ข้ามไปเนื้อหา

โคลงนิราศหริภุญชัย

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
วัดพระธาตุหริภุญชัย ภาพถ่ายโดย Ritthichai Siangdee

โคลงนิราศหริภุญชัย เดิมชื่อว่า โคลงเมิงเปล้า[1] เป็นกวีเก่าที่มีประมาณ 720 บรรทัด เดิมแต่งเป็นภาษาไทยถิ่นเหนือ โดยคำว่า นิราศ มาจากคำศัพท์ภาษาสันสกฤตแปลว่า “ไม่มี” เป็นแนวการแต่งกวีที่มีการเดินทางไกลและแยกจากผู้เป็นที่รัก[2] หริภุญชัยเป็นอาณาจักรโบราณที่มีศูนย์กลางที่จังหวัดลำพูน โดยพญามังรายทรงผนวกเข้ากับอาณาจักรล้านนาในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 13 กวีนี้กล่าวถึงการเดินทางจากเชียงใหม่ไปยังลำพูนเพื่อสักการะพระบรมสารีริกธาตุที่วัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหาร โดยไปเยี่ยมชมวัดและข้างทางประมาณ 20 แห่ง ในระหว่างการเดินทาง ผู้แต่งรู้สึกคร่ำครวญถึงการแยกจากนางศรีทิพ ผู้เป็นที่รักของเขา การเดินทางใช้เวลาสองถึงสามวัน กวีนี้จบลงที่เทศกาลพระบรมสารีริกธาตุที่ราชินีกับพระราชโอรสเสด็จมาด้วย เนื้อเรื่องเดิมสืบไปได้ถึง ค.ศ. 1517-1518 บทกวีได้รับการชื่นชมเพียงเล็กน้อยจนกระทั่งเมื่อเร็ว ๆ นี้เนื่องจากความยากของภาษาเก่า

เอกสารตัวเขียนและการเผยแพร่

[แก้]

มีข้อความเจ็ดข้อความที่เขียนบนใบลานด้วยภาษาไทยถิ่นเหนือ ซึ่งพบในจังหวัดเชียงใหม่, เชียงราย, ลำพูน และพะเยา ส่วนอีกข้อความหนึ่งที่เขียนบนสมุดข่อยในภาษาไทยถูกเก็บอยู่ในสำนักหอสมุดแห่งชาติ มีสี่ฉบับที่มีเนื้อหาคล้ายกัน เชื่อกันว่าเอกสารตัวเขียนอาจนำมาจากล้านนาไปที่อาณาจักรอยุธยาตอนสมเด็จพระนารายณ์มหาราชตีเมืองเชียงใหม่ใน พ.ศ. 2204 แล้วไปแปลเป็นภาษาไทย แต่ไม่มีหลักฐานสนับสนุนทฤษฎีนี้[3][4]

ข้อความฉบับภาษาไทยได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรกโดยสำนักหอสมุดแห่งชาติใน พ.ศ. 2467 ที่มีคำนำโดยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพว่า ผลงานนี้ “อาจเป็นต้นแบบของนิราศที่แต่งในอยุธยาและส่งลงมาถึงกรุงเทพ”[5] อย่างไรก็ตาม ผลงานนี้มีคนอ่านน้อยเพราะใช้ภาษาที่คลุมเครือ ใน พ.ศ. 2486 ประเสริฐ ณ นครเริ่มถอดความอักษรล้านนาไปเป็นอักษรไทย ทำให้มีการตีพิมพ์ใช้งานเป็นการส่วนตัวและเป็นหนังสืองานศพในปีถัดมา ในช่วง พ.ศ. 2502 พระยาอนุมานราชธนส่งเสริมให้ประเสริฐแปลเพิ่มและตีพิมพ์ผลงานนี้ ทำให้มีการตีพิมพ์ในวารสารของสมาคมภาษาและวรรณคดีไทยใน พ.ศ. 2503 ใน พ.ศ. 2516 ประเสริฐตีพิมพ์ฉบับขยายที่มีอักษรล้านนา อักษรไทย คำอธิบาย และภาคผนวกของคำและสถานที่โดยวิจิตร ยอดสุวรรณ (Wijit Yodsuwan)[6]

ใน พ.ศ. 2532 ลมูล จันทน์หอม จบการศึกษาวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยทำการเปรียบเทียบข้อความฉบับล้านนาหกบรรทัดที่เขาอ้างว่า “ใกล้เคียงกับต้นฉบับมากที่สุด”[7]

