คริปโทเคอร์เรนซี

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก เงินคริปโท)
ไบยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

คริปโทเคอร์เรนซี[1] (อังกฤษ: cryptocurrency, crypto currency) เป็นสินทรัพย์ดิจิทัลซึ่งออกแบบให้เป็นสื่อกลางการแลกเปลี่ยน ที่ใช้วิทยาการเข้ารหัสลับเพื่อรับประกันธุรกรรม เพื่อควบคุมการสร้างหน่วยเงินเพิ่ม และเพื่อยืนยันความถูกต้องของการโอนทรัพย์[2][3][4] เป็นรูปแบบหนึ่งของเงินดิจิทัล (digital currency) เงินทางเลือก (alternative currency) และเงินเสมือน (virtual currency) เป็นเงินที่ควบคุมโดยกระจายศูนย์กลาง[5] เทียบกับเงินดิจิทัลที่ควบคุมโดยศูนย์กลาง หรือกับระบบธนาคารกลาง[6] การควบคุมแบบกระจายศูนย์จะทำผ่านบล็อกเชน ซึ่งเป็นฐานข้อมูลธุรกรรมสาธารณะ โดยใช้เป็นบัญชีแยกประเภทแบบกระจาย[7]

บิตคอยน์ที่สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 2009 เป็นคริปโทเคอร์เรนซีแบบกระจายศูนย์สกุลแรก[8] ตั้งแต่นั้นมา ก็มีคริปโทเคอร์เรนซีสกุลอื่น ๆ ที่สร้างขึ้นอีกมากมาย[9] บ่อยครั้งเงินสกุลเหล่านี้จะเรียกในภาษาอังกฤษว่า altcoins โดยเป็นคำผสมจากคำว่า alternative coin (เหรียญทางเลือก)[10][11][12]

เนื้อหา

นิยาม[แก้]

แผนผังแบบทำให้ง่ายซึ่งแสดงโซ่ความเป็นเจ้าของหน่วยเงินบิตคอยน์[13] แต่ในบล็อกเชนของบิตคอยน์จริง ๆ ธุรกรรมหนึ่ง ๆ สามารถมีข้อมูลธุรกรรมขาเข้ามากกว่าหนึ่ง และมีข้อมูลขาออกมากกว่าหนึ่ง

ตามนักวิชาการผู้หนึ่ง คริปโทเคอร์เรนซีเป็นระบบที่เข้าเกณฑ์ 6 อย่าง คือ[14]

  1. ระบบไม่จำเป็นต้องมีศูนย์กลาง ข้อมูลที่กระจายจะทำให้สามารถถึงความเห็นพ้อง/ความเห็นข้างมากเกี่ยวกับสถานะปัจจุบัน (ดูตัวอย่างที่ การตราเวลาสำหรับบิตคอยน์)
  2. ระบบจะเก็บข้อมูลเกี่ยวกับหน่วยคริปโทเคอร์เรนซีและผู้ที่เป็นเจ้าของ
  3. ระบบจะกำหนดว่า หน่วยคริปโทเคอร์เรนซีใหม่จะสร้างขึ้นได้หรือไม่ ถ้าหน่วยเงินใหม่สามารถสร้างได้ ระบบจะกำหนดแหล่งกำเนิดและกำหนดว่าใครเป็นเจ้าของหน่วยเงินใหม่
  4. ความเป็นเจ้าของในหน่วยเงินแต่ละหน่วยจะสามารถพิสูจน์อย่างสิทธิ์ขาดตามวิทยาการเข้ารหัสลับ
  5. ระบบจะอนุญาตให้ทำธุรกรรมที่สามารถเปลี่ยนเจ้าของหน่วยเงินได้ โดยข้อความสั่งธุรกรรมจะสามารถทำได้โดยบุคคลที่สามารถพิสูจน์ความเป็นเจ้าของหน่วยเงินเหล่านั้น
  6. ถ้ามีคำสั่งเปลี่ยนเจ้าของสำหรับเงินหน่วยหนึ่ง ๆ เข้ามาในระบบพร้อม ๆ กัน ระบบจะทำการตามคำสั่งเดียวเท่านั้นเป็นอย่างมาก (ดูตัวอย่างที่ การตราเวลาสำหรับบิตคอยน์)

ในเดือนมีนาคม 2018 คำว่า cryptocurrency ก็ได้เพิ่มเข้าในพจนานุกรม Merriam-Webster[15]

ภาพรวม[แก้]

คริปโทเคอร์เรนซีที่กระจายศูนย์จะสร้างโดยระบบคริปโทเคอร์เรนซีรวม ๆ กัน ในอัตราที่กำหนดเมื่อสร้างระบบและเป็นเรื่องที่รู้กันโดยสาธารณะ ในระบบธนาคารกลาง คณะกรรมการบรรษัทหรือรัฐบาลจะเป็นผู้ควบคุมอุปทานของเงินโดยออกเงินตราที่ไม่มีมูลค่าในตัวเอง หรือโดยสั่งให้เพิ่มเงินในบัญชีแยกประเภทของธนาคารดิจิทัล เทียบกับคริปโทเคอร์เรนซีที่กระจายศูนย์ ซึ่งบริษัทและรัฐบาลจะไม่สามารถสร้างหน่วยใหม่ ๆ และยังไม่รับประกันให้แก่องค์กรต่าง ๆ รวมทั้งบริษัทหรือธนาคารซึ่งมีสินทรัพย์เป็นคริปโทเคอร์เรนซี เทคนิคที่ใช้ควบคุมคริปโทเคอร์เรนซีแบบกระจายศูนย์ เป็นผลงานของกลุ่มบุคคลหรือบุคคลที่รู้จักว่าซะโตชิ นะกะโมโต[16] โดยเดือนกันยายน 2017 มีคริปโทเคอร์เรนซีกว่าพันสกุล ส่วนมากจะคล้ายกับและเป็นเงินอนุพันธ์ของคริปโทเคอร์เรนซีที่สร้างอย่างสมบูรณ์สกุลแรก คือ บิตคอยน์

ภายในระบบคริปโทเคอร์เรนซี ความปลอดภัย บูรณภาพ และดุลของบัญชีแยกประเภท จะดำรงเก็บรักษาโดยกลุ่มบุคคลที่ไม่ไว้ใจซึ่งกันและกันที่เรียกว่า ไมเนอร์/คนขุดหาเหรียญ ส่วนบุคคลทั่วไปจะใช้คอมพิวเตอร์ของไมเนอร์/คนขุดหาเหรียญ เพื่อยืนยันความถูกต้องของและตราเวลาแก่ธุรกรรม เป็นการเพิ่มธุรกรรมลงยังบัญชีแยกประเภทตามกระบวนการตราเวลาบางอย่าง[17] คนขุดหาเหรียญได้ผลประโยชน์ในการดำรงรักษาความปลอดภัยของบัญชีแยกประเภท[16] คือได้เหรียญที่ขุดได้และ/หรือค่าธรรมเนียมของธุรกรรม[18]

คริปโทเคอร์เรนซีโดยมากได้ออกแบบให้ค่อย ๆ ลดการสร้างหน่วยเงินใหม่ ซึ่งเท่ากับกำหนดจำนวนเงินมากที่สุดที่จะมีให้ใช้ เป็นการเลียนแบบสถานการณ์ของโลหะมีค่า[2][19] เช่น บิตคอยน์ออกแบบให้มีเงินในระบบมากที่สุด 21 ล้านเหรียญ[20]

เทียบกับเงินธรรมดาที่เก็บโดยสถาบันการเงินหรือบุคคลต่าง ๆ เจ้าหน้าที่บ้านเมืองอาจเข้ายึดคริปโทเคอร์เรนซีได้ยากกว่า[2] ซึ่งเกิดจากการใช้เทคโนโลยีวิทยาการเข้ารหัสลับ

สถาปัตยกรรม[แก้]

บล็อกเชน[แก้]

แผนภาพของบล็อกเชน (หรือโซ่บล็อก) สายโซ่หลักมีบล็อกต่อกันยาวสุดตั้งแต่บล็อกเริ่มต้น (สีเขียว) จนถึงบล็อกปัจจุบัน บล็อกกำพร้า (สีม่วง) จะอยู่นอกโซ่หลัก
ดูบทความหลักที่: บล็อกเชน

ความถูกต้องของหน่วยคริปโทเคอร์เรนซีแต่ละหน่วยจะยืนยันโดยบล็อกเชน ซึ่งเป็นรายการระเบียนที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเรียกว่า บล็อก ที่เชื่อมกันเป็นลูกโซ่และรับประกันโดยวิทยาการเข้ารหัสลับ[16][21] บล็อกแต่ละบล็อกปกติจะมีตัวชี้แบบแฮชไปยังบล็อกที่มาก่อน[21] ตราเวลา และข้อมูลธุรกรรม[22]

ตามการออกแบบ บล็อกเชนจะทนทานต่อการเปลี่ยนข้อมูล คือมันเป็น "บัญชีแยกประเภทแบบกระจายและเปิด ที่สามารถบันทึกธุรกรรมระหว่างคู่กรณีสองบุคคลอย่างมีประสิทธิภาพและโดยวิธีที่พิสูจน์ความถูกต้องได้และถาวร"[23]

เพื่อใช้เป็นบัญชีแยกประเภทแบบกระจาย บล็อกเชนจะบริหารจัดการโดยเครือข่ายเพียร์ทูเพียร์ที่ร่วมใช้เกณฑ์วิธีเดียวกันเพื่อยืนยันพิสูจน์บล็อกใหม่ ๆ เมื่อบันทึกแล้ว ข้อมูลที่อยู่ในบล็อกไม่สามารถแก้ย้อนหลังโดยไม่เปลี่ยนบล็อกที่เชื่อมต่อ ๆ มาทั้งหมด ซึ่งจำเป็นต้องได้การสมรู้ร่วมคิดของสถานีโดยมากในเครือข่าย

บล็อกเชนออกแบบตั้งแต่ต้นให้ปลอดภัยรับประกันได้ (secure by design) และเป็นตัวอย่างของระบบคอมพิวเตอร์แบบกระจายที่ทนความผิดพร่องแบบไบแซนไทน์ (Byzantine fault tolerance)[A] ได้สูง ดังนั้น บล็อกเชนจึงสามารถให้ความเห็นพ้องแบบไม่รวมศูนย์ได้[27] เป็นระบบที่แก้ปัญหาใช้จ่ายเกินครั้ง (Double-spending)[B] โดยไม่จำเป็นต้องมีบุคคลที่สามที่เชื่อใจหรือคอมพิวเตอร์ศูนย์กลาง

การตราเวลา (Timestamping)[แก้]

คริปโทเคอร์เรนซีจะใช้แผนการตราเวลาต่าง ๆ เพื่อเลี่ยงความจำเป็นต้องมีบุคคลที่สามที่เชื่อใจเพื่อตราเวลาธุรกรรมที่จะเพิ่มใส่ในบัญชีจำแนกประเภทคือบล็อกเชน

แผนการ Proof-of-work[แก้]

