อู-571 ดิ่งเด็ดขั้วมหาอำนาจ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
U-751
อู-571 ดิ่งเด็ดขั้วมหาอำนาจ
หน้าปกดีวีดี
กำกับ โจนาธาน มอสโทว์
อำนวยการสร้าง ดิโน เดอ ลอเรนติส
มาธ่า เดอ ลอเรนติส
ฮัล ลิเบอร์แมน
เขียน โจนาธาน มอสโทว์
แซม มอนท์โกเมอรี่
เดวิด เอเยอร์
นำแสดง แมทธิว แม็คคอนาเฮย์
บิลล์ แพ็กตัน
ฮาวีย์ ไคเทล
จอน บอง โจวี
จำหน่าย/เผยแพร่ ยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ (ในสหรัฐอเมริกา)
เอนเตอร์เทนต์ พิคเจอร์ส (ในประเทศไทย)
ฉาย สหรัฐอเมริกา 21 เมษายน ค.ศ. 2000
ไทย 30 มิถุนายน ปีเดียวกัน
ความยาว 116 นาที
ประเทศ สหรัฐอเมริกา
ภาษา อังกฤษ
เยอรมัน
งบประมาณ 62,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ
รายได้ 77,122,415 ดอลลาร์สหรัฐ (เฉพาะสหรัฐอเมริกา)
127,666,415 ดอลลาร์สหรัฐ (ทั่วโลก)
ข้อมูลจาก IMDb
ข้อมูลจากสยามโซน

อู-571 ดิ่งเด็ดขั้วมหาอำนาจ ชื่อภาษาไทยของภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดเรื่อง U-571 นำแสดงโดย แมทธิว แม็คคอนาเฮย์, บิลล์ แพ็กตัน, ฮาวีย์ ไคเทล, จอน บอง โจวี กำกับการแสดงโดย โจนาธาน มอสโทว์

คำโปรย[แก้]

  • Full Speed Ahead

เนื้อเรื่อง[แก้]

ค.ศ. 1942 ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพเรือสหรัฐจับสัญญาณเรดาร์ได้ว่า เรือดำน้ำของนาซีเยอรมันรุ่น อู-571 (U-571) ลำหนึ่งจอดเสียลอยน้ำอยู่กลางมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ ที่สำคัญในเรือลำน้ำมีเครื่องส่งสัญญาณ "อีนิกม่า" (Enigma) อยู่ด้วย ซึ่งถ้ายึดเครื่องนี้มาได้จะเป็นจุดหักเหของยุทธบริเวณมหาสมุทรแอตแลนติกเลยทีเดียว

ดังนั้น ภารกิจพิเศษครั้งนี้จึงถูกกำหนดขึ้น เรือโท ไมค์ ดาห์ลเกร็น (บิลล์ แพ็กตัน) อดีตกัปตันเรือดำน้ำสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่กำลังจะปลดระวางตนเอง ต้องกลับมาปฏิบัติหน้าที่อีกครั้ง โดยมี แอนดรูว์ ไทเลอร์ (แมทธิว แม็คคอนาเฮย์) นายทหารหนุ่มรุ่นน้องผู้คอยโอกาสที่จะขึ้นมาบังคับบัญชาเรือดำน้ำเองเป็นผู้ช่วย โดยภารกิจครั้งนี้มีผู้ล่วงรู้เพียงไม่กี่คน ทั้งหมดจะต้องปลอมตัวเป็นทหารนาซีเยอรมันแสร้งเข้าไปช่วยเหลือเรือ อู-571 ลำนั้นและยึดไว้ให้ได้ แต่ขณะที่ปฏิบัติการอันน่าระทึกอยู่นั้น กัปตันดาห์ลเกร็นก็ถูกระเบิดเสียชีวิตกลางทะเล ไทเลอร์จึงต้องขึ้นควบคุมเรือแทน และยังต้องนำพาเรือที่ทั้งเสียและเก่าครึลำนี้พร้อมด้วยชีวิตนายทหารอีก 8 คน ที่บางคนเป็นเด็กหนุ่มเพิ่งจบชั้นมัธยมมาด้วยซ้ำฝ่าวิกฤตต่าง ๆ ไปให้ได้ ทั้งการโจมตีจากทั้งฝ่ายเยอรมันและฝ่ายสหรัฐอเมริกาเอง

