หม่อมหลวงรุจิรา อิศรางกูร
หม่อมหลวงรุจิรา อิศรางกูร | |
|---|---|
| เกิด | 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2456 กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย |
| เสียชีวิต | 17 มิถุนายน พ.ศ. 2527 (70 ปี) |
| คู่สมรส | มารศรี อิศรางกูร ณ อยุธยา |
| บุตร | อรสา อิศรางกูร ณ อยุธยา จิรศักดิ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา จิระวดี อิศรางกูร ณ อยุธยา |
| อาชีพ |
|
| ปีที่แสดง | พ.ศ. 2476–2523 |
หม่อมหลวงรุจิรา อิศรางกูร (15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2456 – 17 มิถุนายน พ.ศ. 2527) เป็นนักแสดงและนักพากย์ชาวไทย เจ้าของฉายา “มนุษย์ 6 เสียง“ มีผลงานการพากย์เสียงทั้งในประเทศไทย ประเทศญี่ปุ่น และประเทศสหรัฐอเมริกา นักแสดงมากความสามารถนับแต่ปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เริ่มจากเล่นโขน - ละครหลวง นักแสดงเดี่ยว ตลกหน้าม่าน นักแสดงละครวิทยุ นักพากย์หนัง นักแสดงละครเวที จนถึงดาราหนัง ดาราละครทั้งจอเงินและจอแก้ว ได้รับยกย่องเชิดชูเกียรติเป็นบูรพศิลปิน สาขาศิลปะการแสดง ประจำปี พ.ศ. 2559
ประวัติ
[แก้]ภูมิหลัง
[แก้]หม่อมหลวงรุจิรา อิศรางกูร เกิดเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ.2456 เป็นบุตรคนสุดท้องในบรรดาพี่น้อง 3 คน ของหม่อมราชวงศ์สุดใจ อิศรางกูร ณ อยุธยา กับนางสะอาด อิศรางกูร ณ อยุธยา[1] เป็นนัดดาในหม่อมเจ้าน้อย อิศรางกูร และเป็นพระปนัดดาในสมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมขุนอิศรานุรักษ์ โดยคุณพ่อและพี่ ๆ ล้วนแต่เป็นศิลปินกันทั้งหมด
โขน - นักข่าว
[แก้]ขณะหม่อมหลวงรุจิรามีอายุได้ 10 ปี ในช่วงปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เริ่มหัดโขนเป็นครั้งแรกตามแบบอย่างพี่ ๆ ต่อมาพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตั้งกรมมหรสพขึ้น หม่อมหลวงรุจิราจึงได้หัดเรียนโขนอีกครั้ง โดยฝึกอยู่ประมาณ 8 ปี จึงได้ออกแสดงตามงานต่าง ๆ และต่อมาก็มีโอกาสแสดงหน้าพระที่นั่ง ณ สวนมิสกวัน นับร้อยครั้ง และยังรับจ้างเล่นโขนตามงานวัดและหัวเมืองแถวกรุงเทพมหานคร บ้างครั้งก็ไปเป็นผู้สื่อขาวให้กับหนังสือพิมพ์ดาวนคร
นักแสดง
