ข้ามไปเนื้อหา

เท็นโชอิง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
เท็นโชอิง
天璋院
เท็นโชอิง
เกิด(1836-02-05)5 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1836
คาโงชิมะ แคว้นซัตสึมะ ญี่ปุ่น
เสียชีวิต20 พฤศจิกายน ค.ศ. 1883(1883-11-20) (47 ปี)
โตเกียว ญี่ปุ่น
สัญชาติญี่ปุ่น
ชื่ออื่นอัตสึฮิเมะ

เท็นโชอิง (天璋院 (Tenshōin; 5 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 183520 พฤศจิกายน ค.ศ. 1883)) หรือที่รู้จักกันในนามว่า "อัตสึฮิเมะ" (篤姫 (Atsuhime)) เป็นมิไดโดโกโระหรือภรรยาเอกของของโชกุนโทกูงาวะ อิเอซาดะ (徳川家定 (Tokugawa Iesada)) โชกุนลำดับที่ 13 ของรัฐบาลโชกุนโทกูงาวะแห่งญี่ปุ่น

ประวัติ

[แก้]

เท็นโชอิงเกิดเมื่อ ค.ศ. 1835 ที่คาโงชิมะ แคว้นซัตสึมะ เดิมมีชื่อว่า "คัตสึ" ( (Katsu)) เป็นบุตรสาวของของชิมาซุ ทาดาตาเกะ (島津忠剛 (Shimazu Tadatake)) ผู้นำของตระกูลชิมาซุแห่งอิมาอิซูมิ (今和泉島津 (Imaizumi Shimazu)) ซึ่งเป็นสาขาย่อยของตระกูลชิมาซุที่ปกครองแคว้นซัตสึมะอยู่ในขณะนั้น มารดาคือนางยูกิ ( (Yuki)) คัตสึมีพี่ชายร่วมมารดาเดียวกันจำนวนสองคน

ในปี ค.ศ. 1853 ชิมาซุ นาริอากิระ ไดเมียวที่ปกครองแคว้นซัตสึมะอยู่ในเวลานั้น ต้องการเชื่อมสัมพันธ์และแผ่ขยายอำนาจของซัตสึมะเข้าไปในรัฐบาลโชกุน จึงรับเอาคัตสึมาเป็นบุตรสาวบุญธรรมของตนเอง เพื่อที่จะส่งไปยังนครเอโดะเพื่อแต่งงานกับโชกุนโทกูงาวะ อิเอซาดะ เมื่อได้เป็นธิดาบุญธรรมของชิมาซุ นาริอากิระแล้ว คัตสึได้รับชื่อใหม่ว่า "อัตสึโกะ" (篤子 (Atsuko)) หรือ "อัตสึ" และเนื่องจากอัตสึเป็นบุตรสาวบุญธรรมของไดเมียวเจ้าผู้ครองแคว้น อัตสึจึงมีฐานะเป็นฮิเมะหรือท่านหญิง หรือว่า ท่านหญิงอัตสึ หรือ อัตสึฮิเมะ อัตสึเดินทางจากเมืองคาโงชิมะมายังเมืองเอโดะและอาศัยอยู่ที่คฤหาสน์ของตระกูลชิมาซุในเอโดะ

เข้าสู่ตระกูลโทกูงาวะ

[แก้]

หลังจากที่พำนึกอยู่ที่เมืองเอโดะเป็นเวลาสามปี ในค.ศ. 1856 อัตสึจึงแต่งงานกับโชกุนโทกูงาวะ อิเอซาดะ เนื่องจากตามธรรมเนียมภรรยาเอกของโชกุนหรือมิไดโดโกโระในสมัยเอโดะต้องมาจากโกเซ็กเกะ (五摂家 (Gosekke)) หรือตระกูลผู้สำเร็จราชการทั้งห้าซึ่งสืบเชื้อสายมาจากตระกูลฟูจิวาระ หรือมาจากสาขาย่อยของพระราชวงศ์ญี่ปุ่น อัตสึจึงเข้าเป็นธิดาบุญธรรมของโคโนเอะ ทาดาฮิโระ (近衛忠煕 (Konoe Tadahiro)) ขุนนางในราชสำนักเมืองเกียวโตซึ่งเป็นน้องเขยของชิมาซุ นาริอากิระ อัตสึได้รับชื่อใหม่อีกครั้งว่า ฟูจิวาระ โนะ ซูมิโกะ (藤原敬子 (Fujiwara no Sumiko)) อัตสึเข้าพิธีแต่งงานกับโชกุนโทกูงาวะ อิเอซาดะ ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1856 ได้รับตำแหน่งเป็น มิไดโดโกโระ หรือ ภรรยาเอกของโชกุน อัตสึย้ายเข้าไปอาศัยอยู่ภายในโอโอกุ (大奥 (Ōoku)) หรือฝ่ายในของปราสาทโชกุนอันเป็นเขตของสตรีซึ่งบุรุษอื่นใดนอกจากโชกุนไม่อาจย่างกรายเข้าไป

