ข้ามไปเนื้อหา

มังรายกะยอฉะวาที่ 2 แห่งอังวะ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
มังรายกะยอฉะวา
မင်းရဲကျော်စွ
รัชทายาทพม่า
ครองราชย์29 ธันวาคม ค.ศ. 1593 – 18 ธันวาคม ค.ศ. 1599
ก่อนหน้ามังกะยอชวา
ต่อไปพระเจ้าอโนเพตลุน
อุปราชอังวะ
ครองราชย์5 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1587 – 29 ธันวาคม ค.ศ. 1593
ก่อนหน้ามินเลตยา (เจ้าเมือง)
ต่อไปพญายอทาและแล๊ตแหว่คยีเมี่ยนมู (เจ้าหน้าที่ปกครองร่วม)
อัครเสนาบดีพญายอทา
พระราชสมภพป. 16 พฤศจิกายน ค.ศ. 1567
วันอาทิตย์ ป. แรม 1 ค่ำ เดือนนะดอ 929 ME
พะโค (หงสาวดี) จักรวรรดิตองอู
สวรรคตปลายเดือนธันวาคม ค.ศ. 1599 (32 พรรษา)
เดือนปยาโต 961 ME
ตองอู
พระราชบิดาพระเจ้านันทบุเรง
พระราชมารดาหงสาวดีมิบะยา
ศาสนาพุทธเถรวาท

มังรายกะยอฉะวาที่ 2 แห่งอังวะ (พม่า: မင်းရဲကျော်စွာ, ออกเสียง: [mɪ́ɴjɛ́ tɕɔ̀zwà]; ป. 16 พฤศจิกายน ค.ศ. 1567 – ปลายธันวาคม ค.ศ. 1599) หรือ เมงเยจอสวา เป็นรัชทายาทพม่าระหว่าง ค.ศ. 1593 ถึง 1599 และดำรงตำแหน่งอุปราชอังวะระหว่าง ค.ศ. 1593 ถึง 1599 ในช่วง 6 ปีสุดท้ายแห่งพระชนม์ชีพพระองค์เป็นรัชทายาทของพระราชบิดา พระเจ้านันทบุเรง สุดท้ายในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1599 พระองค์ทรยศพระราชบิดาและแปรพักตร์ไปเข้ากับตองอู พระเจ้าเมงเยสีหตู เจ้าเมืองตองอู กับพระเจ้าเมงราชาคยี เจ้าเมืองยะไข่ ทรงให้สัญญาว่า ถ้าหากเมงเยจอสวามาเข้าด้วย ร่วมกันโค่นล้มพระเจ้านันทบุเรง จะตั้งพระองค์เป็นกษัตริย์องค์ถัดไป แต่ในที่สุดพระองค์ก็ถูกนะฉิ่นเหน่าง์ พระราชบุตรของเมงเยสีหตู ลอบวางยาพิษสังหารพระองค์ในอีกไม่กี่วันต่อมา

บรรพบุรุษ

[แก้]

เจ้าชายเสด็จพระราชสมภพจากมกุฎราชกุมารนันทบุเรงกับอัครมเหสีหงสาวดีมิบะยา ป. 16 พฤศจิกายน ค.ศ. 1567 ที่พะโค[note 1] พระองค์เป็นพระราชบุตรองค์ที่ 6 และพระราชโอรสองค์ที่สอง โดยมีพี่น้องรวม 6 พระองค์[1]

ต้นพระชนม์

[แก้]
จักรวรรดิตองอูใน ค.ศ. 1580 "รัฐต่าง ๆ จนถึงเวียดนามและกัมพูชาทางตะวันออก น่าจะได้ถวายส่วยแด่พระเจ้าบุเรงนอง"[2] พงศาวดารยังอ้างสิทธิ์ถึง Cachar และมณฑลยูนนานส่วนลึกกว่า และมองอาณาจักรโกฏเฏของซีลอนเป็นรัฐในอารักขา[3]

