อารีอานา กรานเด
อารีอานา กรานเด | |
|---|---|
กรานเดในปี 2024 | |
| เกิด | อารีอานา กรานเด-บูเทรา 26 มิถุนายน ค.ศ. 1993 โบกาเรตัน รัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา |
| อาชีพ |
|
| ตัวแทน | Scooter Braun |
| คู่สมรส | ดาลตัน โกเมซ (สมรส 2021; หย่า 2023) |
| ครอบครัว | แฟรงกี กรานเด (พี่ชายต่างบิดา) |
| อาชีพทางดนตรี | |
| แนวเพลง | |
| เครื่องดนตรี |
|
| ช่วงปี | 2008–ปัจจุบัน |
| ค่ายเพลง | รีพับลิก |
| เว็บไซต์ | arianagrande |
| ลายมือชื่อ | |
อารีอานา กรานเด-บูเทรา (อังกฤษ: Ariana Grande-Butera; เกิด 26 มิถุนายน ค.ศ. 1993) หรือชื่อในวงการคือ อารีอานา กรานเด (อังกฤษ: Ariana Grande) เป็นนักร้องและนักแสดงชาวอเมริกัน เธอเริ่มงานละครบรอดเวย์เรื่อง 13 ก่อนรับบทแคต วาเลนไทน์ ในซีรีส์โทรทัศน์วิกทอเรียส ช่องนิคคาโลเดียนในปี ค.ศ. 2009 ซีรีส์ฉายจบสี่ซีซัน และกรานเดแสดงในภาคแยกเรื่อง แซมแอนด์แคต ฉายจบในปี 2014 เธอยังมีบทบาทในละครเวที โทรทัศน์ และภาพยนตร์ และพากย์เสียงให้แอนิเมชันโทรทัศน์และภาพยนตร์ด้วย
กรานเดเริ่มงานดนตรีด้วยเพลงประกอบซีรีส์ อัลบั้มเพลงจากวิกทอเรียส (2011) เธอเซ็นสัญญากับค่ายรีพับลิกเรเคิดส์และออกสตูดิโออัลบั้มแรก ยัวส์ทรูลี ในปี 2013 เปิดตัวอันดับหนึ่งในชาร์ตบิลบอร์ด 200 ซิงเกิลแรกจากอัลบั้ม "เดอะเวย์" เปิดตัวที่อันดับ 10 ในชาร์ตบิลบอร์ดฮอต 100 นักวิจารณ์เปรียบช่วงเสียงของเธอกับช่วงเสียงของมารายห์ แครี
สตูดิโออัลบั้มที่สองของกรานเดคือ มายเอเวอรีติง (2014) เปิดตัวที่อันดับหนึ่งในสหรัฐ และขึ้นถึงสิบอันดับแรกในอีกหลายประเทศ ซิงเกิล "พรอบเบลิม" "เบรกฟรี" "แบงแบง" และ "เลิฟมีฮาร์ดเดอร์" มาจากอัลบั้มนั้น เธอมีเพลงติดสิบอันดับแรกในชาร์ตบิลบอร์ด 100 ยาวนาน 34 สัปดาห์ติดต่อกัน กรานเดส่งเสริมอัลบั้มมายเอฟรีทิงด้วยการทัวร์รอบโลกครั้งแรกในชื่อ เดอะฮันนีมูนทัวร์ และแสดงรับเชิญในซีรีส์โทรทัศน์สยองขวัญตลกทางช่องฟ็อกซ์เรื่อง สกรีมควีนส์ เธอออกซิงเกิล "โฟกัส" เปิดตัวที่อันดับ 7 ในสหรัฐ และออกอีพีชื่อ คริสต์มาสแอนด์ชิล และร่วมร้องเพลงในหลายโครงการ ในปี 2016 เธอออกสตูดิโออัลบั้มที่สาม แดนเจอรัสวูแมน และอีกหลายเพลงจากอัลบั้ม เพลงที่มีชื่อเดียวกับอัลบั้มเปิดตัวที่อันดับ 10 ในชาร์ตบิลบอร์ดฮอต 100 ทำให้กรานเดเป็นคนแรกในประวัติศาสตร์ของชาร์ตที่ซิงเกิลแรกในสามอัลบั้มเปิดตัวในสิบอันดับแรก[1] อัลบั้มเปิดตัวที่อันดับ 2 ในชาร์ตบิลบอร์ด 200
รางวัลที่กรานเดได้รับ ได้แก่ รางวัลอเมริกันมิวสิกอะวอดส์ 3 รางวัล รางวัลศิลปินแจ้งเกิดแห่งปีของสมาคมธุรกิจดนตรี รางวัลเอ็มทีวีมิวสิกอะวอดส์ 1 รางวัล รางวัลเอ็มทีวียุโรปมิวสิกอะวอดส์ 3 รางวัล และเข้าชิงรางวัลแกรมมี 4 รางวัล อัลบั้มของเธอสามอัลบั้มได้รับการรับรองระดับแพลตินัมโดยสมาคมผู้ประกอบกิจการเพลงของสหรัฐอเมริกา ในปี 2016 ไทม์ให้กรานเดเป็นหนึ่งใน 100 คนที่มีอิทธิพลมากที่สุดในโลกในรายชื่อไทม์ 100 ประจำปี[2] ในปี ค.ศ. 2017 กรานเดทัวร์ในอเมริกาเหนือและยุโรป ในปี 2019 กรานเดเป็นผู้หญิงที่มีผู้ติดตามในอินสตาแกรมมากที่สุด[3]
ชีวิตส่วนตัวและอาชีพ
[แก้]1993–2008: ชีวิตช่วงต้นและจุดเริ่มต้นของอาชีพ
[แก้]อารีอานา กรานเด-บูเทรา เกิดเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน ค.ศ. 1993[4][5] ในเมืองโบกาเรตัน รัฐฟลอริดา เป็นลูกสาวของ โจแอน กรานเด และ เอ็ดเวิร์ด บูเทรา และมีพี่ชายต่างบิดา ชื่อแฟรงกี้ กรานเด เป็นนักแสดง นักเต้น และโปรดิวเซอร์ ครอบครัวของเธอนั้น เป็นชาวอเมริกันที่มีเชื้อสายจากอิตาลี ครอบครัวของเธอแยกทางกัน ตอนที่เธออายุได้ประมาณ 8-9 ขวบ ส่วนชื่อของเธอนั้นมีที่มาจากเจ้าหญิงออเรียน่า จากเรื่อง เฟลิกซ์เดอะแคท
ตอนเด็ก ๆ เธอเคยแสดงในโรงภาพยนตร์ของเด็กในฟลอลิดา เล่นบทบาทแรกของเธอในฐานะ Annieรวมทั้งการแสดงในละครเพลง พ่อมดแห่งเมืองออซและ โฉมงามกับเจ้าชายอสูร และตอนอายุได้ 8 ปี เธอได้ร้องเพลงร่วมกับวงออเคสต้า อย่างเช่น South Florida Philharmonic, Florida Sunshine Pops และ Symphonic Orchestras และเธอได้ร้องเพลง "เดอะสตาร์สแปงเกิลด์แบนเนอร์ (เพลงชาติประจำสหรัฐ)" ในรายการโทรทัศน์แห่งชาติ เพื่อทีมฮ็อคกี้ ฟลอริด้า แพนเธอร์ส[6] และเธอได้จบการศึกษาจาก Pine Crest Schoolและ North Broward Preparatory School
