ไพศาล พืชมงคล
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
นายไพศาล พืชมงคล เกิดที่ อ.ระโนด จ.สงขลา ในครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีนฮกเกี้ยน โดยเป็นลูกชายคนโต ในจำนวนพี่น้องทั้งสิ้น 7 คน
ไพศาลจบการศึกษาจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รุ่นที่ 12 (รุ่น09) ด้วยคะแนนค่อนข้างสูง เคยสอบวิชาวิฯแพ่งซึ่งถือว่าเป็นวิชาที่ยากที่สุดวิชาหนึ่งของคณะด้วยคะแนนที่สูงถึง 84%ซึ่งในยุคนั้นนักกฎหมายจะวัดความเก่งกาจกันด้วยวิชานี้ หากใครได้คะแนนเกิน 70% ต้องถือว่าเยี่ยมมาก
ในขณะเรียนมหาลัย ไพศาลเป็นแชมป์หมากฮอส 5 มหาวิทยาลัย ได้รับประทานเหรียญชนะเลิศจากสมเด็จในกรม กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ และไพศาลได้แต่งตำราหมากฮอส ฉบับมาตรฐาน และได้ใช้เป็นตำราหลักของนักหมากฮอสตั้งแต่ปี 2512 มาจนถึงปัจจุบันนี้
หลังจากจบเนติบัณฑิต และหาประสบการณ์ในการเริ่มต้นชีวิตทำงานที่บริษัทสากลสถาปัตย์ของคุณเกียรติ วัธนเวคิน ช่วงหนึ่ง ไพศาลก็เดินเข้าสู่สำนักงานกฎหมายธรรมนิติ ซึ่งคุณประดิษฐ์ เปรมโยธิน เป็นผู้ก่อตั้ง ต่อมาภายหลังเมื่อประดิษฐ์ เสียชีวิตลงในปี 2520 ไพศาลซึ่งในเวลานั้นเป็นทนายความอาวุโสอันดับ 1 ในธรรมนิติเป็นผู้รับช่วงผู้ดำเนินงานต่อและได้บริหารสำนักงานกฎหมายด้วยวิธีการแบบใหม่ คือการนำเอารูปแบบบริษัทเข้ามาจัดการ ซึ่งถือว่าเป็นรูปแบบใหม่ในวงการกฎหมาย นอกจากนี้ยังได้มีโรงพิมพ์เป็นของตนเอง โดยพิมพ์หนังสือทางกฎหมายออกมาหลายเล่ม
ไพศาล เป็นนักเคลื่อนไหวมวลชนคนสำคัญมาตั้งแต่ปี 2512 เป็นหนึ่งใน 12 คนที่จัดการเดินขบวนคัดค้านการขึ้นค่ารถเมล์ในสมัยรัฐบาลถนอม กิตติขจร เคยเข้าร่วมในการชุมนุมต่อต้านกฏหมายโบว์ดำที่เสนอโดยหลวงจำรูญ เนติศาสตร์ รัฐมนตรีว่าการยุติธรรม และเป็นคนหนึ่งที่ร่วมวางแผนการชุมนุมเดินขบวนในเหตุการณ์ 14 ตุลา หลังเหตุการณ์นี้แล้วก็ได้จัดตั้งวงดนตรีคนจนเพื่อใช้ในการเคลื่อนไหวกรรมกร เป็นผู้แต่งเพลงให้กับวงดนตรีคนจนหลายเพลง และเพลงที่มีชื่อเสียงมากที่สุด คือ เพลงศักดิ์ศรีกรรมกร โดยใช้ทำนองเพลงไทยเดิมเป็นทำนองเพลงปลุกเร้าใจกรรมกร หลังเหตุการณ์ 6 ตุลา คณะวงดนตรีคนจนได้เข้าป่าร่วมการต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์ และส่วนใหญ่เสียชีวิตในการต่อสู้ องค์กรกรรมกรสากลได้ทำการรวบรวมผลงานการต่อสู้ของกรรมกรทั่วโลก พยามสืบหาผู้แต่งเพลง ศักดิ์ศรีกรรมกรหลายหลายสิบปี ในที่สุดก็ได้พบและสัมภาษณ์ไพศาล เมื่อปี 2542 โดยการแนะนำของ อดีตสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์มลายา นอกจากนั้นไพศาลเคยได้รับเชิญจากคณะกรรมการทหารภาคอีสานของพรรคคอมมิวนิสต์ไทยเดินทางไปเยี่ยมฐานที่มั่นในภาคอีสานเมื่อปี 2520