เจ้าชายเติบโตที่พะโคในรัชสมัยพระเจ้าบุเรงนอง พระอัยกาผู้สถาปนาจักรวรรดิที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้[4][5] หลังพระเจ้าบุเรงนองสวรรคตในวันที่ 10 ตุลาคม ค.ศ. 1581 พระเจ้านันทบุเรงขึ้นครองราชย์ต่อโดยไม่มีเหตุภัยใด มังรายกะยอฉะวากลายเป็นผู้อยู่ในลำดับการสืบราชสันตติวงศ์องค์ที่สอง เป็นรองเพียงมังกยอชวา พระเชษฐาผู้เป็นรัชทายาท[6]

อย่างไรก็ตาม วันเวลาของจักรวรรดิกำลังจะหมดลง กษัตริย์องค์ใหม่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากข้าราชบริพารฝ่ายหลักที่ปกครองอาณาจักรที่เคยมีอำนาจอธิปไตยเพียงไม่กี่ทศวรรษก่อนหน้านั้น เมื่อถึง ค.ศ. 1584 พระเจ้านันทบุเรงต้องเผชิญกับการกบฏอย่างรุนแรงในอังวะ (พม่าตอนบน) และสยาม กษัตริย์ทรงพึ่งพามังกยอชวาเพื่อรักษาจักรวรรดิให้คงอยู่ ส่วนมังรายกะยอฉะวาไม่ใช่ปัจจัยสำคัญ พระองค์มิได้เคยออกศึกสงครามเลยในช่วงแรก เช่น รัฐฉานของจีน (ค.ศ. 1582–83)[7] อังวะ (1584)[8] และสยาม (1584, 1586)[9] ต่างจากเจ้าชายอาวุโสองค์อื่น ๆ ในตอนนั้น

อุปราชอังวะ

[แก้]

ขึ้นครองราชย์

[แก้]

ภารกิจสำคัญครั้งแรกของเจ้าชายเกิดขึ้นในเดือนกันยายน/ตุลาคม ค.ศ. 1586[10] เจ้าเมืองมินเลตยาแห่งอังวะที่พระเจ้านันทบุเรงแต่งตั้งสองปีก่อน สิ้นพระชนม์ลง พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งพระราชโอรสองค์ที่สองในอัครมเหสีเป็นอุปราชอังวะพร้อมบรรดาศักดิ์มังรายกะยอฉะวา โดยมีผลในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ [ตามปฎิทินเก่า: 26 มกราคม] ค.ศ. 1587 (วันที่นักโหราศาสตร์ในราชสำนักถือว่าฤกษ์ดี)[11] เพื่อช่วยเจ้าชายวัยหนุ่มปกครองพม่าตอนบน พระเจ้านันทบุเรงทรงส่งแม่ทัพและขุนนางสิบกว่าคนไปช่วยราชการ นำโดยพญายอทา (เป็นอัครมหาเสนาบดี) และแล๊ตแหว่คยีเมี่ยนมู[note 2] (เป็นผู้บัญชาการกองทัพ)[12]

ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1587 มังรายกะยอฉะวาและคณะเดินทางเสด็จถึงอังวะ อุปราชองค์ใหม่มีภารกิจอันยากลำบากรออยู่เบื้องหน้า นั่นคือ สถาปนาอำนาจควบคุมผู้ปกครองรัฐบริวารที่แตกแยกทั่วทั้งภาคกลางและภาคเหนือของพม่า รัฐฉาน และมณีปุระให้เข้มงวดยิ่งขึ้น การแต่งตั้งอุปราชถือเป็นจุดสิ้นสุดในการทดลองของพระเจ้านันทบุเรง สองปีก่อน พระเจ้านันทบุเรงผู้ไม่ทรงต้องการผู้ปกครองรัฐบริวารที่เข้มแข็งอีกดังพระเจ้าตะโดเมงสอแห่งอังวะ อุปราชผู้ก่อกบฏ ทรงทดลองโดยแต่งตั้งมินเลตยาให้เป็นเจ้าเมืองที่ปกครองพระราชอาณาจักรทางตอนเหนือ[note 3] ข้อเสียของนโยบายนี้คือ แม้ว่าผู้ปกครองอย่างมินเลตยาจะเป็นพระราชโอรสในพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ กลับไม่มีอำนาจควบคุมผู้ปกครองรัฐบริวารของอังวะมากนัก ซึ่งเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าบุเรงนองอยู่หลายพระองค์ อาจด้วยเหตุนี้ ทำให้อังวะไม่สามารถส่งกำลังพลไปช่วยพะโคในการทำสงครามในสยามได้มากนัก[note 4]

