ไซโง ทะกะโมะริ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ชื่อนี้เป็นชื่อบุคคลญี่ปุ่นซึ่งเรียงโดยใช้ชื่อสกุลนำหน้าชื่อตัว
ไซโง ทะกะโมะริ
西郷 隆盛
Takamori Saigo.png
ไซโง ทะกะโมะริ
ภาพถ่ายโดย เอโดอาร์โด คิออสโซเน
เกิด 23 มกราคม ค.ศ. 1828(1828-01-23)
คะโงะชิมะ, แคว้นซะสึมะ, ญี่ปุ่น
ถึงแก่กรรม 24 กันยายน ค.ศ. 1877 (49 ปี)
คะโงะชิมะ, ญี่ปุ่น
ชื่ออื่น ไซโง ทะกะนะงะ (西郷 隆永)
ไซโง คิชิโนะซุเกะ (西郷 吉之助)
ไซโง โคะคิชิ (西郷 小吉)
ไซโง นันชู (西郷 南洲)
อาชีพ ซามูไร, นักการเมือง

ไซโง ทะกะโมะริ (ญี่ปุ่น: 西郷 隆盛 さいごう たかもり Saigō Takamori ?, 23 มกราคม ค.ศ. 1828 - 24 กันยายน ค.ศ. 1877) เป็นหนึ่งในซามูไรผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น มีชีวิตอยู่ระหว่างปลายยุคเอะโดะ (บะคุมะสึ) ถึงช่วงต้นยุคเมจิ ผู้ได้รับการขนานนามว่า "ซามูไรที่แท้จริงคนสุดท้าย" ("the last true samurai'") [1] ไซโงมีชื่อในวัยเด็กว่า "ไซโง โคะคิชิ" และได้เปลี่ยนมาใช้ชื่อว่า "ไซโง ทะกะโมะริ" เมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ นอกจากนี้เขายังใช้ชื่อในงานเขียนกวีนิพนธ์ว่า "ไซโง นันชู"[2]

ปฐมวัย[แก้]

ไซโง ทะกะโมะริ เกิดเมื่อวันที่ 7 เดือน 12 ปีบุงเซที่ 10 ตามปฏิทินจันทรคติเก่าของญี่ปุ่น (ตรงกับวันที่ 23 มกราคม ค.ศ. 1828 ตามปฏิทินเกรกอเรียน) ที่เมืองคะโงะชิมะ แคว้นซะสึมะ (ปัจจุบันคือจังหวัดคะโงะชิมะของญี่ปุ่น) ในชั้นแรกไซโงได้ทำงานเป็นซามูไรระดับล่าง ต่อมาได้ถูกเกณฑ์ให้ร่วมเดินทางไปนครเอะโดะเมื่อ ค.ศ. 1854 เพื่อช่วยเหลือชิมะสึ นะริอะกิระ ไดเมียวแห่งแคว้นซะสึมะในเวลานั้น ในการดำเนินนโยบาย "โคบุกัตไต" (公武合体) หรือการประสานราชสำนักและรัฐบาลโชกุนโทะกุงะวะให้เกิดความปรองดอง

อย่างไรก็ตาม การดำเนินกิจกรรมของไซโงในเอโดะต้องสะดุดลงเมื่อเกิดการกวาดล้างปีอันเซ ซึ่งดำเนินการโดยไทโร อี นะโอะซุเกะ เพื่อกำจัดฝ่ายต่อต้านรัฐบาลโชกุน และการเสียชีวิตอย่างกะทันหันของชิมะสึ นะริอะกิระ ไซโงได้หนีกลับไปยังคะโงะชิมะ แต่กลับถูกจับกุมและเนรเทศไปอยู่บนเกาะอะมะมิโอชิมะ เขาถูกเรียกตัวให้กลับไปที่คะโงะชิมะอีกครั้งในปี ค.ศ. 1861 แต่ก็ถูกชิมะสึ ฮิสะมิสึ ไดเมียวคนใหม่ของแคว้นสั่งเนรเทศอีกครั้ง ภายหลังฮิสะมิสึได้อภัยโทษให้ไซโงในปี ค.ศ. 1864 และได้ส่งไซโงไปยังเกียวโต เพื่อจัดการผลประโยซน์ของทางแคว้นที่มีต่อราชสำนัก