ดูข้อมูลเพิ่มเติมที่: บล็อกเชน § timestamping block for bitcoin

แผนการตราเวลาแรกที่ประดิษฐ์ขึ้นก็คือ วิธี proof-of-work[C] และวิธีการคำนวณที่ใช้มากที่สุดจะเป็นแบบ SHA-256 และ scrypt[29] โดยแบบหลังปัจจุบันเป็นแบบที่ใช้มากที่สุดในระบบคริปโทเคอร์เรนซี คือมีการประยุกต์ใช้ถึง 480 ระบบ[30]

ฟังก์ชันแฮชอื่น ๆ ที่ใช้สำหรับ proof-of-work รวมทั้ง CryptoNight, Blake, SHA-3, และ X11

Proof-of-stake และแผนผสมต่าง ๆ[แก้]

คริปโทเคอร์เรนซีบางสกุลใช้แผน proof-of-work[C]/proof-of-stake[D] ผสมกัน[29] proof-of-stake เป็นวิธีการรับประกันเครือข่ายคริปโทเคอร์เรนซีให้ได้ความเห็นพ้องแบบกระจาย ผ่านการบังคับให้ผู้ใช้แสดงความเป็นเจ้าของของเงินจำนวนหนึ่ง (คือให้แสดง stake)[32] เป็นวิธีที่แตกต่างจาก proof-of-work ซึ่งต้องกราดคำนวณหาค่าแฮชที่ยากเพื่อยืนยันพิสูจน์ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ แผนการจะขึ้นอยู่กับสกุลเงิน และปัจจุบันก็ยังไม่มีมาตรฐานของขั้นตอนวิธีนี้

ฮาร์ดแวร์พิเศษที่ใช้เพื่อ "ขุดหา" คริปโทเคอร์เรนซี

การขุดหาเหรียญ (Mining)[แก้]

ในเครือข่ายคริปโทเคอร์เรนซี mining (การขุดหาเหรียญ) เป็นการยืนยันพิสูจน์ธุรกรรม เนื่องกับการทำงานให้เช่นนี้ ผู้ขุดหาเหรียญก็จะได้คริปโทเคอร์เรนซีใหม่เป็นรางวัล รางวัลจะลดค่าธรรมเนียมธุรกรรมโดยสร้างแรงจูงใจเสริมให้ออกแรงประมวลผลเพื่อเครือข่าย

อัตราการคำนวณค่าแฮช ซึ่งเป็นตัวยืนยันพิสูจน์ธุรกรรม ได้เพิ่มขึ้น (คือการคำนวณใช้เวลาน้อยลง) เนื่องจากการใช้อุปกรณ์พิเศษ เช่น เอฟพีจีเอ และ Application-specific integrated circuit (ASIC) เพื่อคำนวณขั้นตอนวิธีแฮชที่ซับซ้อน เช่น SHA-256 และ Scrypt[33] การแข่งขันในทางอาวุธเพื่ออุปกรณ์ที่ถูกกว่าและมีประสิทธิภาพมากกว่านี้ ได้เริ่มขึ้นตั้งแต่การเริ่มใช้คริปโทเคอร์เรนซีแรก คือ บิตคอยน์ ตั้งแต่ปี 2009[33] เมื่อมีคนมากขึ้นลงทุนในวงการเงินเสมือน การคำนวณค่าแฮชเพื่อยืนยันพิสูจน์เช่นนี้ก็เพิ่มความซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ ตามปีที่ผ่านไปและตามเกณฑ์กำหนดของระบบ โดยคนขุดหาเหรียญก็จำต้องลงทุนมากขึ้นเพื่อใช้ ASIC ความเร็วสูงเป็นจำนวนมาก ดังนั้น เงินที่ได้เนื่องจากการคำนวณค่าแฮชบ่อยครั้งไม่คุ้มกับทุนที่ใช้เพื่อติดตั้งอุปกรณ์ เพื่ออุปกรณ์ลดความร้อนมหาศาลที่สร้างโดยอุปกรณ์พิเศษ และเพื่อค่าไฟฟ้า[33][34]

คนขุดหาเหรียญบ่อยครั้งจะใช้ทรัพยากรร่วมกัน คือ แชร์กำลังการประมวลผลร่วมกันทางเครือข่ายและแบ่งรางวัลอย่างเสมอภาคกันตามงานที่ตนทำเพื่อสร้างบล็อกใหม่ ดังนั้น ก็จะมีการให้แชร์แก่คนขุดหาเหรียญที่แสดง proof-of-work ได้เป็นบางส่วน

บริษัทหนึ่งได้ตั้งศูนย์ข้อมูลเพื่อขุดหาเหรียญ ณ ที่ขุดเจาะหาน้ำมันและแก๊สธรรมชาติในแคนาดา เพราะได้ราคาแก๊สที่ถูกกว่า[35]

เพราะปัญหาทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมที่อาจมีเนื่องกับการขุดหาเหรียญ จึงกำลังมีการพัฒนาระบบคริปโทเคอร์เรนซีที่ไม่จำเป็นต้องมีผู้ขุดหาเหรียญ[36][37][38] ไม่เหมือนกับบล็อกเชนธรรมดา คริปโทเคอร์เรนซีแบบ directed acyclic graph บางประเภทจะใช้ระบบ pay-it-forward ที่แต่ละคนจะต้องคำนวณอะไรที่ค่อนข้างยากเกี่ยวกับธุรกรรมสองอย่างที่เกิดล่วงหน้าเพื่อพิสูจน์ยืนยัน

โดยเดือนกุมภาพันธ์ 2018 รัฐบาลจีนได้ระงับการแลกเปลี่ยนเงินเสมือน ห้ามการเสนอขายเบื้องต้น (ICO) และปิดบริษัทที่ขุดหาเหรียญ ดังนั้น ผู้ขุดหาเหรียญชาวจีนบางพวกจึงได้ย้ายบริษัทไปยังประเทศแคนาดา[39]

ตามรายงานของนิตยสาร ฟอร์ชูน เดือนกุมภาพันธ์ 2018[40] ประเทศไอซ์แลนด์ได้กลายเป็นแหล่งรวมผู้ขุดหาคริปโทเคอร์เรนซี โดยส่วนหนึ่งก็เพราะค่าไฟฟ้าราคาถูก ค่าใช้จ่ายจะจำกัดเพราะพลังงานในประเทศเกือบทั้งหมดมาจากแหล่งพลังงานทดแทน ทำให้บริษัทขุดหาเหรียญพิจารณาย้ายที่ไปยังประเทศเป็นจำนวนมากขึ้น อย่างไรก็ดี ความบ้าคริปโทเคอร์เรนซีอาจจะเกินไปหน่อยในประเทศ บริษัทพลังงานจึงกล่าวว่า การขุดหาเหรียญได้กลายเป็นเรื่องยอดฮิตจนกระทั่งว่า ได้ใช้พลังงานมากกว่าบ้านช่อง

ในเดือนมีนาคม 2018 เมืองในรัฐนิวยอร์กตอนเหนือได้พักการทำการของการขุดหาคริปโทเคอร์เรนซีเป็นเวลา 18 เดือนเพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและ "แบบลักษณะและทิศทาง" ของเมือง[41]

วอลเลต[แก้]

ดูบทความหลักที่: คริปโทเคอร์เรนซีวอลเลต

คริปโทเคอร์เรนซีวอลเลต (cryptocurrency wallet) จะเก็บรหัสทั้งที่เป็นสาธารณะและส่วนตัว หรือเก็บ "เลขที่อยู่ต่าง ๆ " เพื่อสามารถใช้รับหรือใช้จ่ายคริปโทเคอร์เรนซี คือด้วยรหัสส่วนตัว ก็จะสามารถบันทึกธุรกรรมในบัญชีแยกประเภทที่เป็นสาธารณะ ซึ่งเท่ากับใช้จ่ายคริปโทเคอร์เรนซีที่สัมพันธ์กัน และด้วยรหัสสาธารณะ ก็จะทำให้ผู้อื่นส่งเงินมาที่วอลเลตนั้นได้

สภาวะนิรนาม[แก้]

บิตคอยน์เป็นเงินแบบนิรนามเทียมเพราะคริปโทเคอร์เรนซีที่อยู่ในวอลเลตไม่ได้สัมพันธ์กับบุคคล แต่สัมพันธ์กับรหัสหนึ่งรหัสหรือมากกว่านั้น (หรือสัมพันธ์กับเลขที่อยู่ต่าง ๆ )[42] ดังนั้น เจ้าของบิตคอยน์จึงไม่สามารถระบุได้ แต่ธุรกรรมทั้งหมดก็จะปรากฏอยู่ในบล็อกเชนที่เป็นสาธารณะ[42] อย่างไรก็ดี ศูนย์แลกเปลี่ยนคริปโทเคอร์เรนซีบ่อยครั้งจะบังคับโดยกฎหมายให้เก็บข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้บริการ[42] มีการเสนอการเพิ่มบริการ เช่น Zerocoin ซึ่งจะทำให้ได้สภาวะนิรนามจริง ๆ[43][44][45] เมื่อไม่นานนี้ เทคโนโลยีนิรนามอื่น ๆ เช่น zero-knowledge proofs และ ring signatures ก็ได้นำมาใช้ในระบบคริปโทเคอร์เรนซีเช่น Zcash และ Monero ตามลำดับ

เศรษฐกิจ[แก้]

มูลค่าตามราคาตลาดของคริปโทเคอร์เรนซี โดยวันที่ 27 มกราคม 2018 หน่วยเป็นพันล้านดอลลาร์สหรัฐ[46]

คริปโทเคอร์เรนซีจะใช้โดยหลักนอกสถาบันคือธนาคารและองค์กรของรัฐและมักจะแลกเปลี่ยนผ่านอินเทอร์เน็ต แม้การแลกเปลี่ยนมูลค่าแบบกระจายศูนย์นี้จะอยู่ในระยะพัฒนาการต้น ๆ แต่ก็มีโอกาสกลายเป็นตัวท้าท้ายระบบเงินตราและการแลกเปลี่ยนที่มีอยู่ โดยเดือนธันวาคม 2017 มูลค่าตามราคาตลาดของคริปโทเคอร์เรนซีมากกว่า 600,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 18.7 ล้านล้านบาท) และปริมาณแลกเปลี่ยนสูงสุดต่อวันได้เกิน 500,000 ล้านเหรียสหรัฐ (ประมาณ 15.6 ล้านล้านบาท) แล้ว[47]

การแข่งขันระหว่างคริปโทเคอร์เรนซี[แก้]

โดยเดือนมกราคม 2018 มีคริปโทเคอร์เรนซีกว่า 1,384 สกุล[48] ที่อยู่ในตลาดและก็ยังมีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

ค่าธรรมเนียมสำหรับธุรกรรม[แก้]