ตอนอายุได้ 13 ปี เธอเริ่มจริงจังกับอาชีพดนตรีมากขึ้น แต่เธอก็ยังคงทำแสดงละครอยู่ เมื่อเธอมาถึงเมือง ลอสแอนเจลิสได้พบกับผู้จัดการของเธอ เธอตั้งใจจะทำอัลบั้มเพลงแนว อาร์แอนด์บีตอนอายุ 14 ปี ในปี 2008 เธอเริ่มงานละครบรอดเวย์เรื่อง 13 ซึ่งทำให้เธอได้รับรางวัล National Youth Theatre Association Award เมื่อเธอได้เข้ามาทำงานด้านเพลง เธอก็ออกจากโรงเรียนมัธยม North Broward Preparatory Schoolแต่เธอก็ยังลงทะเบียนเรียนอยู่ แต่เรียนกับติวเตอร์ และเธอยังร้องเพลงหลายครั้งที่ร้านเบิร์ดแลนด์ ใน นิวยอร์ก
2009–2013: ช่องนิกเคโลเดียนและอัลบั้ม Yours Truly[7][8]
[แก้]เธอได้เข้าไปออดิชั่นในเรื่อง วิกทอเรียส ของช่องนิกเคโลเดียนในปี 2009 เธอได้ไปแคสในบทบาทของ Cat Valentine ซึ่งเธอต้องย้อมผมสีแดงเพื่อรับบทบาทนี้ ซิตคอมเรื่องนี้ได้ออกอากาศใน ปี 2010 ซึ่งได้รับกระแสตอบรับดีมาก ทำให้เธอเป็นที่รู้จักมากขึ้น ในฐานะ ไอดอลวัยรุ่น แต่เธอก็ยังสนใจในอาชีพนักร้องอยู่ เธอได้กล่าวว่า "อาชีพนักแสดงเป็นอะไรที่สนุก แต่อาชีพนักร้องยังเป็นสิ่งแรกและสิ่งที่ฉันอยากทำมากที่สุดมาโดยตลอด" ในปี 2010 เธอได้รับบทบาทเป็น มิเรียม ในละครเวที Cuba Libre ซึ่งเขียนและแต่งโดย นักแต่งเพลง เดสมอนด์ ไชลด์
หลังจากภาคแรกของวิกทอเรียสจบลง. เธอตั้งใจที่จะทำงานในอาชีพนักร้อง และเริ่มทำอัลบั้มแรกในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2010. เธอได้ทำเพลงแรกของเธอ มีชื่อว่า "Give It Up" เป็นเพลงประกอบ วิกทอเรียสในปี 2011 ตอนที่กำลังถ่ายทำเรื่อง วิกทอเรียส เธอได้อัดคลิปร้องเพลงคัฟเวอร์ศิลปินต่าง ๆ อาทิเช่น อะเดล[9], บียอนเซ่[10] และ อลิเชีย คีส์[11] และเธอได้อัปโหลดลงยูทูบ เพื่อนของ มอนเต ลิปแมน ผู้บริหารของบริษัท Republic Records ได้มาเจอกับคลิปของเธอ และเกิดประทับใจในเสียงของเธอ ได้ส่งลิงก์ไปให้ มอนเต ลิปแมน และเธอได้เซ็นสัญญากับค่ายเพลง Republic และเธอก็ได้ปล่อยซิงเกิลแรกของเธอ "Put Your Hearts Up" ในปี 2011 ซึ่งเป็นเพลงในหนึ่งอัลบั้มเพลงป๊อปวัยรุ่น และต่อมาเธอได้ปฏิเสธเพลงว่าเพลงไม่ใช่แนวทางของตน ไม่ใช่ประเภทเพลงที่ตนอยากทำ แต่ต่อมาเพลงได้รับการรับรองระดับโกลด์โดยสมาคมผู้ประกอบกิจการเพลงของสหรัฐอเมริกา
ชุดเพลงประกอบของซิตคอม วิกทอเรียส 2.0 ได้ปล่อยออกมาเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน ค.ศ. 2012 อาริร่วมร้องในเพลง "Don't You (Forget About Me)".หลังจากภาคที่ 3 ของวิทอเรียส วิกทอเรียสก็ไม่ได้มีภาคต่ออีก ภาคที่ 3 และเพลงประกอบถูกปล่อยเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน ค.ศ. 2012 เธอได้ร่วมร้องเพลง "L.A. Boyz" ในเดือนธันวาคม ปี 2012 เธอได้ร่วมร้องเพลงกับนักร้องชาวอังกฤษ มิคา ในเพลง "Popular Song"
และเธอได้แสดงซิตคอมเรื่อง Sam & Cat เธอได้รับบทเป็น Cat Valentine จากเรื่อง วิกทอเรียส และได้ร่วมแสดงกับ เจนเน็ตต์ แมคเคอร์ดี้ซึ่งรับบทเป็น Sam Puckett จาก iCarly ออกอากาศเมื่อ 8 มิถุนายน ค.ศ. 2013 ได้กระแสตอบรับดีมาก
เธอได้บันทึกอัลบั้มเปิดตัวของเธอ Yours Truly ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ชื่อแรกเริ่มของอัลบั้มคือ Daydreamin อัลบั้มถูกปล่อยเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม ค.ศ. 2013. เธอได้แต่งเพลงหลายเพลงในอัลบั้มนี้ ในเดือนกันยายน ปี 2013 อัลบั้มเปิดตัวอันดับหนึ่งในชาร์ตบิลบอร์ด 200 กับยอดขาย 138,000 ก๊อปปี้ ตั้งแต่สัปดาห์แรก
ซิงเกิลเดียวเพลง "The Way" ร่วมกับ แม็ก มิลเลอร์, เปิดตัวอันดับ 10 บน Billboard Hot 100, และอันดับสูงสุดที่ได้คือ อันดับ 9 ใช้เวลาอยู่บนชาร์ตเป็นเวลา 26 สัปดาห์ เธอถูกฟ้องโดย Minder Music เหตุที่เลียนแบบเพลง "What we gotta do right here is go back, back in time" จาก 1972 song "Troglodyte (Cave Man)" โดย The Jimmy Castor Bunch. เธอได้รับการจัดอันดับจากนิตยสารบิลด์บอร์ด ในหัวข้อ "Music's Hottest Minors 2013" ซึ่งเธออยู่ในอันดับ 4. ต่อมาซิงเกิลเดียวเพลงที่สอง "Baby I" เปิดตัวที่อันดับ 21 บน Billboard Hot 100 และซิงเกิลที่ 3 "Right There" ร่วมกับ บิ๊ก ฌอน เปิดตัวที่อันดับที่ 84
