ชาวจาม

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก จาม (ชาติพันธุ์))

บทความนี้เป็นบทความเกี่ยวกับชาติพันธุ์ สำหรับความหมายอื่นดูที่ จาม

จาม
Danses Cham.jpg
การเต้นระบำจาม ที่วัดแห่งหนึ่งทางภาคใต้ของประเทศเวียดนาม
จำนวนประชากรทั้งหมด

~500,000 คน

ดินแดนที่ให้การรับรองชาติพันธุ์
ธงของประเทศกัมพูชา กัมพูชา 317,000[1]
ธงของสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เวียดนาม 127,000[2]
ธงของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ลาว 15,000[3]
ธงของประเทศมาเลเซีย มาเลเซีย 10,000
 ไทย 4,000
ธงของสหรัฐอเมริกา สหรัฐอเมริกา 3,000
ธงของประเทศฝรั่งเศส ฝรั่งเศส 1,000
ภาษา
จาม, มาเลย์, เขมร, เวียดนาม, ทมิฬ
ศาสนา
ส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามซุนนีย์[4], ส่วนน้อยนับถือศาสนาฮินดูและพุทธศาสนา

จาม (เวียดนาม: người Chăm เหงื่อยจัม, người Chàm เหงื่อยจ่าม; จาม: Urang Campa อูรัง จัมปา[5]) จัดอยู่ในตระกูลภาษามาลาโยโพลินีเชียน อาศัยอยู่บริเวณทางใต้ของเวียดนาม และเป็นกลุ่มชนมุสลิมเป็น 1 ใน 54 ชาติพันธุ์ของประเทศเวียดนาม

ในอดีตชนชาติจามตั้งอาณาจักรจามปาที่ยิ่งใหญ่ มีความเจริญรุ่งเรืองช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 2-15 ด้วยอาณาเขตติดทะเล ชาวจามจึงมีความสามารถเดินเรือและค้าขายไปตามหมู่เกาะ ไกลถึงแถบตะวันออกกลาง รวมถึงประเทศจีน ส่วนใหญ่เป็นผ้าไหม ไม้หอม เครื่องปั้นดินเผา ปัจจุบันคือบริเวณเมืองดานัง เมืองท่าในตอนกลางของเวียดนาม มีเมืองหลวงชื่อ วิชัย (ปัจจุบันคือเมืองบิญดิ่ญ) มีโบราณสถานกระจัดกระจายอยู่ตามภูเขาต่าง ๆ ในเวียดนาม

กระทั่งในปี ค.ศ. 1471 อาณาจักรจามปาสู้รบกับชนชาติเวียดนามเดิม ที่อยู่ทางตอนเหนือของประเทศ ทำให้อาณาจักรจามปาล่มสลาย ชาวจามส่วนใหญ่ต้องอพยพลงไปใต้ปัจจุบันมีชาวจามอาศัยอยู่ทางตอนกลางของเวียดนาม ที่เมืองนิงห์ถ่วง เมืองบินห์ถ่วง เตยนินห์ โฮจิมินห์ ส่วนทางใต้จะอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากที่เมืองอันยาง

ประวัติศาสตร์[แก้]

รูปสลักในปราสาทบายนเป็นรูปชาวจามบนเรือ และซากศพศัตรูชาวขอมในน้ำ

ชาวจามเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีภาษา ศาสนา และวัฒนธรรมใกล้เคียงกับกลุ่มชาติพันธุ์ในมาเลเซีย และอินโดนีเซีย โดยในอดีตชาวจามได้ก่อตั้งอาณาจักรจามปา ซึ่งในอดีตพื้นที่ของอาณาจักรจะครอบคลุมเมืองเว้ กว่างนาม ถัวเถียน ฟานรัง และญาจาง ของประเทศเวียดนามในปัจจุบัน

ราว พ.ศ. 989 กองทัพจีนยกทัพมาตีราชธานีวิชัย (เมืองบิญดิ่ญในปัจจุบัน)ได้สำเร็จช่วงนี้ชาวจีนที่มีชื่อ หม่าตวนหลิน เข้ามาบันทึกเรื่องชาวหลินอี้ (ชาวจาม) ความว่า