ค่าธรรมเนียมสำหรับธุรกรรมจะขึ้นอยู่กับอุปทานของสมรรถภาพเครือข่ายในเวลานั้น ๆ เทียบกับอุปสงค์ของเจ้าของเงินที่ต้องการทำธุรกรรมให้สำเร็จอย่างรวดเร็ว เจ้าของเงินสามารถเลือกจ่ายค่าธรรมเนียมตามความจำเป็น และสถานีในเครือข่ายก็สามารถเลือกทำธุรกรรมตามลำดับค่าธรรมเนียมตั้งแต่สูงสุดไปยังต่ำสุด ศูนย์แลกเปลี่ยนคริปโทเคอร์เรนซีสามารถทำให้ง่ายสำหรับเจ้าของเงินโดยให้บริการด่วน และดังนั้น เท่ากับกำหนดค่าธรรมเนียมที่ธุรกรรมน่าจะสำเร็จตามเวลาที่ต้องการ

สำหรับคริปโทเคอร์เรนซีอีเธอร์ (ether) ค่าธรรมเนียมธุรกรรมจะต่างกันขึ้นอยู่กับความซับซ้อนในการคำนวณ อัตราการส่งถ่ายข้อมูลและขนาดหน่วยเก็บข้อมูลที่ต้องใช้ เทียบกับบิตคอยน์ที่ธุรกรรมต่าง ๆ จะแข่งขันกันเพื่อการประมวลผลอย่างเท่าเทียมกัน[49] ในเดือนธันวาคม 2017 ค่าธรรมเนียมมัธยฐานของอีเธอร์อยู่ที่ $0.33 (ประมาณ 10 บาท) เทียบกับบิตคอยน์ที่ $23 (ประมาณ 693 บาท)[50]

ความถูกต้องตามกฎหมาย[แก้]

ความถูกต้องตามกฎหมายของคริปโทเคอร์เรนซีจะต่างกันอย่างสำคัญระหว่างประเทศต่าง ๆ โดยยังไม่ชัดเจนหรือยังเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ในหลายประเทศ แม้จะมีบางประเทศที่อนุญาตให้ใช้และแลกเปลี่ยนได้อย่างชัดแจ้ง[51] บางประเทศก็ได้ห้ามหรือจำกัดการใช้ และคล้าย ๆ กัน องค์กรของรัฐบาลต่าง ๆ รวมทั้งศาลก็พิจารณาบิตคอยน์ต่าง ๆ กัน ธนาคารกลางจีนได้ห้ามสถาบันการเงินในจีนไม่ให้บริหารจัดการบิตคอยน์ในช่วงการยอมรับที่เกิดอย่างรวดเร็วต้นปี 2014[52] ในรัสเซีย แม้คริปโทเคอร์เรนซีจะถูกกฎหมาย แต่การซื้อสินค้าด้วยเงินตรานอกเหนือจากรูเบิลก็ยังผิดกฎหมาย[53]

Cryptocurrency Alliance Super PAC เป็นองค์กรหนึ่งที่ตั้งขึ้นเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของผู้บริโภคเกี่ยวกับคริปโทเคอร์เรนซี

สถานะทางภาษีในสหรัฐอเมริกา[แก้]

วันที่ 25 มีนาคม 2014 หน่วยเก็บภาษีสหรัฐ (IRS) ได้ตัดสินว่า บิตคอย์จะปฏิบัติเหมือนกับทรัพย์สินเมื่อพิจารณาในเรื่องภาษี ซึ่งก็หมายความว่า อาจจะถูกเก็บภาษีกำไรส่วนทุน[54] ในงานศึกษาปี 2014 นักวิจัยได้แสดงว่า บิตคอยน์มีลักษณะบางอย่างเหมือนกับโลหะมีค่ามากกว่าเงินปกติ ดังนั้น จึงเข้ากับการตัดสินใจของ IRS แม้จะมีเหตุผลต่างกัน[55] โดยเป็นการตอบสนองต่อการตัดสินใจของ IRS จึงเกิดองค์กรต่าง ๆ มากมายเพื่อเป็นเสียงให้แก่ผู้บริโภค ตัวอย่างเด่นที่สุดก็คือ Cryptocurrency Alliance ในวอชิงตัน ดี.ซี. ที่มีจุดประสงค์เพื่อเพิ่มความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับคริปโทเคอร์เรนซีและเทคโนโลยีบล็อกเชน[56]

ยังมีปัญหาทางกฎหมายอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวกับรัฐบาลต่าง ๆ โดยตรง เช่น เงินสกุล Coinye ได้ใช้นักร้องแร็ป คานเย เวสต์ เป็นโลโกโดยไม่ได้รับอนุญาต เมื่อได้ยินถึงแผนการวางตลาดเงินสกุล Coinye ซึ่งดั้งเดิมเรียกว่า Coinye West (ฟังคล้ายชื่อนักร้อง) ทนายของคานเยได้ส่งจดหมายเพื่อให้หยุดและงดเว้นแก่ผู้พัฒนา Coinye ในวันที่ 6 มกราคม 2014 จดหมายอ้างว่า Coinye เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์เครื่องหมายการค้า เป็นการแข่งขันที่ไม่ยุติธรรม เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ทางอินเทอร์เน็ต เป็นการละลายชื่อเสียง และสั่งให้ Coinye หยุดใช้ภาพเหมือนและชื่อของนักร้อง[57] ต่อมาวันที่ 17 มกราคม Coinye ก็ถึงจุดจบ[58]

ตัวอย่างหลักเรื่องปัญหาการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับคริปโทเคอร์เรนซีมาจากตลาดนิรนาม Silk Road ที่เจ้าของตลาดได้ซ่อนบิตคอยน์โดย "เก็บไว้ต่างหาก ๆ และ...เข้ารหัสลับ"[59]

ปัญหาเศรษฐกิจแบบไม่ควบคุม[แก้]

เมื่อเงินออนไลน์ได้เพิ่มความนิยมและความต้องการเรื่อย ๆ ตั้งแต่เริ่มต้นใช้บิตคอยน์ในปี 2009[60][61] ก็เกิดความกังวลว่า เศรษฐกิจแบบทั่วโลกระหว่างบุคคลต่อบุคคลและคริปโทเคอร์เรนซีจะกลายเป็นอันตรายต่อสังคม โดยเฉพาะก็คือ เงินทางเลือกเช่นนี้จะกลายเป็นเครื่องมือของผู้ทำผิดกฎหมายนิรนาม[62]

เครือข่ายคริปโทเคอร์เรนซีมักจะไร้การควบคุมโดยกฎหมาย ซึ่งดึงดูดความสนใจของผู้ต้องการใช้เงินตราที่แลกเปลี่ยนกันโดยกระจายศูนย์ แต่ก็ถูกวิจารณ์ว่า เป็นตัวช่วยผู้ทำผิดกฎหมายผู้ต้องการหลีกเลี่ยงภาษีและต้องการฟอกเงิน

ธุรกรรมที่เกิดผ่านการใช้และแลกเปลี่ยนเงินทางเลือกเหล่านี้จะเป็นอิสระจากระบบธนาคารทั่วไป และดังนั้น อาจทำให้หลีกเลี่ยงภาษีได้ง่ายกว่า เนื่องจากการติดตามรายได้ที่ต้องเสียภาษีจะขึ้นอยู่กับการรายงานไปยังหน่วยภาษี จึงอาจเป็นเรื่องยากมากที่จะติดตามธุรกรรมที่ใช้ระบบคริปโทเคอร์เรนซีที่มีอยู่ ซึ่งเป็นการแลกเปลี่ยนที่ซับซ้อน และในบางกรณี เป็นไปไม่ได้ที่จะติดตาม[62] ระบบนิรนามที่ระบบคริปโทเคอร์เรนซีโดยมากให้บริการ ยังสามารถใช้เป็นวิธีการฟอกเงิน คือแทนที่จะฟอกเงินผ่านเครือข่ายนิติบุคคลและบัญชีธนาคารนอกประเทศโดยวิธีที่ซับซ้อน การฟอกเงินผ่านระบบเงินทางเลือกสามารถทำได้เนื่องกับธุรกรรมที่นิรนาม[62]

การสูญหาย การขโมย และการฉ้อโกง[แก้]

GBL ซึ่งเป็นแพล็ตฟอร์การซื้อขายบิตคอยน์ในประเทศจีน ได้ปิดบริษัทอย่างกะทันหันในวันที่ 26 ตุลาคม 2013 ผู้ใช้บริการซึ่งไม่สามารถเข้าสู่ระบบได้ ได้เสียบิตคอยน์มูลค่าอาจถึง $5 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 151 ล้านบาท)[63][64]

ในเดือนกุมภาพันธ์ 2014 ศูนย์แลกเปลี่ยนบิตคอยน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกคือ Mt. Gox ได้ประกาศล้มละลาย บริษัทกล่าวว่า ได้สูญบิตคอยน์ของลูกค้ามูลค่าเกือบ $473 ล้านเหรียญ (ประมาณ 14,251 ล้านบาท) น่าจะเป็นเพราะถูกขโมย ซึ่งเท่ากับประมาณ 750,000 เหรียญบิตคอยน์ หรือ 7% ของเหรียญที่มีทั้งหมด เพราะวิกฤติการณ์นี้ มูลค่าของบิตคอยน์ (ต่อเหรียญ) จึงได้ตกจากค่าสูงสุดที่ $1,160 (ประมาณ 34,951 บาท) ในเดือนธันวาคมเหลือน้อยกว่า $400 (ประมาณ 12,052 บาท) ในเดือนกุมภาพันธ์[65]

เจ้าหน้าที่สองคนของคณะสืบคดีเฉพาะกิจ Silk Road ซึ่งเป็นหน่วยรวมองค์กรรัฐบาลกลางสหรัฐที่ตรวจสอบคดีเกี่ยวกับตลาด Silk Road ได้ยึดบิตคอยน์เพื่อใช้เป็นการส่วนตัวเมื่อกำลังสืบคดี[66] ต่อมาเจ้าหน้าที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (DEA) ผู้ได้กรรโชกผู้ก่อตั้งตลาด Silk Road (Ross Ulbricht ผู้มีฉายาว่า "Dread Pirate Roberts") ได้ให้การรับสารภาพว่ากระทำความผิดในฐานะฟอกเงิน กีดขวางกระบวนการยุติธรรม และกรรโชกในอำนาจหน้าที่ และถูกตัดสินให้จำคุกของรัฐบาลกลางเป็นเวลาหกปีครึ่ง[67] ส่วนเจ้าหน้าที่ของหน่วยงาน U.S. Secret Service ได้ให้การรับสารภาพว่ากระทำความผิดในข้อหาเกี่ยวกับการโอนบิตคอยน์มูลค่า $800,000 (ประมาณ 24.1 ล้านบาท) เข้าบัญชีตนเองเมื่อกำลังตรวจสอบคดี และในข้อหาการฟอกเงินต่างหากเนื่องจากการลักคริปโทเคอร์เรนซีอีกสกุลหนึ่ง แล้วถูกตัดสินให้จำคุกรัฐบาลกลางเกือบแปดปี[68]