ในปี 2013 เธอได้แสดงเรื่อง Swindleรับบทเป็น Amanda Benson และในเดือนเดียวกัน เธอได้ปล่อยซิงเกิลซึ่งเธอทำร่วมกับ นาธาน ไซกส์ หนุ่มอังกฤษจากวง เดอะวอนเทด "Almost Is Never Enough" และก็ยังไปร่วมคอนเสิร์ต Believe Tour ของ จัสติน บีเบอร์ อีกด้วย และในปี 2013American Music Awards เธอชนะรางวัล "ศิลปินหน้าใหม่แห่งปี". เธอปล่อยเพลงคริสต์มาส 4 เพลง ในอัลบั้ม Christmas Kisses ในช่วงเดือนธันวาคม. ประกอบไปด้วยเพลง "Last Christmas", "Love Is Everything", "Snow in California" และ "Santa Baby"
2014–2015: อัลบั้ม My Everything
[แก้]มกราคม ค.ศ. 2014 เธอเริ่มทำอัลบั้มเพลงที่ 2 ของเธอกับ นักร้อง-นักแต่ง ไรอัน เท็ดเดอร์ นักดนตรี เบนนี บลังโก และโปรดิวเซอร์ แมกซ์ มาร์ติน และเธอก็ยังแต่งเพลงหลายเพลงในอัลบั้มนี้อีกด้วย ในเดือนเดียวกันเธอได้รับรางวัล the Favorite Breakout Artist award ที่งาน People's Choice Awards 2014 มีนาคม ปี 2014 เธอได้ร่วมร้องเพลงที่ทำเนียบขาว "Women of Soul: In Performance at the White House" และในเดือนต่อมา เธอก็ได้รับเชิญจากประธานาธิบดี บารัค โอบามาให้มาแสดงในงาน Easter Egg Roll และได้ออกเพลงใหม่ที่ร่วมร้องเพลงกับนักร้องอาร์แอนด์บีอย่าง คริส บาวน์ "Don't Be Gone Too Long" มีกำหนดการปล่อยวันที่ 24 มีนาคม แต่เกิดดีเลย์เพราะปัญหาด้านกฎหมายของคริส บราวน์ และเธอได้รับรางวัลศิลปินยอดเยี่ยมแห่งปีจาก the Music Business Association[12][13][14]
เธอได้ปล่อยอัลบั้มที่สอง มายเอฟวรีติง เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ปี 2014 กับยอดขาย 169,000 ก๊อปปี้ ในสัปดาห์แรก ทำให้เพลง "Problem" ที่ได้ อิ๊กกี้ อาซาเลียแรปเปอร์สาวจากออสเตรเลียมาร่วมร้องด้วย เปิดตัวด้วยอันดับที่ 3 บน Billboard Hot 100 และเปิดตัวอันดับที่ 1 บน UK Singles Chart เพลงที่สองคือเพลง "Break Free" ร่วมกับนักดนตรีชาวเยอรมัน เซดด์ อันดับสูงสุดที่ทำได้คือ อันดับที่ 4 บน Billboard Hot 100 และเธอได้ขึ้นแสดงเปิดงาน 2014 MTV Video Music Awards และยังได้รับรางวัลมิวสิควิดิโอเพลงป๊อปยอดเยี่ยม และเธอยังได้ไปร่วมร้องเพลง "Bang Bang" ที่ร่วมร้องกับ เจสซี เจ และ นิกกี มินาจ
27 กันยายน ปี 2014 เธอได้ขึ้นแสดงที่รายการ season 40 และสามวันต่อมาเธอได้ปล่อยเพลงที่ 3 จากอัลบั้ม My Everything, "Love Me Harder" ที่ได้ เดอะวีกเอนด์ มาร่วมร้องด้วย และในเดือนพฤศจิกายน ปี 2014 เธอได้ไปร่วมร้องเพลงให้กับ เมเจอร์ เลเซอร์ ในเพลง "All My Love" ซึ่งเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง เกมล่าเกม 3 ม็อกกิ้งเจย์ ภาค 1 และในเดือนเดียวกัน เธอได้ปล่อยเพลงคริสต์มาส "Santa Tell Me" ต่อมาเธอได้ปล่อยเพลงที่ 4 จากอัลบั้ม My Everything, "One Last Time"
ต้นปี 2015 เธอได้ทัวร์ The Honeymoon Tour ที่อเมริกาเหนือ ยุโรป เอเชีย และอเมริกาได้ รายได้ในการทัวร์ครั้งนี้สูงถึง 14 ล้านเหรียญสหรัฐ. และเธอได้ร่วมร้องเพลงให้กับ แคชเมียร์ แคท ในเพลง "Adore" ซึ่งปล่อยในเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นช่วงที่มีการทัวร์อยู่
ในปี 2015 เธอได้แขกรับเชิญหลายตอนในทีวีซีรีส์ของ Fox เรื่อง หวีดสยองต้องเริ่ด เธอได้รับบทบาทเป็น Chanel #2 และเธอก็ได้เปิดตัวน้ำหอม "Ari by Ariana Grande" เธอได้ถ่ายทำรายการ TV ของ Fox Knock Knock Live แต่รายการถูกยกเลิกก่อนที่ตอนของเธอจะออนแอร์ และในปี 2015 เธอได้เริ่มทำอัลบั้มที่ 3 ของเธอ Dangerous Woman ซึ่งตอนแรกมีชื่อว่า Moonlight. ในเดือนตุลาคม ปี 2015 เธอได้ปล่อยซิงเกิลเดี่ยว "Focus" ซึ่งเปิดตัวที่อันดับ 7 บน Billboard Hot 100 และระหว่างปี 2015 เธอได้ร่วมงานกับ อันเดรอา โบเชลลี ในเพลง "E Più Ti Penso" และได้ร้องเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง Hercules เพลง "Zero to Hero" ซึ่งรวมอยู่ในอัลบั้ม We Love Disney และยังได้ร่วมร้องกับ เมแกน เทรนเนอร์ และ ฮู อีส แฟนซี ในเพลง "Boys like You" และเธอยังได้ปล่อยอัลบั้มคริสต์มาส EP 2 ที่มีชื่ออัลบั้ม Christmas & Chill ซึ่งมีทั้งหมด 6 เพลง ประกอบไปด้วยเพลง Intro, Wit it this christmas, December, Not Just on Christmas, True Love และ Winter Things
