เรือหลวงมัจฉาณุ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
เรือหลวงมัจฉาณุ
เรือหลวงมัจฉาณุ
ประวัติ (ประเทศไทย) Naval Ensign of Thailand.svg
ชั้นและประเภท: เรือดำน้ำชั้นมัจฉาณุ
ชื่อเรือ: เรือหลวงมัจฉาณุ (ลำที่สอง)
HTMS Matchanu (II)
ตั้งชื่อตาม: มัจฉาณุ (จากเรื่องรามเกียรติ์)
ต่อขึ้นที่: อู่ต่อเรือมิตซูบิชิ, โกเบ, ประเทศญี่ปุ่น
วางกระดูกงู: 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2479
ปล่อยลงน้ำ: 24 ธันวาคม พ.ศ. 2479
ขึ้นระวาง: 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2481
ปลดระวาง: 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2494
จุดจบ: ขายให้กับบริษัทปูนซีเมนต์ไทย
สถานะ: หอบังคับการ อาวุธปืน และกล้องส่อง จัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ทหารเรือ
ลักษณะเฉพาะ
ประเภท: เรือดำน้ำ
ขนาด (ระวางขับน้ำ):
  • บนผิวน้ำ 374.5 ตัน
  • ขณะดำ 430 ตัน
ความยาว: 51 เมตร
ความกว้าง:

4.10 เมตร

ความสูง: 11.65 เมตร
กินน้ำลึก: 3.60 เมตร
เครื่องยนต์:
  • 2 × เครื่องยนต์ดีเซล 8 สูบ 1,100 แรงม้า (820 กิโลวัตต์)
  • 1 × เครื่องไฟฟ้ากำลัง 540 แรงม้า (400 กิโลวัตต์)
ความเร็ว:
  • ผิวน้ำ 15.7 นอต
  • ใต้น้ำ 8.1 นอต
  • มัธยัสต์ 10 นอต
ระยะทางเชื้อเพลิง: 4,770 ไมล์ทะเล (8,830 กม.; 5,490 ไมล์)
Test depth: 60 เมตร (200 ฟุต)
ลูกเรือ: 33 นาย
(สัญญาบัตร 5 นาย, ประทวน 28 นาย)
ยุทโธปกรณ์:
  • 1 × ปืนกลลูวิสต่อสู้อากาศยานขนาด 76/25 ม.ม.
  • 1 ×ปินใหญ่ขนาด 8 ซม.
  • 4 × ตอร์ปิโดขนาด 45 ซม. แบบ เอ.เค.

เรือหลวงมัจฉาณุ [1] (HTMS Matchanu) เป็นเรือดำน้ำประจำกองทัพเรือไทย เป็นประเภทเรือดำน้ำรักษาฝั่ง ขนาดเล็ก (ระวางขับน้ำต่ำกว่า 500 ตัน) ประกอบขึ้นที่อู่ต่อเรือบริษัทมิตซูบิชิ เมืองโกเบ ประเทศญี่ปุ่น พร้อมกันจำนวน 4 ลำ พร้อมกับ เรือหลวงวิรุณ เรือหลวงสินสมุทร และเรือหลวงพลายชุมพล โดยเรือหลวงมัจฉาณุ ประกอบขึ้นพร้อมกับเรือหลวงวิรุณ

ชื่อเรือหลวงมัจฉาณุ เป็นชื่อพระราชทาน มา ณ วันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2480 มาจากชื่อตัวละครในวรรณคดีไทยซึ่งมีอิทธิฤทธิ์ในการดำน้ำ คือ มัจฉานุ จากเรื่องรามเกียรติ์

เรือหลวงมัจฉาณุ และเรือหลวงวิรุณ ประกอบแล้วเสร็จสมบูรณ์เมื่อวันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2480 ทางบริษัทมิตซูบิชิได้จัดพิธีส่งมอบให้เป็นกรรมสิทธิของกองทัพเรือไทย และนำลูกเรือเข้าประจำเรือ กองทัพเรือไทยจึงถือว่าวันที่ 4 กันยายน เป็น วันที่ระลึกเรือดำน้ำ

เรือดำน้ำของไทยทั้งสี่ลำ เดินทางออกจากเมืองโกเบ ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2481 ถึงกรุงเทพเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2481 เข้าประจำการเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2481 ได้ออกปฏิบัติการในสงครามอินโดจีนกับฝรั่งเศส และสงครามโลกครั้งที่สอง

เมื่อครั้งกรณีพิพาทอินโดจีนฝรั่งเศส เรือดำน้ำทั้ง 4 ลำ ได้ออกไปลาดตระเวนอยู่หน้าฐานทัพเรือเรียม (กัมพูชา) ใช้เวลาดำอยู่ใต้น้ำทั้งสิ้นลำละ ๑๒ ชั่วโมงขึ้นไป นับเป็นการดำที่นานที่สุด

เรือหลวงมัจฉาณุปลดประจำการเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2494 พร้อมกันทั้ง 4 ลำ เนื่องจากขาดแคลนชิ้นส่วนอะไหล่ หลังจากญี่ปุ่นพ่ายแพ้สงครามโลก และไม่ได้รับอนุญาตให้ผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ และโรงงานแบตเตอรีของไทยที่ตั้งขึ้นก็ไม่สามารถผลิตแบตเตอรีสำหรับใช้ประจำเรือได้ ประกอบกับเหตุการณ์กบฏแมนฮัตตัน เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2494 ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างขนานใหญ่ในกองทัพเรือ มีคำสั่งยุบหมวดเรือดำน้ำ โอนย้ายไปรวมกับหมวดเรือตรวจฝั่งที่ตั้งขึ้นใหม่

ภายหลังปลดประจำการ เรือทั้งสี่ลำได้นำมาจอดเทียบกันที่ท่าเรือในแม่น้ำเจ้าพระยา ใกล้กับโรงพยาบาลศิริราช ต่อมาได้มีการขายเรือให้กับบริษัทปูนซีเมนต์ไทย เพื่อทำการศึกษาและ Reverse engineering[ต้องการอ้างอิง] คงเหลือแต่หอบังคับการ อาวุธปืน และกล้องส่อง ทางกองทัพเรือได้นำมาจัดสร้างสะพานเรือจำลอง จัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ทหารเรือ หน้าโรงเรียนนายเรือ จังหวัดสมุทรปราการ

อ้างอิง[แก้]

  • ศิริพงษ์ บุญราศรี. เรือดำน้ำแห่งราชนาวีสยาม. กรุงเทพ : สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์, พ.ศ. 2547. 168 หน้า. หน้า หน้าที่. ISBN 974-276-277-5
  • สงวน อั้นคง, สิ่งแรกในเมืองไทย ชุด 2, แพร่พิทยา
  1. ในเอกสารกองทัพเรือไทย ระบุชื่อเรือดำน้ำว่า "มัจฉานุ" แต่ในพระบรมราชโองการ ลงวันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2480 ลงนามโดยผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ (พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา, เจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) และเจ้าพระยาพิชเยนทรโยธิน (อุ่ม อินทรโยธิน)) ขนานนามเรือดำน้ำว่า "มัจฉาณุ"

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

ผังโครงสร้างเรือดำน้ำชั้นมัจฉาณุ
เรือหลวงมัจฉาณุ และเรือหลวงวิรุณ ที่ท่าเรือเมืองโกเบ