ธุรกิจแบบพีระมิด

ส่วนผู้ก่อตั้งบริษัท GAW Miner และ ZenMiner ในปี 2014 ได้ให้การสารภาพว่า บริษัทเป็นส่วนของธุรกิจแบบพีระมิด และได้ยอมรับความผิดในข้อหาการฉ้อฉลผ่านระบบโทรคมนาคมในปี 2015 ต่อมา องค์กร Securities and Exchange Commission (SEC) ยังได้ฟ้องคดีกับเจ้าของ ผู้ในที่สุดศาลก็ตัดสินปรับ $9.1 ล้านเหรียญ (ประมาณ 274 ล้านบาท) บวกกับดอกเบี้ย $700,000 (ประมาณ 21 ล้านบาท) โดยองค์กรได้กล่าวหาว่า เจ้าของได้ฉ้อฉลผ่านบริษัทโดยขาย "สัญญาการลงทุนโดยเป็นแชร์ในกำไรที่ตนอ้างว่าจะได้" จากการขุดหาเหรียญคริปโท[69]

วันที่ 21 พฤศจิกายน 2017 บริษัทเริ่มก่อตั้งที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับคริปโทเคอร์เรนซีชื่อว่า Tether ได้ประกาศว่าบริษัทถูกแฮ็ก และสูญคริปโทเคอร์เรนซีมูลค่า $31 ล้าน (ประมาณ 934 ล้านบาท) จากวอลเลตหลักของบริษัท[70] แต่บริษัทได้ "ติดป้าย" คริปโทเคอร์เรนซีที่ถูกขโมย โดยหวังว่าจะทำให้เงินไม่สามารถใช้จ่ายจากวอลเลตของขโมยได้ บริษัทยังชี้ว่า จะสร้างโปรแกรมใหม่สำหรับวอลเลตหลักโดยเป็นการตอบสนองต่อการถูกแฮ็ก เพื่อป้องกันเหรียญที่ถูกขโมยไม่ให้ใช้ได้

ในวันที่ 6 ธันวาคม 2017 บริษัทขุดหาเหรียญบิตคอยน์ประเทศสโลวีเนีย NiceHash ถูกขโมยบิตคอยน์มูลค่าเกินกว่า $60 ล้านเหรียญ (ประมาณ 1,808 ล้านบาท) ในช่วงการถูกโจมตีทางไซเบอร์[71][72]

ตลาด Darknet[แก้]

คริปโทเคอร์เรนซีก็ใช้ด้วยในสถานการณ์ที่ไม่น่าไว้ใจในรูปแบบของตลาดมืดออนไลน์ เช่น Silk Road ซึ่งเป็นตลาดดั้งเดิมที่ปิดในเดือนตุลาคม 2013 แม้จะมีตลาดที่ใช้ชื่อเดียวกันซึ่งได้เกิดขึ้นมาแทนที่ถึงสองครั้ง แต่ตลาดชื่อนี้ปัจจุบันก็ล่มไปหมดแล้ว

รูปแบบของตลาด Silk Road ได้นำมาใช้ในตลาดมืดออนไลน์อีกมากมาย เท่ากับเป็นการกระจายศูนย์ตลาดมืด ในปีต่อมาหลังจากรัฐบาลสหรัฐได้ปิดตลาด Silk Road ตลาดมืดเด่น ๆ ได้เพิ่มจาก 4 ตลาดเป็น 12 ตลาด ในขณะที่รายการยาเสพติดที่ขายเพิ่มจาก 18,000 รายการเป็น 32,000 รายการ[62] ตลาด Darknet เป็นปัญหาที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทางกฎหมาย และบิตคอยน์และคริปโทเคอร์เรนซีที่ใช้ในตลาดมืด ก็ไม่ได้กำหนดตามกฎหมายให้ชัดเจนในประเทศโดยมากในโลก

ในสหรัฐอเมริกา บิตคอยน์เรียกว่าเป็น สินทรัพย์เสมือน (virtual assets) การจัดหมู่ที่คลุมเครือเช่นนี้ สร้างความกดดันต่อองค์กรบังคับใช้กฎหมายต่าง ๆ ทั่วโลกให้ปรับตัวเข้ากับการซื้อขายยาเสพติดผ่านตลาดมืดที่เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ[73]

เนื่องจากตลาด darknet โดยมากจะเข้าถึงผ่านทอร์ (เครือข่ายนิรนาม) จึงสามารถหาชื่อได้ง่าย ๆ ในเว็บไซต์ที่เป็นสาธารณะ ซึ่งหมายความว่า สามารถหาที่อยู่ หารีวิวของลูกค้า และหากลุ่มพูดคุยเปิดเกี่ยวกับยาเสพติดที่ขายในตลาด โดยไม่มีผลเสียใด ๆ ต่อผู้ใช้ระบบ[62] ความนิรนามเช่นนี้ทำให้ผู้ซื้อขายในตลาดมืดหลีกเลี่ยงการถูกจับจากเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายได้ ผลก็คือ เจ้าหน้าที่ต้องทำการต่อตลาดโดยเฉพาะ ๆ และผู้ขายยาเสพติดโดยเฉพาะ ๆ เพื่อลดอุปทานของยา แต่ผู้ขายก็ยังสามารถดำรงความเหนือชั้นต่อเจ้าหน้าที่ ผู้ไม่สามารถติดตามตลาดมืดนิรนามที่สามารถแตกตัวไปได้อย่างรวดเร็ว[73]

initial coin offering (ICO)[แก้]

การเสนอขายเหรียญเริ่มต้น (initial coin offering, ICO) เป็นวิธีการหาเงินเริ่มต้นของบริษัทต่าง ๆ ซึ่งอาจทำโดยบริษัทที่เพิ่งเริ่ม เพื่อหลีกเลี่ยงกระบวนการหาทุนจากบริษัทร่วมลงทุนหรือจากธนาคารที่ต้องทำอย่างรัดกุมและควบคุมโดยกฎหมาย อย่างไรก็ดี องค์กรควบคุมหลักทรัพย์ในหลายประเทศ รวมทั้งสหรัฐและแคนาดา ได้ชี้ว่า ถ้าเหรียญหรือโทเค็นเป็น "สัญญาการลงทุน" (ซึ่งก็คือ เป็นการลงทุนที่มีหวังอย่างสมเหตุสมผลที่จะได้กำไร โดยขึ้นอยู่กับความพยายามประกอบการและบริหารของคนอื่น) มันก็จัดว่าเป็นหลักทรัพย์และอยู่ภายใต้การควบคุมหลักทรัพย์ตามกฎหมาย

ในการรณรงค์เปิด ICO คริปโทเคอร์เรนซีส่วนหนึ่ง (โดยบ่อยครั้งเรียกว่าเป็น โทเค็น) จะขายให้แก่ผู้สนับสนุนเริ่มต้นของโครงการโดยแลกเปลี่ยนกับเงินตราตามกฎหมายหรือกับคริปโทเคอร์เรนซีอื่น ๆ บ่อยครั้งเป็นบิตคอยน์หรืออีเธอร์ โดยเหรียญอาจจะหมายให้ใช้เป็นสื่อการค้าขายในแพล็ตฟอร์มหนึ่ง ๆ หรือใช้เพื่อจุดประสงค์อื่น ๆ เช่น การยืนยันพิสูจน์บุคคลในระบบหนึ่ง ๆ[74][75][76][77]

ประธานาธิบดีรัสเซียวลาดีมีร์ ปูติน ได้อนุมัติแผนการร่างกฎหมายเพื่อใช้ควบคุมการเสนอขายเหรียญเริ่มต้น (ICO) และการขุดหาเหรียญคริปโท[78]

คริปโทเคอร์เรนซีในเกม[แก้]

เกม ล็อตเตอรี่ กาสิโนออนไลน์ และแหล่งการพนันออนไลน์อื่น ๆ ที่ใช้คริปโทเคอร์เรนซีเป็นวิธีการจ่ายหรือเพื่อมอบมูลค่าที่ชนะให้ ได้เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ ตามความนิยมและความยอมรับของคริปโทเคอร์เรนซี

ล็อตเตอรี่[แก้]

ในเดือนธันวาคม 2017 บริษัทการพนัน Lottoland ในยิบรอลตาร์ได้เริ่มขายล็อตเตอรี่ที่ให้มูลค่าที่ชนะเป็นบิตคอยน์ โดยขายทั่วโลก ควบคุมโดยรัฐบาล และมีรางวัลสูงสุดที่ 1,000 เหรียญบิตคอยน์[79] แต่คนเล่นจะต้องซื้อล็อตเตอรี่โดยใช้เงินปกติแม้จะสามารถเลือกรับมูลค่าที่ชนะเป็นบิตคอยน์ได้

กาสิโนออนไลน์และไซท์เล่นลูกเต๋า[แก้]

กาสิโนและไซท์เล่นลูกเต๋าออนไลน์หลายแห่งได้เริ่มดำเนินงาน เพื่อถือเอาประโยชน์จากความนิยมของคริปโทเคอร์เรนซี[80] แต่ความชอบธรรมของไซท์เหล่านี้มักเป็นปัญหา เพราะความสงสัยว่าไม่ยุติธรรมเพราะเหตุขั้นตอนวิธีคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการเล่น จึงได้เกิดบริการแบบ Provably fair (ยุติธรรมแบบพิสูจน์ได้)[E] เพื่อพยายามแก้ความสงสัยของลูกค้าว่าถูกโกง[82]

งานวิชาการ[แก้]

ในเดือนกันยายน 2015 มีการจัดตั้งวารสารวิชาการที่ทบทวนโดยผู้รู้เสมอกัน คือ Ledger (บัญชีแยกประเภท) (ISSN 2379-5980) ซึ่งรวมการศึกษาคริปโทเคอร์เรนซีและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง และจัดพิมพ์โดยมหาวิทยาลัยพิตต์สเบิร์ก[83][84] วารสารสนับสนุนให้ผู้เขียนประทับชื่อแบบดิจิทัลสำหรับค่าแฮชของไฟล์ที่ส่ง ซึ่งก็จะลงตราเวลาใส่เข้ากับบล็อกเชนของบิตคอยน์ต่อไป วารสารยังขอให้ผู้เขียนแสดงที่อยู่บิตคอยน์ส่วนตัวในหน้าแรกของเอกสารอีกด้วย[85][86]

ข้อวิจารณ์[แก้]

มีการเทียบคริปโทเคอร์เรนซีกับการฉ้อฉลแบบพอนซีและธุรกิจแบบพีระมิด[87] และฟองสบู่ทางเศรษฐกิจ[88] เช่น ฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์[89] นักลงทุนอภิมหาเศรษฐีผู้หนึ่งได้กล่าวไว้ในปี 2017 ว่า เงินดิจิทัล "ไม่ใช่อะไรนอกจากเป็นแฟชั่นสมัยนิยมที่ไร้เหตุผล (หรือบางทีอาจเป็นธุรกิจแบบพีระมิดด้วยซ้ำ) โดยมีมูลฐานจากการให้ค่าแก่อะไรที่มีคุณค่าน้อยหรือไม่มีเลยนอกเหนือจากสิ่งที่บุคคลยอมจ่ายแลกเปลี่ยนกับมัน" แล้วได้เทียบเงินดิจิทัลกับความคลั่งทิวลิป (1637) เหตุการณ์ฟองสบู่แตกเซาธ์ซี (1720) และภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่ดอตคอม (1999)[90] ในเดือนตุลาคม 2017 ประธานบริหารของบริษัทจัดการสินทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกเรียกบิตคอยน์ว่า เป็นดรรชนีการฟอกเงิน[91] เพราะ "บิตคอยน์เป็นเพียงตัวแสดงว่ามีอุปสงค์ในการฟอกเงินในโลกเท่าไร"