...สร้างบ้านด้วยอิฐฉาบปูน หญิงและชายมีผ้าฝ้ายผืนเดียวห่อหุ้มร่างกาย ชอบเจาะหูและห้อยห่วงเล็ก ผู้ดีใส่รองเท้าหนัง ไพร่เดินเท้าเปล่า พระราชาสวมพระมาลาทรงสูง ทรงช้าง และล้อมรอบด้วยบริพารถือธงและกลดกั้น

หม่าตวนหลิน

อาณาจักรจามปา รุ่งเรืองสูงสุดช่วงพุทธศตวรรษที่ 14-15 แต่ช่วงปลายต้องกรำศึกสงครามกับอาณาจักรไดเวียดทางทิศเหนือ และอาณาจักรขอมโบราณกระหนาบทางทิศใต้อย่างต่อเนื่อง จนในปี พ.ศ. 1688 พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ผู้ที่สร้างนครวัด เข้ายึดครองเมืองหลวงได้ ต่อมา ชาวจามปารวมตัวกันติด จัดกองทัพยกมาตีเอาเมืองเมืองหลวงคืนได้ พ.ศ. 1692

ใน พ.ศ. 1720 กองทัพเรือจามปายังยกพลขึ้นบกเข้าโจมตีและปล้นสะดม เผาทำลายเมืองพระนครเสียหายยับเยิน อำนาจอาณาจักรนครหลวงเสื่อมไประยะหนึ่ง จนถึงสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (พ.ศ. 1724-1763?) พระองค์ได้กระทำสงครามปราบกษัตริย์จามปาสำเร็จ โดยปรากฏมีภาพสลักยุทธนาวีกับกองทัพจาม ณ ปราสาทนครธมด้วย โดยได้ผนวกอาณาจักรจามปาเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรขอมโบราณถัดจากพระองค์นี้ อาณาจักรก็อ่อนแอลงเรื่อยมา

แม้ชาวอาณาจักรจามปาพยายามรวมตัวถือโอกาสปลดแอกจากอาณาจักรขอมได้สำเร็จ แต่ต่อมาก็ถูกอาณาจักรไดเวียด พ.ศ. 2014 กษัตริย์เลถั่นตองแห่งไดเวียดส่งทัพตีเมืองหลวงวิชัย ยึดสำเร็จ กระทั่ง พ.ศ. 2375 สมเด็จพระจักรพรรดิมิงห์หม่างจึงได้ผนวกดินแดนส่วนที่เหลือของจามปาเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเวียดนาม และกลืนชาวจามจนกลายเป็นชนกลุ่มน้อย

ระหว่างสงครามทำลายล้างชาวจามของขอม และไดเวียดนั้น ชาวจามบางส่วนอพยพเข้าสู่ดินแดนสยามในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ. 2199 - 2231) จนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 จึงได้มีผู้อพยพชาวจามเข้ามามากที่สุดอีกช่วงหนึ่ง คือเมื่อฝรั่งเศสเข้ายึดครองกัมพูชาเมื่อกว่า 100 ปีก่อน โดยได้บีบบังคับห้ามนับถือศาสนาอิสลาม ชาวจามจึงเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารพระมหากษัตริย์ไทย[6]

วัฒนธรรม[แก้]

ศาสนสถานฮินดูศิลปะจามปา ในจังหวัดฟานรัง

วัฒนธรรมของอาณาจักรจามปานั้น ได้รับอิทธิพลจากศาสนาพราหมณ์-ฮินดู โดยเฉพาะอย่างยิ่งไศวนิกายมาตั้งแต่ต้น ศาสนาพุทธนิกายมหายานมีอิทธิพลเป็นระยะเวลาสั้น ๆ ในราวพุทธศตวรรษที่ 14 แต่หลังจากนั้นศาสนาฮินดูก็กลับมาเป็นศาสนาหลักอีกครั้ง