2016–2017: อัลบั้ม Dangerous Woman และโปรเจกต์อื่น ๆ
[แก้]มีนาคม ปี 2016 เธอได้ปล่อยเพลง "Dangerous Woman" ซึ่งเป็นชื่อเดียวกับอัลบั้มที่ 3 ของเธอ เปิดตัวด้วยอันดับที่ 10 บน Billboard Hot 100 ต่อมาขึ้นมาอยู่อันดับ 8. 12 มีนาคม 2016 เธอได้รับเชิญเป็นโฮส ในรายการ แซเทอร์เดย์ไนต์ไลฟ์ เธอได้ขึ้นแสดงเพลงในอัลบั้มใหม่ของเธอ เพลง "Be Alright" และต่อมาในวันที่ 18 มีนาคมเธอได้ปล่อยเพลง "Be Alright" ซึ่งเปิดตัวในอันดับที่ 48 บน Billboard Hot 100 ในเดือนพฤษภาคม เธอได้ไปโปรโมตอัลบั้มในรายการ The Voice season 10 เธอได้ร้องซิงเกิลที่ 2 จากอัลบั้มที่สามของเธอ ก็คือเพลง "Into You" และเธอยังได้ คริสตินา อากีเลรา มาร่วมร้องในเพลง "Dangerous Woman" เธอได้ปล่อยอัลบั้มเต็มในวันที่ 20 พฤษภาคม ปี 2016 เปิดตัวในอันดับที่ 2 บน บิลบอร์ด 200 อันดับ 1 ในสหราชอาณาจักร, อันดับ 2 ในญี่ปุ่น และอันดับ 1 อีกหลาย ๆ ประเทศ และต่อมาในเดือนกรกฎาคมที่งาน Summertime Ball ถูกจัดขึ้นที่ สนามกีฬาเวมบลีย์ เธอได้ขึ้นแสดงเพลงในอัลบั้มของเธอทั้งหมด 3 เพลง และในเดือนสิงหาคมเธอได้ปล่อยซิงเกิลที่ 3 จากอัลบั้ม Dangerous Woman เพลง "Side to Side" ที่ได้นักร้องชาวอเมริกันอย่าง นิกกี มินาจ ที่ก่อนหน้านี้เคยร่วมทำงานเพลงด้วยกันมาแล้ว อย่างเพลง "On your knees" ทำให้เพลงได้รับกระแสตอบรับดีมาก จนได้อันดับที่ 4 บน Billboard Hot 100 และมิวสิควิดิโอเพลง "Side to Side" มีผู้เข้าชมมากกว่า 1,700 ล้านครั้ง และอัลบั้ม Dangerous Woman ได้เข้าชิงรางวัลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของวงการเพลงอย่าง Grammy Awards ในปี 2017
ในปี 2016 เธอได้ร่วมแสดงในเรื่อง ซูแลนเดอร์ 2 (2016) ซึ่งรับบทเป็น Cameo ที่นำแสดงโดย เบน สติลเลอร์ และ โอเวน วิลสัน. และเธอยังได้ร่วมแจมกับ แมค เป็นคอลเลคชั่นเครื่องสำอาง Ariana Grande's viva glam ซึ่งรายได้ทั้งหมดบริจาคให้กับมูลนิธิเอดส์ของแมค และต่อมาเธอได้เปิดตัวน้ำหอมเพิ่มเติม คือ กลิ่น Sweet like candy และได้ร่วมกับแบรนด์เสื้อผ้าอย่าง Lipsy London. และเธอได้ถ่ายโฆษณาทีวีสำหรับ ที-โมบิล ซึ่งออนแอร์ในเดือนตุลาคม ปี 2016 และในเดือนธันวาคม เธอได้รับเป็น Penny Pingleton ในภาพยนตร์เรื่อง Hairspray Live และในเดือนเดียวกัน เธอได้ร่วมร้องเพลงกับ สตีวี วันเดอร์ ในเพลง "Faith" ประกอบภาพยนตร์เรื่อง ร้องจริง เสียงจริง
เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ปี 2017 เธอได้เริ่ม Dangerous Woman Tour ตั้งแต่อเมริกาเหนือจนกลางเมษายน และยังคงต่อเนื่องไปจนถึงเวนิส ยุโรป ในเดือนพฤษภาคม และมิถุนายน ปี 2017 ส่วนอเมริกาใต้ในเดือนกรกฎาคม และพักทัวร์สองเดือน และจบทัวร์ในเดือนกันยายนในออสเตรเลีย ส่วนแผนการทัวร์ในเอเชียมีขึ้นในเดือนสิงหาคม ประกอบด้วยประเทศญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, ไทย, ฟิลิปปินส์และจีน
และเธอได้ร่วมร้องเพลงกับ จอห์น เลเจนด์ ในเพลง "Beauty and the Beast" ซึ่งประกอบภาพยนตร์เรื่อง โฉมงามกับเจ้าชายอสูร และเพลงของ Calvin Harris ในเพลง "Heatstroke" โดยร่วมกับ Young Thug, Pharrell Williams ในอัลบั้มใหม่ของ Calvin Harris ในเดือนมิถุนายน
2018–2019: อัลบั้ม Sweetener และ Thank U, Next
[แก้]24 มีนาคม ค.ศ. 2018 กรานเดได้ร่วมแสดงในงาน “March for Our Lives”[15] เพื่อสนับสนุนการเรียกร้องให้ยกเลิกการจำหน่ายอาวุธปืนเนื่องจากเหตุยิงกันในโรงเรียนมัธยมสโตนแมนดักกลาส เมืองพาร์คแลนด์ รัฐฟลอริดา โดยเธอขึ้นแสดงเพลง “Be Alright” จากอัลบั้ม Dangerous Woman หลังจากโอบกอดและถ่ายรูปกับบรรดานักเรียนโรงเรียนสโตนแมนดักกลาส
ส่วนทางด้านอัลบั้ม Sweetener ในปี 2016 กรานเดเริ่มทำโปรเจกต์อัลบั้มใหม่ร่วมกับ “ฟาร์เรลล์ วิลเลียมส์” (Pharrell Williams) แต่หลังจากเกิดเหตุการณ์ระเบิดหลังคอนเสิร์ต Dangerous Wonan Tour ของเธอที่กรุงแมนเชสเตอร์ ทำให้โปรเจกต์นี้ถูกล้มเลิกไปเนื่องจากสภาพจิตใจของเธอไม่ดีนัก[16]
