มัสยิด
มัสยิด (อาหรับ: مسجد มัสญิด) หรือ สุเหร่า (มาเลย์: Surau) เป็นศาสนสถานของชาวมุสลิม คำว่า มัสญิด เป็นคำภาษาอาหรับแปลว่า สถานที่กราบ ชาวมุสลิมในแต่ละชุมชนจะสร้างมัสยิดขึ้นเพื่อเป็นสถานที่ปฏิบัติพิธีกรรมทางศาสนา อันได้แก่การนมาซ และการวิงวอน การปลีกตนเพื่อบำเพ็ญตบะ หาความสันโดษ (อิอฺติกาฟ และ คอลวะหฺ)
นอกจากนี้มัสยิดยังเป็นโรงเรียนสอนอัลกุรอาน และศาสนา สถานที่ชุมนุมพบปะ ประชุม เฉลิมฉลอง ทำบุญเลี้ยง สถานที่ทำพิธีสมรส และสถานที่พักพิงของผู้สัญจรผู้ไร้ที่พำนัก โดยที่จะต้องรักษามารยาทของมัสยิด เช่นการไม่คละเคล้าระหว่างเพศชายและหญิง การกระทำที่ขัดกับบทบัญญัติห้ามของอิสลาม (ฮะรอม) ทั้งมวล
เนื้อหา |
ชื่อ [แก้]
ในไทยมีการเรียกมัสยิดหลายอย่าง เช่น[1]
- มัสยิด มาจากคำว่า มัสญิด (อาหรับ: مسجد masjid) เป็นคำที่ยืมมาจากภาษาอาหรับ แปลว่า "สถานที่กราบ" ราชบัณฑิตยสถานให้ความหมายว่า "สถานที่ซึ่งอิสลามิกชนใช้เป็นที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาอิสลาม"[2] ในไทยใช้เรียกโรงสวดประจำเมืองใหญ่
- สุเหร่า (มาเลย์: Surau) เป็นคำที่ยืมมาจากภาษามลายู แปลว่า "โรงสวด" ราชบัณฑิตยสถานให้ความหมายว่า "ที่ประชุมทำศาสนกิจของมุสลิม"[2] ในไทยใช้เรียกโรงสวดขนาดย่อมประจำตำบลหรือหมู่บ้าน
- กะดี[3] หรือ กุฎี[4] บ้างว่ามาจากคำว่า กะดีร์คุม ในภาษาเปอร์เซียและอาหรับ แปลว่า "ตำบลศักดิ์สิทธิ์ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างนครมักกะฮ์กับมะดีนะฮ์"[4] บ้างว่ามาจากคำว่า กะเต ในภาษามลายูที่ยืมมาจากภาษาเปอร์เซียอีกที แปลว่า "พระแท่นที่ประทับ"[4] ใช้เรียกศาสนสถานของทั้งชีอะฮ์และซุนนีย์ในภาคกลางของไทยและพบเพียงไม่กี่แห่งเท่านั้น เช่น กุฎีใหญ่, กุฎีเจริญพาศน์, กุฎีหลวง และกุฎีขาว[5] เป็นต้น
- อิหม่ามบารา มาจากคำว่า อิมาม ในภาษาอาหรับ หมายถึง "ผู้นำทางศาสนา"[4] กับคำว่า บารา ในภาษาอูรดู แปลว่า "บ้าน"[4] รวมกันมีความหมายว่า "เคหาสน์ของอิหม่าม" เป็นศัพท์ทางการใช้เรียกศาสนสถานของชีอะฮ์ในไทย[4] สถานที่ที่เป็นอิหม่ามบารา เช่น กุฎีเจริญพาศน์, กุฎีบน และกุฎีใหญ่เติกกี้[6] เป็นต้น
นอกจากนี้ยังปรากฏในเอกสารและบันทึกโบราณอีกหลายฉบับเรียกศาสนสถานในศาสนาอิสลามไว้หลากหลาย อาทิ เสร่า, บาแล และโรงสวดแขก เป็นต้น[7]
ประวัติ [แก้]
องค์ประกอบของมัสยิด [แก้]
ในคัมภีร์อัลกุรอานและบันทึกอัลฮะดีษมิได้มีการระบุกฎเกณฑ์อันตายตัวที่เกี่ยวข้องกับมัสยิดไว้ การจัดองค์ประกอบต่าง ๆ ล้วนแต่เกิดจากความจำเป็นด้านประโยชน์ใช้สอยและความเรียบร้อยสวยงาม โดยใช้มัสยิดของพระศาสดาเป็นต้นแบบ[8] บ้างก็พัฒนาให้สอดคล้องกับยุคสมัยจนเป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมที่มีลักษณะเฉพาะ ซึ่งมีองค์ประกอบดังต่อไปนี้