การฟื้นฟูสมัยเมจิ[แก้]

ไซโง ทะกะโมะริ (สวมหมวกทรงสูง) ตรวจทัพของแคว้นโจชูในยุทธการโทะบะ-ฟุชิมิ

นอกเหนือจากการเข้าควบคุมกองกำลังของซะสึมะที่อยู่ในเกียวโตแล้ว ไซโงได้เร่งจัดตั้งพันธมิตรซามูไรร่วมกับแคว้นไอสึเพื่อต่อต้านแคว้นโจชูซึ่งเป็นคู่แข่ง และป้องกันมิให้แคว้นดังกล่าวเข้าควบคุมพระราชวังหลวงเกียวโตในเหตุการณ์กบฏฮะมะกุริ ต่อมาในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1846 ไซโงได้เป็นหนึ่งในเหล่าผู้บัญชาการกองทัพภายใต้การควบคุมของรัฐบาลโชกุน ซึ่งยกไปโจมตีแคว้นโจชูเพื่อเป็นการลงโทษที่โจชูก่อการกบฏข้างต้น แต่ในทางลับนั้นเขาได้ทำการเจรจากับกลุ่มผู้นำโจชู ซึ่งนำไปสู่การตั้งพันธมิตรซัตโจในภายหลัง ต่อมาเมื่อรัฐบาลโชกุนทำการส่งกองทัพไปลงโทษแคว้นโจชูเป็นครั้งที่ 2 ในเดือนเดียวกัน ทางซะสึมะกลับสงวนท่าทีวางตัวเป็นกลางแทน

ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1867 โชกุนโทะกุงะวะ โยะชิโนะบุ ได้ประกาศสละอำนาจและถวายอำนาจการปกครองคืนแก่จักรพรรดิ ในเหตุการณ์ซึ่งเรียกชื่อในเวลาต่อมาว่าการฟื้นฟูสมัยเมจิ อย่างไรก็ตาม ไซโงกลับเป็นผู้หนึ่งที่คัดค้านแนวทางการเจรจาโดยสันติอย่างรุนแรง และได้เรียกร้องให้ริบดินแดนและสถานะพิเศษต่างๆ ของตระกูลโทะกุงะวะทั้งหมด ท่าทีที่ยอมไม่ประนีประนอมของเขาได้กลายเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของสงครามโบะชิงที่เกิดขึ้นในลำดับต่อมา

ระหว่างช่วงสงครามโบะชิง ไซโงได้นำทัพหลวงในยุทธการโทะบะ-ฟุชิมิ และนำกองทัพรุกคืบเข้าสู่เอะโดะ และได้ยอมรับการประกาศยอมแพ้ของทางปราสาทเอะโดะจากคะสึ ไคชู

ร่วมรัฐบาลเมจิ[แก้]

(ซ้าย) ไซโง (นั่งกลางภาพ) ในการอภิปราย "เซคังรง" (ขวา) ไซโงในเครื่องแบบนายทหารสมัยใหม่

ถึงแม้โอกุโบะ โทะชิมิชิ และคนอื่นๆ จะมีบทบาทและอิทธิพลในการจัดตั้งรัฐบาลเมจิขึ้นใหม่ แต่ไซโงก็ยังคงมีบทบาทสำคัญอยู่ และความร่วมมือของไซโงนั้นมีความสำคัญยิ่งในการยกเลิกระบบแว่นแคว้นศักดินาของญี่ปุ่นทั้งหมด และเริ่มให้มีการเกณฑ์ทหารสำหรับกองทัพประจำการ ด้วยภูมิหลังที่เป็นคนสมถะ ในปี ค.ศ. 1871 ไซโงจึงได้รับมอบหมายให้ดูแลคณะรัฐบาลรักษาการ ซึ่งทำการแทนเหล่าเสนาบดีที่ออกเดินทางไปกับคณะการทูตอิวะคุระ (ค.ศ. 1871 - 1872)