ใน พ.ศ. 2535 ทิว วิชัยขัทคะ กับไพฑูรย์ ดอกบัวแก้ว ตีพิมพ์ฉบับอักษรล้านนาอีกฉบับที่พวกเขากล่าวว่าเป็น “ฉบับลำพูน”[8] และใน พ.ศ. 2562 วินัย พงศ์ศรีเพียร เรียบเรียงนิราศแบบใหม่เสร็จที่มีการเทียบกับภาษาไทยและอังกฤษ พร้อมกับงานวิจัยทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับภูมิหลังของนักกวี[9]

ชื่อ นิราศหริภุญชัย อาจมาหลังจากกวีแนว นิราศ ได้พัฒนาแล้ว[2] เช่นในเอกสารตัวเขียนหนึ่งจากวัดเจดีย์หลวงกวีนี้มีชื่อว่า ลำลพุน[10]

ปีที่แต่งและผู้ประพันธ์

[แก้]

บทเปิดกวีให้ปีหนไทว่า “ปีเมิงเป้า” ซึ่งอาจเป็นไปได้ทั้งเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2000, 2060, 2120, 2180 เป็นต้น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ คาดการณ์ว่าอยู่ใน พ.ศ. 2180 ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททองหรือก่อนหน้านั้น[5]

ประเสริฐ ณ นคร กล่าวว่ากวีนี้เขียนใน พ.ศ. 2060-2061 โดยในกวีกล่าวถึงพระแก้วมรกต ซึ่งประดิษฐานอยู่ที่วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นจริงเฉพาะในช่วง พ.ศ. 2011 ถึง 2091 และพระพุทธสิหิงค์ประทับที่วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นจริงเฉพาะใน พ.ศ. 1950 ถึง 2091 ดังนั้น ช่วงปีที่ตรงกับปีนักษัตรนี้คือ พ.ศ. 2060/2061[11] แต่มีนักวิชาการบางส่วนตั้งข้อสงสัยถึงวันที่เริ่มเขียน[12]

เมื่อดูคำศัพท์ในกวี จึงเป็นที่กระจ่างว่าผู้แต่งกับผู้เป็นที่รักเป็นเชื้อพระวงศ์[13] เช่น เขากล่าวถึงของถวายของตนว่า ราชกุศล (“ผลงานที่ดีของกษัตริย์” (v.126)) และกล่าวถึงผู้เป็นที่รักว่า อัคคชา (“มเหสีหลัก/ราชินี” (v.127))

วินัย พงศ์ศรีเพียรเสนอว่าผู้แต่งคือพระเมืองแก้ว (ครองราชย์ พ.ศ. 2038–2068) กษัตริย์ล้านนาใน เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2060 และศรีทิพดำรงตำแหน่งเป็นพระมเหสี[14] ในขณะที่อรุณรัตน์ วิเชียรเขียวเสนอว่าผู้แต่งคือศิริยวาปีมหาอำมาตย์ ขุนนางชั้นมหาอำมาตย์จากลำปาง และศรีทิพคือภรรยาของเขา ส่วนโป่งน้อยคือพระราชมารดาของพระเมืองแก้ว[15]

เรื่องย่อ

[แก้]

เริ่มบทบูชาพระรัตนตรัย บอกวันเวลาที่แต่ง แล้วกล่าวถึงการที่ต้องจากนางที่เชียงใหม่ไปบูชาพระธาตุหริภุญชัยที่เมืองหริภุญชัย (ลำพูน) ก่อนออกเดินทางได้นมัสการลาพระพุทธสิหิงค์ ณ วัดพระสิงห์ ผ่านวัดทุงยู วัดศรีเกิด วัดผาเกียร (ชัยพระเกียรติ) วัดอูปแป้น ขอพรพระมังราชหรือพระมังรายซึ่งสถิต ณ ศาลเทพารักษ์ ผ่านหอพระแก้ว (กุฏาราม) นมัสการลาพระแก้วมรกต ณ วัดเจดีย์หลวง ผ่านวัดช่างแต้ม วัดเจ็ดลิน วัดเสฏฐา (วัดเชษฐา) วัดฟ่อนสร้อย วัดเชียงสง ออกประตูเชียงใหม่ ผ่านวัดศรีมหาทวาร (วัดเชียงของ) วัดพันงอม วัดเถียงเส่า วัดกุฎีคำ (วัดธาตุคำ) วัดน่างรั้ว ออกประตูขัวก้อม ขึ้นขบวนเกวียน ผ่านวัดกู่คำหลวง (วัดเจดีย์เหลี่ยม) วัดพระนอนป้านปิง (วัดพระนอนหนองผึ้ง) วัดยางหนุ่ม (วัดกองทราย) หยุดพักนอนที่กาดต้นไร (ตลาดต้นไทร) 1 คืน เมื่อเดินทางพบสิ่งใดหรือตำบลใดก็พรรณนาคร่ำครวญรำพันรักไปตลอดทางจนถึงเมืองหริภุญชัย ได้นมัสการพระธาตุหริภุญชัยสมความตั้งใจ บรรยายพระธาตุ งานสมโภชพระธาตุ ก่อนแวะไปนมัสการพระที่วัดพระยืน ตอนสุดท้ายลาพระธาตุกลับเชียงใหม่