โชกุนอิเอซาดะนั้นขาดทายาทไว้สืบตำแหน่งโชกุน จึงเกิดความขัดแย้งภายในรัฐบาลโชกุนในประเด็นเรื่องผู้สืบทอดตำแหน่งโชกุน ฝ่ายสนับสนุนการปฏิรูปนำโดยชิมาซุ นาริอากิระ ให้การสนับสนุนแก่โทกูงาวะ โยชิโนบุ (徳川慶喜 (Tokugawa Yoshinobu)) ผู้นำของตระกูลโทกูงาวะสาขาฮิตตสึบาชิ (一橋 (Hitotsubashi)) ในขณะที่ฝ่ายอนุรักษ์นิยมนำโดยอิอิ นาโอซูเกะ (井伊直弼 (Ii Naosuke)) ให้การสนับสนุนแก่โทกูงาวะ โยชิโตมิ (徳川慶福 (Tokugawa Yoshitomi)) ไดเมียวแห่งแคว้นคิอิ (紀伊 (Kii)) อัตสึถูกคาดหวังให้การช่วยเหลือทางการเมืองแก่ฝ่ายของชิมาซุ นาริอากิระ ด้วยการสนับสนุนโทกูงาวะ โยชิโนบุ ให้ขึ้นเป็นโชกุน โดยคนสนิทของอัตสึคือ อิกูชิมะ (幾島 (Ikushima)) คอยส่งข่าวภายในให้แก่ชิมาซุ นาริอากิระอย่างสม่ำเสมอ แต่ทว่าสตรีอื่นส่วนมากภายในโอโอะกุนั้นให้การสนับสนุนแก่ฝ่ายอนุรักษ์นิยม และให้การสนับสนุนแแก่โทกูงาวะ โยชิโตมิ ในการสืบทอดตำแหน่งโชกุน

หลังจากที่อัตสึใช้ชีวิตคู่สมรสกับโชกุนอิเอซาดะเป็นเวลาทั้งสิ้นหนึ่งปีเก้าเดือน โชกุนโทกูงาวะ อิเอซาดะถึงแก่อสัญกรรมในปีค.ศ. 1858 โดยที่มิได้มีบุตรด้วยกัน และในอีกเพียงสิบวันต่อมาบิดาบุญธรรมของอัตสึคือชิมาซุ นาริอากิระ ก็เสียชีวิตลงเช่นกัน อัตสึจึงเข้าพิธีปลงผมบวชเป็นชีตามธรรมเนียมได้รับฉายาว่า "เท็นโชอิง" (天璋院 (Tenshō-in)) และได้รับตำแหน่งเป็น โอมิไดโดโกโระ (大御台所 (Ōmidaidokoro)) หรือ ภรรยาเอกของโชกุนผู้ล่วงลับ ในสมัยเอโดะโอโอกุนั้นมีบทบาทอย่างมากในการคัดเลือกผู้สืบทอดตำแหน่งโชกุน แต่ทว่าเท็นโชอิงไม่สามารถใช้อิทธิพลทางการเมืองให้การสนับสนุนแก่โยชิโนบุได้เนื่องจากบิดาบุญธรรมของเท็นโชอิงได้ถึงแก่กรรมทำให้อำนาจของแคว้นซัตสึมะลดลงชั่วคราว ฝ่ายอนุรักษ์นิยมจึงสามารถผลักดันให้โทกูงาวะ โยชิโตมิ ขึ้นเป็นโชกุนลำดับที่ 14 ต่อมาจากโชกุนอิเอซาดะได้สำเร็จ โยชิโตมิเมื่อเข้ารับตำแหน่งโชกุนแล้วจึงเปลี่ยนชื่อเป็น โทกูงาวะ อิเอโมจิ (徳川慶茂 (Tokugawa Iemochi)) โชกุนคนใหม่เข้าฝากตัวเป็นบุตรบุญธรรมของโชกุนอิเอซาดะผู้ล่วงลับไปแล้วเพื่อให้การสืบทอดตำแหน่งเป็นไปอย่างราบรื่น เท็นโชอิงจึงอยู่ในฐานะเป็นมารดาบุญธรรมของโชกุนอิเอโมจิ อำนาจของแคว้นซัตสึมะถูกลดทอนอย่างมากในช่วงการปราบปรามปีอันเซ (安政の大獄 (Ansei no taigoku)) ซึ่งอิอิ นาโอซูเกะ ใช้โอกาสนี้ในการกำจัดคู่แข่งทางการเมือง ทำให้เท็นโชอิงห่างเหินจากตระกูลชิมาซุและแคว้นซัตสึมะ และใกล้ชิดกับตระกูลโทกูงาวะมากขึ้น