ครองราชย์

[แก้]

วาระการดำรงตำแหน่งของมังรายกะยอฉะวาเต็มไปด้วยความวุ่นวายตั้งแต่เริ่มต้น ความล้มเหลวในสยามซ้ำแล้วซ้ำเล่ากำลังกัดกร่อนอำนาจของกษัตริย์สูงแห่งพะโคอย่างร้ายแรง ไม่มีผู้ปกครองประเทศราชแห่งใดประทับใจอุปราชวัย 19 พรรษาผู้นี้ ในเดือนกันยายน ค.ศ. 1587 หลังจากดำรงตำแหน่งเพียงเจ็ดเดือน รัฐฉานขนาดเล็กในอังวะก่อกบฏ รัฐบาลชุดใหม่ที่อังวะมิอาจจัดทัพหรือหายุทธศาสตร์ในการรับมือกับข้าศึกได้ ในที่สุด พระราชบิดาจำต้องส่งทหาร 4,000 นายจากพม่าตอนล่าง ซึ่งใช้เวลาในการปราบปรามกบฏเจ็ดเดือน[13]

อังวะสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ดีขึ้นในปีถัด ๆ มา ใน ค.ศ. 1590 มังรายกะยอฉะวาสามารถสนับสนุนกองทัพส่วนใหญ่ที่มีกำลังพล 10,000 นาย โดยจัดตั้งขึ้นเพื่อปราบปรามกบฏในรัฐฉานทางเหนือของเมืองโม่ก้อง แต่พระองค์ก็ยังไม่ได้เข้าร่วมการทัพ ตะโดธรรมราชา อุปราชแห่งแปรผู้เป็นพระอนุชา ได้ขึ้นเป็นผู้บัญชาการกองทัพ[14] (เจ้าชายนะฉิ่นเหน่าง์พระชนมายุ 12 พรรษา ก็ได้ขึ้นเป็น "ผู้บัญชาการ" กองทหารด้วย[14]) กองทัพได้ปราบปรามกบฏในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1591 แต่หลังถอนทัพออกไป ความไม่มั่นคงก็กลับมาอีกครั้ง กระนั้นในครั้งนี้ มังรายกะยอฉะวาจำต้องไปยังแนวหน้าด้วยตนเอง พระเจ้านันทบุเรงผู้กำลังทุ่มเทความพยายามทั้งหมดเพื่อปราบการรุกรานของสยามในชายฝั่งตะนาวศรีตอนใต้อย่างบ้าคลั่ง ทรงร้องขอพระองค์ให้ทำเช่นนั้นอย่างชัดเจน[15] ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1591 มังรายกะยอฉะวาจึงขึ้นสู่แนวหน้าเป็นครั้งแรก นำทัพด้วยกำลังพล 8,000 นาย ม้า 600 ตัว และช้าง 60 เชือก หลังการล้อมเมืองนานเจ็ดเดือน กองทัพก็บุกทะลวงและยึดเมืองได้ หัวหน้ากบฏแห่งโม่ก้องถูกจับและประหารชีวิต[16]