[แก้]วันหนึ่งหม่อมหลวงรุจิรามีโอกาสไปชมการแสดงละครร้องของคณะ แม่เลื่อน (เลื่อน ไวนุนานิน) คณะละครชื่อดังในสมัยนั้น ที่เวิ้งนาครเขษม[2] เขาได้เข้าไปแนะนำตัว แม่เลื่อนได้ให้เขามาเต้นอท็แสลับฉากละคร หม่อมหลวงรุจิราได้ปฏิเสธการเต้นแท็ปแต่ขอแสดงโชว์คนเดียวที่สามรถสวมบทบาทตัวละครได้ถึง 6 ตัว แสดงเป็นเดี่ยวหน้าม่านสลับฉากประมาณ 20 นาที โดยใช้เพียงแก้วใบเดียวกับกล้องยานัตถุ์สำหรับเคาะแทนระฆังเริ่มแสดงบทรัก โศก ตลก ด้วยเสียงต่าง ๆ ไม่ซ้ำกันเป็น พระเอก นางเอก พ่อ แม่ ยาย และ เด็ก การแสดงนี้เองทำให้เขาเป็นที่รู้จักได้ฉายา “มนุษย์ 6 เสียง“
ต่อมาได้มีโอกาสรู้จักกับสนิท เกษธนัง นักแสดงชื่อดัง สนิทชวนเขาให้เข้าร่วมแสดงละครเวทีที่ศาลาเฉลิมกรุง โดยผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้กับหม่อมหลวงรุจิรามากที่สุด คือ บท “ร้อยตรีประจักษ์“ พระเอกละครเวทีเรื่อง วนิดาที่ ที่ศาลาเฉลิมนคร จนได้พบรักกับ มารศรี อิศรางกูร ณ อยุธยา ซี่งเป็นนักแสดงละครเวทีเช่นกัน มีบุตร-ธิดา 3 คน ซึ่งอยู่ในวงการบันเทิง ได้แก่
นักพากย์
[แก้]ต่อมา มร.เค แอลลี ผู้จัดการโรงหนังศาลาเฉลิมนคร (โรงหนังวังเจ้าปรีดา ใกล้กองปราบสามยอด) เชิญเป็นนักพากย์หนังฝรั่ง เมื่ออายุได้ราว 19-20 ปี เริ่มด้วยหนังรายได้สูงสุดของฮอลลีวูด ศพอาบยา ทางโรงขึ้นป้ายรองจากชื่อเรื่องว่า "พากย์โดย มนุษย์ 6 เสียง" ผลปรากฏว่า โปรแกรมยืนโรงยาวนานมากเพราะคนดูมืดฟ้ามัวดินแน่นทุกรอบทุกวัน[3] (เข้าใจว่าจะเป็นภาพยนตร์สยองขวัญของยูนิเวอร์แซล “The Mummy“ ค.ศ. 1932 / พ.ศ. 2475 ที่กำลังโด่งดังมากในขณะนั้น) ต่อมาโรงหนังที่จังหวัดปราจีนบุรี เชิญหม่อมหลวงรุจิราไปพากย์ภาพยนตร์เรื่อง สวรรค์ในอก นรกในใจ รอบพิเศษโดยยินดีออกค่าใช้จ่ายและค่าเดินทางให้ทั้งหมด ในวันฉายมีคนดูรวมทั้งจากจังหวัดใกล้เคียงมารอหน้าโรงนับเป็นชั่วโมง
หลังจากแต่งงาน หม่อมหลวงรุจิราและมารศรี ได้ตั้งทีมพากย์เป็นขิงตัวเองในนาม “ รุจิรา - มารศรี “ ผลงานเด่น ๆ เช่น หนังญี่ปุ่น ไอ้โจรนกกระจอก ที่โรงหนังโอเดียน เรียกเสียงฮาตั้งแต่ตราบริษัทนำไตเติ้ล และหนังอินเดีย ธรณีกรรแสง ฉายนานถึงสองเดือนเศษ ที่โรงหนังศาลาเฉลิมกรุง ทำรายได้ถล่มถลายราว 4 ล้านบาท (ตั๋วราคา 5 - 12 บาท) ทางโรงมอบแหวนเพชรให้หนึ่งวงเป็นรางวัลพิเศษนอกจากค่าพากย์รายสัปดาห์ ส่วนหนังฝรั่งก็ยังพากย์นับแต่หนังฮอลลีวู้ดกลับมาฉายในเมืองไทยอีกครั้ง ซึ่งมีผู้นิยมไม่แพ้หนังเสียงในฟิล์มต้นฉบับ ทั้งคู่เป็นนักพากย์ชั้นแนวชั้นแนวหน้าของเมืองไทยมาโดยตลอดจนถึงยุคทองของภาพยนตร์ ช่วงทศวรรษ 2500 - 2510
ผลงาน