หลังจากนั้นในวันที่ 20 เมษายน ค.ศ. 2018 กรานเดได้ปล่อยซิงเกิลแรกจากอัลบั้ม Sweetener อย่างเพลง “No Tears Left to Cry” พร้อมกับมิวสิควีดีโอ[17] เปิดตัวพุ่งขึ้นเป็นอันดับที่ 3 บน Billboard Hot 100[18] อัลบั้ม Sweetener เริ่มวางจำหน่ายรอบพรีออเดอร์ในวันที่ 20 มิถุนายน 2018 พร้อม ๆ กับปล่อยซิงเกลที่ 2 “The Light Is Coming” ที่ได้นักร้องสาวแร็ปเปอร์ชาวอเมริกันอย่างนิกกี้ มินาจ (Nicki Minaj) มาร่วมงาน และหลังจากนั้นในวันที่ 23 กรกฎาคม 2018 เธอปล่อยซิงเกิลที่ 3 “God Is a Woman” ตามมา
อัลบั้ม Sweetener เริ่มวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในวันที่ 17 สิงหาคม ค.ศ. 2018 มียอดขายในสัปดาห์แรก 402,000 ยูนิตในทั่วโลก ซึ่งมากกว่าผลงานทั้ง 3 อัลบั้มที่ผ่านมา 2 เท่าตัว เปิดตัวขึ้นเป็นอันดับที่ 1 บนชาร์ต BillBoard 200 และขึ้นเป็นอันดับที่ 1 บน “Worldwide iTunes Album” หลังจากเปิดตัววันแรก พร้อมกับเพลง “Breathin’” ที่เปิดตัวพุ่งขึ้นเป็นอันดับที่ 4 บน “Worldwide iTunes Song Chart” ในวันเดียวกัน โดยในระหว่างวันที่ 20 สิงหาคม – 4 กันยายน 2018 กรานเดได้เดินสายโปรโมทอัลบั้มใหม่ภายใต้ชื่อ “The Sweetener Sessions” ที่ Irving Plaza ในนครนิวยอร์ก The Vic Theatre ในชิคาโก Ace Theater ในลอสแอนเจลิส และ KOKO ในลอนดอน[19]
นอกจากนี้ในปี 2018 กรานเดชนะรางวัลสาขา “Choice Snap chatter” จาก ”Teen Choice Award 2018 ”[20] และรางวัลสาขา “Best Pop” จากงาน “MTV VMAs 2018” ด้วยผลงานเพลง “No Tears Left To Cry” ในงานครั้งนี้ เธอได้ขึ้นแสดงเพลง “God Is a Woman” ซึ่ง Billboard ได้จัดให้การแสดงของเธอเป็นการแสดงที่ยอมเยี่ยมอันดับที่ 2 รองมาจากการแสดง Hits Medley ของเจนนิเฟอร์ โลเปซ[21] อีกทั้งในงานประกาศรางวัล "MTV VMAs Japan 2018" กรานเดชนะรางวัลสาขา "Best Female Video (International)" จากผลงานมิวสิควีดีโอ “No Tears Left to Cry” จากฝีมือผู้กำกับเดฟ เมเยอรส์ (Dave Meyers)
ในปี 2019 กรานเดออกอัลบั้มที่ห้า แธงก์ยูเน็กซ์ อัลบั้มนี้ได้รับการตอบรับในทางที่ดี โดยนิตยสารโรลลิงสโตนกล่าวว่า Thank U, Next เป็น "หนึ่งในอัลบั้มเพลงป็อปที่ดีที่สุดในปี 2019"[22] ซิงเกิลนำ "Thank U, Next" เปิดตัวเป็นอันดับที่ 1 ของชาร์ตบิลบอร์ดฮอต 100 และกลายเป็นซิงเกิลอันดับที่ 1 ในสหรัฐซิงเกิลแรกของกรานเด[23] อัลบั้มนี้ยังได้เข้าชิงรางวัลแกรมมี สาขาอัลบั้มแห่งปีในปี 2020 อีกด้วย[24]
2020–2023: อัลบั้ม Positions และบทนำในภาพยนตร์
[แก้]ต่อมาในปี 2020 กรานเดออกอัลบั้มที่หก Positions โดยมีซิงเกิลนำ "positions" ออกเผยแพร่ในวันที่ 23 ตุลาคม[25] ก่อนจะได้ร่วมแสดงภาพยนตร์ของเน็ตฟลิกซ์เรื่อง ดอนท์ลุคอัพ กำกับโดย อดัม แมคเคย์ นำแสดงโดย ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ, เจนนิเฟอร์ ลอว์เลนซ์ ต่อมาในปี 2021 เธอกล่าวว่าเธอจะไม่ได้ทำผลงานเพลงเป็นเวลานาน[26] เนื่องจากตารางการถ่ายภาพยนตร์เรื่อง Wicked ที่ถูกแบ่งเป็นสองภาคของ ที่จะเข้าฉายในคริสต์มาส 2024 และ 2025[27] โดยเธอจะร่วมเป็นโปรดิวเซอร์ทำเพลงประกอบภาพยนตร์ด้วย[28]
ภาพลักษณ์สาธารณะ
[แก้]
กรานเดกล่าวถึง ออเดรย์ เฮปเบิร์น ว่าเป็นแรงบันดาลใจด้านสไตล์ที่สำคัญในช่วงแรกของอาชีพการงานของเธอ อย่างไรก็ตาม ภายหลังเธอเห็นว่าการเลียนแบบสไตล์ของเฮปเบิร์นนั้น “ค่อนข้างน่าเบื่อ”[29] เธอยังได้รับแรงบันดาลใจจากนักแสดงหญิงในช่วงทศวรรษ 1950 และ 1960 เช่น แอนน์-มาร์เกร็ต, แนนซี ซินาตรา และ มาริลิน มอนโร[29] สไตล์ที่สุภาพเรียบร้อยของกรานเดในช่วงแรกถูกมองว่า “เหมาะสมตามวัย” เมื่อเปรียบเทียบกับศิลปินร่วมรุ่นที่เติบโตท่ามกลางสายตาสาธารณชน[30] จิม ฟาร์เบอร์ จาก New York Daily News เขียนไว้ในปี 2014 ว่า กรานเดได้รับความสนใจน้อยกว่า “ในเรื่องที่เธอสวมใส่น้อยเพียงใดหรือการเคลื่อนไหวที่ชัดเจนทางเพศเพียงใด มากกว่าความสามารถในการร้องเพลงของเธอ”[31]
ในปีเดียวกันนั้น เธอได้ละทิ้งสไตล์เดิม และหันมาเลือกใส่กระโปรงสั้นและครอปท็อป พร้อมรองเท้าบู๊ตสูงถึงเข่า ในการแสดงสดและงานพรมแดง[32] เธอยังเริ่มสวมที่คาดผมหูแมวและหูกระต่ายอยู่เป็นประจำ และต่อมาก็รวมถึงการสวมเสื้อแจ็กเก็ตหรือฮู้ดขนาดใหญ่[33][34]
