัตว์ในกาลก่อน และ เป็นสิ่งที่ชาวพุทธที่ดีควรกระทำเป็นอย่างยิ่ง

วัดพระธรรมกายภายใต้การนำของพระเทพญาณมหามุนีมีเป้าหมายจะรวมคณะสงฆ์ทั่วโลก พระเทพญาณมหามุนีได้ดำริโครงการต่างๆและสร้างงานบุญพิธีอันยิ่งใหญ่อย่างต่อเนื่องในรูปแบบต่างๆ เช่น การระดมทุนเพื่อการสร้างศาสนวัตถุขนาดใหญ่, การฝึกอบรมในโครงการต่างๆ อาทิ โครงการอบรมธรรมทายาท ซึ่งมีทั้งในรูปแบบของการอุปสมบทพระภิกษุ อบรมธรรมทายาทหญิง อบรมอุบาสิกาแก้วหน่ออ่อน โครงการฟื้นฟูศีลธรรมโลก โครงการเด็กดีวีสตาร์ โครงการตอบปัญหาธรรมะทางก้าวหน้า เป็นต้น โดยให้เหตุผลเพื่อการเผยแผ่และค้ำจุนพระพุทธศาสนา ในขณะที่ชาวพุทธชาวไทยจำนวนไม่น้อย มองการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำที่สุดโต่ง ไม่สันโดษ ไม่สมถะ แอบแฝงเป็นพุทธพาณิชย์ ท่ามความไม่เห็นด้วยดังกล่าวพระเทพญาณมหามุนียังคงดำเนินโครงการ พิธีกรรม และเทศนาสั่งสอนอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งที่จะเผยแผ่ พระพุทธศาสนา เพื่อการปฏิบัติธรรมให้เข้าถึงพระธรรมกายไปทั่วโลก

[แก้] ความขัดแย้งในเรื่องเป้าหมายของชาวพุทธ

ในคำสั่งสอนของพระพุทธศาสนาในสำนักอื่นๆ นอกแนวปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกายนั้น จะมุ่งไปที่การเข้าสู่แดนนิพพาน ซึ่งมีความแตกต่างจากคำสอนของพระเทพญาณมหามุนี ที่สั่งสอนศิษยานุศิษย์ด้วยมโนปณิธาน การมุ่งไปให้ถึง ที่สุดแห่งธรรม โดยได้ขยายความมโนปณิธานนั้นว่า "เป็นไปเพื่อการรื้อสัตว์ ขนสัตว์ ทั้งภพสามให้หลุดพ้นจากการเป็นบ่าวเป็นทาสของพญามาร" โดยอธิบายว่า พญามาร[22][23] หมายถึง ผู้ซึ่งสอดแทรกกิเลสให้แก่สรรพสัตว์, เป็นผู้สร้างกฏแห่งกรรม และ เป็นผู้ที่ทำให้วัฏสงสารดำเนินไปไม่สิ้นสุด การไปให้ถึงที่สุดแห่งธรรมนั้น เป็นการสร้างบารมีที่ยาวนานกว่าเป้าหมายของการเข้าสู่นิพพานมาก เพราะในการตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นเป็นไปเพื่อการโปรดสรรพสัตว์ที่พอมีบารมีบางส่วนได้บรรลุธรรมเข้าสู่นิพพานไปพร้อมกับพระองค์ แต่การไปให้ถึงที่สุดแห่งธรรมหมายถึง การรื้อสรรพสัตว์ทั้งหมดให้เข้าสู่นิพพานนั้น ตนเอง (หมายถึงพระเทพญาณมหามุนี) จะขอเป็นคนสุดท้ายที่จะเข้านิพพาน ปณิธานนี้ถูกสอนผ่านพระธรรมเทศนาโดยนัยยะว่า หน้าที่ในระหว่างการสร้างบารมีของผู้นำแนวปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย อันได้แก่ พระมงคลเทพมุนี เป็นไปเพื่อ"การรื้อวัฏฏะ" คือ ทำที่สุดแห่งวัฏสงสารให้หมดไป ไม่มีผู้ใดต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป ด้วยเหตุนี้วัดพระธรรมกายจึงได้จัดโครงการที่ทำให้คนที่ได้คิดและหันมาทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้กลับมารุ่งเรืองอีกครังดังสมัยพุทธกาล

