สมิงมะราหู

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
สมิง

มะราหู
သမိန်မရူး
เกิดป. คริสต์ทศวรรษ 1350
เมาะตะมะ?, อาณาจักรเมาะตะมะ
เสียชีวิต5 มกราคม ค.ศ. 1384
วันอังคาร ขึ้น 13 ค่ำ เดือน Tabodwe 745 ME
พะโค อาณาจักรหงสาวดี
รับใช้กองทัพอาณาจักรหงสาวดี
ประจำการป. ค.ศ. 1372–1384
ชั้นยศแม่ทัพ
การยุทธ์ยุทธการที่สิเรียม (ป. ค.ศ. 1372)
ยุทธการที่ดาโกน (ค.ศ. 1383)
คู่สมรสตะละแม่ศรี (ป. ค.ศ. 1372–1384)

สมิงมะราหู (พม่า: သမိန်မရူး, เสียงอ่านภาษาพม่า: [θəmèiɴ məɹú] หรือ [θəmèiɴ məjú]; ถึงแก่กรรม 5 มกราคม 1384) นายพลแห่งกองทัพอาณาจักรหงสาวดี และเป็นผู้อ้างสิทธิในราชบัลลังก์หงสาวดี เขาเป็นบุตรชายของ ไชยสุระ ขุนนางผู้ใหญ่ในราชสำนัก สมิงมะราหูก้าวเข้าสู่สังคมชั้นสูงในราชสำนักหงสาวดีด้วยการอภิเษกกับตละแม่ศรี พระราชธิดาพระองค์ใหญ่ของพระยาอู่

เขาเป็นที่ปรึกษาที่สนิทของ พระมหาเทวี พระเชษฐภคินีร่วมพระมารดาเดียวกับพระยาอู่ ทำให้ถูกกลุ่มขุนนางในราชสำนักซึ่งอยู่ฝ่ายตรงข้าม กล่าวหาว่าเขาเป็นชู้กับพระมหาเทวีเพื่อลดอิทธิพลของพระนางและสนับสนุนให้ พระยาน้อย พระโอรสของพระยาอู่อีกพระองค์ก่อกบฎ ในเวลาต่อมาสมิงมะราหูถูกประหารชีวิตตามพระบัญชาของพระเจ้าราชาธิราช กษัตริย์องค์ที่ 9 เมื่อวันที่ 5 มกราคม ค.ศ. 1384 ภายหลังจากพ่ายแพ้ในสงคราม

ประวัติย่อ[แก้]

มะราหูไม่ได้เป็นกษัตริย์ แต่เป็นลูกชายของข้าราชสำนักชั้นสูงกับผู้บัญชาการทหาร[1] มะราหูกลายเป็นคนรวยในช่วงต้นคริสต์ทศวรรษ 1370 เมื่อเขาขอความช่วยเหลือจากเจ้าหญิงตะละแม่ศรี พระราชธิดาของพระยาอู่ (พระองค์เสด็จกลับจากเชียงใหม่หลังหย่ากับพญากือนาแห่งอาณาจักรล้านนา) กล่าวกันว่า เขาเสนอค่าสินสอดด้วยทอง 5 วิสส์ (viss; เท่ากับ 8.16 กิโลกรัม)[2] พระยาอู่ พระบิดาของตะละแม่ศรีมีความทรงจำที่ดีเกี่ยวกับพ่อของมะราหู ผู้เสียชีวิตในหน้าที่ ต่อมาจึงมีการจัดพิธีเสกสมรสที่หรูหราระหว่างมะราหูกับเจ้าหญิงเป็นเวลา 7 วัน[1]

แม้ว่าเขาไม่ได้เป็นทหาร มะราหูกลายเป็นผู้บัญชาการกองทัพ เขาเป็นรองผู้บัญชาการกองทัพที่ปราบกบฏของรัฐบาล Than-Byat แห่งสิเรียม[3] ปฏิบัติการครั้งมีเจ้าหญิงมหาเทวี พระเชษฐภคินีของกษัตริย์ เป็นผู้บงการ ในปีถัดมา เขากลายเป็นพันธมิตรที่มีอำนาจมากของเจ้าหญิง รายงานจากพงศาวดาร ยาซาดะริต อเยดอว์บอง สามปีหลังแต่งงานกับแม่ศรี เขามีส่วนเกี่ยวข้องกับเจ้าหญิง ซึ่งตอนนั้นอยู่ในช่วงพระชนมายุ 50 พรรษา[4][5] ไม่กี่ปีต่อมา เจ้าหญิงได้อำนาจมากขึ้น เพราะสภาพพระวรกายของพระอนุชาทรุดโทรม กุญแจสำคัญอยู่ในสภาพะโคนำโดยหัวหน้ารัฐมนตรี สมิงชีพราย ต่อต้านฝ่ายมหหาเทวี–มะราหู และพวกเขาพยายามทำลายอิทธิพลของมหาเทวีโดยการเผยแพร่เรื่องนี้[4] ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ฝ่ายมหาเทวี–มะราหูอยู่ในอำนาจอย่างหนักแน่นในช่วงต้นคริสต์ทศวรรษ 1380 ใน ค.ศ. 1382 พระองค์กลายเป็นผู้นำโดยพฤตินัย[6]