เสียงวิจารณ์[แก้]

U-571 เป็นผลงานการกำกับเรื่องที่ 2 ของโจนาธาน มอสโทว์ ต่อจาก Breakdown ภาพยนตร์แอ๊คชั่นระทึกขวัญในปี ค.ศ. 1997 ที่ได้รับคำชมว่าสามารถสร้างบรรยายกาศกดดันความรู้สึกคนดูได้เป็นอย่างดี

สำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้แล้ว นับได้ว่าเป็นภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่มีงานสร้างและการออกแบบศิลป์ย้อนไปในยุคสมัยนั้นอย่างแท้จริง ซึ่งไม่ได้มีมานานแล้วสำหรับวงการภาพยนตร์ฮอลลีวู้ด จนมีการนำไปเปรียบเทียบกับเรื่อง Das Boot ภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับเรือดำน้ำสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 อีกเรื่องหนึ่งก่อนหน้านั้นที่ประสบความสำเร็จ และเมื่อเข้าฉายแล้วก็สามารถทำรายได้เป็นอันดับ 1 ของตารางบ็อกออฟฟิศได้ถึง 2 สัปดาห์ติดต่อกัน[1]

ภาพยนตร์ได้รับเสียงวิจารณ์ว่าสร้างบรรยายกาศกดดันได้เป็นอย่างดี และได้ชนะเลิศรางวัลออสการ์ สาขาลำดับเสียงยอดเยี่ยม ในงานประกาศผลรางวัลออสการ์ ครั้งที่ 73 ด้วย แต่สำหรับ สนานจิตต์ บางสะพาน นักวิจารณ์ภาพยนตร์ชื่อดังชาวไทยได้เขียนวิจารณ์ภาพยนตร์เรื่องนี้ในหนังสือพิมพ์เดลินิวส์สรุปเป็นใจความสั้น ๆ ได้ว่า "เป็นหนังที่ถีบลูกน้องจมน้ำ"[2]

ข้อโต้แย้ง[แก้]

เหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ ภาพยนตร์เล่าถึงวีรกรรมของทหารอเมริกันที่ทำการยึดเครื่องส่งรหัสอีนิกมาจากเรือดำน้ำเยอรมัน ในความเป็นจริงฝ่ายสัมพันธมิตรสามารถยึดเครื่องอีนิกมาและหนังสือคู่มือรหัสได้15ครั้งในช่วงสงครามโลกครั้งที่2 ทั้งหมด13ครั้งเป็นของราชนาวีอังกฤษ และอีก2ครั้งเป็นของราชนาวีแคนาดา(เรือ U-774) และกองทัพเรือสหรัฐ(เรือ U-505) ในเดือนมิถุนายน 1944 ซึ่งช่วงนั้นฝ่ายสัมพันธมิตรสามารถถอดรหัสเครื่องอีนิกมาได้แล้ว ในช่วงต้นสงครามโลกครั้งที่2 สหรัฐอเมริกายังไม่ได้เข้าร่วมฝ่ายสัมพันธมิตรเต็มตัว มีเพียงโครงการ กู้ยืม(Lend-Lease) จนกระทั่งหลังการการโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์ ซึ่งตอนนั้นการถอดรหัสอีนิกมาได้เริ่มดำเนินการไปแล้วในยุโรป

ข้อบกพร่องจากความจริง จากภาพยนตร์ ลูกเรือสหรัฐ(บนเรือ U-571) สามารถจมเรือส่งเสบียงของเยอรมันในการต่อสู้ใต้ทะเลได้ ในความเป็นจริงเป็นเรื่องยากมากที่เรือดำน้ำในยุคสงครามโลกครั้งที่2จะสามารถจมเรือดำน้ำลำอื่นใต้ทะเลได้ ตลอดช่วงสงครามโลกครั้งที่2 มีเพียงครั้งเดียวที่เรือดำน้ำสามารถจมเรือดำน้ำอีกลำได้คือเหตุการณ์เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 1945 เรือ HMS Venturer จมเรือดำน้ำเยอรมัน U-861 ได้ด้วยตอร์ปิโด