แม้คริปโทเคอร์เรนซีและเงินดิจิทัลจะบริหารจัดการผ่านเทคนิคการเข้ารหัสที่ก้าวหน้า รัฐบาลต่าง ๆ ก็ค่อนข้างระมัดระวังต่อพวกมัน โดยเกรงการไม่มีการควบคุมแบบรวมศูนย์และผลที่มันมีต่อความปลอดภัยทางการเงิน[92] องค์กรควบคุมของรัฐหลายประเทศได้ให้คำเตือนต่อต้านคริปโทเคอร์เรนซี และบางประเทศก็ได้ทำการควบคุมอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อปรามผู้ใช้บริการ[93] นอกจากนั้น ธนาคารจำนวนมากยังไม่มีบริการสำหรับคริปโทเคอร์เรนซี และปฏิเสธให้บริการแก่บริษัทเงินเสมือน[94] เทียบกับบริการทางการเงินปกติที่มีหลักซึ่งมั่นคงเพื่อป้องกันผู้บริโภค บิตคอยน์ไม่มีผู้มีอำนาจพอที่จะจำกัดความเสียหายถ้ามีการสูญเสียหรือถูกขโมย[95] ยกตัวอย่างเช่น คุณสมบัติหนึ่งอของคริปโทเคอร์เรนซีที่ไม่มีเทียบกับบัตรเครดิตก็คือ การป้องกันผู้บริโภคจากการฉ้อฉล คือการให้เงินคืนแก่ผู้บริโภค (ที่มีบริการในสหรัฐอเมริกาโดยมาก)

การขุดหาเหรียญคริปโทแบบ proof-of-work[C] ใช้พลังงานอย่างมหาศาล แม้ผู้สนับสนุนคริปโทเคอร์เรนซีจะกล่าวว่า ต้องเทียบกับพลังงานที่ใช้ในระบบการเงินปกติ[96]

ยังมีปัญหาทางเทคนิคอื่น ๆ ที่ควรพิจารณา ยกตัวอย่างเช่น ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเกี่ยวกับคริปโทเคอร์เรนซีเช่น บิตคอยน์ มีผลเป็นการลงทุนสูงสำหรับผู้ขุดหาเหรียญเพื่อซื้อฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์พิเศษ[97] ธุรกรรมเนื่องกับคริปโทเคอร์เรนซีปกติจะย้อนกลับไม่ได้หลังจากมีบล็อกจำนวนหนึ่งที่ได้ยืนยันธุรกรรมแล้ว นอกจากนั้น คริปโทเคอร์เรนซีอาจหายไปอย่างถาวรจากหน่วยเก็บข้อมูลส่วนตัว เนื่องจากมัลแวร์หรือข้อมูลสูญหาย ซึ่งก็อาจเกิดเนื่องจากสื่อข้อมูลเสียหาย ทำให้เงินหายจากระบบอย่างถาวร[98]

ชุมชนคริปโทเคอร์เรนซีเรียกปฏิบัติการแบบ pre-mining, การเริ่มใช้เงินแบบซ่อน, การเสนอขายเหรียญเริ่มต้น (ICO), หรือการให้รางวัลแบบสุดโต่งแก่ผู้ตั้งสกุลเงินทางเลือก ว่าเป็นปฏิบัติการแบบฉ้อฉล[99] แต่นี่ก็อาจใช้เป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบคริปโทเคอร์เรนซีด้วย[100] โดย pre-mining หมายถึงเงินที่สร้างขึ้นโดยผู้ตั้งสกุลเงินก่อนที่จะให้สาธารณชนได้ใช้[101]

ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ผู้หนึ่ง (Paul Krugman) ไม่ชอบบิตคอยน์ โดยพูดซ้ำหลายครั้งแล้วว่า มันเป็นฟองสบู่ที่ไม่สามารถดำรงอยู่ได้[102] และเชื่อมมันกับความคลั่งทิวลิป[103]

ส่วนนักลงทุนระดับโลกวอร์เรน บัฟเฟตต์ คิดว่า คริปโทเคอร์เรนซีจะมีจุดจบที่ไม่ดี[104]

เป็นเหตุให้ราคา GPU สูงขึ้น[แก้]

เครื่องมือขุดหาเหรียญ ทำจากหน่วยประมวลผลกราฟิกส์ ปี 2012

การเกิดบริษัทขุดหาเหรียญคริปโทอย่างรวดเร็วได้เพิ่มอุปสงค์ของการ์ดแสดงผล (GPU) อย่างมหาศาล[105] การด์ที่นิยมของผู้ขุดหาเหรียญรวมทั้งการด์อินวิเดีย GTX 1060 และ GTX 1070 และการด์เอเอ็มดี RX 570 และ RX 580 ซึ่งมีราคาเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าถ้าไม่ถึงสามเท่า หรือก็จะหมดสต็อกโดยทันที[106] การด์ GTX 1070 Ti ซึ่งวางตลาดขายที่ $450 ปัจจุบันขายได้ราคาถึง $1,100 การ์ดที่นิยมอีกอย่างคือ GTX 1060's 6 GB โดยเริ่มวางตลาดขายที่ $250 แต่ปัจจุบันขายเกือบ $500 การ์ด RX 570 และ RX 580 จากเอเอ็มดีไม่เหลือสต็อกเกือบปีแล้ว คนขุดหาเหรียญซื้อสต็อกของ GPU ใหม่ ๆ ทั้งหมดเป็นปกติทันทีที่มี ซึ่งผลักราคาให้สูงขึ้นไปอีก[107] และโดยทั่วไปสร้างความไม่พอใจจากคนเล่นเกมและแฟนเทคโนโลยีใหม่ ๆ

มีรายงานว่า อินวิเดียได้ขอให้ผู้ขายปลีกทำสิ่งที่ทำได้เพื่อขาย GPU ให้คนเล่นเกมแทนที่ผู้ขุดหาเหรียญ ตามสัมภาษณ์กับผู้จัดการประชาสัมพันธ์ของบริษัทในเยอรมนี "ผู้เล่นเกมเป็นผู้มาก่อนสำหรับอินวีเดีย... สิ่งที่เราทำทุกอย่างเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์รุ่น GeForce ก็เพื่อลูกค้าหลักของเรา เราจึงแนะนำหุ้นส่วนการค้าของเราให้หาวิธีเพื่อขายสินค้าแก่คนเล่นเกมตามความต้องการในสถานการณ์ปัจจุบัน"[108][109]

ประวัติ[แก้]

ในปี 1983 นักวิทยาการรหัสลับชาวอเมริกันเดวิด ชอม ได้คิดค้นเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่เข้ารหัสและนิรนามซึ่งเรียกว่า ecash[110][111] ต่อมาในปี 1995 เขาจึงอิมพลิเม้นต์มันให้เป็น Digicash[112] ซึ่งเป็นวิธีการจ่ายเงินทางอิเล็กทรอนิกส์โดยเข้ารหัสในยุคต้น ซึ่งผู้ใช้จะต้องมีซอฟต์แวร์เพื่อถอนเงินจากธนาคารและกำหนดกุญแจเข้ารหัสโดยเฉพาะ ๆ ก่อนจะส่งเงินไปให้ผู้รับ เป็นวิธีที่ทำให้เงินดิจิทัลไม่สามารถติดตามได้โดยธนาคารที่ออกเงิน หรือรัฐบาล หรือบุคคลที่สามอื่น ๆ

ในปี 1996 สำนักงานความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐตีพิมพ์เอกสารชื่อว่า วิธีสร้างโรงกระษาปรณ์ - วิทยาการรหัสของเงินอิเล็กทรอนิกส์นิรนาม (How to Make a Mint: the Cryptography of Anonymous Electronic Cash) ซึ่งอธิบายระบบคริปโทเคอร์เรนซี โดยพิมพ์มันเป็นครั้งแรกในบัญชีจ่าหน้าของเอ็มไอที[113] แล้วต่อมาจึงพิมพ์ในวารสาร The American Law Review[114]

ในปี 1998 Wei Dai ได้ตีพิมพ์คำอธิบายของ b-money ซึ่งเป็นระบบเงินอิเล็กทรอนิกส์แบบกระจายและนิรนาม[115] ต่อมาไม่นาน Nick Szabo ก็สร้าง "bit gold" ขึ้น[116] คล้ายกับบิตคอยน์และคริปโทเคอร์เรนซีอื่น ๆ ที่จะติดตามมา bit gold (อย่าสับสนกับตลาดแลกเปลี่ยนทองที่จะเกิดต่อมาคือ BitGold) เป็นระบบเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่บังคับให้ผู้ใช้คำนวณฟังก์ชัน proof of work โดยสิ่งที่คำนวณจะรวมเข้ารหัสแล้วแสดงเป็นสาธารณะ ส่วนระบบเงินแบบ reusable proof of work ต่อมาจึงสร้างขึ้นโดย Hal Finney

ในปี 2009 นักพัฒนาซอฟต์แวร์โดยนามปากกาซะโตชิ นะกะโมโต (Satoshi Nakamoto) ได้สร้างคริปโทเคอร์เรนซีแบบไม่รวมศูนย์สกุลแรกคือ บิตคอยน์ ซึ่งใช้ SHA-256 เป็นฟังก์ชันแฮชสำหรับวิธีการ proof-of-work[17][117] ในเดือนเมษายน 2011 มีการสร้าง Namecoin ขึ้นโดยเป็นส่วนของการตั้งดีเอ็นเอสแบบกระจายศูนย์ ซึ่งจะทำให้การตรวจพิจารณาอินเทอร์เน็ตทำได้ยากมาก ต่อมาในเดือนตุลาคม 2011 จึงมีการวางตลาด Litecoin ซึ่งเป็นคริปโทเคอร์เรนซีสกุลแรกที่ใช้ scrypt เป็นฟังก์ชันแฮชแทน SHA-256 ส่วนคริปโทเคอร์เรนซีที่เด่นอีกสกุลก็คือ Peercoin ซึ่งเริ่มใช้ระบบผสม คือ proof-of-work/proof-of-stake เป็นสกุลแรก[29] ส่วน IOTA เป็นคริปโทเคอร์เรนซีแรกที่ไม่ได้ใช้บล็อกเชน แต่ใช้ Tangle แทน[118][119]

ในปี 2017 The Divi Project ทำระบบที่ช่วยให้แลกเปลี่ยนเงินสกุลต่าง ๆ ภายในวอลเลตเดียวกันได้ง่าย โดยสร้างใช้บล็อกเชนแบบพิเศษ[120][121] และให้สมรรถภาพในการให้ข้อมูลระบุบุคคลในธุรกรรม[122] มีคริปโทเคอร์เรนซีอื่น ๆ อีกมากที่ได้สร้างขึ้น แม้น้อยมากที่จะประสบความสำเร็จ เพราะล้วนแต่ไม่มีนวัตกรรมทางเทคโนโลยีที่ทำอะไรได้ดีขึ้น[123]