[แก้] ความขัดแย้งในเรื่องการอธิบายความหมายตามคำสอนและแนวธรรมปฏิบัติ

[แก้] การอธิบายความหมาย คำว่า อัตตา อนัตตา

พระเทพญาณมหามุนียืนยันผ่านการเทศน์สอนว่า "การปฏิบัติธรรมเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย" เป็นธรรมปฏิบัติของแท้ตามแบบอย่างของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่เดิม แต่ธรรมปฏิบัติดังกล่าวนั้นได้สูญหายไปจากพระไตรปิฎก[24] ซึ่งพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ได้ค้นพบและนำวิธีปฏิบัติธรรมเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกายกลับมาสั่งสอนให้มวลมนุษยชาติอีกครั้ง

ในขณะที่พระมหาเถระสำนักอื่นหลายสำนัก ไม่คุ้นเคยกับคำสั่งสอนตามแนวปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย เพราะเมื่อพิจารณาตีความเฉพาะด้านปริยัติ โดยดัวอักษรความตามหมายในพระไตรปิฎกแล้ว กล่าวไว้ว่า สรรพสิ่งนั้น เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คือ ไม่เที่ยงแท้ เป็นทุกข์ ฉะนั้น นิพพาน จึงเป็นอนัตตาด้วยเหตุผลนี้[25] จึงทำให้เกิดความขัดแย้งในเรื่องที่ว่า นิพพานเป็นอัตตาหรืออนัตตา อันเป็นเหตุให้พระเทพญาณมหามุนี และ วัดพระธรรมกายถูกโจมตีอย่างหนัก

นอกจากนั้นคำสอนของพระมงคลเทพมุนีและพระเทพญาณมหามุนีตามแนวปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกายนั้น ได้ให้คำจำกัดความของคำที่เกี่ยวกับนิพพาน ต่างไปจากในพระไตรปิฎก ที่ว่า พระไตรปิฎกนั้นไม่มีการแยกคำว่า อายตนนิพพาน และ พระนิพพาน แต่ตามแนวปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย ได้อธิบายเอาไว้ผ่านหนังสือวิสุทธิวาจาซึ่งถอดพระธรรมเทศนาของพระมงคลเทพมุนี[26]และการเทศนาของพระเทพญาณมหามุนี เอาไว้ว่า อายตนนิพพาน หมายถึง แดนนิพพานอันเป็นที่อยู่ของพระนิพพาน พระนิพพานคือ ชื่อที่เรียก พระธรรมกายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และ พระอรหันตเจ้า ที่ได้ถอดขันธ์ 5 ของกายมนุษย์แล้วเปลี่ยนเป็นธรรมขันธ์ คือ กายธรรม หรือ ธรรมกาย ซึ่งลักษณะของธรรมขันธ์ที่ถอดขันธ์ 5 แล้วนั้นจะเหมือนกันทุกพระองค์ จึงเรียกว่า ธรรมกาย หรือ กายธรรม ซึ่งสอนว่าลักษณะของ พระธรรมกายนั้น เป็นรูปร่างของกายแก้วมีลักษณะ มหาบุรุษ 32 ประการ มีเกศดอกบัวตูมเหมือนดอกบัวสัตบงกชที่จอมกระหม่อม ในท่านั่งขัดสมาธิคู้บัลลังค์ คือขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย ปลายนิ้วของหัวแม่มือข้างซ้ายจรดกับปลายนิ้วชี้ข้างขวา นั่งบนแผ่นฌานซึ่งมีลักษณะกลม ปลายเข่าทั้งข้างวางพอดีที่ขอบของแผ่นฌานนั้น ความต่างกันของกายธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้า และ พระอรหันตเจ้านั้น จะมีก็เพียงขนาดความเล็กใหญ่ของกายธรรมและรัศมีกายที่ไม่เท่ากันเพราะกำลังบารมีที่สะสมต่างกันเท่านั้น ในสงสารวัฏนี้ สิ่งที่เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็คือ กายที่ยังเป็น ขันธ์ทั้ง 5 แต่ กายธรรม หรือ ธรรมกาย นั้นมีลักษณะตรงกันข้าม คือ เป็น สุขัง นิจจัง อัตตา คือ เป็นสุขเที่ยงแท้ไม่แปรผัน [27] เป็นกายที่รวมประชุมของพระธรรมคำสั่งสอนทั้ง 84,000 พระธรรมขันธ์เอาไว้ภายใน มิใช่พระไตรปิฎกที่อาจมีความคลาดเคลื่อนเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา

และสอนว่าในอายตนนิพพานนั้น เป็นที่อยู่ของพระนิพพานที่นั่งขัดสมาธิคู้บัลลังค์เข้านิโรธสมาบัติเพียงอย่างเดียว มิได้ทำกิจอื่นใดอีก รวมทั้งอายตนนิพพานนั้น มีหลายอายตนนิพพาน ทั้งที่ซ่อนเร้นและเปิดเผย มีทั้งฝ่ายที่มีธาตุธรรมเป็นฝ่ายโปรด (มีหน้าที่ เทศนาสั่งสอนให้เห็นโทษภัยในวัฏสงสารเพื่อให้สรรพสัตว์หลุดพ้นตามกำลังแห่งบารมีของตน ) และ ที่มีธาตุธรรมเป็นฝ่ายปราบ (มีหน้าที่มุ่งสร้างบารมีเพื่อปราบพญามารซึ่งเป็นผู้ผลิตกิเลสอาสวะและบัญญัติกฏแห่งกรรม เพื่อปล่อยเชลยคือสรรพสัตว์ทั้งหมดให้พ้นจากคุก คือวัฏสงสาร) ซึ่งคำสอนเหล่านี้ ไม่เคยปรากฏมีในสำนักสงฆ์ใดในปัจจุบัน นอกจากแนวปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย จึงเป็นที่มาของการถูกเพ่งเล็งและโจมตีของพระมหาเถระทั้งสองรูปคือ พระมงคลเทพมุนี ในสมัยเมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่ และ พระเทพญาณมหามุนีผู้สืบทอดและเผยแผ่ มาจนกระทั่งปัจจุบัน

[แก้] การให้ความหมายของมัชฌิมาปฏิปทา และ ผลของการดำเนินกรรมฐาน

ในแง่ธรรมปฏิบัตินั้นแนวคำสอนในเรื่อง มัชฌิมาปฏิปทา และ สติปัฏฐาน 4 ตามแนวปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกายนั้น มีความแตกต่างจากสำนักอื่น ที่ว่าในสำนักอื่นๆ นั้นมีตีความหมายของคำว่า มัชฌิมาปฏิปทา ว่าหมายถึง การเดินทางสายกลาง คือการไม่กระทำความเพียรหรือกระทำสิ่งใดอย่างสุดโต่ง และ ตีความการปฏิบัติกรรมฐานแบบสติปัฏฐาน 4 ซึ่งในแต่ละสำนักนั้น ก็มีการตีความตามพระปริยัติธรรมที่แตกต่างกันออกไป ในขณะที่คำสอนตามแนวปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย ได้ให้ความหมายมัชฌิมาปฏิปทา คือ การเดินทางสายกลางตามอริยมรรคมีองค์ 8 โดยเป็นการเดินทางสายกลางภายในกายมนุษย์ ผ่านศูนย์กลางกายฐานที่ 7 เข้ากลางของกลาง ผ่านดวงธรรมและกายในกาย ซึ่งเป็นการทำสมาธิวิปัสสนา แบบสติปัฏฐาน 4 คือ กาย เวทนา จิต ธรรม ซึ่งเป็นการเดินกรรมฐานผ่านศูนย์กลางกายฐานที่ 7 ทั้งสิ้น[28] คือ พิจารณากายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต และธรรมในธรรม ด้วยการพิจารณาผ่านดวงธรรมแต่ละดวง กายแต่ละกายละเอียดเป็นลำดับ โดยอธิบายว่าความละเอียดลึกซึ้งของธรรมปฏิบัตินั้นสามารถเห็นได้ด้วยตาภายใน มิใช่การตีความตามตัวอักษร ตามพระปริยัติ เพราะธรรมนั้นมิได้รู้ด้วยปัญญาอันเกิดจากความคิดหรือจินตมยปัญญา แต่ต้องรู้เห็นและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับธรรมนั้น ด้วย ปัญญาจักษุ ธรรมจักษุ ที่จะทำให้เห็นและเข้าถึงพระรัตนตรัยภายในตัว คือ พุทธรัตนะ (ธรรมกายหยาบ) ธรรมรัตนะ (ดวงธรรม) สังฆรัตนะ (ธรรมกายละเอียด) [29][30] อันอยู่ภายในกายของมนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งหลาย เว้นแต่ว่า สัตว์เดรัจฉานนั้นไม่อาจเข้าถึงกายในกาย หรือ กายธรรมได้ เพราะสัตว์มีกายหยาบหรือรูปร่างภายนอกที่ไม่เหมาะสมต่อการสร้างสมบารมี และมักมีลักษณะเป็นลำตัวขวาง ทำให้หาศูนย์กลางกายฐานที่ 7 ภายในได้ยากกว่ามนุษย์ ตามแนวปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย อธิบาย คำว่า การเข้าถึงไตรสรณคมน์ตามนัยยะที่มีอยู่ในพระไตรปิฎก ว่ามีนัยยะ คือ การเข้าถึงกายต่างๆ ดวงธรรมต่างๆ จนกระทั่งเข้าถึง พระรัตนตรัยภายในตัว มิใช่เพียงการสวดมนต์เพื่อขอรับไตรสรณคมน์ อันเป็นการรับด้วยปากและยังเป็นเพียงการ "ขอถึง" มิใช่การ"เข้าถึง"ไตรสรณคมน์ภายในตัวอย่างแท้จริง

