สาธารณรัฐเตอร์เกสถานตะวันออกที่ 2

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สาธารณรัฐเตอร์เกสถานตะวันออก
شەرقىي تۈركىستان جۇمھۇرىيىتى
東突厥斯坦共和國
รัฐบริวาร ของ สหภาพโซเวียต[1][2][3][4]

พ.ศ. 2487–พ.ศ. 2492


ธงชาติ

Located in three contiguous prefectures in Xinjiang, or Northwest China. Contiguous, but with three Chinese enclaves.
อิลี ตาร์บากาไต และอัลไต (สีแดง) ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของสาธารณรัฐเตอร์เกสถานตะวันออกก่อนจะแผ่ขยายไปทั่วซินเจียง
เมืองหลวง คุลยา[5]
ภาษา ภาษาอุยกูร์
ภาษาคาซัค
ภาษารัสเซีย
ศาสนา ศาสนาอิสลาม
รัฐบาล สาธารณรัฐสังคมนิยมนิยมลัทธิมาร์ก-เลนิน ระบบพรรคเดียว[2][6]
President อาลิ ข่าน ตือเร (พ.ศ. 2487 - 2489)
เอห์เมตยาน กาสิมี (พ.ศ. 2489 - 2492)
ประวัติศาสตร์
 -  สถาปนา 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2487
 -  สิ้นสุด 20 ธันวาคม พ.ศ. 2492

สาธารณรัฐเตอร์เกสถานตะวันออกที่ 2 (The Second East Turkestan Republic หรือ East Turkestan Republic; ETR) เป็นรัฐคอมมิวนิสต์อายุสั้นของชาวเติร์กที่สหภาพโซเวียต ให้การสนับสนุน ระหว่าง 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2487 ถึง 20 ตุลาคม พ.ศ. 2492 ตั้งอยู่ในดินแดนที่ปัจจุบันคือซินเจียง เริ่มต้นด้วยการปฏิวัตในสามตำบลทางตอนเหนือ (อิลี ตาร์บาฆาไต อัลไต) ในจังหวัดซินเจียงของสาธารณรัฐจีน สิ่งที่ตามมาคือกบฏอิลี ดินแดนที่เหลือของซินเจียงอยู่ภายใต้การควบคุมของก๊กมินตั๋ง ในปัจจุบัน บริเวณนี้คือเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ของสาธารณรัฐประชาชนจีน

ภูมิหลัง[แก้]

ระหว่าง พ.ศ. 2477 – 2484 ซินเจียงตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของสหภาพโซเวียต ขุนศึกในท้องถิ่น เชิ่ง ชีไข่ ขึ้นกับสหภาพโซเวียต โดยได้รับความช่วยเหลือทางทหารและการค้า ทหารโซเวียตเข้าสู่ซินเจียง 2 ครั้ง ใน พ.ศ. 2477 และ พ.ศ. 2480 ในระยะเวลาที่จำกัด เพื่อสนับสนุนการปกครองของเชิ่ง ชีไข่ หลังจากกดดันกองพลที่ 36 ของนายพลหม่า จ้งยิน ใน พ.ศ. 2477 และการถอนตัวของทหารโซเวียตใน พ.ศ. 2478 โซเวียตส่งคณะกรรมการไปซินเจียงเพื่อวางแผนในการฟื้นฟูจังหวัดนำโดยพี่เขยของสตาลิน รองประธานธนาคารแห่งรัฐโซเวียต อเล็กซานเดอร์ สวานิดซ์ ทำให้โซเวียตให้เงินยืมระยะยาว 5 ปี เป็นเงิน 5 ล้านรูเบิลทองแก่ เชิ่ง ชีไข่ เชิ่งได้ลงนามในสัญญานี้เมื่อ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2478 โดยไม่ได้ปรึกษาตัวแทนรัฐบาลจีน เมื่อโซเวียตเข้ามาปราบกบฏตันกันและกบฏอุยกูร์ทางใต้ของซินเจียงใน พ.ศ. 2480 รัฐบาลโซเวียตไม่ได้ถอนทหารออกไปทั้งหมด การปกครองแบบเผด็จการทหารในกูมุลเริ่มต้นเมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2480 เพื่อป้องกันการรุกรานของญี่ปุ่นเข้าสู่ซินเจียงผ่านทางมองโกเลียใน ใน พ.ศ. 2479 หลังจากเชิ่งเนรเทศชาวคาซัก 20,000 คนจากซินเจียงไปยังชิงไห่ ชาวหุยนำโดยนายพลหม่า ปูฟัง ได้สังหารคนเหล่านั้นจนเหลือเพียง135 คน[7][8]

ในวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2483 เชิ่ง ชีไข่ได้ทำข้อตกลงกับโซเวียตโดยเพิ่มสัมปทานในจังหวัดซินเจียงเป็นเวลาห้าสิบปีรวมทั้งบริเวณที่ติดกับแนวชายแดนอินเดียและทิเบต ทำให้ซินเจียงถูกควบคุมทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจจากโซเวียต กลายเป็นส่วนหนึ่งของจีนแต่เพียงในนาม เชิ่ง ชีไข่ได้กล่าวไว้หนังสือเรื่อง Red failure in Sinkiang (ความล้มเหลวของคอมมิวนิสต์ในซินเจียง) ที่ตีพิมพ์โดยมหาวิทยาลัยมิชิแกนเมื่อ พ.ศ. 2501 ว่า โจเซฟ สตาลินกดดันเขาให้ลงนามในข้อตกลงนี้ ทำให้ซินเจียงอยู่ในสถานะเช่นเดียวกับโปแลนด์ มีตัวแทนของโซเวียตอยู่ที่อูรุมชี

มาตราแรกของข้อตกลงนั้น อนุญาตให้โซเวียตเข้ามาพัฒนาเหมืองแร่ในซินเจียงได้[9] ทำให้หลังจากการลงนาม มีการสำรวจทางภูมิศาสตร์ในซินเจียงโดยโซเวียตเป็นจำนวนมากระหว่าง พ.ศ. 2483 – 2484 และพบแร่จำนวนมาก เช่น ยูเรเนียม เบริลเลียม ในภูเขาใกล้กัชการ์ และในบริเวณอัลไต แร่ธาตุจากเหมืองทั้งสองถูกขนส่งจากซินเจียงไปยังโซเวียตจนสิ้นปี พ.ศ. 2492 นักภูมิศาสตร์จากโซเวียตทำงานในซินเจียงจนถึง พ.ศ. 2498 เมื่อนีกีตา ครุชชอฟปฏิเสธความต้องการของเหมา เจ๋อตุงในการเข้าครอบครองเทคโนโลยีการผลิตอาวุธนิวเคลียร์ โครงการอะตอมของจีนเริ่มต้นโดยใช้โครงสร้างที่สร้างโดยโซเวียตในชูกูชักและอัลไตทางภาคเหนือของซินเจียง โครงสร้างเหล่านี้ โซเวียตใช้ในการออกแบบอาวุธนิวเคลียร์และสร้างระเบิดนิวเคลียร์ลูกแรกของสหภาพโซเวียต ที่ทดลองในสหภาพโซเวียตเมื่อ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2492

