สวามีปราภูปาทะ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
เอ.ซี.บัคธิเวดานธะ สวามี พระบุพาดะ
Srila Prabhupada.jpg
เกิด 1 กันยายน ค.ศ. 1896
โกลกาตา, บริติชราช
ถึงแก่กรรม 14 พฤศจิกายน ค.ศ. 1977
วรินดาวัน, ประเทศอินเดีย
สัญชาติ อินเดีย-เบงกอล
ชื่ออื่น อภยะ จรณะ เท
อาชีพ นักบวช,เภสัชกร
เป็นที่รู้จักจาก ผู้ก่อตั้ง สมาคมนานาชาติคริชณะเพื่อจิตสำนึก (ฮะเร คริชณะ)
คู่สมรส ราธารานี เดวี
บุตร 1 คน
บิดามารดา ชรีมัน โกร มหัน เท
ชรีมาตรี ราชนี เท

อภยะ จรณารวินทะ บัคธิเวดานธะ สวามี พระบุพาดะ(เบงกาลี:অভয চরণারবিন্দ ভক্তিবেদান্ত স্বামীপ্রভুপাদ, สันสกฤต:अभय चरणारविन्द भक्तिवेदान्त स्वामी प्रभुपादः,อภย จรณาวินท บัคธิเวดานทะ สวะมิ พระบุพาดะ) ( 1 กันยายน ค.ศ. 1896 - 14 พฤศจิกายน ค.ศ. 1977) เป็นผู้ก่อตั้ง สมาคมนานาชาติเพื่อคริชณะจิตสำนึก (ฮะเร คริชณะ)หรือ ISKCON และนำวัฒนธรรมทางจิตวิญญาณของชาวอินเดียเผยแพร่ไปในวัฒนธรรมตะวันตกและก่อตั้งสมาคม ISKCON ขึ้นที่ นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา โดยก่อนหน้านี้ ท่านได้จบการศึกษามาจาก วิทยาลัยสก๊อตครูสต์ และได้แต่งงานกับเด็กหญิงคนหนึ่งและเปิดร้านขายยาเล็กๆ แต่ในปี ค.ศ. 1959 ท่านได้สละชีวิตทางโลกและบวชเป็นนักบวชในลัทธิ ไวษณพนิกาย และออกเผยแพร่คำสอนของ พระคริชณะ และคัมภีร์ภควัทคีตา โดยได้เดินทางไปที่ นิวยอร์ก และเผยแพร่คำสอนและก่อตั้ง สมาคมนานาชาติคริชณะเพื่อจิตสำนึก ขึ้น ท่านได้เริ่มต้นวัฒนธรรมศาสนาผ่านทางวัยรุ่นชาวตะวันตกนับพันในยุคนั้น แม้มีกลุ่มต่อต้านท่าน แต่ท่านก็ยังได้รับการต้อนรับอย่างดีเมื่อมาที่สหรัฐอเมริกา


ท่านเป็นผู้นำที่มีความสามารถในการเผยแพร่ มีผู้นับถือและเป็นศิษย์มากมายทั้งในอเมริกา,ยุโรป,อินเดีย และที่อื่นๆ หลังจากการมรณภาพของท่าน ISKCON ได้เติบโตและเป็นที่ยอมรับในอินเดียและทั่วโลกจนปัจจุบัน

ประวัติ[แก้]

ช่วงแรกของชีวิต[แก้]

พระกรุณาธิคุณเจ้า เอ.ซี.บัคธิเวดันธะ สวามิ พระบุพาดะ หรือ อภยะ จรณะ เกิดในวันที่ 1 กันยายน ค.ศ. 1896 ที่ โกลกาตา, บริติชราช หลังจากวันงานเทศกาลจันมาสทมิ และถือกำเนิดในวันงาน นันทศวะ หรือ งานฉลองแด่วาสุเดว พระบิดาของพระคริชณะ โดยได้เกิดที่หมู่บ้าน โทรีกุนเก ชานเมืองตอนใต้ของโกลกาตา เป็นบุตรของ ชรีมัน โกร มหัน เท และ ชรีมะธี ราชนี เท ซึ่งนับถือพระวิชณุ โดยตามประเพณีของชาวอินเดีย แม่ของท่านได้กลับมาคลอดท่านที่บ้านของแม่ท่าน และเมื่อคลอดเสร็จ ก็ได้พาท่านกลับมาที่บ้านหลังที่พ่อกับแม่ของท่านอยู่