ไซโงเริ่มเกิดความไม่เห็นด้วยในการทำให้ประเทศญี่ปุ่นมีความทันสมัยและการเปิดการค้ากับชาติตะวันตก เขาได้คัดค้านการสร้างระบบทางรถไฟ และยืนกรานว่าควรนำเงินดังกล่าวมาใช้ในการบำรุงกองทัพให้มีความทันสมัยมากกว่า จนเป็นที่กล่าวขานไปทั่ว[3]

ในการอภิปราย "เซคังรง" ในปี ค.ศ. 1873 ไซโงยังได้ยืนกรานอีกว่าญี่ปุ่นควรเปิดสงครามกับเกาหลี เนื่องจากเกาหลีปฏิเสธที่จะยอมรับว่าจักรพรรดิเมจิทรงเป็นประมุขโดยชอบธรรมของจักรวรรดิญี่ปุ่น และดูหมิ่นผู้แทนของญี่ปุ่นในความพยายามเปิดความสัมพันธ์ทางการค้าและการทูตกับเกาหลี เมื่อถึงจุดหนึ่ง เขาก็ได้เสนอตัวเองที่จะเดินทางไปเกาหลีและจะหาเหตุยั่วยุให้คนเกาหลีทำร้ายตนเองจนถึงชีวิตเพื่อใช้เป็นข้ออ้างในการก่อสงคราม อย่างไรก็ตาม บรรดาผู้นำญี่ปุ่นคนอื่นๆ ได้แสดงท่าทีคัดค้านแผนการดังกล่าวอย่างแข็งขัน ส่วนหนึ่งเนื่องจากปัญหาด้านงบประมาณที่ต้องใช้ และอีกส่วนหนึ่งเพราะความตระหนักว่า ญี่ปุ่นในเวลานั้นยังไม่อาจสู้กับชาติตะวันตกได้ในหลายด้าน ซึ่งคณะการทูตอิวะคุระได้พบเห็นมาด้วยตนเอง ไซโงจึงลาออกจากทุกตำแหน่งในรัฐบาลเพื่อเป็นการประท้วง และเดินทางกลับบ้านเกิดที่คะโงะชิมะ

กบฏซะสึมะ (1877)[แก้]

ดูบทความหลักที่: กบฏซะสึมะ
ไซโง ทะกะโมะริ (นั่งเก้าอี้ สวมเครื่องแบบทหารแบบตะวันตก) และคณะนายทหารฝ่ายกบฏซึ่งอยู่ในชุดซามูไร (ภาพจากหนังสือพิมพ์ Le Monde Illustré, ค.ศ. 1877)

หลังจากไซโงลาออกจากรัฐบาลได้ไม่นาน ได้มีการตั้งสถานศึกษาเอกชนด้านการทหารขึ้นแห่งหนึ่งในคะโงะชิมะสำหรับผู้ที่ศรัทธาในวิถีของซามูไร ซึ่งได้ลาออกเพื่อติดตามไซโงมาจากโตเกียว ซามูไรซึ่งถูกทำให้เชื่อว่าไม่จงรักภักดีเหล่านี้ได้เข้าควบคุมการปกครองเมืองคะโงะชิมะ และด้วยเกรงว่าจะเกิดการกบฏขึ้น รัฐบาลกลางจึงได้ส่งทัพเรือมายังคะโงะชิมะเพื่อเคลื่อนย้ายอาวุธออกจากคลังแสงของเมืองนี้ เป็นเรื่องน่าประชดเมื่อการกระทำดังกล่าวได้นำไปสู่ความขัดแย้งอย่างเปิดเผย แม้ว่าจะมีการยกเลิกการให้เบี้ยหวัดแก่ซามูไรเป็นข้าวสารในปี ค.ศ. 1877 ก็ตาม แต่ความขัดแย้งก็อยู่ในระดับที่รุนแรงมากอยู่แล้ว การกระด้างกระเดื่องดังกล่าวทำให้ไซโงตกใจอย่างยิ่ง แต่เขาก็ต้องเป็นผู้นำกลุ่มกบฏทำการต่อต้านรัฐบาลกลางอย่างไม่เต็มใจนัก