[แก้]ผลงานภาพยนตร์
[แก้]- เงิน เงิน เงิน (2508)
- สอยดาว สาวเดือน (2512)
- เกาะสวาท หาดสวรรค์ (2512)
- ละครเร่ (2512)
- สายใจ (2512)
- เด็กวัด (2512)
- เรารักกันไม่ได้ (2513)
- รักเธอเสมอ (2513)
- ม้ามืด (2513)
- ปี่แก้วนางหงษ์ (2513)
- แม่นาคพระนคร (2513)
- น้องนางบ้านนา (2514)
- รักข้ามขอบฟ้า (2514)
- ดวงใจสวรรค์ (2514)
- ลูกสาวกำนัน (2514)
- สองฝั่งโขง (2514)
- จอมเจ้าชู้ (2514)
- ในสวนรัก (2514)
- ยั่วรัก (2514)
- มดตะนอย (2514)
- วิวาห์พาฝัน (2514)
- มันมากับความมืด (2514)
- ทุ่งเศรษฐี (2514)
- กว่าจะรักกันได้ (2514)
- เทพบุตรจอมโกง (2514)
- ขวัญใจลูกทุ่ง (2515)
- มนต์รักดอกคำใต้ (2515)
- กระท่อมปรีดา (2515)
- วิวาห์ลูกทุ่ง (2515)
- หยาดฝน (2515)
- ระเริงชล (2515)
- กลิ่นร่ำ (2515)
- แสนทนง (2515)
- ไอ้บ้านนอก (2515)
- เหลือแต่รัก (2516)
- เด่นดวงเดือน (2516)
- เจ้าปลิวสิงห์สุพรรณ (2516)
- สักขีแม่ปิง (2516)
- สายชล (2516)
- ดอนโขมด (2516)
- บุษบาขายรัก (2517)
- ขัง 8 (2517)
- นี่หรือผู้หญิง (2517)
- เศรษฐีรัก (2518)
- ใจรัก (2518)
- เผ็ด (2518)
- ดับสุริยา (2519)
- 17 ทหารกล้า (2519)
- แม่ม่ายใจถึง (2519)
- บ้องไฟ (2519)
- เงินคือพระเจ้า (2520)
- พ่อนกฮูก (2520)
- อย่านึกว่าหมู (2520)
- แหย่หนวดเสือ (2520)
- มนต์รักนักรบ (2520)
- ข้าวก้นบาตร (2520)
- สิงห์รถบรรทุก (2520)
- สิงห์เดนตาย (2520)
- พ่อครัวหัวป่าก์ (2521)
- มือปืนนักบุญ (2521)
- ลูกโดด (2521)
- ดวงเศรษฐี (2521)
- เพชรมหากาฬ (2521)
- มนต์รักแผ่นดินทอง (2521)
- มือปืนเลือดเดือด (2521)
- วัยแตกเปลี่ยว (2521)
- ผู้แทนมาแล้ว (2521)
- บุษบาก๋ากั่น (2521)
- ไอ้ขุนทอง (2521)
- เอ็ม.16 (2521)
- เสียสาว (2521)
- ยิ้มสวัสดี (2521)
- อะไรกันวะ (2521)
- เพียงคำเดียว (2522)
- ตะเคียนคะนอง (2522)
- นายอำเภอปฏิวัติ (2522)
- สู้อย่างสิงห์ (2523)
- ภูตพิศวาส (2523)
- เครือฟ้า (2523)
- ผัวนอกคอก (2523)
- สิงห์แม่น้ำแคว (2523)
- จากครูด้วยดวงใจ (2523)
- กามนิต วาสิฏฐี (2524)
- ปีศาจเมียน้อย (2524)
- รักโอ้รัก (2524)
- วัยสะรุ่น (2525)
- มนต์รักลูกทุ่ง (2525)
- พันท้ายนรสิงห์ (2525)
ผลงานละครโทรทัศน์
[แก้]อ้างอิง
[แก้]- ↑ ธนาทิพ ฉัตรภูมิ ,ตำนานโรงหนัง ,เวลาดี 2547 ISBN 974-9659-11-2 หน้า 148-149
- ↑ ธนาทิพ ฉัตรภูมิ ,หน้า 53
- ↑ ธนาทิพ ฉัตรภูมิ, หน้า 53