ผู้นำของโอโอกุ

[แก้]

ในปี ค.ศ. 1862 เพื่อเป็นการสานความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลโชกุนและราชสำนักของพระจักรพรรดิที่เมืองเกียวโต รัฐบาลโชกุนจึงจัดให้โชกุนโทกูงาวะ อิเอโมจิ เข้าเสกเสกสมรสกับเจ้าหญิงคาซูโนมิยะ (和宮 (Kazu no miya)) พระขนิษฐาในจักรพรรดิโคเม ในเวลานี้เองทางแคว้นซัตสึมะได้เชิญให้เท็นโชอิงกลับมาพำนักที่แคว้นซัตสึมะแต่เท็นโชอิงปฏิเสธคำเชิญนั้น เมื่อเจ้าหญิงคาซูโนมิยะเสด็จมาถึงปราสาทเอโดะและเข้าประทับอยู่ภายในโอโอกุแล้วนั้น ก็เกิดความขัดแย้งขึ้นระหว่างนางเท็นโชอิงและเจ้าหญิงคาซุในเรื่องของพิธีการ แม้ว่าเจ้าหญิงคาซูโนมิยะจะทรงมีชาติกำเนิดสูงเป็นพระขนิษฐาในพระจักรพรรดิ แต่เท็นโชอิงก็ยังมีฐานะเป็นพระสัสสุของเจ้าหญิงคาซุ ภายในโอโอกุมีการจัดที่นั่งให้ที่นั่งของเท็นโชอิงอยู่สูงกว่าและใหญ่กว่าพระอาสน์ของเจ้าหญิงคาซุ อีกทั้งเจ้าหญิงคาซุยังทรงยึดมั่นในขนมธรรมเนียมของราชสำนักเมืองเกียวโตแม้ว่าจะทรงอภิเษกเข้ามาในตระกูลของซามูไรแล้วก็ตาม ท้ายที่สุดทั้งเท็นโชอิงและเจ้าหญิงคาซุต่างปรองดองและเคารพซึ่งกันและกัน

ต่อมาในปีค.ศ. 1866 โชกุนโทกูงาวะ อิเอโมจิ ยกทัพของรัฐบาลโชกุนเข้าปราบปรามแคว้นโชชู (จังหวัดยามางูจิในปัจจุบัน) ในระหว่างสงครามโชกุนอิเอโมจิล้มป่วยจนถึงแก่อสัญกรรมที่ปราสาทโอซากะในปีนั้น เจ้าหญิงคาซุโนมิยะทรงปลงพระเกศาบวชเป็นชีได้รับพระนามว่า เซกันอิง (静寛院 (Seikan-in)) ทั้งนางเท็นโชอิงและพระนางเซกันอิงต่างต้องการให้ตำแหน่งโชกุนตกเป็นของโทกูงาวะ คาเมโนซูเกะ (徳川亀之助 (Tokugawa Kamenosuke)) ซึ่งมีอายุเพียงสามปีตามคำสั่งเสียของโชกุนอิเอโมจิ แต่รัฐบาลโชกุนมีความเห็นว่าในภาวะวิกฤตการณ์ทางการเมืองไม่ควรที่จะมีโชกุนอายุน้อยเป็นผู้นำ รัฐบาลโชกุนจึงผลักดันให้โทกูงาวะ โยชิโนบุ ขึ้นดำรงตำแหน่งโชกุนเป็นโชกุนคนสุดท้ายของรัฐบาลโชกุนโทกูงาวะ