วันที่ 6 สิงหาคม 2014 สหราชอาณาจักรประกาศว่า กระทรวงการคลังได้รับคำสั่งให้ศึกษาคริปโทเคอร์เรนซี เพื่อดูว่า มันสามารถมีบทบาทในเศรษฐกิจของประเทศได้บ้างหรือไม่ งานศึกษาก็จะรายงานด้วยว่า ควรจะมีกฎหมายควบคุมหรือไม่[124]

ความสนใจจากสาธารณชน[แก้]

เครื่องแลกเปลี่ยนบิตคอยน์อัตโนมัติ (Bitcoin ATM)

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของธนาคารกลาง (Gareth Murphy) แห่งหนึ่งได้กล่าวว่า "การใช้คริปโทเคอร์เรนซีอย่างแพร่หลายจะทำให้องค์กรสถิติมีปัญหามากขึ้นในการเก็บข้อมูลทางเศรษฐกิจ ซึ่งรัฐบาลใช้ในการคัดท้ายเศรษฐกิจ" เขาได้เตือนว่า เงินเสมือนเป็นการท้าทายธนาคารกลางในการควบคุมนโยบายการเงินและการแลกเปลี่ยนเงินตรา[125]

ส่วนบริษัท Robocoin ได้เริ่มติดตั้งเครื่องแลกเปลี่ยนบิตคอยน์อัตโนมัติ (Bitcoin ATM) ในสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2014 เครื่องที่ติดตั้งในเมืองออสติน รัฐเท็กซัส คล้ายกับเครื่องเอทีเอ็ม แต่มีเครื่องอ่านบัตรประจำตัวที่ออกโดยรัฐบาล เช่น ใบขับขี่หรือหนังสือเดินทางเพื่อยืนยันพิสูจน์ว่าเป็นบุคคลนั้น ๆ[126] โดยเดือนกันยายน 2017 มีเครื่องแลกเปลี่ยนบิตคอยน์อัตโนมัติ 1,574 เครื่องที่ได้ติดตั้งทั่วโลกโดยมีค่าธรรมเนียมเฉลี่ยที่ 9.05% มีการติดตั้งเครื่องโดยเฉลี่ย 3 เครื่องต่อวันในเดือนกันยายน 2017[127]

มูลนิธิโดชคอยน์ ซึ่งเป็นองค์กรการกุศลและจัดตั้งโดยผู้ร่วมสร้างโดชคอยน์ (คือ Jackson Palmer) ได้บริจาคโดชคอยน์มูลค่ากว่า $30,000 (ประมาณ 903,900 บาท) เพื่อให้ทุนแก่ทีมกีฬา Jamaican bobsled team เพื่อเดินทางไปแข่งกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาว 2014 ที่เมืองโซชี ประเทศรัสเซีย[128] ชุมชนผู้ใช้โดชคอยน์ที่กำลังขยายกว้างขึ้น ยังเพิ่มชื่อเสียงทางการกุศลของตนโดยหาเงินจำนวนเท่ากันเพื่อซื้อสุนัขบริการสำหรับเด็กพิการ[129]


เชิงอรรถ[แก้]

  1. ในระบบคอมพิวเตอร์ทนต่อความผิดพร่อง โดยเฉพาะระบบแบบกระจาย การทนความผิดพร่องแบบไบแซนไทน์ (Byzantine fault tolerance, BFT) เป็นลักษณะของระบบที่ทนต่อความขัดข้อง (failure) ในกลุ่มที่เรียกว่า Byzantine Generals' Problem[24] อันเป็นกรณีทั่วไปของปัญหา Two Generals' Problem ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าแก้ไม่ได้ ความขัดข้องแบบไบแซนไทน์ พิจารณาว่าเป็นความขัดข้องแบบทั่วไปที่สุดและยากที่สุดในบรรดารูปแบบการขัดข้องทั้งหลาย เทียบกับรูปแบบการขัดข้องที่เรียกว่า fail-stop ซึ่งเป็นแบบง่ายที่สุด คือเป็นการขัดข้องที่เกิดได้โดยวิธีเดียวคือสถานีในเครือข่ายล้มเหลว โดยสถานีอื่น ๆ จะตรวจจับได้ แต่ความขัดข้องแบบไบแซนไทน์ไม่มีข้อจำกัดเช่นนี้ คือ สถานีที่เกิดความขัดข้องอาจสร้างข้อมูลมั่ว ทำเป็นเหมือนข้อมูลถูกต้อง ซึ่งทำให้ทนต่อความผิดพร่องได้ยากมาก ความผิดพร่อง (fault) แบบไบแซนไทน์เป็นความผิดพร่องใดก็ได้ที่แสดงอาการต่าง ๆ ต่อผู้สังเกตการณ์ต่าง ๆ[25] ความขัดข้อง (failure) แบบไบแซนไทน์เป็นการเสียบริการของระบบเนื่องจากความผิดพร่องแบบไบแซนไทน์ ในระบบที่จำเป็นต้องมีความเห็นพ้อง (consensus)[26]
  2. ปัญหาการใช้จ่ายเกินครั้ง (Double-spending) เป็นความผิดพลาดในการดำเนินงานของระบบเงินดิจิทัล ที่มีการใช้จ่ายเงินหน่วยเดียวกันสองครั้งหรือยิ่งกว่านั้น ซึ่งเป็นไปได้เพราะหน่วยเงินเป็นไฟล์ดิจิทัลที่สามารถทำซ้ำหรือปลอมได้[28] เหมือนกับเงินปลอม ปัญหาการใช้จ่ายเกินครั้งจะทำให้เงินเฟ้อเพราะสร้างเงินปลอมที่ไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งลดค่าของเงิน ทำให้ไม่ได้ความเชื่อถือ ลดการใช้จ่ายและการเก็บเงินในสกุลนั้น ๆ
  3. 3.0 3.1 3.2 ระบบ/เกณฑ์วิธี/ฟังก์ชัน proof-of-work (POW, การพิสูจน์ว่าได้ทำงาน) เป็นวิธีการทางเศรษฐกิจเพื่อกีดกันการโจมตีโดยปฏิเสธการให้บริการและการปฏิบ้ติโดยไม่ชอบอื่น ๆ ต่อระบบบริการ เช่น สแปม โดยบังคับให้ผู้ขอบริการต้องทำงานอะไรบางอย่าง ซึ่งปกติหมายถึงเวลาที่ต้องใช้ประมวลผลของคอมพิวเตอร์
  4. Proof-of-stake (PoS, การพิสูจน์ว่ามีส่วนได้ส่วนเสีย) เป็นขั้นตอนวิธีแบบหนึ่งที่เครือข่ายบล็อกเชนของคริปโทเคอร์เรนซีใช้เพื่อให้ถึงความเห็นพ้องแบบกระจาย เป็นระบบที่ไม่เหมือน proof-of-work (PoW) ที่ใช้ในคริปโทเคอร์เรนซีเช่น บิตคอยน์ ที่ให้รางวัลแก่ผู้เข้าร่วมแก้ปัญหาวิทยาการรหัสลับที่ซับซ้อน ในการพิสูจน์ยืนยันธุรกรรมและสร้างบล็อกใหม่ ๆ (เรียกว่า ไมนิง คือการขุดหาเหรียญ) ในระบบ PoS ผู้สร้างบล็อกต่อไปจะได้รับเลือกอย่างกำหนดได้แบบสุ่มเทียม (pseudo-random) และโอกาสได้รับเลือกจะขึ้นอยู่กับความร่ำรวย ซึ่งก็คือความมีส่วนได้ส่วนเสีย ในระบบคริปโทเคอร์เรนซีแบบ PoS บล็อกหนึ่ง ๆ จะเรียกว่า ตีขึ้น (forged, อุปมาโดยช่างเหล็ก) หรือเรียกว่า ทำเหรียญ/พิมพ์เงิน (minted) ไม่ใช่ขุดหาเหรียญ/ไมนิง อนึ่ง ปกติแล้วเงินทั้งหมดจะสร้างขึ้นตั้งแต่ต้น และจำนวนเงินทั้งหมดจะไม่เปลี่ยนไปทีหลัง (แม้จะมีระบบ PoS ที่สร้างเงินขึ้นใหม่ได้เหมือนกัน) ดังนั้น ในรูปแบบพื้นฐานของ PoS จะไม่มีรางวัลในการสร้างบล็อกใหม่เหมือนกับในบิตคอยน์ ดังนั้น ผู้ตีบล็อกใหม่ขึ้นจะได้แต่ค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรม[31]
  5. ในการพนันออนไลน์ ยุติธรรมแบบพิสูจน์ได้ (provably fair) หมายถึง ขั้นตอนวิธีซึ่งสามารถวิเคราะห์และทวนสอบดูความยุติธรรมของผู้ให้บริการ[81] ซึ่งมักใช้ในการดำเนินการของกาสิโนออนไลน์ ในระบบการพนันเช่นนี้ ผู้เล่นจะแทงพนันในเกมที่มีของผู้ให้บริการ ผู้จะตีพิมพ์วิธีเพื่อยืนยันพิสูจน์ธุรกรรมภายในเกมของตน ซึ่งปกติใช้ขั้นตอนวิธีแบบโอเพนซอร์ซสำหรับกำหนดเลขตั้งของตัวสร้างเลขสุ่ม สำหรับสร้างเลขสุ่ม และสำหรับฟังก์ชันแฮช เมื่อเล่นเกมเสร็จแล้ว ผู้เล่นอาจใช้ขั้นตอนวิธีเหล่านี้ในการตรวจสอบการตอบสนองของเกมตามการตัดสินใจของผู้เล่นที่ได้ทำ และตรวจสอบผลที่ได้โดยใช้ขั้นตอนวิธี ตัวตั้งต้น ค่าแฮช และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงการเล่น

อ้างอิง[แก้]