การปรากฏตัวของเรือพิฆาตเยอรมันในมหาสมุทรแอตแลนติกไม่น่าเกิดขึ้น เนื่องจากเกือบทั้งหมดเรือผิวน้ำของกองทัพเรือเยอรมันจะไม่ออกไปไกลไปทางฝั่งตะวันตกของแอตแลนติก (เนื่องมาจากความเหนือกว่าด้านกองเรือผิวน้ำของฝั่งสัมพันธมิตร เยอรมันจะเน้นใช้เรือดำน้ำในการออกปฏิบัติการไกลชายฝั่งแทน) และไม่มีเรือของฝั่งเยอรมันจะทำเช่นนั้นหลังปี 1942 มีเพียงไม่กี่ครั้งที่เป็นข้อยกเว้นเมื่อเรือรบขนาดใหญ่เช่นเรือ Admiral Graf Spee, เรือประจัญบาน Scharnhorst ,เรือประจัญบาน บิสมารค์ นอกเหนือจากนั้น เรือเติมเสบียงเช่นในเรื่องโดยทั่วไปจะไม่มีตอร์ปิโด ดังนั้นมันจะไม่สามารถโจมตีเรือ S-33 ได้

ตลอดการโจมตีด้วยระเบิดน้ำลึกของเรือพิฆาตเยอรมัน มีมากกว่า 80 ลูกในภาพยนตร์ ในความเป็นจริงเรือพิฆาตเยอรมันแทบจะไม่สามารถบรรทุกได้เกิน30ลูกเลย ตลอดช่วงสงครามโลกครั้งที่2

เครื่องบินขับไล่ เมสเซอร์ชมิทท์ bf-109 ที่ปรากฏในเรื่องทำหน้าที่เป็นเครื่องบินลาดตระเวนระยะไกล ซึ่งในความเป็นจริงเครื่องบินขับไล่ bf-109 เป็นเครื่องบินที่มีพิสัยใกล้มากไม่สามารถทำหน้าที่ลาดตระเวนมาไกลถึงกลางมหาสมุทรแอตแลนติกได้

เรือดำน้ำ U-571 จริงๆอยู่ใต้บังคับบัญชาของ เรือโท Gustav Lüssow ซึ่งลูกเรือทั้งลำเสียชีวิตในวันที่ 28 มกราคม 1944 ทางตะวันตกของไอร์แลนด์ เนื่องจากถูกโจมตีด้วยระเบิดน้ำลึกซึ่งปล่อยจากเครื่องบิน Short Sunderland Mk III จากฝูงบินที่ 461 ของกองทัพอากาศออสเตรเลีย เครื่องบินภายใต้บังคับบัญชาของ เรืออากาศโท Richard Lucas รายงานว่าลูกเรือส่วนใหญ่ของเรือ U-571 ประมาณ 52 คนได้สละเรือแต่เสียชีวิตเนื่องจากความหนาวเย็น

เรือดำน้ำสหรัฐ S-33 แท้จริงแล้วประจำการอยู่ที่มหาสมุทรแปซิฟิกนับตั้งแต่ปี 1942 จนกระทั่งจบสงครามโลกครั้งที่2 เธอไม่ได้ถูกจมในช่วงสงครามโลกครั้งที่2 และถูกขายเป็นเศษเหล็กในปี 1946 เรือดำน้ำ S-26 แท้จริงไม่ได้จมในการทดสอบดำน้ำ เธอจมเนื่องจากการชนกับเรือลาดตระเวน PC-460 ในเดือน มกราคม ปี1942

ดูเพิ่ม[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. ข้อมูลจากหลังใบปิดภาพยนตร์
  2. บทวิจารณ์จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ พ.ศ. 2543

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]