ผักปลัง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ผักปลัง
Basella alba-2.JPG
การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์
อาณาจักร: Plantae
ไม่ถูกจัดอันดับ: Angiosperms
ไม่ถูกจัดอันดับ: Eudicots
ไม่ถูกจัดอันดับ: Core eudicots
อันดับ: Caryophyllales
วงศ์: Basellaceae
สกุล: Basella
สปีชีส์: B.  alba
ชื่อทวินาม
Basella alba
L.
ชื่อพ้อง[1]
  • Basella rubra L.
  • Basella oleracea Landw.
  • Basella lucida L.
  • Basella japonica Burm.f.
  • Basella cordifolia Lam.
  • Basella nigra Lour.
  • Basella crassifolia Salisb.
  • Basella volubilis Salisb.
  • Basella ramosa J.Jacq. ex Spreng.
  • Basella cananifolia Buch.-Ham. ex Wall.
  • Gandola nigra (Lour.) Raf.


ผักปลัง ฟรือ ผักปั๋ง ชื่อวิทยาศาสตร์: Basella alba วงศ์ Basellaceae ไม้เลื้อย ลำต้นอวบน้ำ เกลี้ยง กลม ลำต้นมีสีเขียว ใบเดี่ยว อวบน้ำ เป็นมันหนานุ่มมือ ฉีกขาดง่าย ขยี้จะเป็นเมือกเหนียว ขอบใบเรียบ ดอกช่อเชิงลด ออกตรงซอกใบ ดอกย่อยจำนวนมาก ขนาดเล็ก ไม่มีก้านชูดอก แต่ละดอกมี 5 กลีบ ดอกสีขาว มีริ้วประดับ ติดที่โคนของกลีบรวม กลีบรวมรูประฆัง โคนเชื่อมติดกันเป็นท่อ ปลายแยกเป็นห้าแฉกเล็กน้อย เกสรเพศผู้มีจำนวน 5 อัน ติดที่ฐานของกลีบดอก อับเรณูรูปกลม ติดก้านชูเกสรที่ด้านหลัง เกสรเพศเมีย 1 อัน กลม ยอดเกสรเพศเมียแยกเป็น 3 แฉก ผลสด กลมแป้น ฉ่ำน้ำ ผิวเรียบ ปลายผลมีร่องแบ่งเป็นลอน ไม่มีก้านผล ผลอ่อนสีเขียว ผลแก่สีม่วงอมดำ ภายในผลมีน้ำสีม่วงดำ เมล็ดเดียว

ใบผักปลังขาวในอินเดีย
ผักปลังแดงใน ฟิลิปปินส์

ผักปลังมี 2 ชนิดต่างกันตามสีของลำต้นและดอก ถ้าลำต้นเขียว ดอกขาวเรียกผักปลังขาว ถ้าลำต้นแดง ดอกแดงเรียกผักปลังแดง ทั้งสองชนิดรับประทานได้เช่นเดียวกัน ชาวมอญในไทยเรียกผักปลังทั้งสองชนิดรวมกันว่าผักปลังป่า ในขณะที่ภาษามอญเรียกผักปลังว่าฮะลอน

ชาวมอญนำมาทำแกงเลียง แกงส้ม ผัดน้ำมัน ลวกจิ้มน้ำพริก[2]ทางภาคเหนือนิยมนำไปทำแกงจิ้นส้มหรือแกงกับแหนม เพราะผักปลังมีเมือกจึงต้องรับประทานกับเครื่องปรุงรสเปรี้ยว[3] นอกจากนี้ ทางภาคเหนือและอีสานนำมาแกงกับถั่วเน่า ทำจอผักปลัง ดอกตูมใส่ในแกงส้ม ผัดกับแหนม แกงเลียง ในกรุงเทพฯ นิยมนำมาผัดไฟแดงหรือผัดน้ำมันหอย[4] ชาวไทยทางภาคเหนือและชาวไทลื้อนำยอดอ่อนมาแกง ชาวไทยภาคเหนือและชาวเมี่ยนต้มยอดอ่อนให้สตรีที่อยู่ไฟกินเป็นยาบำรุง ชาวม้งนำยอดอ่อน แกงหรือใส่ต้มไก่เป็นยาบำรุงเลือดลมสำหรับคนที่เลือดลมไม่ดี ชาวไทเมืองนำเถามัดเอวให้สตรีใกล้คลอดเชื่อว่าช่วยให้คลอดง่าย ผลสุก ใช้แต่งสีม่วงในขนม เช่น ขนมบัวลอย ซ่าหริ่ม[5]

ผลผักปลัง

ในตำรายาไทย ดอก ใช้ทาแก้กลากเกลื้อน แก้โรคเรื้อน ดับพิษฝีดาษ แก้เกลื้อน คั้นเอาน้ำทาแก้หัวนมแตกเจ็บ ต้น แก้อึดอัดแน่นท้อง ระบายท้อง แก้อักเสบบวม ต้มดื่มแก้ไส้ติ่งอักเสบ ราก แก้รังแค แก้โรคผิวหนัง แก้ท้องผูก แก้พรรดึก ขับปัสสาวะ ใช้ทาถูนวดให้ร้อน เป็นผักที่มีเมือกมาก กินแล้วช่วยระบาย[6]

ต้นผักปลังดิบ
คุณค่าทางโภชนาการต่อ 100 กรัม (3.5 ออนซ์)
พลังงาน 79 kJ (19 kcal)
3.4 g
0.3 g
1.8 g
วิตามิน
วิตามินเอ
(50%)
400 μg
ไทอามีน (บี1)
(4%)
0.05 mg
ไรโบเฟลวิน (บี2)
(13%)
0.155 mg
ไนอาซิน (บี3)
(3%)
0.5 mg
วิตามินบี6
(18%)
0.24 mg
โฟเลต (บี9)
(35%)
140 μg
วิตามินซี
(123%)
102 mg
แร่ธาตุ
แคลเซียม
(11%)
109 mg
เหล็ก
(9%)
1.2 mg
แมกนีเซียม
(18%)
65 mg
แมงกานีส
(35%)
0.735 mg
ฟอสฟอรัส
(7%)
52 mg
โพแทสเซียม
(11%)
510 mg
สังกะสี
(5%)
0.43 mg

ประมาณร้อยละคร่าว ๆ โดยใช้การแนะนำของสหรัฐอเมริกาสำหรับผู้ใหญ่
แหล่งที่มา: USDA Nutrient Database

อ้างอิง[แก้]

  1. Kew World Checklist of Selected Plant Families, Basella alba
  2. องค์ บรรจุน. ข้างสำรับมอญ. กรุงเทพฯ: มติชน. 2557. หน้า 40
  3. สิริรักษ์ บางสุด และ พลวัฒน์ อารมณ์. โอชะล้านนา. กทม. แสงแดด. 2558 หน้า 125
  4. 180 ตำรับผักพื้นบ้านอาหารไทย. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: แสงแดด. 2551
  5. http://eherb.hrdi.or.th/search_result_details.php?herbariumID=169&name=Malabar%20nightshade%2C%20Ceylon%20spinach
  6. http://www.phargarden.com/main.php?action=viewpage&pid=238