หลังจากการทัพบาร์บารอสซา การรุกรานโซเวียตของเยอรมันในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2484 และการเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 2 ของสหรัฐในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2484 สหภาพโซเวียตมีความดึงดูดใจต่อเชิ่ง ชีไข่น้อยกว่าก๊กมินตั๋ง ใน พ.ศ. 2486 เชิ่งได้เปลี่ยนไปเป็นพันธมิตรกับก๊กมินตั๋ง หลังจากสหภาพโซเวียตพ่ายแพ้เยอรมันในสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพแดงของโซเวียตและอาวุธถูกขับออกไป[10] กองทัพปฏิวัติแห่งชาติสาธารณรัฐจีนนำโดยหม่า ปูฟัง เคลื่อนย้ายเข้ามาควบคุมซินเจียง ปูฟังช่วยก๊กมินตั๋งสร้างถนนเชื่อมต่อชิงไห่กับซินเจียง ทำให้ก๊กมินตั๋งควบคุมซินเจียงได้ง่ายขึ้น[11] ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2485 เชิ่งพบกับเดกาโนซอฟ อดีตทูตโซเวียตในนาซีเยอรมันและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหภาพโซเวียตที่อูรุมชีและแจ้งว่าต้องการให้สหภาพโซเวียตถอนทหารและเจ้าหน้าที่ทั้งหมดออกไปจากซินเจียงภายใน 3 เดือน เคลื่อนย้ายอุปกรณ์ออกไปจากพื้นที่สัมปทาน รวมทั้งปิดแหล่งขุดเจาะน้ำมันที่ตูซังเซและโรงงานผลิตเครื่องบินของโซเวียตที่อูรุมชี ในวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2485 ซึ่งเป็นวันถัดมา เชิ่งเข้าพบกับมาดามเจียงไคเช็ก และได้รับหนังสือขอบคุณจากเจียงไคเช็ก เชิ่งเป็นหัวหน้าก๊กมินตั๋งสาขาซินเจียงใน พ.ศ. 2486 เชิ่งจับกุมสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์จีนในวันที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2485 คนเหล่านี้เป็นคนที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนส่งมาตั้งแต่ พ.ศ. 2481 เชิ่งสั่งประหารชีวิตคนกลุ่มนี้ใน พ.ศ. 2486 กลุ่มคนที่ถูกประหารนี้มีเหมาเจ๋อมิน พี่ชายของเหมาเจ๋อตุงรวมอยู่ด้วย ในฤดูร้อนของ พ.ศ. 2487 เยอรมันพ่ายแพ้ในแนวรบด้านตะวันออก เชิ่งพยายามหันไปรับการสนับสนุนจากสหภาพโซเวียตอีก เขาจับกุมสมาชิกพรรคก๊กมินตั๋งในซินเจียงและส่งไปให้สตาลิน สตาลินปฏิเสธการร่วมมือกับเชิ่งและส่งต่อจดหมายของเชิ่งไปให้เจียงไคเช็ก ทำให้ก๊กมินตั๋งย้ายเขาออกจากซินเจียงใน พ.ศ. 2487 ในปีเดียวกันนี้ สหภาพโซเวียตเข้ามาสนับสนุนกลุ่มกบฏชาวเตอร์กิกในบริเวณอิลีทางเหนือของซินเจียงต่อต้านก๊กมินตั๋ง เพิ่อฟื้นฟูอิทธิพลของโซเวียตในบริเวณนี้

กบฏ[แก้]

ชาวเตอร์กิกจำนวนมากในอิลีของซินเจียงมีวัฒนธรรม การเมือง และเศรษฐกิจใกล้เคียงกับรัสเซีย พวกเขาส่วนใหญ่ได้รับการศึกษาจากสหภาพโซเวียตและมีชุมชนชาวรัสเซียในบริเวณนั้น กบฏชาวเตอร์กิกส่วนใหญ่เข้าสู่สหภาพโซเวียตและได้รับความช่วยเหลือจากสหภาพโซเวียตในการจัดตั้งคณะกรรมการปลดปล่อยประชาชนเตอร์กิกซินเจียง ใน พ.ศ. 2486 เพื่อต่อต้านการปกครองของก๊กมินตั๋ง ในเหตุการณ์กบฏอิลี[12] ชาวอุยกูร์ที่นิยมโซเวียตกลายเป็นผู้นำการปฏิวัติและสาธารณรัฐเตอร์เกสถานตะวันออกที่ 2 เอห์เมตยัน กวาซิมซึ่งได้รับการศึกษาจากสหภาพโซเวียต จัดเป็นเด็กของสตาลินและคอมมิวนิสต์หัวรุนแรง[13] กวาซิมเปลี่ยนนามสกุลของตนให้เป็นรัสเซียขึ้นว่ากาซิมอฟ และเข้าเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งสหภาพโซเวียต

หลิวปินไตเป็นเจ้าหน้าที่ก๊กมินตั๋งชาวหุยมุสลิม และถูกส่งเข้าไปในอูรุมชีเพื่อประสานกับชาวเติร์กมุสลิมที่เตรียมล้มล้างการปกครองของชาวจีน การทำงานของเขาล้มเหลวเพราะไปถึงช้าเกินไป[14] ชาวเตอร์กิกโจมตีกองทัพของเขา หลิวถูกฆ่าในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2487 และเป็นจุดเริ่มต้นของกบฏอิลี