ในเวลาเพียงไม่กี่เดือน การกบฏก็ได้ถูกสกัดกั้นโดยกองทัพของรัฐบาลกลาง ซึ่งระดมทัพใหญ่จำนวน 300,000 คนจากทั้งนายทหารที่เคยเป็นซามูไรและทหารเกณฑ์ ภายใต้การบัญชาการของคะวะมุระ ซุมิโยะชิ กองทัพของจักรวรรดินั้นมีความทันสมัยในทุกด้าน มีการใช้ทั้งปืนใหญ่โฮวิทเซอร์และบอลลูนตรวจการณ์ ส่วนกบฏฝ่ายซะสึมะมีจำนวนอยู่ราว 40,000 คน และลดจำนวนลงเหลือเพียงราว 400 คน ในการยืนหยัดครั้งสุดท้ายในยุทธการชิโระยะมะ ถึงว่าพวกเขาจะสู้เพื่อรักษาบทบาทของซามูไร แต่ก็ใช้ยุทธวิธีการรบ ปืนเล็กยาว และปืนใหญ่ตามแบบตะวันตก ภาพวาดร่วมสมัยในช่วงเวลาเดียวกับการกบฏทั้งหมดนั้น ล้วนแสดงภาพของไซโง ทะกะโมะริ ในลักษณะกุมดาบและแต่งตัวตามแบบทหารชาติตะวันตกอย่างชัดเจน ในช่วงปลายของความขัดแย้งนั้น ฝ่ายกบฏขาดแคลนอาวุธและยุทธปัจจัยอย่างหนัก จึงย้อนกลับไปใช้ยุทธวิธีการรบระยะประชิดด้วยดาบ หอก และธนูแทน

ไซโง ทะกะโมะริ (มุมขวาบน แต่งกายชุดดำ) บัญชาการรบในการต่อสู้ครั้งสุดท้ายที่ภูเขาชิโระยะมะ

ในระหว่างการรบ ไซโงได้รับบาดเจ็บสาหัสที่บริเวณสะโพก ทว่าไม่มีผู้ใดทราบสาเหตุการเสียชีวิตของเขา คำให้การของผู้ใกล้ชิดไซโงกล่าวอ้างว่า ไซโงได้ยันตัวตรงและกระทำการเซ็ปปุกุหลังจากได้รับบาดเจ็บ หรืออีกอย่างหนึ่งคือไซโงได้ขอให้สหายของของเขาชื่อ เบ็ปปุ ชินซุเกะ เป็นผู้ช่วยในการลงมือทำอัตนิวิบาตกรรม ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนได้ให้ทัศนะว่าไม่น่าจะใช่ทั้งสองกรณี และไซโงนั้นอาจหมดสติเพราะอาการบาดเจ็บไปแล้ว จึงไม่อาจพูดได้ด้วย สหายของไซโงหลายคนหลังจากได้เห็นสภาพของเขาแล้วคงช่วยตัดศีรษะของเขา เพื่อให้เขาได้ตายในฐานะนักรบดังที่ได้ปรารถนาไว้ ภายหลังคนเหล่านั้นจึงได้กล่าวว่าไซโงได้กระทำการเซ็ปปุกุ เพื่อรักษาสถานะความเป็นซามูไรที่แท้จริงของเขาไว้[4] ทั้งนี้ ยังไม่เป็นที่แน่ชัดอีกด้วยว่าเกิดอะไรขึ้นกับศีรษะของไซโงหลังจากที่เขาเสียชีวิต บางตำนานกล่าวว่าคนรับใช้ของไซโงได้ซ่อนศีรษะของเขาไว้ และถูกพบในภายหลังโดยทหารของฝ่ายรัฐบาลคนหนึ่ง แต่จะอย่างไรก็ตาม ส่วนศีรษะของไซโงได้ถูกฝ่ายรัฐบาลค้นพบด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งและได้นำมารวมกับร่างกายของไซโง ซึ่งนอนเคียงข้างกับศพผู้ช่วยของเขาอีก 2 คน เหตุการณ์ดังกล่าวนี้มีพยานผู้พบเห็นกัปตันเรือชาวอเมริกันชื่อ จอห์น คาเปน ฮับบาร์ด (John Capen Hubbard) ตำนานอีกเรื่องหนึ่งกล่าวว่าไม่เคยมีการค้นพบศีรษะของไซโงแต่อย่างใด แต่ไม่ว่าเหตุการณ์ที่แท้จริงจะเป็นอย่างไร การเสียชีวิตของไซโง ทะกะโมะริก็ได้นำมาซึ่งจุดจบของกบฏซะสึมะในที่สุด