สไตล์ของกรานเดยังถูกเลียนแบบโดยผู้มีอิทธิพลบนโซเชียลมีเดียและคนดังหลายคน[35][36] หลังจากที่เธอย้อมผมสีแดงเป็นเวลาหลายปีเพื่อรับบทแคท วาเลนไทน์ ทางช่อง Nickelodeon กรานเดหันมาใช้ผมต่อในขณะที่เส้นผมกำลังฟื้นฟูจากความเสียหาย[37] แอนน์ ที. โดนาอู จาก MTV News กล่าวว่าสไตล์ “หางม้าสูง” อันเป็นเอกลักษณ์ของเธอได้รับความสนใจมากกว่าทางด้านแฟชั่นเสียอีก[38]
แม้ว่ากรานเดจะถูกวิพากษ์วิจารณ์จากข้อกล่าวหาเรื่องการปฏิสัมพันธ์ที่ไม่สุภาพกับนักข่าวและแฟน ๆ ในปี 2014[39] แต่เธอปฏิเสธรายงานเหล่านั้นว่าเป็น “การนำเสนอที่แปลกและไม่ถูกต้อง”[40] นิตยสาร Rolling Stone เขียนไว้ว่า: “บางคนอาจเรียกว่า ‘ดีวา’ แต่แท้จริงแล้วกรานเดเพียงแค่ยืนหยัดที่จะไม่ปล่อยให้ผู้อื่นควบคุมภาพลักษณ์ของเธอ”[41]
ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2015 กรานเดก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ หลังจากปรากฏในคลิปจากกล้องวงจรปิดของร้านโดนัท ซึ่งเผยให้เห็นว่าเธอเลียโดนัทที่วางโชว์ พร้อมกับพูดว่า “ฉันเกลียดคนอเมริกัน ฉันเกลียดอเมริกา นี่มันน่าขยะแขยง” โดยกล่าวถึงถาดโดนัท[42] ต่อมาเธอได้ออกมาขอโทษ โดยกล่าวว่าเธอ "ภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้เป็นคนอเมริกัน" และคำพูดดังกล่าวแท้จริงแล้วหมายถึงโรคอ้วนในสหรัฐอเมริกา[43] เธอยังได้เผยแพร่วิดีโอขอโทษที่ระบุว่า “ได้ประพฤติตัวไม่เหมาะสม”[44] เหตุการณ์ดังกล่าวถูกล้อเลียนโดย The Muppets[45] ขณะที่กรานเดเองก็หยอกล้อกับเรื่องนี้อีกครั้งระหว่างการเป็นพิธีกรในรายการ Saturday Night Live ปี 2016 โดยกล่าวว่า “ดาราวัยรุ่นหลายคนจบลงด้วยการใช้ยาเสพติด, ติดคุก, ท้อง หรือถูกจับได้ว่ากำลังเลียโดนัทที่ยังไม่ได้จ่ายเงิน”[46][47] ในปี 2020 เธอยอมรับว่าได้หลีกเลี่ยงการให้สัมภาษณ์อยู่ช่วงหนึ่ง เนื่องจากกลัวว่าจะถูกมองว่าเป็น “ดีวา” และคำพูดของเธออาจถูกตีความผิดพลาด[48]
การยอมรับ
[แก้]ส่วนนี้รอเพิ่มเติมข้อมูล คุณสามารถช่วยเพิ่มข้อมูลส่วนนี้ได้ |
ผลงานด้านการแสดง
[แก้]| ปี | ชื่อเรื่อง | แสดงเป็น | Notes |
|---|---|---|---|
| 2009 | The Battery's Down | Bat Mitzvah Riffer | (1 ตอน) "Bad Bad News" (ซีซั่น 2) |
| 2010–2013 | Victorious | Cat Valentine | นักแสดงหลัก (ซีรีส์ซิทคอมทางช่อง Nickelodeon) |
| 2011 | iCarly | Cat Valentine | (1 ตอน) "iParty with Victorious" (ซีซั่น 4) |
| 2011 | Winx Club | Princess Diaspro | พากย์เสียง |
| 2013–2014 | Sam & Cat | Cat Valentine | นักแสดงหลัก (ซีรีส์ซิทคอมทางช่อง Nickelodeon) |
| 2013 | Swindle | Amanda Benson | นักแสดงหลัก (ภาพยนตร์) |
| 2014 | Family Guy | Italian Daughter | พากย์เสียง |
| 2015 | Scream Queen | Chanel No.2 | (4 ตอน) นักแสดงสมทบ |
| 2021 | Don't Look Up | Riley Bina | นักแสดงสมทบ |
| 2024 | Wicked | กาลินดา อัพแลนด์/กลินดา | นักแสดงหลัก |
| 2025 | Wicked: For Good | กาลินดา อัพแลนด์/กลินดา | นักแสดงหลัก |
| 2026 | Focker In-Law | โอลิเวีย โจนส์ | นักแสดงสมทบ |
| 2028 | Oh, the Places You'll Go! | พากย์เสียง |
ผลงานละครเวที
[แก้]| ปี | ชื่อเรื่อง | แสดงเป็น |
|---|---|---|
| 2008 | 13 | Charlotte / u/s Patrice |
| 2012 | Cuba Libre | Miriam |
| 2012 | A Snow White Christmas[49] | Snow White |
ผลงานด้านเพลง
[แก้]อัลบั้ม
[แก้]- ยัวส์ทรูลี (2013)
- มายเอเวอรีติง (2014)[50][51]
- แดนเจอรัสวูแมน (2016)
- สวีตเทนเนอร์ (2018)
- แทงก์กิวเน็กซ์ (2019)
- โพซิชันส์ (2020)
- อีเทอร์นอลซันไชน์ (2024)[52]
- อีเทอร์นอลซันไชน์: ไบร์ทเทอร์เดย์อะเฮด (ฉบับรีอิชชูจากอีเทอร์นอลซันไชน์) (2025)
ทัวร์คอนเสิร์ต
[แก้]คอนเสิร์ตหลัก
[แก้]- เดอะลิซเซนนิงเซสซัน (2013)
- เดอะฮันนีมูนทัวร์ (2015)
- แดนเจอรัสวูแมนทัวร์ (2017)
- สวีตเทนเนอร์เวิลด์ทัวร์ (2019)
- เดอะอีเทอร์นอลซันไชน์ทัวร์ (2026)
โปรโมท
[แก้]- The Sweetener Sessions (2018)
การร่วมทัวร์คอนเสิร์ต
[แก้]- Believe Tour (ร่วมกับ Justin Bieber) (2013)
อ้างอิง
[แก้]- ↑ Trust, Gary (March 21, 2016). "Rihanna Rules Hot 100 for Fifth Week, Ariana Grande Debuts at No. 10". Billboard.