- โถงละหมาด เป็นพื้นที่สำหรับประกอบพิธีกรรมทางศาสนา เช่น การละหมาด, การศึกษาพระคัมภีร์, การรำลึกถึงพระเจ้า และการขอพร อาจมีการเปลี่ยนเพื่อรองรับกิจกรรมต่าง ๆ ของชุมชน เช่น การเลี้ยงอาหาร และการประชุมหมู่บ้าน[8] โถงละหมาดมักเป็นที่โล่งที่ได้รับการดูแลจนสะอาด สงบ เป็นสัดส่วน และไร้สิ่งรบกวนต่าง ๆ เมื่อปฏิบัติศาสนกิจ ผู้ที่มาละหมาดสองแถวแรกจะประเสริฐกว่าแถวหลัง[9] และไม่มีการแบ่งแยกตามตำแหน่งหรือฐานะ แต่จะแบ่งพื้นที่สำหรับหญิงและชายอย่างเป็นสัดส่วน[9]
- มิห์รอบ หรือ ชุมทิศ[10] ในการละหมาดมุสลิมจะต้องหันหน้าไปยังทิศกิบละฮ์ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่มัสยิดอัลฮะรอมในมักกะฮ์[9] ดังนั้นภายในมัสยิดจึงมักมีซุ้มมิห์รอบสำหรับระบุทิศกิบละฮ์ด้านหน้าโถงละหมาด โดยทั่วไปมักเป็นซุ้มโค้งเว้าเข้าไปในผนังหรือเป็นผนังต่างระนาบที่ประดับลวดลายเป็นที่สังเกต[9] ในประเทศไทยมิห์รอบหลายแห่งเป็นลักษณะศาลาหรือซุ้มที่ได้รับอิทธิพลแบบไทยจะเรียกว่า ซุ้มชุมทิศ[10] เช่น มิห์รอบของมัสยิดต้นสนหลังเดิม[10] และมิห์รอบของมัสยิดบางหลวง[9]
- มิมบัร หรือ แท่นแสดงธรรม[10] เป็นที่ให้อิหม่ามหรือคอเต็บ (ผู้แสดงธรรม) ขึ้นกล่าวคุตบะฮ์ (แสดงธรรม) แจ้งข่าว หรือปราศรัยในโอกาสที่มีการละหมาดในวันศุกร์ มักเป็นแท่นยืนที่มีที่นั่งพักและบันไดขึ้น มีความสูงเพียงพอที่ให้คนอยู่ไกลมองเห็นและได้ยินทั่วถึง[9] มิมบัรในไทยบางแห่งอาจมีซุ้มเน้นทางขึ้นและมีหลังคาที่ได้รับอิทธิพลศิลปะของไทย เช่น มิมบัรของมัสยิดต้นสนเดิม[10] โดยมากมิมบัรจะวางไว้ด้านขวาของมิห์รอบหรือกึ่งกลางโถงละหมาด เมื่อเสร็จจากการคุตบะฮ์อิหม่ามหรือคอเต็บจะลงมาละหมาดร่วมกับทุกคนโดยเท่าเทียม
- โถงอเนกประสงค์ มักเชื่อมต่อกับโถงละหมาด ทำหน้าที่รองรับผู้คนเข้าออกจากโถงละหมาด และรองรับการขยายตัวของกิจกรรมในโถงละหมาดในวันสำคัญเพราะจะมีศาสนิกมากเป็นพิเศษ รวมถึงใช้จัดกิจกรรมทางสังคมที่ไม่ขัดกับหลักศาสนา[11] ในไทยโถงอเนกประสงค์บางแห่งอาจเป็นใต้ถุนหรือพื้นที่ชั้นล่างของอาคาร บางครั้งชุมชนโดยรอบอาจใช้พื้นที่นี้ในการละหมาดจึงต้องรักษาความสะอาดและไม่ควรสวมรองเท้าเข้ามาในพื้นที่ดังกล่าว[11]
- ที่อาบน้ำละหมาด ข้อบัญญัติของศาสนาอิสลามกำหนดให้มีการอาบน้ำละหมาด ซึ่งเป็นการทำความสะอาดร่างกาย เช่น มือ, ใบหน้า, แขน, เท้า เป็นต้น[11] ดังนั้นก่อนการละหมาดต้องมาอาบน้ำที่มัสยิดหรืออาจจะอาบน้ำมาจากที่อื่นก็ได้[12] ที่อาบน้ำมักอยู่ในพื้นที่อเนกประสงค์ ในอดีตมัสยิดหลายแห่งใช้ศาลาริมน้ำเป็นพื้นที่อาบน้ำละหมาด[12]
- หออะซาน เป็นสถานที่ให้มุอัซซิน (ผู้ประกาศเวลาละหมาด) ขึ้นไปอะซาน (ประกาศ) ให้ได้ยินไปไกลที่สุดเพื่อเรียกให้ผู้คนทำละหมาดมารวมตัวกันที่มัสยิด[12] ท่านศาสดาได้กำหนดให้ผู้ได้ยินเสียงอะซานมาละหมาดรวมกันที่มัสยิด พื้นที่ในรัศมีเสียงอะซานจึงเป็นตัวกำหนดขอบเขตพื้นที่ของชุมชน[12] ในอดีตจะให้การตีกลองบอกเวลาละหมาดเนื่องจากสามารถได้ยินในระยะไกล แม้หออะซานจะลดความสำคัญลงเนื่องจากมีการใช้เครื่องกระจายเสียงแทน[12] แต่กระนั้นหออะซานก็ยังคงอยู่เป็นสัญลักษณ์ของมัสยิด ด้วยความสูงโดดเด่นเป็นภูมิสัญลักษณ์ที่สื่อถึงการดำรงอยู่ของชุมชนมุสลิม[12]