ตำนานเกี่ยวกับไซโง[แก้]

การตายของไซโงได้ทำให้เกิดตำนานมากมายที่ปฏิเสธเรื่องการเสียชีวิตของเขา คนญี่ปุ่นจำนวนมากหวังว่าเขาจะเดินทางกลับมาจากบริติชราช (อินเดีย) หรือประเทศจีน หรือล่องเรือกลับมาพร้อมกับซาร์เรวิชอเล็กซานเดอร์แห่งรัสเซียเพื่อขจัดความอยุติธรรมภายในประเทศ มีแม้กระทั่งบันทึกกล่าวว่าภาพของไซโงได้ปรากฏอยู่บนดาวหางในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 อันเป็นลางร้ายแก่พวกศัตรูของเขา

ความรักเคารพของประชาชนญี่ปุ่นที่มีต่อไซโง ซึ่งถูกนับถือว่าเป็นตัวอย่างที่ดีของผู้ธำรงไว้ซึ่งจริยธรรมของซามูไร ทำให้รัฐบาลยุคเมจิไม่อาจฝืนกระแสมหาชน และได้ทำการอภัยโทษย้อนหลังให้เขาเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1889

อนุสรณ์[แก้]

อนุสาวรีย์ของไซโง ทะกะโมะริ ในสวนสาธารณะอุเอะโนะ กรุงโตเกียว

อนุสาวรีย์ของไซโง ทะกะโมะริ ที่มีชื่อเสียงคือ ประติมากรรมสำริดของไซโงในชุดล่าสัตว์พร้อมด้วยสุนัข ผลงานของทะกะมุระ โคอุน ซึ่งตั้งอยู่ที่สวนสาธารณะอุเอะโนะ กรุงโตเกียว และได้ทำพิธีเปิดผ้าคลุมเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม ค.ศ. 1898 รูปปั้นดังกล่าวนี้ได้มีการจำลองและนำไปติดตั้งไว้ที่เกาะโอะกิโนะเอะระบุจิมะ ซึ่งเป็นสถานที่ที่ไซโงเคยถูกเนรเทศ[5]

หมายเหตุ[แก้]

  1. History Channel The Samurai, video documentary
  2. Ravina, Mark. The Last Samurai: The Life and Battles of Saigo Takamori. John Wiley and Sons, 2011. Names, Romanizations, and Spelling (page 1 of 2). Retrieved from Google Books on August 7, 2011. ISBN 1-118-04556-4, ISBN 978-1-118-04556-5.
  3. On Saigō and the establishment of a railway
  4. Andrew M. Beierle (ed.). "The Real Last Samurai". Emory Magazine. Emory University. สืบค้นเมื่อ 10 April 2009. 
  5. Man, John. "In the Footsteps of the Real Last Samurai." SOAS World. 37 (Spring 2011). p30.

อ้างอิง[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]