ความสำเร็จที่โม่ก้องได้รับเสียงชื่นชมจากพระมหากษัตริย์ นับเป็นจุดเด่นเพียงจุดเดียวสำหรับพระเจ้านันทบุเรง การรุกรานสยามทั้งสี่ครั้งไม่เพียงแต่จะล้มเหลวเท่านั้น แต่สยามยังทำการโต้กลับ คุกคามชายฝั่งตะนาวศรี ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1592 มังรายกะยอฉะวาเสด็จไปยังพะโค และได้รับของขวัญล้ำค่าจากพระราชบิดา[16] นี่น่าจะเป็นครั้งสุดท้ายที่พระองค์ได้พบกับมังกยอชวา พระเชษฐาที่กำลังวางแผนการรุกรานสยามร่วมกับพระราชบิดาอีกครั้ง บางทีอาจเป็นเพราะพม่าตอนบนยังคงไม่มั่นคง มังรายกะยอฉะวาจึงไม่ได้ส่งกำลังพลในการรุกรานครั้งนี้มากนัก[note 5]

ในไม่ช้า มังรายกะยอฉะวากลายเป็นตัวเต็งที่จะสืบทอดตำแหน่งต่อจากมังกยอชวาผู้สิ้นพระชนม์ในสยามเมื่อเดือนมกราคม ค.ศ. 1593[17] แต่พระเจ้านันทบุเรงทรงตกตะลึงและเสียพระทัยอย่างยิ่งกับการสิ้นพระชนม์ของพระราชโอรสองค์โต และทรงรอเกือบหนึ่งปีก่อนที่จะทรงแต่งตั้งพระราชโอรสองค์ที่สองเป็นรัชทายาทในวันที่ 29 ธันวาคม [ตามปฎิทินเก่า: 19 ธันวาคม] ค.ศ. 1593[18] พระองค์ไม่แต่งตั้งอุปราชหรือแม้แต่เจ้าเมืองที่อังวะ ด้วยความไม่ไว้วางพระทัยคู่แข่งที่มีศักยภาพในพม่าตอนบน พระองค์ทรงแต่งตั้งพญายอทาและแล๊ตแหว่คยีเมี่ยนมู เสนาบดีของผู้มังรายกะยอฉะวา เป็นผู้ปกครองร่วม โดยได้รับการสนับสนุนด้วยกองทัพที่มีกำลังพล 3,000 นาย[19]

รัชทายาท

[แก้]

ในเดือนมกราคม ค.ศ. 1594 มังรายกะยอฉะวาเสด็จกลับสู่พะโคที่อ่อนแอลงอย่างมาก ฐานทัพหลักในพม่าตอนล่างต้องแบกรับภาระหนักจากสงครามในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา และปัจจุบันประชากรลดลงอย่างมาก[20] ชายฉกรรจ์หลายคนหนีไปบวชเป็นพระ ไพร่พลตามสัญญา ผู้ติดตามส่วนตัว หรือผู้ลี้ภัยในอาณาจักรใกล้เคียงเพื่อหนีการเกณฑ์ทหาร กระนั้น มกุฎราชกุมารองค์ใหม่ก็ทรงเร่งระดมกำลังชายฉกรรจ์เพิ่มขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่มาจากพม่าตอนล่างเช่นกัน ทรงประทับตราชายฉกรรจ์เพื่อความสะดวกในการระบุตัวตน ประหารชีวิตผู้หลบหนีการเกณฑ์ทหาร และบังคับพระภิกษุจับสึกมาเป็นทหาร[21] ไม่นานเขาก็ปะทะกับตะโดธรรมราชาผู้ไม่เห็นด้วยกับกลยุทธ์ของพระองค์อย่างเปิดเผย พระเจ้านันทบุเรงถูกบังคับให้เข้าแทรกแซงการทะเลาะวิวาทระหว่างพี่น้องทั้งสอง โดยปล่อยตัวทหารเกณฑ์อย่างเป็นทางการและยึดทรัพย์สิน[22] แต่ความเสียหายเกิดขึ้นไปแล้ว การบีบบังคับกลับกลายเป็นการทำลายตนเอง เมื่อเกษตรกรหายไป ราคาข้าวในพม่าตอนล่างก็พุ่งสูงขึ้นจนถึงระดับที่ไม่เคยมีใครได้ยินมาก่อน[21]