ท่านได้รับการศึกษาจาก วิทยาลัยสก๊อตครูสต์ เพื่อนำทางไปสู่ยุโรป วิทยาลัยแห่งนี้มีชื่อเสียงในหมู่ชาวเบงกอล และผู้นับถือพระวิชณุหลายครอบครัวได้ส่งบุตรหลานเข้ามาเรียนที่นี้ อาจารย์ในวิทยาลัยส่วนใหญ่เป็นชาวยุโรปและมีศีลธรรม และทำให้ศิษย์ที่นี้มีการศึกษา วิทยาลัยแห่งนี้ตั้งไม่ไกลจากท่านของท่าน ระหว่างที่เรียนที่นี้ อภยะเป็นสมาชิกที่ดีของชมรมอังกฤษในกลุ่มชมรมภาษาสันสกฤต และชี้ให้เห็นว่าการศึกษาของที่นี้ส่งผลถึงอนาคตของท่าน ท่านจบที่นี้เมื่อปี ค.ศ. 1920 โดยจบเอกภาษาอังกฤษ,ปรัชญาและเศรษฐศาสตร์ อย่างไรก็ตาม ท่านได้ปฏิเสธประกาศนียบัตรเพื่อเข้าร่วมต่อสู้การประกาศเอกราชกับคานธี ท่านปฏิเสธที่จะยอมรับประกาศนียบัตรเพื่อเป็นการประท้วงชาวอังกฤษ นอกจากนี้ ท่านยังสวมผ้าฝ้ายพื้นเมืองตามอย่างคานธี เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมพื้นบ้านของอินเดีย และ การประท้วงชาวอังกฤษ

เมื่ออายุได้ 22 ปี ท่านได้แต่งงานกับ ราดารานี เดวี อายุ 11 ปี และเมื่อเธอมีอายุ 14 ปี ก็ได้กำเนิดบุตรชายคนแรกขึ้น

การเข้าร่วมทางศาสนา[แก้]

อภยะได้พบกับ พระอาจารย์ชรีละ บัคธิสิดดานธะ สะระวะที โกสวามี ในปี ค.ศ. 1920 โดยท่าน ชรีละ บัคธิสิดดานธะ สะระวะที โกสวามีขอให้อภยะเผยแพร่คำสอนขององค์เชธันญะ มหาพระบุเป็นภาษาอังกฤษ,หลังจากนั้น ปีค.ศ. 1932 อภยะได้เข้าอุปามบทเป็นศิษย์ของท่านบัคธิสิดดานธะ อย่างเป็นทางการ และในปี ค.ศ. 1944 ท่านได้เริ่มทำหนังสือ Back to Godhead หรือ กลับคืนสู่พระเจ้า เป็นภาษาอังกฤษ ด้วยตัวคนเดียว ท่านเป็นทั้งบรรณาธิการ พิมพ์ต้นฉบับ พิสูจน์อักษร และแจกจ่ายแต่ละฉบับด้วยตัวท่านเอง การเขียนครั้งแรก ท่านได้เขียนว่า

นับตั้งแต่การสังเกตสถานการณ์จากปี 1936 จนถึงตอนนี้ ข้าพเจ้าได้แต่เพียงคาดเดาว่า ข้าพเจ้าจะทำงานนี้ได้ยาก และคงไม่มีวิธีการใดหรือความสามารถใด แต่คงไม่มีสิ่งใดที่ทำให้ข้าพเจ้าหมดกำลังใจไปได้ และข้าพเจ้าจะทำงานนี้ด้วยความกล้าหาญที่มี
 