หลังจากเชิ่งออกไปจากซินเจียง การบริหารแบบใหม่จากก๊กมินตั๋งได้เพิ่มปัญหาในการใช้กฎหมาย ในวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2487 ทหารที่ถูกส่งเข้าไปในคงคา ซึ่งมีชาวคาซักเป็นส่วนใหญ่ ไม่สามารถควบคุมผู้ก่อเหตุรุนแรงได้

ในวันที่ 8 ตุลาคม ผู้ก่อการได้เข้ายึดนิลกา ในช่วงเดือนตุลาคม เกิดกบฏสามตำบลที่ทางใต้ของคุลชาในอิลี อัลไต และตาร์บากาไตยในซินเจียงเหนือ ด้วยความช่วยเหลือจากสหภาพโซเวียตและการสนับสนุนโดยพันธมิตรซินเจียงที่ฝึกอบรมในโซเวียต กลุ่มกบฏเข้าควบคุมพื้นที่ทั้งสามได้อย่างรวดเร็ว และยึดคุลชาได้ในเดือนพฤศจิกายน ชนกลุ่มน้อยชาวจีนในบริเวณนั้นถูกสังหารและถูกผลักดันให้ออกไป ตามข้อมูลจากสหรัฐอเมริกา นักวิชาการอิสลาม เอลิฮัน โทเร ประกาศจัดตั้งรัฐบาลอิสลามเตอร์เกสถาน

กลุ่มกบฏยึดครองคุลชาเมื่อ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2487 และเข้ายึดครองพื้นที่ต่างๆในเมืองอย่างรวดเร็ว ต่อสู้กับกองทัพก๊กมินตั๋งโดยกองทัพก๊กมินตั๋งได้ต่อต้านการยึดครองสถานีตำรวจกลางเมืองไว้ได้จนถึงวันที่ 13 พฤศจิกายน การจัดตั้งสาธารณรัฐเตอร์เกสถานตะวันออกเกิดขึ้นในวันที่ 15 พฤศจิกายน[15] กองทัพสหภาพโซเวียตเข้าช่วยกองทัพอิลีอุยกูร์เข้ายึดหลายเมืองทางอากาศ รัสเซียที่ไม่ใช่คอมมิวนิสต์เช่น รัสเซียขาว และชาวรัสเซียที่อาศัยในซินเจียงตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 24 ช่วยเหลือกองทัพแดงของโซเวียตและกองทัพกบฏอิลีด้วย พวกเขาสูญเสียมาก ผู้นำสาธารณรัฐเตอร์เกสถานตะวันออกหลายคนเป็นตัวแทนของสหภาพโซเวียตหรือทำงานร่วมกับสหภาพโซเวียต เช่น อับดุลการิม อับบาส อิสซัก เบก ไซฟุดดิน อาซีซี และรัสเซียขาว ได้แก่ เอฟ เลสกิน เอ โปลินอฟ และกลิมคิน เมื่อกลุ่มกบฏมีปัญหาในการยึดสนามบินไอรามเบกจากจีน กองทัพสหภาพโซเวียตได้เข้าช่วยโดยตรง

กลุ่มกบฏได้สังหารหมู่พลเรือนชาวจีนฮั่นโดยเฉพาะประชาชนที่เกี่ยวข้องกับกองทัพก๊กมินตั๋งและเชิ่ง ชีไข่[16] ในประกาศคุลชาเมื่อ 5 มกราคม พ.ศ. 2488 ได้ประกาศว่าสาธารณรัฐเตอร์เกสถานตะวันออกได้ตั้งขึ้นเพื่อเป็นพันธมิตรที่แนบแน่นกับสหภาพโซเวียต[17] ต่อต้านจีนฮั่น การสังหารหมู่ชาวจีนฮั่นส่วนใหญ่เกิดขึ้นระหว่าง พ.ศ. 2487 – 2488[18] ฝ่ายก๊กมินตั๋งตอบโต้โดยสังหารนักโทษที่เกี่ยวข้องกับสาธารณรัฐเตอร์เกสถานตะวันออก ในพื้นที่ที่ควบคุมโดยสาธารณรัฐเตอร์เกสถานตะวันออก เช่น คุลชา มีความตึงเครียดหลายอย่างเกิดขึ้น เช่น ห้ามชาวจีนฮั่นครอบครองอาวุธ มีตำรวจลับแบบสหภาพโซเวียต กำหนดให้ใช้ภาษารัสเซียและภาษาเติร์กเป็นภาษาราชการ แต่ห้ามใช้ภาษาจีน[19] ชาวตังกูสิตที่ไม่ใช่มุสลิมมีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือฝ่ายกบฏโดยสนับสนุนผลผลิตทางการเกษตร ชาวมุสลิมตันกันหรือหุยในอิลีไม่มีความสำคัญ โดยช่วยเหลือฝ่ายกบฏเล็กน้อยหรือไม่ช่วยเหลือเลย