สิ่งที่ตามมาคือการก่อกบฏต่อเนื่องทั่วจักรวรรดิในอีกสามปีต่อมา การล่มสลายครั้งใหญ่เริ่มต้นจากการกบฏที่ได้รับการสนับสนุนจากสยามในมอละมไยน์ (เมาะลำเลิง) ในเดือนตุลาคม/พฤศจิกายน ค.ศ. 1594[23] กองกำลังสยามที่นำโดยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชได้ดำเนินการปิดล้อมพะโคในเดือนธันวาคม ในเดือนเมษายน ค.ศ. 1595 เมืองแปรก่อกบฏตอนใกล้สิ้นสุดการปิดล้อม[22] ตามมาด้วยล้านช้าง ป. เดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1595[note 6] พม่าตอนบนและดินแดนทางตอนเหนืออื่น ๆ ได้รับเอกราชโดยพฤตินัย แน่นอนว่านับตั้งแต่มังรายกะยอฉะวาถูกเรียกตัวกลับพะโค หรืออาจจะก่อนหน้านั้น[note 7] ล้านช้างกลับคืนสู่อาณาจักรในช่วงสั้น ๆ ใน ค.ศ. 1596 ด้วยการสิ้นพระชนม์อย่างกะทันหันของพระหน่อแก้วกุมารผู้เป็นกบฏ[24] แต่ในเดือนเมษายน ค.ศ. 1597 ตองอูและล้านนาได้ก่อกบฏอย่างเปิดเผย[25] ดินแดนอื่น ๆ อย่างอังวะและล้านช้างไม่ได้ประกาศเอกราชโดยสมบูรณ์แต่ก็แยกตัวออกไปเช่นกัน[26][24]

พะโคไม่มีอำนาจที่จะทำอะไรทั้งสิ้น ในเวลานั้น พระเจ้านันทบุเรงและมังรายกะยอฉะวาเพิ่งยึดครองสองจังหวัด (พะโคและดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำอิรวดี) ของพม่าตอนล่างได้ ใน ค.ศ. 1598 รัฐกบฏตองอูและอาณาจักรยะไข่ทางชายฝั่งตะวันตกตกลงที่จะร่วมกันโจมตีพะโค กองทัพตองอูและยะไข่ได้ปิดล้อมพะโคในเดือนเมษายน ค.ศ. 1599 หลังปิดล้อมแปดเดือน เมืองพะโคประสบกับอดอยากและทหารส่วนใหญ่หนีทัพไปแล้ว[20] ต่อมา มังรายกะยอฉะวาได้รับข้อเสนอลับจากพระเจ้าเมงเยสีหตูที่ 2 แห่งตองอู ผู้สัญญาว่าจะยกพระราชธิดาให้หากพระองค์แปรพักตร์ มังรายกะยอฉะวายอมรับข้อเสนอและหลบหนีออกจากเมือง เมงเยสีหตูจึงส่งมังรายกะยอฉะวาไปยังตองอูพร้อมกับข้าราชบริพาร 30 คน[27]

การแปรพักตร์ของมังรายกะยอฉะวาสร้างความตกตะลึงแก่พระเจ้านันทบุเรงอย่างมาก กษัตริย์ตรัสว่าพระองค์ต่อสู้เพื่อพระราชโอรสเพียงผู้เดียว ผู้บัดนี้ทรยศต่อพระองค์ กษัตริย์ผู้สิ้นหวังจึงยอมจำนนในทันทีเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม [ตามปฎิทินเก่า: 9 ธันวาคม] ค.ศ. 1599[28]

สวรรคต

[แก้]

ขณะเดียวกันที่ตองอู นัดจินหน่อง รัชทายาทตองอู ทรงมิชอบพอพระทัยกับพระเจ้านันทบุเรงและมังรายกะยอฉะวาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว มิได้สนพระทัยคำสัตย์สัญญาของพระราชบิดาและสั่งให้ประหารชีวิตมังรายกะยอฉะวา[27][29] ขณะนั้นมังรายกะยอฉะวาทรงมีพระชนมายุเพียง 32 พรรษา