ส่วนศาสนาอิสลามเริ่มเข้าสู่อาณาจักรจามในพุทธศตวรรษที่ 15 จากการค้าขายกับชาวอาหรับ แต่ก็ไม่แพร่หลายมากนัก ศาสนาฮินดูยังคงเป็นศาสนาหลักอยู่ แต่ต่อมาหลังจากที่อาณาจักรจามแพ้เวียดนามในปี พ.ศ. 2014 ศาสนาอิสลามก็เริ่มแพร่หลายมากขึ้น จนกระทั่งในราวพุทธศตวรรษที่ 22 ราชวงศ์ของกษัตริย์แห่งจามปาก็ยอมรับนับถือศาสนาอิสลาม ซึ่งก็ยิ่งทำให้ประชาชนทั่วไปนับถือศาสนาอิสลามมากขึ้นตามไปด้วย

ปัจจุบันนี้ แม้ว่าคนที่สืบเชื้อสายจามส่วนใหญ่จะนับถือศาสนาอิสลาม แต่ทว่าอิทธิพลของวัฒนธรรมฮินดูนั้นก็ยังคงมีอยู่กับชาวจามอยู่ค่อนข้างมาก[7]

ศาสนา[แก้]

ชาวมุสลิมเชื้อสายจามในกัมพูชา

ชาวจามในอดีตนับถือศาสนาพราหมณ์-ฮินดูและพุทธมหายานได้ปรากฏในโบราณสถานต่างๆของชาวจาม แต่ต่อมาชาวมาเลย์ได้มาเผยแพร่ศาสนาอิสลามแก่ชาวจาม โดยชาวจามที่แบ่งตามศาสนาสามารถแยกออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่[8]

  • จามยัต หรือ จามฮารัต เป็นจามที่บริสุทธิ์ หรือจามดั้งเดิม ที่ยังไม่ได้รับอิทธิพลจากศาสนาพราหมณ์-ฮินดู หรือศาสนาอิสลาม จามกลุ่มนี้เชื่อในเรื่องของเทวดานับถือเทพดิน น้ำ แม่น้ำ ต้นไม้ เมื่อเสียชีวิตจะใช้วิธีฝังศพ ปัจจุบันจามกลุ่มนี้เหลือเพียงไม่ถึง 2,000 คน อยู่ที่เมืองนิงห์ถ่วง
  • จามอาฮิเออร์ จามที่ยังไม่ได้เปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลาม แต่ได้รับอิทธิพลจากศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ไม่กินเนื้อวัว เมื่อเสียชีวิตจะทำการเผาศพ บูชาเทวดา พระศิวะ จามกลุ่มนี้ปัจจุบันอยู่ที่เมืองนิงห์ถ่วง และบินห์ถ่วง
  • จามเอาวัล หรือ บีนี หรือ บานี จามที่เปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามเป็นกลุ่มแรก อาศัยอยู่ที่เมือนิงห์ถ่วง มีทั้งสิ้น 40,000 คน แต่เป็นจามมุสลิมที่ต่างจากชาวมุสลิมทั่วโลก เพราะมีวัฒนธรรมเป็นของตนเอง จะนับถือศาสนาอิสลาม คู่ไปกับการนับถือบรรพบุรุษดั้งเดิม โดยพวกเขานับถือและบูชาพระอัลเลาะห์ เทวดา และบรรพบุรุษ แต่จะไม่ท่องจำคัมภีร์อัลกุรอ่าน ไม่สวด ไม่ละหมาด ไม่ถือศีลอดในเดือนรอมฎอน มัสยิดจะเปิดเฉพาะในเดือนรอมฎอนเท่านั้น และไม่มีความสัมพันธ์กับมุสลิมทั่วโลก
  • จามอาซูแลม ได้รับอิทธิพลจากศาสนาอิสลามโดยตรง อาศัยอยู่มากที่เมืองอันยาง เมืองยางไซยอ เมืองเตยนินห์ เมืองนิงห์ถ่วง มีประมาณ 25,000 คน กลุ่มนี้ปฏิบัติตนเคร่งครัดตามหลักศาสนาอิสลาม ละหมาดวันละ 5 ครั้ง ถือศีลอดในเดือนรอมฎอน บริจาครายได้ (ซะกาต) แสวงบุญที่เมืองเมกกะ และมีความสัมพันธ์กับมุสลิมทั่วโลก