  1. "พระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561" (pdf). ราชกิจจานุเบกษา (กรุงเทพฯ: สลค.) 33 (43): 44. 2018-05-13. สืบค้นเมื่อ 2018-05-13. 
  2. 2.0 2.1 2.2 Greenberg, Andy (2011-04-20). "Crypto Currency". Forbes.com. Archived from the original on 2014-08-31. สืบค้นเมื่อ 2014-08-08. 
  3. "Cryptocurrencies: A Brief Thematic Review". Economics of Networks Journal (Social Science Research Network). Archived from the original on 2017-12-25. สืบค้นเมื่อ 2017-08-28. 
  4. Schuettel, Patrick (2017). The Concise Fintech Compendium. Fribourg: School of Management Fribourg/Switzerland. Archived from the original on 2017-10-24. 
  5. McDonnell, Patrick "PK" (2015-09-09). "What Is The Difference Between Bitcoin, Forex, and Gold". NewsBTC. Archived from the original on 2015-09-16. สืบค้นเมื่อ 2015-09-15. 
  6. Allison, Ian (2015-09-08). "If Banks Want Benefits Of Blockchains, They Must Go Permissionless". NewsBTC. Archived from the original on 2015-09-12. สืบค้นเมื่อ 2015-09-15. 
  7. D’Agnolo, Matteo. "All you need to know about Bitcoin". timesofindia-economictimes. Archived from the original on 2015-10-26. 
  8. Sagona-Stophel, Katherine. "Bitcoin 101 white paper". Thomson Reuters. Archived from the original on 2016-08-13. สืบค้นเมื่อ 2016-07-11. 
  9. Tasca, Paolo (2015-09-07). Digital Currencies: Principles, Trends, Opportunities, and Risks. SSRN 2657598. 
  10. "Altcoin". Investopedia. Archived from the original on 2015-01-08. สืบค้นเมื่อ 2015-01-08. 
  11. Wilmoth, Josiah. "What is an Altcoin?". cryptocoinsnews.com. Archived from the original on 2015-03-17. สืบค้นเมื่อ 2015-03-04. 
  12. Handbook of digital currency : bitcoin, innovation, financial instruments, and big data. Lee Kuo Chuen, David,. Amsterdam. ISBN 9780128021170. OCLC 908550531. 
  13. Satoshi 2008-10, 2. Transanctions, p. 2
  14. Lansky, Jan (2018). "Possible State Approaches to Cryptocurrencies". Journal of Systems Integration 9/1: 19–31. doi:10.20470/jsi.v9i1.335 (inactive 2018-02-13). 
  15. "The Dictionary Just Got a Whole Lot Bigger". Merriam-Webster. 2018. สืบค้นเมื่อ 2018-03-05. 
  16. 16.0 16.1 16.2 Economist Staff (2015-10-31). "Blockchains: The great chain of being sure about things". The Economist. Archived from the original on 2016-07-03. สืบค้นเมื่อ 2016-06-18. 
  17. 17.0 17.1 Brito, Jerry; Castillo, Andrea (2013). "Bitcoin: A Primer for Policymakers" (PDF). Mercatus Center. George Mason University. Archived from the original on 2013-09-21. สืบค้นเมื่อ 2013-10-22. 
  18. Satoshi 2008-10, 6. Incentive, p. 4
  19. "How Cryptocurrencies Could Upend Banks' Monetary Role". American Banker. 2013-05-26. Archived from the original on 2013-09-27. 
  20. Bheemaiah, Kariappa (2015). "Block Chain 2.0: The Renaissance of Money". Wired. Archived from the original on 2016-11-14. สืบค้นเมื่อ 2016-11-13. 
  21. 21.0 21.1 Narayanan, Arvind; Bonneau, Joseph; Felten, Edward; Miller, Andrew; Goldfeder, Steven (2016). Bitcoin and cryptocurrency technologies: a comprehensive introduction. Princeton: Princeton University Press. ISBN 978-0-691-17169-2. 
  22. "Blockchain". Investopedia. Archived from the original on 2016-03-23. สืบค้นเมื่อ 2016-03-19. "Based on the Bitcoin protocol, the blockchain database is shared by all nodes participating in a system." 
  23. Iansiti, Marco; Lakhani, Karim R. (2017). "The Truth About Blockchain". Harvard Business Review (Harvard University). Archived from the original on 2017-01-18. สืบค้นเมื่อ 2017-01-17. "The technology at the heart of bitcoin and other virtual currencies, blockchain is an open, distributed ledger that can record transactions between two parties efficiently and in a verifiable and permanent way." 
  24. doi:10.1145/357172.357176
    This citation will be automatically completed in the next few minutes. You can jump the queue or expand by hand Full ArticlePDF
  25. doi:10.1109/DASC.2004.1390734
    This citation will be automatically completed in the next few minutes. You can jump the queue or expand by hand
  26. doi:10.1007/978-3-540-39878-3_19
    This citation will be automatically completed in the next few minutes. You can jump the queue or expand by hand
  27. Raval, Siraj (2016). [&pg=PA1 คริปโทเคอร์เรนซี ที่ Google Books "What Is a Decentralized Application?"]. [คริปโทเคอร์เรนซี ที่ Google Books Decentralized Applications: Harnessing Bitcoin's Blockchain Technology]. O'Reilly Media, Inc. pp. [&pg=PA1 คริปโทเคอร์เรนซี ที่ Google Books 1]-[&pg=PA2 คริปโทเคอร์เรนซี ที่ Google Books 2]. ISBN 978-1-4919-2452-5. OCLC 968277125. สืบค้นเมื่อ 2016-11-06 – โดยทาง Google Books. 
  28. Ryan, Mark. "Digital Cash". School of Computer Science, University of Birmingham. สืบค้นเมื่อ 2017-05-27. 
  29. 29.0 29.1 29.2 Wary of Bitcoin? A guide to some other cryptocurrencies Archived 2014-01-16 at the Wayback Machine., ars technica, 26-05-2013
  30. "Discussing the World of Cryptocurrencies". CryptoCoinTalk. Archived from the original on 2014-10-12. สืบค้นเมื่อ 2015-02-24. 
  31. . doi:10.5195/ledger.2016.46.  Missing or empty |title= (help)
  32. Antonopoulos 2017, Quick Glossary, p. xxix, "Proof-of-Stake"
  33. 33.0 33.1 33.2 Krishnan, Hari; Saketh, Sai; Tej, Venkata (2015). "Cryptocurrency Mining - Transition to Cloud". International Journal of Advanced Computer Science and Applications 6 (9). ISSN 2156-5570. doi:10.14569/IJACSA.2015.060915. 
  34. Hern, Alex (2018-01-17). "Bitcoin’s energy usage is huge - we can't afford to ignore it". The Guardian. Archived from the original on 2018-01-23. สืบค้นเมื่อ 2018-01-23. 
  35. "Cryptocurrency mining operation launched by Iron Bridge Resources". World Oil. 2018-01-26. Archived from the original on 2018-01-30. 
  36. Ryszkiewicz, Peter. "IOTA vs NANO (RaiBlocks)". Hackernoon. Archived from the original on 2018-01-21. สืบค้นเมื่อ 2018-01-23. 
  37. "Future of Digital Currency May Not Involve Blockchains". Cointelegraph.com. Archived from the original on 2017-11-02. สืบค้นเมื่อ 2018-01-23. 
  38. "RaiBlocks Review - Instant, Free Transactions". coinreviews.io. Archived from the original on 2018-01-24. สืบค้นเมื่อ 2018-01-23. 
  39. "China’s Crypto Crackdown Sends Miners Scurrying to Chilly Canada". 2018-02-02 – โดยทาง www.bloomberg.com. 
  40. "Iceland Expects to Use More Electricity Mining Bitcoin Than Powering Homes This Year". Fortune (ใน English). สืบค้นเมื่อ 2018-03-25. 
  41. "Bitcoin Mining Banned for First Time in Upstate New York Town". 2018-03-16 – โดยทาง www.bloomberg.com. 
  42. 42.0 42.1 42.2 "Bitcoin Basics Lesson 2: Essentials of Bitcoin". Medium.com. Archived from the original on 2018-01-22. สืบค้นเมื่อ 2018-01-21. 
  43. "'Zerocoin' Add-on For Bitcoin Could Make It Truly Anonymous And Untraceable". Forbes. 2013-05-26. Archived from the original on 2016-04-23. 
  44. Green, Matthew (2013-05-26). "Zerocoin: Anonymous Distributed E-Cash from Bitcoin" (pdf). Johns Hopkins University. Archived from the original on 2013-06-02. 
  45. "This is Huge: Gold 2.0—Can code and competition build a better Bitcoin?". New Bitcoin World. 2013-05-03. Archived from the original on 2013-05-03. 
  46. "Cryptocurrency Market Capitalizations". CoinMarketCap. Archived from the original on 2018-01-27. สืบค้นเมื่อ 2018-01-27. , including all (1132) cryptocurrencies with known market capitalization.
  47. "Global Charts". coinmarketcap.com. Archived from the original on 2017-10-25. สืบค้นเมื่อ 2017-11-19. 
  48. "coinmarketcap.com". Archived from the original on 2017-09-26. สืบค้นเมื่อ 2017-09-27. 
  49. Madeira, Antonio (2018-01-12). "Why is Ethereum different to Bitcoin?". CryptoCompare. Archived from the original on 2018-01-22. 
  50. Torpey, Kyle (2017-12-28). "Will Bitcoin's Lightning Network Kill Off Altcoins Focused On Cheap Transactions?". Forbes. Archived from the original on 2018-01-22. 
  51. Kharpal, Arjun (2017-04-12). "Bitcoin value rises over $1 billion as Japan, Russia move to legitimize cryptocurrency". CNBC. สืบค้นเมื่อ 2018-03-19. 
  52. "The Big Picture Behind the News of China's Bitcoin Bans". Bitcoin Magazine. Archived from the original on 2015-05-05. สืบค้นเมื่อ 2015-02-24. 
  53. "Bitcoin's Legality Around The World". Forbes. 2014-01-31. Archived from the original on 2017-09-16. 
  54. Rushe, Dominic (2014-03-25). "Bitcoin to be treated as property instead of currency by IRS". The Guardian. Archived from the original on 2016-06-01. สืบค้นเมื่อ 2018-02-08. 
  55. "On the Complexity and Behaviour of Cryptocurrencies Compared to Other Markets" (PDF). 2014-11-07. Archived from the original on 2017-05-08. 
  56. "COMMITTEE DETAILS FOR COMMITTEE ID C00660670". docquery.fec.gov. Archived from the original on 2017-12-15. สืบค้นเมื่อ 2017-12-14. 
  57. "Infringement of Kayne West Mark and Other Violations" (PDF). Pryor Cashman LLP. 2014-01-06. Archived from the original on 2017-12-01. 
  58. "Goodbye, Coinye! Kanye West Cleanses the Alternative Currencies’ Environment". Cointelegraph. 2014-01-18. Archived from the original on 2017-12-22. 
  59. "The FBI's Plan For The Millions Worth Of Bitcoins Seized From Silk Road". Forbes. 2013-10-04. Archived from the original on 2013-10-06. 
  60. Iwamura, Mitsuru; Kitamura, Yukinobu; Matsumoto, Tsutomu (2014-02-28). "Is Bitcoin the Only Cryptocurrency in the Town? Economics of Cryptocurrency And Friedrich A. Hayek". SSRN 2405790. 
  61. doi:10.2139/ssrn.2405790
  62. 62.0 62.1 62.2 62.3 62.4 ALI, S, T; CLARKE, D; MCCORRY, P (2015). "Bitcoin: Perils of an Unregulated Global P2P Currency". Technical Report Series, No. CS-TR-1470 (Newcastle upon Tyne: Newcastle University: Computing Science). 
  63. "Banshee bitcoins: $5 million worth of bitcoin vanish in China". Russia Today. Archived from the original on 2014-11-24. สืบค้นเมื่อ 2015-03-06. 