ในปีต่อมาค.ศ. 1867 โชกุนโยชิโนบุสละตำแหน่งโชกุนล้มเลิกระบอบรัฐบาลโชกุนถวายอำนาจคืนแด่พระจักรพรรดิ หลังจากที่พ่ายแพ้ต่อกองทัพของซัตสึมะและโจชูในการรบที่โทบะ-ฟูชิมิ (Battle of Toba-Fushimi) ในค.ศ. 1868 อดีตโชกุนโยชิโนบุหลบหนีกลับมายังเมืองเอโดะ ไซโง ทากาโมริ (西郷隆盛 (Saigō Takamori)) ยกทัพของซัตสึมะซึ่งอยู่ฝ่ายพระจักรพรรดิเข้าติดตามโยชิโนบุเข้าประชิดเมืองเอโดะ เท็นโชอิงร่วมกับคัตสึ ไคชู (勝海舟 (Katsu Kaishū)) และพระนางเซกันอิงในการเจรจาสงบศึกกับทัพฝ่ายพระจักรพรรดิ โดยเท็นโชอิงเขียนจดหมายไปยังไซโง ทากาโมริ ในฐานะชาวแคว้นซัตสึมะเหมือนกัน ร้องขอให้ระงับการใช้กองกำลังทหารเข้ายึดครองเมืองเอโดะ และยอมจำนนยินยอมที่จะยกปราสาทเอโดะให้แก่ไซโง ทากาโมริแต่โดยดี กองทัพฝ่ายพระจักรพรรดิจึงเข้ายึดปราสาทเอโดะได้อย่างสันติปราศจากการเสียเลือดเนื้อ (無血開城 (Muketsu kaijō)) เท็นโชอิงนำสตรีหลายพันชีวิตภายในโอโอกุออกมาสู่โลกภายนอก เป็นการปิดฉากของโอโอกุซึ่งดำรงอยู่เคียงคู่กับรัฐบาลโชกุนมาเป็นเวลาประมาณสองร้อยห้าสิบปี

บั้นปลายชีวิต

[แก้]

หลังจากออกจากโอโอกุแล้วเท็นโชอิงพำนักอยู่ที่คฤหาสน์ของตระกูลโทกูงาวะที่เซ็นดางายะ (千駄ヶ谷 (Sendagaya)) แขวงชิบูยะในปัจจุบัน เท็นโชอิงไม่ได้รับความช่วยเหลือทางการเงินใด ๆ จากแคว้นซัตสึมะและไม่กลับไปที่ซัตสึมะอีกเลยตลอดชีวิต เท็นโชอิงใช้เวลาที่เหลือในบั้นปลายชีวิตดูแลหลานชายบุญธรรมคือโทกูงาวะ คาเมโนซูเกะ ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น โทกูงาวะ อิเอซาโตะ (徳川家達 (Tokugawa Iesato)) โทกูงาวะ อิเอซาโตะ ดำรงตำแหน่งเป็นผู้นำตระกูลโทกูงาวะในสมัยเมจิ เป็นผู้นำตระกูลโทกูงาวะลำดับที่ 16 เท็นโชอิงถึงแก่กรรมที่เมืองโตเกียวในค.ศ. 1883 ขณะมีอายุได้ 48 ปี และได้รับการฝังศพไว้ที่วัดคันเอจิ (寛永寺 (Kan'ei-ji)) ย่านอูเอโนะในกรุงโตเกียว เคียงข้างกับร่างของโชกุนโทกูงาวะ อิเอซาดะ ผู้เป็นสามี

ภาพยนตร์

[แก้]

เรื่องราวของเธอได้มีการนำไปสร้างเป็นละครโทรทัศน์อิงประวัติศาสตร์เรื่อง "เจ้าหญิงอัตสึ" (篤姫, Atsuhime) โดยบรรษัทการกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งญี่ปุ่น (NHK) ในปี พ.ศ. 2551 โดยอาศัยเค้าโครงจากนิยายอิงชีวประวัติของเธอชื่อ "เท็นโชอิงอัตสึฮิเมะ" (天璋院篤姫, Tenshō-in Atsuhime) ซึ่งประพันธ์โดย โทมิโกะ มิยาโอะ (Tomiko Miyao) เมื่อปี ค.ศ. 1984 (พ.ศ. 2527)

ดูเพิ่ม

[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]