ความต้องการของกลุ่มกบฏได้แก่ ยุติการปกครองของจีน สร้างความเสมอภาคในทุกเชื้อชาติ ยอมรับการใช้ภาษาแม่ เป็นมิตรกับสหภาพโซเวียต และต่อต้านการอพยพชาวจีนเข้ามาในซินเจียง กลุ่มกบฏได้จัดตั้งกองทัพแห่งชาติอิลี และต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นกองทัพแห่งชาติเตอร์เกสถานตะวันออก ประกอบด้วยทหารที่เป็นชาวอุยกูร์ คาซัก และรัสเซียขาว และกลุ่มของชนเผ่าในคาซักไกรที่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของออสมาน บาตูร์ ชาวคาซักได้แพร่ขยายขึ้นไปทางเหนือ ในขณะที่กองทัพแห่งชาติแพร่ขยายลงมาทางใต้ ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2488 กองทัพก๊กมินตั๋งและกองทัพแห่งชาติอิลียึดครองตำแหน่งคนละด้านของแม่น้ำมานาซีใกล้อูรุมชี ในเวลานั้น สาธารณรัฐเตอร์เกสถานตะวันออกยึดครองซุงกาเรียและคาชการ์ตา ในขณะที่กองทัพก๊กมินตั๋งยึดครองบริเวณอูรุมชีหรือตีฮูวา

กองทัพแห่งชาติอิลีซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อ 8 เมษายน พ.ศ. 2488 ในฐานะกองทัพของสาธารณรัฐเตอร์เกสถานตะวันออก นำโดยชาวคีร์กิซ อิซฮัก เบก และชาวรัสเซียขาว โปลินอฟและเลสกิ้น ทั้งสามคนนิยมโซเวียตและเคยทำงานกับกองทัพสหภาพโซเวียตมาก่อน[20] โซเวียตสนับสนุนเครื่องแบบ และช่วยเหลือกองทัพแห่งชาติสู้รบกับทหารจีน [21]เครื่องแบบและธงของทัพแห่งชาติมีคำว่า สาธารณรัฐเตอร์เกสถานตะวันออก (Vostochnaya Turkestanskaya Respublika; VTR) เขียนด้วยอักษรซีริลลิก สหภาพโซเวียตได้ช่วยเหลือกบฏในอุยกูร์มาตั้งแต่ส่งคลื่นวิทยุออกอากาศในอุยกูร์จากทัชเคนท์มายังซินเจียงตั้งแต่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2470 ซึ่งแสดงข้อเท็จจริงว่าสหภาพโซเวียตได้อบรมและส่งอาวุธแก่กองทัพเตอร์เกสถานตะวันออกต่อต้านจีน[22][23] นอกจากสหภาพโซเวียตและกองทัพแห่งชาติจะร่วมมือกันต่อต้านกองทัพจีนแล้ว ยังรุกคืบไปถึงอุรุมชี แต่กองทัพจีนต้านทานไว้ได้ โดยนำทหารจีนมุสลิมไปต่อสู้กับกบฏเติร์กมุสลิม ทหารจีนมุสลิมนับพันคน นำโดยนายพลหม่า ปู้ฟังและหลานของเขา นายพลหม่า เชิงเซียง เคลื่อนย้ายจากชิงไห่เข้าสู่ซินเจียงเพื่อต่อสู้กับกองทัพโซเวียตและชาวอุยกูร์ อาวุธและอุปกรณ์ของกองทัพอิลีมาจากสหภาพโซเวียต กบฏอิลีได้ผลักดันกองทัพจีนออกจากที่ราบ และไปถึงกัชการ์ กักลิก และยาร์คัน อย่างไรก็ตาม ชาวอุยกูร์ในโอเอซิสไม่สนับสนุนกบฏที่มีโซเวียตหนุนหลัง ทำให้กองทัพจีนขับกลุ่มกบฏออกไปได้ กลุ่มกบฏนี้ทำลายผลผลิตทางการเกษตรของชาวทาจิกและชาวคาซัก และต่อต้านชาวทาจิกและชาวคาซักในจีนอย่างรุนแรง[24][25]