— เอ.ซี.บัคธิเวดันธะ สวามิ, นิตยสาร Back to Godhead (เล่มที่ 1,หน้า 1-4,1944)

ในปี 1947 สมาคมเกาติยะ ไวษณพ ยอมรับท่าน และให้ฉายานามว่า "บัคธิเวดันธะ" หมายถึง "ผู้จงรักภักดีต่อพระเจ้าเป็นที่สุดของพระเวท" (บัคธิ หมายถึง "ความจงรักภักดี" ส่วน เวดานธะ หมายถึง "ที่สุดของพระเวท" ) และนามต่อท้ายว่า "พระบุพาดะ" หมายถึง "ผู้อาศัยในพระบาทดอกบัวของพระเจ้า" พระบุ หมายถึง "พระเจ้า" พาดะ หมายถึง "อาศัยอยู่")และได้เป็นคำเรียกขานท่านในเวลาต่อมา ว่า ชรีละ พระบุพาดะ ตั้งแต่ปี 1950 ท่านได้พำนักอยู่ที่วัดชรี-ชรี ราดา ดาโมดระ ในเมืองวรินดาวัน และเริ่มต้นแปลคัมภีร์ ภควัทคีตาในขณะนั้น วัดชรี-ชรี ราดา ดาโมดระรวบรวมคัมภีร์ไว้มากที่สุดในอินเดียตอนนั้น เขียนโดย 6 โกสวามี แห่ง วรินดาวะนะ และสาวก มีมากกว่า 2 พันฉบับที่แยกจากกัน มีอายุประมาณ 300-400 ปี พระอาจารย์ของท่านสนับสนุนและบอกเสมอว่า "ถ้าเธอเคยได้รับเงิน,จงพิมพ์หนังสือเสีย" ซึ่งหมายถึง การนำเสนองานวรรณกรรมพระเวทแบบไวษณพนิกาย

การสละทางโลก[แก้]

เกาติยะ มาฐา เป็นสถานที่ท่านสวามีได้พำนัก ณ ที่แห่งนี้,ท่านได้ศึกษาและเขียนในห้องสมุดของสถานที่นี้ โดยท่านได้ปรับปรุงแก้ไขหนังสือ เกาติยะ ปาตรีกา และสถานที่แห่งนี้ ท่านได้บริจาครูปเคารพของศรีเชธันญะที่ยืนอยู่ด้านหลังของรูปเคารพพระคริชณะและราดาราณีระหว่างที่ท่านเยือนสถานที่แห่งนี้ในเดือนกันยายน ปี 1959 ท่านได้เข้าประตูอาศรม ด้วยชุดสีขาว ซึ่งยังอยู่ในฐานะ อภยะ พระบุ แต่เมื่อท่านออกมาแล้ว ท่านได้ห่มเป็นผ้าเหลือง และท่านได้เป็นสวามีโดยสมบูรณ์ ซึ่งท่านได้สละชีวิตทางโลกแล้ว ที่มธุรา ท่านได้สาบานเป็นสันยาสีต่อหน้า บัคธิ ประจนานะ เคชะวา โกสวามี ผู้เป็นสันยาสีอาวุโส หลังจากนั้น ท่านได้ตีพิมพ์หน้าสือสามเล่มแรก และเจ็ดบทของคัมภีร์ภควัทคีตา โดยทำสามเล่ม เล่มละสี่ร้อยหน้า กับความเห็นที่ละเอียด การแนะนำ ในช่วงแรกจะเป็นชีวประวัติของเชธันญะ มหาพระบุ จากนั้น ท่านได้ออกจากประเทศอินเดียด้วยตั๋วฟรีและขึ้นเรือขนสินค้าที่ชื่อว่า ชลาดูตา โดยมีจุดมุ่งหมายและความหวังของพระอาจารย์ของท่านเพื่อเผยแพร่คำสอนของเชธันญะ มหาพระบุ โดยที่ตัวของท่านนั้นมีเพียงกระเป๋าเดินทาง,ร่ม,และธัญพืชแห้ง เงินประมาณ 80 รูปี และกล่องหนังสืออีกหลายกล่อง