ไพศาล พืชมงคลเคยว่าความในคดีความสำคัญ ๆ ระดับประเทศ เช่น คดียึดธนาคารแหลมทอง คดีสำคัญที่สร้างชื่อเสียงให้กับไพศาลมากที่สุด คือ การรับเป็นทนายความแก้ต่างให้กับคณะทหารในคดีกบฏเมษาฮาวาย แก้ต่างคดีให้กับผู้ต้องหานักศึกษาในคดี 6 ตุลา และแก้คดีให้กับนายสุภาพ พัตรอ๋อง ผู้นำกรรมกรอ้อมน้อยในคดีที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ จึงทำให้ได้รู้จักกับนักธุรกิจและนักการเมืองหลายคน เข้าสู่วงการการเมืองครั้งแรกด้วยการเป็นบอร์ดบริหารองค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย (อ.ส.ม.ท.) ในปี พ.ศ. 2531
หลังจากนั้น จึงได้เป็นที่ปรึกษาทางกฎหมายให้กับพรรคความหวังใหม่และ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ และได้เป็นที่ปรึกษาให้กับนักการเมืองอีกหลายคน หลายพรรค และได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา ในปี 2539
ชีวิตส่วนตัวสมรสแล้ว มีบุตร 2 คน ยามว่างชอบอ่านหนังสือ เล่นหมากฮอส หมากรุก ปลูกต้นไม้ และศึกษาพระพุทธศาสนา ไพศาลได้ศึกษาทางพระพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้งและกว้างขวาง ได้เขียนตำราทางศาสนาขึ้นหลายเล่ม และเล่มที่สร้างชื่อเสียงมากที่สุด คือ เรื่องวิมุตตะมิติ มหัศจรรย์แห่งโลกภายใน ซึ่งเดิมลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน และต่อมาได้รวบรวมพิมพ์เป็นเล่ม เนื่องในมหามงคลสมัยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวครองสิริราชสมบัติครองราชครบ 60 ปี โดยได้รับพระกรุณาจากสมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก ทรงตรวจทาน ทรงอนุโมทนา และประทานพระวรธรรมคติ ลงพิมพ์ในหนังสือนั้นด้วย หนังสือที่ชอบอ่าน คือ เรื่อง สามก๊ก มีความชำนาญ เชี่ยวชาญในเนื้อหาเรื่องสามก๊กเป็นอย่างดี จนไพศาลสามารถเขียนหนังสือสามก๊กออกมาหนึ่งฉบับ คือ สามก๊กฉบับคนขายชาติ โดยใช้นามปากกาว่า เรืองวิทยาคม ซึ่งถือเป็นสามก๊กฉบับที่อ่านง่าย และมีเนื้อหาเปรียบเปรยสถานการณ์ปัจจุบันให้เป็นกรณีศึกษา และยังเป็นคอลัมนิสต์ประจำเว็บไซต์ผู้จัดการโดยใช้ชื่อว่า สิริอัญญา
นอกจากนี้ ไพศาลยังสนใจวิชาโหราศาสตร์แทบทุกแขนง และมีความชำนาญอย่างลึกซึ้งเคยทำหน้าที่เขียนพยากรณ์สงกรานประจำปีให้กับหนังสือพิมพ์ผู้จัดการอยู่หลายปี นายทหารบางท่านเคยพูดว่าไพศาลเป็นคนให้ฤกษ์ปฏิวัติในสมัย รสช เพราะมีความรู้จักคุ้นเคยกับพลเอก สุนทร คงสมพงษ์ ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของพลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ
ในทางสังคมและเศรษฐกิจมีหน้าที่เป็น เลขาธิการคณะกรรมการบริหารสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน
ในเหตุการณ์รัฐประหารเมื่อคืนวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 นายไพศาลถูกเรียกตัวโดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ให้เข้าไปในกองบัญชาการกองทัพบก ที่ถนนราชดำเนินนอก เพื่อร่างประกาศของคณะ พร้อมกับนายมีชัย ฤชุพันธุ์
หลังจากนั้นได้ถูกแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ พ.ศ. 2549 (สนช.) ซึ่งมีบทบาทสำคัญและโดดเด่นที่สุดคนหนึ่งในสภาชุดดังกล่าวนี้