- ↑ Brown, Jason Robert (April 21, 2016). "The World's Most Influential People: Ariana Grande". Time.
- ↑ Rahmanan, Anna Ben Yehuda (February 27, 2019). "Ariana Grande Officially Becomes Most Followed Woman on Instagram". Forbes. สืบค้นเมื่อ April 18, 2019.
- ↑ Erlewine, Stephen Thomas. "Ariana Grande Biography". AllMusic. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ May 2, 2019. สืบค้นเมื่อ August 28, 2014.
- ↑ Sheets, Connor Adams (October 6, 2013). "Who Is Ariana? All About Ariana Grande, Leader of the Arianators". International Business Times. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ January 10, 2014. สืบค้นเมื่อ February 7, 2015.
- ↑ https://www.youtube.com/watch?v=QEwwhklDbVo
- ↑ Brantley, Ben (October 6, 2008). "Stranger in Strange Land: The Acne Years". The New York Times. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ February 9, 2018. สืบค้นเมื่อ September 11, 2014.
- ↑ "Ariana Grande". Time for Kids. December 5, 2013. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ December 18, 2013. สืบค้นเมื่อ September 7, 2014.
- ↑ https://www.youtube.com/watch?v=mQxiuSI8YHA
- ↑ https://www.youtube.com/watch?v=OV3mdqqxJwE
- ↑ https://www.youtube.com/watch?v=muTcOalR4Wc
- ↑ Trust, Gary; Caulfield, Keith (December 2, 2021). "The Year In Charts 2021: Dua Lipa's 'Levitating' Is the No. 1 Billboard Hot 100 Song of the Year". Billboard. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ December 3, 2021. สืบค้นเมื่อ January 15, 2024.
- ↑ "Billboard Global 200 – Year-End 2021". Billboard. December 2, 2021. สืบค้นเมื่อ September 6, 2024.
- ↑ Frankenberg, Eric (December 2, 2021). "The Year in Global Charts 2021: Dua Lipa, BTS & Olivia Rodrigo Lead Inaugural Year-End Rankings". Billboard. สืบค้นเมื่อ September 6, 2024.
- ↑ http://www.dailymail.co.uk/tvshowbiz/article-5540083/Ariana-Grande-gives-rousing-performance-March-Lives-rally.html
- ↑ Tanzer, Myles (May 30, 2018). "Ariana Grande". The Fader.
- ↑ Reed, Ryan (April 20, 2018). "Hear Ariana Grande's Uplifting New Song 'No Tears Left to Cry'". Rolling Stone.
- ↑ https://www.billboard.com/articles/columns/chart-beat/8412480/drake-nice-for-what-hot-100-number-one-ariana-grande-j-cole
- ↑ "Legaspi, Althea (August 8, 2018). "Ariana Grande Details Intimate Sweetener Sessions Concerts". Rolling Stone". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2018-08-09. สืบค้นเมื่อ 2018-09-06.
- ↑ https://www.billboard.com/articles/news/awards/8460836/teen-choice-awards-nominations-2018-nominees-list
- ↑ https://www.billboard.com/articles/events/vma/8471375/video-music-awards-2018-best-performances-ranked
- ↑ Sheffield, Rob (February 12, 2019). "Review: Ariana Grande Moves on in Spectacular Style With 'Thank U, Next'". Rolling Stone. สืบค้นเมื่อ February 12, 2019.
- ↑ "Ariana Grande Achieves First Billboard Hot 100 No. 1 as 'Thank U, Next' Debuts on Top". Billboard. สืบค้นเมื่อ November 13, 2018.
- ↑ Staff, Variety (2019-11-20). "Grammy Awards Nominations: Complete List". Variety (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2019-11-20.
{{cite web}}: CS1 maint: url-status (ลิงก์) - ↑ Sinha, Charu (October 21, 2020). "Get Into 'Position' for Ariana Grande's New Single". Vulture. สืบค้นเมื่อ October 22, 2020.
- ↑ Denis, Kyle (March 8, 2024). "Ariana Grande's 'Eternal Sunshine': All 13 Tracks Ranked". Billboard. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ March 8, 2024. สืบค้นเมื่อ March 10, 2024.
- ↑ D'Alessandro, Anthony (April 26, 2022). "Universal Releasing 'Wicked' Musical In Two Parts". Deadline. สืบค้นเมื่อ April 26, 2022.
- ↑ Spanos, Brittany (March 8, 2024). "Ariana Grande is Gorgeously Exposed on 'Eternal Sunshine'". Rolling Stone. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ March 8, 2024. สืบค้นเมื่อ March 8, 2024.