ชาวจามในไทย[แก้]

ดูบทความหลักที่: ไทยเชื้อสายจาม

แขกจามในไทยสะสมมาตั้งแต่สมัยอยุธยา ชาวจามเหล่านี้น่าจะถูกกวาดต้อนมาจากดินแดนของตัวเอง(เวียดนามปัจจุบัน)ตั้งแต่สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แล้วตั้งถิ่นฐานอยู่ในปริมณฑลของนครธม จนเมื่อถูกเจ้าสามพระยาโจมตีจึงเริ่มถูกกวาดต้อนมาอยู่อยุธยา ในช่วงสงครามคราวเสียกรุงครั้งที่สอง ชุมชนชาวจามนี้ก็เป็นกำลังส่วนหนึ่งในการสู้รบกับการรุกรานของพม่าด้วย แต่ภายหลังการหลังเสียกรุง ชาวจามที่เหลือรอดได้เข้าสวามิภักดิ์กับพระเจ้ากรุงธนบุรี และได้ตั้งถิ่นฐานที่บ้านครัว ในรัชกาลพระเจ้ากรุงธนบุรี มีการรุกรานเขมรและกวาดต้อนครัวจามมาเพิ่มเติมที่บ้านครัวเพิ่มอีก

ในสงคราม 9 ทัพ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชได้มีการเกณฑ์เชลยศึกกองทัพอาสาจามไปต่อสู้กับพม่าจนได้รับชนะ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานที่ดินผืนหนึ่ง เพื่อให้ทำมาหากินอยู่รวมกันเป็นหมู่นอกเขตพระนคร โดยมีต้นไม้ใหญ่เป็นแนวเขต และมีร่องน้ำลำกระโดงตามธรรมชาติไหลผ่านริมคลองมหานาคและคลองแสนแสบ คือชุมชนบ้านครัว เขตปทุมวันในปัจจุบัน[9]

หลักฐานที่ปรากฏชัดเจนเกี่ยวกับชาวจามตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นต้นมา ที่บ้านครัวเป็นแหล่งที่อยู่ ของขุนนางและทหารเรือของกรมอาสาจาม ภายใต้การนำของ พระยาราชวังสัน (บัว) ชาวบ้านครัวมีวัฒนธรรมเป็นของตนเอง หญิงชาวจามมีความชำนาญในเรื่องการทอผ้าไหมมาก หญิงบ้านครัวจึงทอผ้าเป็นหัตถกรรมในระยะแรก เพราะตามประเพณีดั้งเดิมของชาวจามจะทอผ้าเอาไว้ใช้เองในครอบครัว [10]

อีกกลุ่มหนึ่ง ลงเรือมาขึ้นปากอ่าวลำคลองท่าตะเภา และปากอ่าวคลองน้ำเชี่ยว อยู่ตำบลน้ำเชี่ยว อำเภอแหลมงอบ จังหวัดตราด อีกกลุ่มขึ้นปากน้ำระยอง และกลุ่มที่สามไปถึงกรุงเทพฯ กลุ่มนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานที่ดินให้อยู่ที่บ้านครัว เขตปทุมวัน มาจนทุกวันนี้

ชาวจามที่มีชื่อเสียง[แก้]

  • พระเจ้าเชบองงา - กษัตริย์องค์สุดท้ายของอาณาจักรจามปา
  • เช ลินห์ (Che Linh) - นักร้อง
  • อาหมัด โทนี่ (Ahmad Tony) - นักกีฬาสกูตเตอร์
  • ชอนนี จามี (Seany Chamy) - นักแสดงวัยรุ่นของสิงคโปร์

ดูเพิ่ม[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  • คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2542:24-25

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]