จุดจบของมะราหูเกิดในช่วงปลาย ค.ศ. 1383 ในเดือนตุลาคม มหาเทวี ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินถามมะราหูกับ Zeik-Byet ให้นำกองทัพพะโคไปกำจัดกองกบฏของเจ้าชายพระยาน้อยที่ดาโกน[7] อย่างไรก็ตาม สมิงชีพรายแอบสนับสนุนฝ่ายกบฏของพญาน้อย และให้ข่าวกรองที่ค่ายของพญาน้อย ในวันที่ 19 พฤศจิกายน ทหารกองหน้าของมะราหูถูกตีกลับไป[8][9] หลังพระยาอู่สวรรคตในวันที่ 2 มกราคม ค.ศ. 1384 มะราหูพยายามชุมนุมที่สภาเพื่อแต่งตั้งเขาเป็นกษัตริย์ เมื่อไม่มีใครสนับสนุน เขากับภรรยาจึงพยายามหลบหนี แต่ถูกจับได้ในวันที่ 5 มกราคม ค.ศ. 1384[note 1] พญาน้อย ผู้กลายเป็นกษัตริย์ในวันก่อน ทรงมีรับสั่งให้ประหารชีวิตมะราหูทันทีก่อนดำเนินพระราชพิธีราชาภิเษก[10] (ภรรยาของมะราหู ตะละแม่ศรี น่าจะหลบหนีไปได้ พงศาวดารไม่ได้บันทึกว่ากษัตริย์องค์ใหม่ ผู้จะใช้พระนาม ราชาธิราช มีรับสั่งประหารชีวิตหรือไม่)[10]

หมายเหตุ[แก้]

  1. พงศาวดาร ยาซาดะริต อเยดอว์บอง (Pan Hla 2005: 158) บันทึกว่า พิธีราชาภิเษกจัดขึ้นในวันอังคาร ขึ้น 1 ค่ำ เดือน Tabodwe 745 ME หนึ่งวันหลังสภาเลือกพญาน้อยเป็นกษัตริย์ แต่คำว่า ขึ้น 1 ค่ำ เป็นข้อผิดพลาดในการพิมพ์ จากพงศาวดารฉบับภาษาพม่า (Pan Hla 2005: 356, หมายเหตุ 1) บันทึกว่า พระเจ้าราชาธิราชทรงเป็นกษัตริย์ในวันจันทร์ ขึ้น 12 ค่ำ เดิอน 745 ME (วันจันทร์ที่ 4 มกราคม ค.ศ. 1384) นั่นหมายความว่า พิธีราชาภิเษกจัดขึ้นในวันอังคาร ขึ้น 13 ค่ำ เดือน Tabodwe 745 ME (5 มกราคม ค.ศ. 1384) และมะราหูเสียชีวิตในวันนั้น

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 Pan Hla 2005: 65
  2. Pan Hla 2005: 64
  3. Pan Hla 2005: 66
  4. 4.0 4.1 Pan Hla 2005: 67–68
  5. Fernquest Spring 2006: 5
  6. Pan Hla 2005: 81
  7. Pan Hla 2005: 129
  8. Pan Hla 2005: 154
  9. Fernquest Spring 2006: 6
  10. 10.0 10.1 Pan Hla 2005: 160

บรรณานุกรม[แก้]

  • Fernquest, Jon (Spring 2006). "Rajadhirat's Mask of Command: Military Leadership in Burma (c. 1348–1421)" (PDF). SBBR. 4 (1).
  • Pan Hla, Nai (1968). Razadarit Ayedawbon (ภาษาBurmese) (8th printing, 2005 ed.). Yangon: Armanthit Sarpay.CS1 maint: unrecognized language (link)