หมายเหตุ

[แก้]
  1. (Zata 1960: 47): พระองค์เสด็จพระราชสมภพในเดือน 9 (นะดอ) ปี 929 ME (1 ถึง 29 พฤศจิกายน ค.ศ. 1567); และเนื่องจากพระองค์เสด็จพระราชสมภพในวันอาทิตย์ วันพระราชสมภพจึงควรอยู่ในวันที่ 2, 9, 16 หรือ 23 พฤศจิกายน ค.ศ. 1567
  2. Let-Yway-Gyi Myin Hmu (လက်ရွေးကြီး မြင်းမှူး) เป็นยศทหาร "ผู้บัญชาการกองพลทหารม้าพิเศษ" พงศาวดารไม่ได้กล่าวถึงชื่อตัว
  3. (Maha Yazawin Vol. 2 2006: 82): มินเลตยาได้รับการแต่งตั้งเป็น wun (ဝန်) ไม่ใช่ min (မင်း)
  4. ดู (Maha Yazawin Vol. 3 2006: 84–86) สำหรับคำสั่งการรบใน ค.ศ. 1586 และการรุกรานสยาม 1586–87 ซึ่งไม่มีผู้บัญชาการประจำอังวะรวมอยู่ด้วย
  5. ดู (Maha Yazawin Vol. 3 2006: 93) สำหรับคำสั่งการรบในการรุกรานครั้งที่ 5
  6. (Simms & Simms 2001: 89–90) ระบุว่าพระหน่อแก้วกุมารก่อกบฏใน ค.ศ. 1593 แต่ (Fernquest 2005: 47) ระบุว่าหลักฐานแรกสุดเกี่ยวกับการกบฏล้านช้างต่อพระเจ้านันทบุเรงอยู่ในพงศาวดารล้านช้าง เชียงใหม่ อยุธยา และพม่าอยู่ในปี 957 ME (10 เมษายน ค.ศ. 1595 ถึง 8 เมษายน ค.ศ. 1596) พระหน่อแก้วกุมารก่อกบฏอยู่แล้วในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1595 ตามพงศาวดารน่าน (Ratchasomphan 1994: 67) กองทัพล้านช้างและน่านได้สู้รบกับกองทัพล้านนาในวันที่ 25 พฤศจิกายน ค.ศ. 1595 ตามแบบใหม่
  7. (Kyaw Win on Toungoo Administration in Yazawin Thit Vol. 2 2012: lxxx): จารึกราชวงศ์ ค.ศ. 1593 ยังคงอ้างสิทธิ์ดินแดนทางตอนเหนือทั้งหมด รวมถึงมณีปุระ กลุ่มรัฐฉานของจีน และเชียงตุงเป็นรัฐบริวาร แต่ในขณะนั้น อำนาจของพะโคเป็นเพียงในนามเท่านั้น ดังจะเห็นได้จากการล่มสลายของจักรวรรดิในเวลาหลังจากนั้นไม่นาน