  64. "When bitcoins go bad: 4 stories of fraud, hacking, and digital currencies.". Washington Post. Archived from the original on 2015-01-01. สืบค้นเมื่อ 2015-03-06. 
  65. "Mt. Gox Seeks Bankruptcy After $480 Million Bitcoin Loss". Bloomberg News. 2014-02-28. Archived from the original on 2015-01-12. 
  66. "DEA Agent Who Faked a Murder and Took Bitcoins from Silk Road Explains Himself". Motherboard, Vice. 2015-10-25. Archived from the original on 2017-12-29. 
  67. Jeong, Sarah (2015-10-25). "DEA Agent Who Faked a Murder and Took Bitcoins from Silk Road Explains Himself". Motherboard, Vice. Archived from the original on 2017-12-29. 
  68. "Ex-agent in Silk Road probe gets more prison time for bitcoin theft". 2017-11-07. Archived from the original on 2017-12-29. 
  69. "GAW Miners founder owes nearly $10 million to SEC over Bitcoin fraud". Ars Technica. 2017-10-05. Archived from the original on 2017-12-29. 
  70. Russell, Jon. "Tether, a startup that works with bitcoin exchanges, claims a hacker stole $31M". TechCrunch (ใน English). Archived from the original on 2017-11-21. สืบค้นเมื่อ 2017-11-22. 
  71. "Founders of hacked crypto-mining site apologize over Facebook livestream". Archived from the original on 2017-12-12. 
  72. "More than $60 million worth of bitcoin potentially stolen after hack on cryptocurrency site". Archived from the original on 2017-12-12. 
  73. 73.0 73.1 Raeesi, Reza (2015-04-23). "The Silk Road, Bitcoins and the Global Prohibition Regime on the International Trade in Illicit Drugs: Can this Storm Be Weathered?". Glendon Journal of International Studies / Revue d'études internationales de Glendon 8 (1-2). ISSN 2291-3920. Archived from the original on 2015-12-22. 
  74. Momoh, Osi (2016-12-20). "Initial Coin Offering (ICO)". Archived from the original on 2017-10-24. สืบค้นเมื่อ 2017-11-19. 
  75. Commission, Ontario Securities. "CSA Staff Notice 46-307 Cryptocurrency Offerings". Ontario Securities Commission. Archived from the original on 2017-09-29. สืบค้นเมื่อ 2018-01-20. 
  76. "SEC Issues Investigative Report Concluding DAO Tokens, a Digital Asset, Were Securities". www.sec.gov. Archived from the original on 2017-10-10. สืบค้นเมื่อ 2018-01-20. 
  77. "Company Halts ICO After SEC Raises Registration Concerns". www.sec.gov. Archived from the original on 2018-01-19. สืบค้นเมื่อ 2018-01-20. 
  78. "Putin Approves Framework for ICO, Cryptocurrency Regulation". ccn.com. Archived from the original on 2017-12-29. 
  79. "Bitcoin Lotto: Win bitcoin on the lottery - How does it work and how to enter?". Express.co.uk (ใน English). 2018-01-09. 
  80. "Bitcoin Dice Gambling Sites - DiceSites.com". dicesites.com (ใน English). 
  81. "BitZino And The Dawn Of 'Provably Fair' Casino Gaming". 2012-08-31. Archived from the original on 2012-10-05. 
  82. "Provably Fair explanation - DiceSites.com". dicesites.com (ใน English). 
  83. "Introducing Ledger, the First Bitcoin-Only Academic Journal". Motherboard. Archived from the original on 2017-01-10. 
  84. "Bitcoin Peer-Reviewed Academic Journal ‘Ledger’ Launches". CoinDesk. Archived from the original on 2015-09-19. 
  85. "Editorial Policies". ledgerjournal.org. Archived from the original on 2016-12-23. 
  86. "How to Write and Format an Article for Ledger" (PDF). Ledger. 2015. doi:10.5195/LEDGER.2015.1 (inactive 2018-02-13). Archived from the original on 2015-09-22. 
  87. Polgar, David. "Cryptocurrency is a giant multi-level marketing scheme". QZ.com. Quartz Media LLC. สืบค้นเมื่อ 2018-03-02. 
  88. "Analysis of Cryptocurrency Bubbles - Bitcoins and Bank Runs: Analysis of Market Imperfections and Investor Hysterics". Social Science Research Network. Archived from the original on 2018-01-24. สืบค้นเมื่อ 2017-12-24. 
  89. McCrum, Dan (2015-11-10), "Bitcoin’s place in the long history of pyramid schemes", www.ft.com, archived from the original on 2017-03-23 
  90. Kim, Tae (2017-07-27), "Billionaire investor Marks, who called the dotcom bubble, says bitcoin is a 'pyramid scheme'", www.cnbc.com, archived from the original on 2017-09-05 
  91. Imbert, Fred (2017-10-13). "BlackRock CEO Larry Fink calls bitcoin an 'index of money laundering'". Archived from the original on 2017-10-30. สืบค้นเมื่อ 2017-11-19. 
  92. "Cryptocurrency and Global Financial Security Panel at Georgetown Diplomacy Conf". MeetUp. 2014-04-11. Archived from the original on 2014-08-15. 
  93. Schwartzkopff, Frances (2013-12-17). "Bitcoins Spark Regulatory Crackdown as Denmark Drafts Rules". Bloomberg. Archived from the original on 2013-12-29. สืบค้นเมื่อ 2013-12-29. 
  94. Sidel, Robin (2013-12-22). "Banks Mostly Avoid Providing Bitcoin Services. Lenders Don't Share Investors' Enthusiasm for the Virtual-Currency Craze". Online.wsj.com. Archived from the original on 2015-11-19. สืบค้นเมื่อ 2013-12-29. 
  95. "Four Reasons You Shouldn't Buy Bitcoins". 2013-04-03. Archived from the original on 2017-08-23. 
  96. "Experiments in Cryptocurrency Sustainability". Let's Talk Bitcoin. 2014. Archived from the original on 2014-03-11. 
  97. "Want to make money off Bitcoin mining? Hint: Don't mine". 2013-04-15. Archived from the original on 2014-05-05. 
  98. "Keeping Your Cryptocurrency Safe". Center for a Stateless Society. 2014-04-01. Archived from the original on 2014-07-12. 
  99. "Scamcoins". 2013. Archived from the original on 2014-02-01. 
  100. Bradbury, Danny (2013-06-25). "Bitcoin's successors: from Litecoin to Freicoin and onwards". The Guardian (Guardian News and Media Limited). Archived from the original on 2014-01-10. สืบค้นเมื่อ 2014-01-11. 
  101. Morris, David Z (2013-12-24). "Beyond bitcoin: Inside the cryptocurrency ecosystem". Fortune. Archived from the original on 2018-01-27. สืบค้นเมื่อ 2018-01-27. 
  102. "PAUL KRUGMAN: Bitcoin is a more obvious bubble than housing was". 
  103. Krugman, Paul (2018-03-26). "Opinion - Bubble, Bubble, Fraud and Trouble" – โดยทาง NYTimes.com. 
  104. "Warren Buffett: Cryptocurrency will come to a bad ending". CNBC. 
  105. Inflating Prices of video cards due to cryptocurrency miners "Archived copy". Archived from the original on 2018-02-02. สืบค้นเมื่อ 2018-02-02. 
  106. Extreme shortage of video cards due to miners "Archived copy". Archived from the original on 2018-02-02. สืบค้นเมื่อ 2018-02-02. 
  107. Bulk Purchasing by miners causing a shortage of these cards "Archived copy". Archived from the original on 2018-02-02. สืบค้นเมื่อ 2018-02-02. 
  108. Preference given to gamers "Archived copy". Archived from the original on 2018-02-02. สืบค้นเมื่อ 2018-02-02. 
  109. "Economist's View: Paul Krugman: Bubble, Bubble, Fraud and Trouble". economistsview.typepad.com. 
  110. "Archived copy" (PDF). Archived from the original on 2014-12-18. สืบค้นเมื่อ 2014-10-26. 
  111. "Archived copy". Archived from the original on 2011-09-03. สืบค้นเมื่อ 2012-10-10. 
  112. Pitta, Julie. "Requiem for a Bright Idea". Archived from the original on 2017-08-30. สืบค้นเมื่อ 2018-01-11. 
  113. "How To Make A Mint: The Cryptography of Anonymous Electronic Cash". groups.csail.mit.edu. Archived from the original on 2017-10-26. สืบค้นเมื่อ 2018-01-11. 
  114. Laurie, Law,; Susan, Sabett,; Jerry, Solinas, (1997-01-11). "How to Make a Mint: The Cryptography of Anonymous Electronic Cash". American University Law Review 46 (4). Archived from the original on 2018-01-12. สืบค้นเมื่อ 2018-01-11. 
  115. Dai, Wei (1998). "B-Money". Archived from the original on 2011-10-04. 
  116. "Bitcoin: The Cryptoanarchists’ Answer to Cash". IEEE Spectrum. Archived from the original on 2012-06-04. "Around the same time, Nick Szabo, a computer scientist who now blogs about law and the history of money, was one of the first to imagine a new digital currency from the ground up. Although many consider his scheme, which he calls “bit gold,” to be a precursor to Bitcoin" 
  117. "Bitcoin developer chats about regulation, open source, and the elusive Satoshi Nakamoto". 2013-05-26. Archived from the original on 2014-10-03. 
  118. Popov, Serguei (2016). "The Tangle Whitepaper". Archived from the original on 2017-09-29. 
  119. Sønstebø, David (2016). "IOTA First Chapter Synopsis". 
  120. EconoTimes. "The Divi Project Aims to Disrupt the Cryptocurrency Industry". EconoTimes (ใน English). Archived from the original on 2018-01-24. สืบค้นเมื่อ 2017-12-18. 
  121. "The Divi Project - Crypto for the Masses?". Cryptomorrow - Cryptocurrency, Bitcoin Etc (ใน en-US). 2017-10-12. สืบค้นเมื่อ 2017-12-18. 
  122. "4 Trends That Show Bitcoin and Ethereum Are Getting Ready for the Mass Market". Inc.com. 2017-10-25. สืบค้นเมื่อ 2017-12-18. 
  123. "Are Any Altcoins Currently Useful? No, Says Monero Developer Riccardo Spagni". Bitcoin Magazines. Archived from the original on 2016-06-11. สืบค้นเมื่อ 2016-05-31. 
  124. "UK launches initiative to explore potential of virtual currencies". The UK News. Archived from the original on 2014-11-10. สืบค้นเมื่อ 2014-08-08. 
  125. "decentralized currencies impact on central banks". rte News. 2014-04-03. Archived from the original on 2016-03-04. 
  126. "First U.S. Bitcoin ATMs to open soon in Seattle, Austin". Reuters. 2014-02-18. Archived from the original on 2015-10-19. 
  127. "Check the current price of trading coin". Archived from the original on 2014-07-29. 
  128. "Dogecoin Users Raise $30,000 to Send Jamaican Bobsled Team to Winter Olympics". Digital Trends. 2014-01-20. Archived from the original on 2014-01-22. 
  129. "Dogecoin Community Raising $30,000 for Children's Charity". International Business Times. 2014-02-04. Archived from the original on 2014-05-08. 

แหล่งอ้างอิงอื่น ๆ[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

วิกิมีเดียคอมมอนส์มีสื่อเกี่ยวกับ Cryptocurrency