รูปแบบ

[แก้]

โคลงนี้มีโคลงสี่สุภาพ 181 โคลงที่มีทำนองและน้ำเสียงต่างกัน และไม่มีการเชื่อมโคลง[16]

สถานที่ในโคลงนิราศหริภุญชัย

[แก้]
สถานที่ในนิราศหริภุญชัย[17][18][12]
โคลงบทที่ชื่อปัจจุบันที่อยู่ตำแหน่ง
10พระวรเชษฐช้อย ศรีสิงห์วัดพระสิงห์ถนนสามล้าน18.7884, 98.9818
12ทุงยูวัดทุงยูถนนราชดำเนิน18.7887, 98.9842
12ศรีเกิดวัดศรีเกิดถนนราชดำเนิน18.7882, 98.9840
12ปราเกียรวัดชัยพระเกียรติถนนราชดำเนิน18.7886, 98.9859
14หอมังราชเจ้าหอผีพระญามังรายถนนพระปกเกล้า18.7888, 98.9882
15กุฏารามหอพระแก้ว (หายไป)[19]
15อุปแป้นวัดอูปแป้น (หายไป)
16มหาอาวาสสร้อย ศรีสถานวัดเจดีย์หลวงถนนพระปกเกล้า18.7869, 98.9865
19เสฐฐาวัดเสฏฐา (เชษฐา) ร้างในโรงเรียนพุทธิโศภณ18.7858, 98.9891
19ช่างแต้มวัดช่างแต้มถนนพระปกเกล้า18°47'07.2"N 98°59'18.0"E
20เจ็ดลินวัดเจ็ดลินถนนพระปกเกล้า18.7837, 98.9880
21ฟ่อนสร้อยวัดฟ่อนสร้อยถนนพระปกเกล้า18.7825, 98.9885
23เชียงสงวัดเชียงสงร้างถนนพระปกเกล้า18.782204, 98.988426
24เชียงใหม่หม้า ทวารทองประตูเชียงใหม่ถนนบำรุงบำรี18.7813, 98.9890
27ศรีมหาทวารวัดศรีมหาทวาร (วัดเชียงของ) ร้าง[20]ถนนช่างหล่อ18.780952, 98.988473
28พันงอมหายไป
29เถียงเส่าอาจเป็นวัดแสนเส่าถนนสุริวงศ์18.7786, 98.9885
30กุฎีคำวัดธาตุคำถนนสุริวงศ์18.7774, 98.9886
31น่างรั้ววัดยางกวงถนนสุริวงศ์18.7760, 98.9890
32ทวารทองประตูขัวก้อมถนนสุริวงศ์18.772330521074743, 98.99004477434806
45กู่คำหลวงวัดเจดีย์เหลี่ยมเวียงกุมกาม18.7539, 98.9959
49พระขวางอาจเป็นวัดพระนอนหนองผึ้งหนองผึ้ง18.7386, 99.0124
67ยางหนุ่มวัดกองทรายหนองผึ้ง18.7304, 99.0205
73หัวฝายวัดหัวฝายตำบลหนองผึ้ง18.7133, 99.0362
77กาดต้นไรตลาดต้นไทรไม่ทราบ
104พระธาตุเจ้า จอมจักรวัดพระธาตุหริภุญชัยจังหวัดลำพูน18.5772, 99.0082
146พระพุทธเจ้า จตุตนวัดพระยืนจังหวัดลำพูน18.5763, 99.0193

ตัวอย่าง

[แก้]

ในโคลงที่ 31 เขายกย่องวัดที่ปัจจุบันคือวัดยางกวงริมถนนสุริวงศ์ จังหวัดเชียงใหม่ และคิดถึงผู้เป็นที่รักว่า:

อารามเรียงรุ่นหั้น เงางาม
เป็นปิ่นบุรีนาม น่างรั้ว
บเห็นนาฏนงราม บวรสวาท สยบเอย
ทังขื่อชีพิตกั้ว โลกนี้นามนิพาน

ในโคลงที่ 161 เขายกย่องราชินีตอนมาถึงวัดพระธาตุหริภุญชัยว่า:

ธาดาอห่อยเนื้อ ทิพมาล
ไทงาศสันเฉลิมปาน แต่งแต้ม
อานาศาสตร์พันพาน เพิงแพ่ง งามเอย
ยลยิ่งนางฟ้าแย้ม ย่างย้ายลดาวัลย์

อ้างอิง

[แก้]
  1. ↑ เกรียงไกร, เกิดศิริ (2015). "โคลงนิราศหริภุญชัย: เอกสารลำดับที่ 20". สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม. สืบค้นเมื่อ 2026-05-05. {{cite journal}}: การอ้างอิง journal จำเป็นต้องระบุ |journal= (วิธีใช้)CS1 maint: url-status (ลิงก์)
  2. 1 2 Manas Chitakasem 1972.
  3. ↑ Winai Pongsripian 2019, p. 24.
  4. ↑ Prasert na Nagara 1973, p. [10-12].
  5. 1 2 Vajirayana Library 1924.
  6. ↑ Prasert na Nagara 1973.
  7. ↑ Lamoon Janhom 1989.
  8. ↑ Thiu Wichaikhatkha 1992.
  9. ↑ Winai Pongsripian 2019.
  10. ↑ Lamoon Janhom 1989, p. 26.
  11. ↑ Prasert na Nagara 1973, p. [12].
  12. 1 2 Lagirarde 2004.
  13. ↑ Winai Pongsripian 2019, p. 33-36.
  14. ↑ Winai Pongsripian 2019, p. 27-36.
  15. ↑ Aroonrat Wichienkeeo 2019.
  16. ↑ Kreangkrai Kirdsiri 2010, p. 6.
  17. ↑ Aroonrat Wichienkeeo 1996.
  18. ↑ Kreangkrai Kirdsiri 2010.
  19. ↑ https://www.silpa-mag.com/history/article_6726
  20. ↑ https://www.matichonweekly.com/column/article_77971

ข้อมูล

[แก้]
  • Aroonrat Wichienkeeo (2019). 500 phi khlong nirat hariphunchai [500 years of Nirat Hariphunchai]. Chiang Mai: Airada Copytex.
  • Aroonrat Wichienkeeo (1996). Wat rang nai wiang chiang mai [Abandoned monasteries in Chiang Mai]. Chiang Mai: Suriwong Book Center.
  • Kreangkrai Kirdsiri (2010). "Khlong nirat hariphunchai: mueang chiang mai lae mueang lamphun nai wannakhadi lanna" [Nirat Hariphunchai: Chiang Mai and Lamphun in Lan Na literature]. ใน Winai Pongsripian (บ.ก.). 100 ekkasan samkhan: sappasan prawatisat thai lem thi 3 [100 key documents: essence of Thai history, volume 3]. Bangkok: Thailand Research Fund. น. 5–43.
  • Lagirarde, François (2004). "Un pèlerinage bouddhique au Lanna entre le XVIe et le XVIIe siècle d'après le Khlong Nirat Hariphunchai". Aséanie. 14: 69-107.
  • Lamoon Janhom (1989). Khlong nirat hariphunchai kan winitchai ton chabap [Nirat Hariphunchai: a critical study of the text] (MA). Chiang Mai University.
  • Lamoon Janhom (1995). Wannakam thongthin lanna [Local literature of Lan Na] (วิทยานิพนธ์). Chiang Mai: Suriwong Book Center.
  • Manas Chitakasem (1972). "The emergence and development of the Nirat genre in Thai poetry". Journal of the Siam Society. 60, 2: 135-168.
  • Prasert na Nagara (1973). Khlong Nirat Hariphunchai [Nirat Hariphunchai]. Bangkok: Phrajan.
  • Suttinee Tongsa-ard (1988). Kan sueksa rongroi thang nam kao khong maenam ping nai boriwen thi rap chiang mai lamphun [The study of Mae Ping river’s old channel traces in Chiang Mai-Lamphun Basin] (MS). Chiang Mai University.
  • Thiu Wichaikhatkha; Phaithun Dokbua (1992). Nirat Hariphunchai (chabap lamphun) [Nirat Hariphunchai, Lamphun version]. Chiang Mai: Social Research Institute, Chiang Mai University.
  • Vajirayana Library (1924). Khlong Nirat Hariphunchai [Nirat Hariphunchai]. Bangkok: Bamrung Nukunkit.
  • Winai Pongsripian (2019). Ruthirat ramphan (khlong nirat hariphunchai) lae jaruek wat phra yuen morakot khwam songjam haeng aphinawaburi-si hariphunchai [Rudhirāja Ramban (Nirat Hariphunchai). Heritage of Chiang Mai–Lamphun)]. Bangkok: Mulnithi Phrathep Ratthanaratchasuda.

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]