ชาวจีนมุสลิม หม่า คลิก เจ้าที่ดินในชิงไห่ และหม่าปู้ฟังถูกส่งเข้าสู่อุรุมชีพร้อมด้วยชาวจีนมุสลิมโดยก๊กมินตั๋งใน พ.ศ. 2488 เพื่อต่อสู้กับกบฏอิลี [26][27][28][29] ในปีเดียวกัน ชาวตันกันหรือหุยจากชิงไห่ถูกส่งไปซินเจียง การรวมกำลังกันทำให้ได้ทหารชาวหุยและจีนฮั่น 100,000 คนภายใต้การควบคุมของก๊กมินตั๋ง[30][31][32][33][34] ได้มีการลงนามในสนธิสัญญาสงบศึกใน พ.ศ. 2489 โดยสาธารณรัฐเตอร์เกสถานตะวันออกที่ 2 อยู่ภายใต้การควบคุมของอิลี และจีนควบคุมส่วนที่เหลือของซินเจียง รวมทั้งอุรุมชี

อ้างอิง[แก้]

  1. David D. Wang. Under the Soviet Shadow: The Yining Incident; Ethnic Conflicts and International Rivalry in Xinjiang, 1944–1949. pg. 406
  2. 2.0 2.1 http://www.oxuscom.com/sovinxj.htm
  3. David Wang. The Xinjiang question of the 1940s: the story behind the Sino-Soviet treaty of August 1945
  4. Into Tibet: Thomas Laird. The CIA's First Atomic Spy and His Secret Expedition to Lhasa pg. 25
  5. แม่แบบ:Harvp
  6. แม่แบบ:Harvp
  7. American Academy of Political and Social Science (1951). The Annals of the American Academy of Political and Social Science, Volume 277. American Academy of Political and Social Science. p. 152. สืบค้นเมื่อ 2010-06-28. 
  8. American Academy of Political and Social Science (1951). Annals of the American Academy of Political and Social Science, Volumes 276-278. American Academy of Political and Social Science. p. 152. สืบค้นเมื่อ 2010-06-28. 
  9. Agreement of Concessions, Article 7.
  10. Lin 2007, p. 130. Archived September 23, 2010, at the Wayback Machine.
  11. Lin 2002.
  12. แม่แบบ:Harvp
  13. แม่แบบ:Harvp
  14. Institute of Muslim Minority Affairs 1982, p. 299.
  15. แม่แบบ:Harvp
  16. แม่แบบ:Harvp
  17. แม่แบบ:Harvp
  18. แม่แบบ:Harvp
  19. แม่แบบ:Harvp
  20. แม่แบบ:Harvp
  21. แม่แบบ:Harvp
  22. แม่แบบ:Harvp
  23. Potter 1945, "Red Troops Reported Aiding Sinkiang Rebels Fight China" p. 2
  24. Shipton, Eric (1997). The Six Mountain-travel Books. The Mountaineers Books. p. 488. ISBN 978-0-89886-539-4. 
  25. แม่แบบ:Harvp
  26. Preston & Partridge & Best 2000, p. 63[1] [2][3]
  27. Jarman 2001, p. 217.[4]
  28. Preston & Partridge & Best 2003, p. 25
  29. [5]
  30. แม่แบบ:Harvp
  31. 1949, "The Sydney Morning Herald " p. 4
  32. Wang 1999, p. 373.
  33. Ammentorp 2000–2009, "Generals from China Ma Chengxiang"
  34. Brown & Pickowicz 2007, p. 191.