การเผยแพร่ในตะวันตก[แก้]

เรือของท่านสวามีได้เดินทางถึงสหรัฐอเมริกาเมื่อปี ค.ศ. 1965 การเดินทางของท่านไม่ได้มีการสนับสนุนจากองค์กรทางศาสนาใดๆ ไม่ได้ถูกนัดพบโดยกลุ่มสาวกผู้ภักดี ในขณะที่ท่านเดินทางใกล้ถึงปลายทางบนเรือขนสินค้าชลาดูตา ความยิ่งใหญ่ของงานที่ท่านได้ทำได้ถูกวางบนตัวท่านแล้ว วันที่ 13 กันยายน ท่านได้บันทึกไว้ว่า "วันนี้ข้าพเจ้าได้เปิดเผยความคิดของข้าพเจ้าต่อเพื่อนของข้าพเจ้า,ท่านคริชณะ" ในโอกาสที่ท่านอยู่กับคนอื่นๆ ท่านได้สวดมนต์ภาวนาต่อพระคริชณะอยู่เนื่องๆ การทดสอบนี้ เหล่านักวิชาการเกี่ยวกับเรื่องนี้ถือว่าเป็น "การบันทึกเรื่องใกล้ชิดในการเตรียมอธิษฐานสำหรับสิ่งที่อยู่เบื้องหน้า" และ "วิธีที่ท่านสวามีทำความเข้าใจกับตัวท่านและภารกิจของท่าน"

ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าทำไมท่านถึงนำข้าพเจ้ามาที่นี้ ตอนนี้ท่านได้ทำสิ่งที่ท่านชอบเหมือนข้าพเจ้า แต่เราคิดว่าเรามีเรื่องน่าคิด ณ ที่นี้ ก่อนอื่นว่าทำไมเราถึงมาอยู่ที่น่ากลัวแห่งนี้? เราจะทำอย่างไรให้รู้ถึงคำสั่งสอนของคริชณะจิตสำนึกนี้? ข้าพเจ้ารู้สึกโชคร้าย ไม่มีเงื่อนไขและค่อนข้างจะแย่มาก เพราะฉะนั้นเราจึงขอพรจากท่านให้โน้มน้าวพวกเขา เพราะข้าพเจ้าไม่สามารถทำแบบนั้นได้ด้วยตนเอง

โดยการเดินทางไปอเมริกา ท่านได้พยายามตอบสนองความต้องการของครูของท่าน ความเป็นไปได้มีเพียงความสง่างามของพระคริบณะเท่านั้น ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1966 คณะนักบวชนิกายไวษณพ ได้เดินทางไปแถบตะวันตก นำโดยตัวของท่านสวามี "ผู้นำทางจิตวิญญาณ" และก่อตั้ง "สมาคมนานาชาติเพื่อคริชณะจิตสำนึก" ที่ นิวยอร์ก ท่านสวามีใช้เวลาส่วนใหญ่ในทศวรรษที่ผ่านมาในการก่อร่างสร้างตัวของสมาคมฯ ตั้งแต่การได้เป็นผู้นำของท่าน บุคลิกภาพและการจัดการของท่านมีความรับผิดชอบมากของการเจริญเติบโตของสมาคมฯ และการเข้าถึงภารกิจของท่าน มีผู้รนแนะนำให้ท่านใช้ชื่อว่า "พระเจ้าเพื่อจิตสำนึก" แต่ท่านสวามีบ่างเบี่ยง โดยให้เหตุผลว่า คริชณะคือรูปแบบและแนวคิดโดยรวมของพระเจ้า

หลังจากที่กลุ่มสาวกและตัวท่านได้ก่อตั้งสมาคม ISKCON แล้ว ท่านได้เดินทางไปก่อตั้งอีกที่ที่ ซานฟรานซิสโก ในปี ค.ศ. 1967 และได้จาริกบุญทั่วอเมริกาโดยการร้องรำสวดมนต์ในท้องถนน,การแจกหนังสือ,และการเทศนาของท่าน

อ้างอิง[แก้]

Iskcon Thailand