- ซุ้มประตู มัสยิดโดยทั่วไปจะมีการกำหนดขอบเขตหรือแยกพื้นที่สงบออกจากสิ่งรบกวน โดยอาจเป็นกำแพงหรือคูคลองโดยมีประตูเป็นตัวเชื่อมต่อที่บ่งบอกถึงการเข้าถึงมัสยิด[13] ซุ้มประตูมักมีลักษณะเด่นมีการประดับประดาเช่นเดียวกับ โดม หรือหออะซาน[13]
ศาสนสถานของศาสนาอิสลามที่สำคัญ [แก้]
- อัลมัสญิด อัลฮะรอม (มัสญิดต้องห้าม) ในนครมักกะหฺ อันเป็นที่ตั้งของกะอฺบะหฺ, มะกอมอิบรออีม (รอยเท้าของศาสดาอิบรอฮีม) ข้าง ๆ นั้นเป็น เนินเขา อัศศอฟา และ อัลมัรวะหฺ อ้ลมัสญิด อัลฮะรอม เป็นสถานที่นมาซประจำวัน และสถานที่บำเพ็ญฮัจญ์ เพราะยามที่มุสลิมประกอบพิธีฮัจญ์ต้องฏอวาฟรอบกะอฺบะหฺ นมาซหลังมะกอมอิบรอฮีม และเดิน(สะอฺยุ)ระหว่างอัศศอฟา และ อัลมัรวะหฺ
- รองลงมาคือ อัลมัสญิด อัลนะบะวีย์ คือมัสญิดของศาสนทูตมุฮัมมัด ซึ่งมีร่างของท่านฝังอยู่
- อัลมัสญิด อัลอักศอ เป็นมัสญิดที่มีความสำคัญทางประวัติศาตร์อิสลาม เพราะศาสนทูตมุฮัมมัดได้ขึ้นสู่ฟากฟ้า (มิอฺรอจญ์) จากที่นั่น
ดูเพิ่ม [แก้]
อ้างอิง [แก้]
- ↑ อาดิศร์ อิดรีส รักษมณี. "มัสยิดในแผ่นดินไทย", หน้า 121
- ↑ 2.0 2.1 พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ ฉบับสืบค้นออนไลน์
- ↑ กรุงเทพธุรกิจ (17 กุมภาพันธ์ 2555) ตามรอยมุสลิมฝั่งธน มองผ่านสถาปัตยกรรมและชุมชน 3 กะดี (in ไทย) ข่าวหนังสือพิมพ์ เรียกดูเมื่อ 20 มกราคม 2556
- ↑ 4.0 4.1 4.2 4.3 4.4 4.5 จุฬิศพงศ์ จุฬารัตน์. “กะฎีเจ้าเซ็น” ในสยามประเทศ. เรียกดูเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2556
- ↑ มัจญฺมะอ์ญะฮอนียฺตักรีบมะซอฮิบอิสลาม. มุสลิมในธนบุรี. เรียกดูเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2556
- ↑ อาลีเสือสมิง. ศาสนสถานนาม “กุฎี” ในฝั่งธนบุรีและกรุงเก่า. เรียกดูเมื่อ 27 มกราคม 2556
- ↑ ข่าวสด (22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555) มัสยิด-สุเหร่า (in ไทย) ข่าวหนังสือพิมพ์ เรียกดูเมื่อ 20 มกราคม 2556
- ↑ 8.0 8.1 อาดิศร์ อิดรีส รักษมณี. "มัสยิดในแผ่นดินไทย", หน้า 115
- ↑ 9.0 9.1 9.2 9.3 9.4 9.5 อาดิศร์ อิดรีส รักษมณี. "มัสยิดในแผ่นดินไทย", หน้า 116
- ↑ 10.0 10.1 10.2 10.3 10.4 มัสยิดต้นสน. ชุมชนมัสยิดต้นสน. เรียกดูเมื่อ 21 ธันวาคม 2555
- ↑ 11.0 11.1 11.2 อาดิศร์ อิดรีส รักษมณี. "มัสยิดในแผ่นดินไทย", หน้า 117
- ↑ 12.0 12.1 12.2 12.3 12.4 12.5 อาดิศร์ อิดรีส รักษมณี. "มัสยิดในแผ่นดินไทย", หน้า 118
- ↑ 13.0 13.1 อาดิศร์ อิดรีส รักษมณี. "มัสยิดในแผ่นดินไทย", หน้า 119
บรรณานุกรม [แก้]
- อาดิศร์ อิดรีส รักษมณี. "มัสยิดในแผ่นดินไทย" ในศิลปวัฒนธรรม ปีที่ 32 ฉบับที่ 10 สิงหาคม 2554
แหล่งข้อมูลอื่น [แก้]
| คอมมอนส์ มีภาพและสื่ออื่น ๆ เกี่ยวกับ: มัสยิด |