อ้างอิง

[แก้]
  1. Maha Yazawin Vol. 3 2006: 103
  2. Harvey 1925: 151
  3. Maha Yazawin Vol. 3 2006: 75–77
  4. Lieberman 2003: 152
  5. Aung-Thwin and Aung-Thwin 2012: 134
  6. Maha Yazawin Vol. 3 2006: 77
  7. Maha Yazawin Vol. 3 2006: 78
  8. Maha Yazawin Vol. 3 2006: 80–81
  9. Maha Yazawin Vol. 3 2006: 82–84
  10. (Maha Yazawin Vol. 3 2006: 85): เดือนตะดี้นจุ 948 ME = 12 กันยายน ถึง 10 ตุลาคม ค.ศ. 1286
  11. (Maha Yazawin Vol. 3 2006: 86): ขึ้น 1 ค่ำ เดือนดะบ้อง 948 ME = 5 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1587
  12. Maha Yazawin Vol. 3 2006: 86
  13. Maha Yazawin Vol. 3 2006: 88
  14. 1 2 Maha Yazawin Vol. 3 2006: 90
  15. Maha Yazawin Vol. 3 2006: 91
  16. 1 2 Maha Yazawin Vol. 3 2006: 92
  17. Maha Yazawin Vol. 3 2006: 94
  18. (Maha Yazawin Vol. 3 2006: 95): วันพุธ ขึ้น 8 ค่ำ เดิอนปยาโต 955 ME = 29 ธันวาคม ค.ศ. 1593
  19. Maha Yazawin Vol. 3 2006: 95
  20. 1 2 Harvey 1925: 182
  21. 1 2 Lieberman 2003: 156
  22. 1 2 Maha Yazawin Vol. 3 2006: 95–96
  23. (Maha Yazawin Vol. 3 2006: 95): เดือนดะซองโม่น 956 ME = 13 ตุลาคม ถึง 11 พฤศจิกายน ค.ศ. 1594
  24. 1 2 Fernquest 2005: 56–57
  25. Maha Yazawin Vol. 3 2006: 97
  26. Than Tun Vol. 2 1985: 11
  27. 1 2 Maha Yazawin Vol. 3 2006: 99
  28. (Maha Yazawin Vol. 3 2006: 100): วันอาทิตย์ ขึ้น 4 ค่ำ เดือนปยาโต 961 ME = 19 ธันวาคม ค.ศ. 1599 ตามแบบใหม่
  29. Harvey 1925: 183

บรรณานุกรม

[แก้]
  • Aung-Thwin, Michael A.; Maitrii Aung-Thwin (2012). A History of Myanmar Since Ancient Times (illustrated ed.). Honolulu: University of Hawai'i Press. ISBN 978-1-86189-901-9.
  • Fernquest, Jon (Spring 2005). "The Flight of Lao War Captives from Burma back to Laos in 1596: A Comparison of Historical Sources" (PDF). SOAS Bulletin of Burma Research. 3 (1). ISSN 1479-8484. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 2022-01-18. สืบค้นเมื่อ 2015-08-01.
  • Harvey, G. E. (1925). History of Burma: From the Earliest Times to 10 March 1824. London: Frank Cass & Co. Ltd.
  • Kala, U (1724). มหาราชวงศ์ (ภาษาพม่า). Vol. 1–3 (2006, 4th printing ed.). Yangon: Ya-Pyei Publishing.
  • Lieberman, Victor B. (2003). Strange Parallels: Southeast Asia in Global Context, c. 800–1830, volume 1, Integration on the Mainland. Cambridge University Press. ISBN 978-0-521-80496-7.
  • Maha Sithu (2012) [1798]. Kyaw Win; Thein Hlaing (บ.ก.). มหาราชวงศ์ ฉบับใหม่ (ภาษาพม่า). Vol. 1–3 (2nd ed.). Yangon: Ya-Pyei Publishing.
  • Ratchasomphan (Sænluang.) (1994). David K. Wyatt (บ.ก.). The Nan Chronicle. SEAP Publications. ISBN 9780877277156.
  • Royal Historians of Burma (c. 1680). U Hla Tin (Hla Thamein) (บ.ก.). Zatadawbon Yazawin (1960 ed.). Historical Research Directorate of the Union of Burma.
  • Royal Historical Commission of Burma (1832). มหาราชวงศ์ ฉบับหอแก้ว (ภาษาพม่า). Vol. 1–3 (2003 ed.). Yangon: Ministry of Information, Myanmar.
  • Simms, Peter; Sanda Simms (2001). The Kingdoms of Laos: Six Hundred Years of History (illustrated ed.). Psychology Press. ISBN 9780700715312.
  • Stuart-Fox, Martin (2008). Historical Dictionary of Laos. Scarecrow Press. ISBN 9780810864115.
  • Than Tun (1985). The Royal Orders of Burma, A.D. 1598–1885. Vol. 2. Kyoto University. hdl:2433/173789.