- 1 2 McLoughlin, Louby (August 20, 2014). "Ariana Grande: 'I Look Back At Things I Wore Yesterday And Cringe'". Grazia. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ May 7, 2019. สืบค้นเมื่อ August 20, 2014.
- ↑ อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ
<ref>ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อShepherd - ↑ Farber, Jim (August 14, 2014). "Ariana Grande owes her stardom to singing, not sex appeal". New York Daily News. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ October 5, 2014. สืบค้นเมื่อ March 19, 2024.
- ↑ Morton, Caitlin (April 23, 2014). "Ariana Grande Is Totally Having a Nancy Sinatra Moment". MTV. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ September 3, 2014. สืบค้นเมื่อ September 2, 2014.
- ↑ Piwowarski, Allison (February 3, 2021). "What's Up With The Cat Ears?". Bustle. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ February 7, 2021. สืบค้นเมื่อ February 3, 2021.
- ↑ Jackson, Vannessa (February 3, 2021). "What Does Ariana Grande's Bunny Mask Mean". Bustle. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ December 22, 2020. สืบค้นเมื่อ February 3, 2021.
- ↑ Anfitos, Rania (February 2, 2020). "These 8 Celebrity Doppelgangers on TikTok Will Have You Seeing Double". Billboard. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ July 15, 2021. สืบค้นเมื่อ April 1, 2021.
- ↑ อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ
<ref>ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อStopCopy - ↑ อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ
<ref>ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อFader2018 - ↑ Donahue, Anne T. (April 18, 2016). "Do Not Be Distracted by Ariana Grande's Ponytail". MTV News. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ March 19, 2019. สืบค้นเมื่อ April 18, 2016.
- ↑ "Ariana Grande's Donut Video & 5 More Controversies". Billboard. July 8, 2015. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ April 30, 2020. สืบค้นเมื่อ April 20, 2020.
- ↑ อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ
<ref>ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อCoolDiva - ↑ Castillo, Arielle (May 18, 2016). "Ariana Grande: Five Great 'Scandals' – Ariana vs. the Press, 2014". Rolling Stone. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ October 25, 2017. สืบค้นเมื่อ August 24, 2017.
- ↑ Lipshutz, Jason (July 8, 2015). "Demi Lovato to Replace Ariana Grande at MLB All-Star Game Concert". Billboard. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ January 31, 2020. สืบค้นเมื่อ April 20, 2020.; and Yahr, Emily (July 8, 2015). "Ariana Grande's doughnut scandal is an important reminder: The cameras are always watching". The Washington Post. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ July 12, 2015. สืบค้นเมื่อ August 24, 2017.
- ↑ Ramisetti, Kirthana (July 8, 2015). "Ariana Grande apologizes for 'I hate America' comments in video: 'I am EXTREMELY proud to be an American'". New York Daily News. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ March 19, 2019. สืบค้นเมื่อ July 8, 2015.
- ↑ Strecker, Erin (July 9, 2015). "Ariana Grande Shares Apology Video: 'I'm Going to Learn From My Mistakes'". Billboard. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ April 30, 2020. สืบค้นเมื่อ April 20, 2020.
- ↑ Gomez, Patrick (October 11, 2015). "The Muppets' Swedish Chef Licks Doughnuts à la Ariana Grande". People. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ March 19, 2024. สืบค้นเมื่อ March 19, 2024.
- ↑ อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ
<ref>ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อSavage - ↑ "Ariana Grande Sings About Wanting an Adult Scandal in 'SNL' Monologue". Billboard. March 13, 2016. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ August 19, 2020. สืบค้นเมื่อ April 20, 2020.
- ↑ Ahlgrim, Callie (February 9, 2019). "Ariana Grande says being called a diva forced her to 'quiet down a little bit' and stop doing interviews". Insider Inc. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ May 25, 2024. สืบค้นเมื่อ July 6, 2020.
- ↑ "A Snow White Christmas « The Pasadena Playhouse". Pasadenaplayhouse.org. 2012-12-30. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2016-12-27. สืบค้นเมื่อ 2013-05-11.
- ↑ Lipshutz, Jason (July 1, 2014). "Jessie J, Ariana Grande, Nicki Minaj Combine For 'Bang Bang' Single". Billboard. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ June 17, 2018. สืบค้นเมื่อ August 20, 2014.
- ↑ Crow, Jones (April 28, 2015). "Five Hits, One Album: The Strategy Behind Ariana Grande's Singles From 'My Everything'". Billboard. สืบค้นเมื่อ September 6, 2024.
- ↑ Trust, Gary (22 January 2024). "Ariana Grande's 'Yes, And?' Debuts at No. 1 on Billboard Hot 100". Billboard. สืบค้นเมื่อ 21 July 2025.
แหล่งข้อมูลอื่น
[แก้]- เว็บไซต์ทางการ
- อารีอานา กรานเด ที่อินเทอร์เน็ตมูวีเดตาเบส
- อารีอานา กรานเด ที่เฟซบุ๊ก
- อารีอานา กรานเด ที่อินสตาแกรม
- อารีอานา กรานเด ที่ติ๊กต๊อก
- ผลงานเพลงของอารีอานา กรานเดที่มิวสิกเบรนซ์
- อารีอานา กรานเด ที่ออลมิวสิก
- อารีอานา กรานเด ผลงานเพลงที่ดิสคอกส์
- อารีอานา กรานเด ที่อินเทอร์เน็ตบรอดเวย์ดาตาเบส
- อารีอานา กรานเด
- เพลงที่ประพันธ์คำร้องโดยอารีอานา กรานเด
- อัลบั้มเพลงของอารีอานา กรานเด
- บุคคลที่เกิดในปี พ.ศ. 2536
- บุคคลที่ยังมีชีวิตอยู่
- ชาวอเมริกันเชื้อสายอิตาลี
- นักร้องเด็กชาวอเมริกัน
- นักแสดงอเมริกัน
- บุคคลจากรัฐฟลอริดา
- บุคคลที่เคยนับถือศาสนาคริสต์
- นักร้องป็อปหญิงชาวอเมริกัน
- นักดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ชาวอเมริกัน
- นักแสดงเด็กหญิงชาวอเมริกัน
- นักแสดงหญิงชาวอเมริกันในศตวรรษที่ 21
- นักแสดงละครโทรทัศน์หญิงชาวอเมริกัน
- ศิลปินสังกัดยูนิเวอร์ซัลมิวสิกกรุป
- นักดนตรีป็อปเด็ก
- ผู้ที่ได้รับรางวัลแกรมมี