ความแตกต่างจากธรรมปฏิบัติในสำนักอื่นอย่างมากอีกอย่างหนึ่ง คือ การสอนถึงผลของการเจริญภาวนา โดยแนวธรรมปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย ได้แบ่งกาย[31]ที่ถือว่าเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ว่าคือ กายมนุษย์หยาบ กายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์หยาบ กายทิพย์ละเอียด กายรูปพรหมหยาบ กายรูปพรหมละเอียด กายอรูปพรหมหยาบ กายอรูปพรหมละเอียด กายธรรมโคตรภูหยาบ กายธรรมโคตรภูละเอียด ส่วนกายที่เป็นกายเที่ยงแท้คือ เป็นนิจจัง สุขัง อัตตา เริ่มตั้งแต่ กายธรรมพระโสดาบันหยาบ กายธรรมพระโสดาบันละเอียด กายธรรมพระสกิทาคามีหยาบ กายธรรมพระสกิทาคามีละเอียด กายธรรมพระอนาคามีหยาบ กายธรรมพระอนาคามีละเอียด กายธรรมอรหัตตหยาบ และ กายธรรมอรหัตตละเอียด รวมทั้งหมดได้ 18 กาย แต่ละกายจะมีดวงธรรมอีกทั้งหมด 6 ดวงคั่นอยู่ ซึ่งการสอนธรรมปฏิบัติที่แจงรายละเอียด 18 กายเช่นนี้ไม่ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎก และ สำนักอื่นนอกแนวปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย ทำให้มีหลายฝ่ายมองว่าพระเทพญาณมหามุนีพยายามตั้งลัทธิใหม่ และ สอนสั่งนอกพระไตรปิฎก คล้ายกับที่พระมงคลเทพมุนีเคยถูกกล่าวหาเมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่ ในขณะที่พระเทพญาณมหามุนีได้ยืนยันว่า เป็นเพราะการสังคายนาในยุคหลังพุทธปรินิพพานทำให้คำว่าธรรมกายเลือนหายไป ซึ่งจะมีคำว่าธรรมกายหลงเหลืออยู่ในพระไตรปิฎกบ้าง แต่วิธีปฏิบัติธรรมเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกายภายในนั้นได้สูญหายไปจากพระไตรปิฎกนานมาแล้ว ในขณะที่อาจจะยังหลงเหลือหลักฐานอยู่ในพระไตรปิฎกในนิกายหรือในภาษาอื่นๆ เช่น นิกายวชิรญาณ หรือ ภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น ภาษาเกาหลี ภาษาธิเบต หากในอนาคตได้มีการประชุมวิชาการทางพระพุทธศาสนา และได้เปรียบเทียบพระไตรปิฎกที่อยู่ในนิกายและภาษาต่างๆ นอกจากจะเป็นประโยชน์แก่พระพุทธศาสนาในวงกว้างแล้ว ยังจะได้สืบค้นเกี่ยวกับเนื้อหาของคำว่า ธรรมกาย ต่อไป อย่างไรก็ดี สิ่งเหล่านี้ยังไม่เป็นที่ประจักษ์และน่าเชื่อถือแก่พระมหาเถระผู้ใหญ่ภายในประเทศไทยซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในสายพระปริยัติธรรมและภาษาบาลี และทำให้พุทธศาสนิกชนชาวไทยบางส่วนอาจรู้สึกไม่ยอมรับการปฏิบัติสมาธิเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย ในขณะที่พระมงคลเทพมุนีและพระเทพญานมหามุนียังคงยืนยันว่า ในตัวของสรรพสัตว์ทั้งหลายมีพระธรรมกายอยู่ ไม่ว่าผู้ใด เชื้อชาติใด ภาษาใด เมื่อปฏิบัติธรรมตามแนววิชชาธรรมกาย ย่อมเข้าถึงพระธรรมกายภายในตัวได้ทุกคน นอกจากนั้นหมู่คณะวัดพระธรรมกายภายใต้การนำของพระะเทพญานมหามุนี ยังได้มีการเผยแพร่คำสอนไปยังชาวต่างประเทศในรูปแบบโครงการต่างๆ เช่น peace revolution และ middle way meditation เป็นต้น และดำริให้มีการบันทึกผลการปฏิบัติธรรมของชาวต่างชาติเหล่านั้นทั้งเป็นคำบรรยายและรูปภาพจำนวนมาก โดยที่ชาวต่างชาติเหล่านั้นไม่เคยทราบเรื่องราวเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรมมาก่อน และ ไม่รู้จักวิชชาธรรมกาย รวมถึงมิได้เป็นชาวพุืทธ แต่พบว่าชาวต่างชาติจำนวนมากได้เข้าถึงดวงธรรม องค์พระ ภายในตัวของพวกเขา พระเทพญานมหามุนียืนยันผ่านการเทศน์สอนว่า การปฏิบัติธรรมเช่นนี้ เป็นของจริง และ เป็นทางมรรคผลนิพพาน เป็นทางสายกลางที่ถูกต้อง ดังนั้นไม่ว่าบุคคลเหล่านั้นจะเป็นใคร ย่อมจะได้รับผลลัพธ์ของการปฏิบัติธรรมเช่นเดียวกัน

[แก้] อ้างอิง

  1. ^ พระเทพญาณมหามุนี เรียกตัวเองว่า "ครูไม่ใหญ่" ในรายการโรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยา
  2. ^ ประวัติหลวงพ่อธัมมชโย: มาเกิดเพื่อสมานสามัคคี
  3. ^ ประวัติหลวงพ่อธัมมชโย: เข้าสู่ร่มผ้ากาสาวพัสตร์
  4. ^ วัดศูนย์สาขาในต่างประเทศ
  5. ^ มหาวิทยาลัยธรรมกายแคลิฟอร์เนีย
  6. ^ Respond to the Indian Ocean Earthquake and TsunamisDhammakaya Foundation
  7. ^ ถวายจตุปัจจัยไทยธรรม 266 วัด และ ทำบุญอุทิศส่วนกุศลแด่ผู้วายชนม์ใน 4 จังหวัดภาคใต้
  8. ^ โครงการฟื้นฟูศีลธรรมโลก
  9. ^ Tobacco-free Campaign , The World Fellowship of Buddhist Youth
  10. ^ ถวายรางวัลผู้ทำประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา พ.ศ. 2552 เวปไซท์ มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย
  11. ^ กรรมาธิการศาสนาฯ ถวายรางวัลผู้ทำประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา พ.ศ. 2552 เวปไซท์ ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนา
  12. ^ รายนามพระราชาคณะที่ได้รับเลื่อน-แต่งตั้งใหม่
  13. ^ ต้องการอ้างอิง
  14. ^ http://www.geocities.com/Tokyo/Highrise/3418/b-miror1.htm
  15. ^ มติชน ฉบับวันเสาร์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2546
  16. ^ กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันอาทิตย์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2544 หน้า 11
  17. ^ สยามรัฐ ฉบับวันพุธที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2544
  18. ^ สยามรัฐ ฉบับวันจันทร์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2544 หน้าที่ 13
  19. ^ http://www.doisaengdham.com/article_detail.php?id=30
  20. ^ คู่บุญ กู้วิกฤต มิตรแท้พระศาสนา ภรรยานายอำเภอคลองหลวง
  21. ^ เป้าหมายการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของวัดพระธรรมกาย
  22. ^ วิสุทธิวาจา เล่มที่ ๑ หน้า 14,60
  23. ^ วิสุทธิวาจา เล่มที่ 2 หน้า 89-90
  24. ^ ขยายความหลักฐานธรรมกาย
  25. ^ พระไตรปิฎก เล่มที่ ๘ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๘ ปริวาร
  26. ^ วิสุทธิวาจา เล่มที่ 1 หน้า 30,117-120
  27. ^ วิสุทธิวาจา เล่มที่ 3 หน้า 39-40
  28. ^ วิสุทธิวาจา เล่มที่ 3 หน้า 144-147
  29. ^ หนังสือเรียนวิชาความรู้พื้นฐานทางพระพุทธศาสนา มหาวิทยาลัยธรรมกายแคลิฟอร์เนีย พิมพ์ครั้งที่ 2 พ.ศ. 2553,บทที่ 4,หน้า 83
  30. ^ สมาธิ 5หลักสมถวิปัสสนากัมมัฏฐาน บทที่ 3 หน้า 45-62
  31. ^ วิสุทธิวาจา เล่มที่ 3 หน้า 70-72

[แก้] ดูเพิ่ม

[แก้] แหล่งข้อมูลอื่น


[แก้] หนังสืออ่านเพิ่มเติม

เครื่องมือส่วนตัว
สิ่งที่แตกต่าง
การกระทำ
ป้ายบอกทาง
มีส่วนร่วม
พิมพ์/ส่งออก
เครื่องมือ
ภาษาอื่น