ปอแก้ว

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

ปอแก้ว
Kenaf
Hibiscus cannabinus0.jpg
การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์ edit
อาณาจักร: พืช
เคลด: พืชมีท่อลำเลียง
เคลด: พืชดอก
เคลด: พืชใบเลี้ยงคู่แท้
เคลด: โรสิด
อันดับ: ชบา
วงศ์: ชบา
สกุล: สกุลชบา
L.
สปีชีส์: Hibiscus cannabinus
ชื่อทวินาม
Hibiscus cannabinus
L.
ชื่อพ้อง[1]
  • Abelmoschus congener Walp.
  • Abelmoschus verrucosus Walp.
  • Furcaria cannabina Ulbr.
  • Furcaria cavanillesii Kostel.
  • Hibiscus malangensis Baker f.
  • Hibiscus vanderystii De Wild.
  • Hibiscus vitifolius Mill. no. illeg.

ปอแก้ว (ชื่อวิทยาศาสตร์: Hibiscus cannabinus; อังกฤษ: Kenaf[2] เป็นพืชในวงศ์ชบา (Malvaceae) มีชื่อสามัญภาษาอังกฤษอื่น ๆ เช่น Deccan hemp, Java jute เป็นต้น โดย H. cannabinus อยู่ในสกุล Hibiscus มีถิ่นกำเนิดในเอเชียใต้ แม้ว่าจะไม่ทราบที่มาที่แน่นอน คำว่า Kenaf ถูกใช้กับเส้นใยที่ได้จากพืชชนิดนี้ เป็นหนึ่งในเส้นใยที่ใช้ร่วมกับปอกระเจาซึ่งมีลักษณะที่คล้ายคลึงกัน

ชื่อสามัญ[แก้]

ปอแก้วมีชื่อสามัญในภาษาต่าง ๆ มากกว่า 129 ชื่อ[3] ตัวอย่างเช่น

ฝรั่งเศส: chanvre de Bombay, chanvre de roselle, jute de Java, jute de Siam; เยอรมัน: Javajute, Kenaf, Rosellahanf, Roselle, Siamjute; โปรตุเกส: cânhamo rosella, juta-de-java, juta-do-sião, quenafe; สเปน: cáñamo Rosella, pavona encendida, yute de Java, yute de Siam

มราฐี: अंबाडी, อักษรโรมัน: Ambaadi; เตลูกู: గోంగూర, อักษรโรมัน: Gongura;[4] เปอร์เซีย: کنف, อักษรโรมัน: Kanaf; จีน: 红麻; พินอิน: hóng má (เปลี่ยนอย่างเป็นทางการจาก 洋麻; yáng má ระหว่างการปฏิวัติวัฒนธรรม)

ลักษณะ[แก้]

ต้นปอแก้วที่ตากแห้งแล้ว

เป็นไม้ล้มลุกอายุปีเดียวหรือสองปี (ส่วนน้อยเป็นไม้ยืนต้นอายุสั้น) สูง 1.5–3.5 เมตร โคนต้นมีเนื้อไม้ ลำต้นมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 1–2 เซนติเมตร มักไม่แตกแขนง ใบมีความยาว 10–15 เซนติเมตร มีรูปร่างหลายแบบ โดยใบใกล้โคนก้านจะเว้าลึกเป็น 3–7 แฉก ส่วนใบใกล้ยอดลำต้นจะเป็นรูปใบหอกตื้นหรือไม่มีแฉก ดอกมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 8–15 เซนติเมตร สีขาว, สีเหลือง หรือสีม่วง โดยดอกที่มีสีขาวหรือสีเหลืองตรงกลางจะเป็นสีม่วงเข้ม ผลเป็นกระเปาะเส้นผ่านศูนย์กลาง 2 เซนติเมตร ภายในมีหลายเมล็ด

เส้นใย[แก้]

เส้นใยในปอแก้วพบในเปลือก (bast) และแก่น (เนื้อไม้) ส่วนเปลือกคิดเป็น 40% ของต้น "เส้นใยดิบ" ที่แยกจากเปลือกเป็นแบบหลายเซลล์ ประกอบด้วยเซลล์หลายเซลล์ติดกัน[5] เซลล์เส้นใยแต่ละเซลล์มีรูปร่างเรียวความยาวประมาณ 2–6 มิลลิเมตร ผนังเซลล์หนา (6.3 ไมโครเมตร) แก่นคิดเป็นประมาณ 60% ของต้น และมีเซลล์เส้นใยหนา (ประมาณ 38 ไมโครเมตร) แต่สั้น (0.5 มิลลิเมตร) และผนังเซลล์บาง (3 ไมโครเมตร)[6] เยื่อกระดาษผลิตจากทั้งก้าน จึงมีเส้นใยสองประเภท ทั้งจากเปลือกและแก่น คุณภาพของเยื่อจะใกล้เคียงกับของไม้เนื้อแข็ง

การใช้ประโยชน์[แก้]

การเก็บเกี่ยวปอแก้ว

ปอแก้วปลูกเพื่อเก็บเกี่ยวเส้นใยในประเทศอินเดีย, บังกลาเทศ, สหรัฐ, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, แอฟริกาใต้, เวียดนาม, ไทย, บางส่วนของแอฟริกา และมีพื้นที่ปลูกเล็กน้อยทางตะวันออกเฉียงใต้ของทวีปยุโรป ลำต้นผลิตเส้นใยสองประเภท: เส้นใยหยาบบริเวณเปลือกนอก (bast) และเส้นใยที่ละเอียดกว่าในแกนกลาง เส้นใยส่วนเปลือกใช้ทำเชือก ต้นปอแก้วครบกำหนดเก็บเกี่ยวใน 100 ถึง 200 วัน มีการปลูกเป็นครั้งแรกในอียิปต์เมื่อ 3,000 ปีที่แล้ว ใบของต้นปอแก้วเป็นส่วนประกอบของอาหารทั้งของมนุษย์และสัตว์ ในขณะที่เส้นใยส่วนเปลือกใช้ทำกระสอบ, เชือก และใบเรือสำหรับเรือใบอียิปต์ พืชไร่ชนิดนี้ถูกนำเข้าสู่ยุโรปตอนใต้ไม่เร็วกว่าช่วงต้นคริสต์ทศวรรษ 1900 ทุกวันนี้พื้นที่เพาะปลูกหลักคือประเทศจีนและอินเดีย และยีงพบการปลูกในสหรัฐ, เม็กซิโก และเซเนกัล

เส้นใยจากปอแก้วใช้ทำเชือก, ผ้าดิบ (คล้ายกับปอกระเจา) และกระดาษ ในรัฐมิสซิสซิปปี, ลุยเซียนา, เท็กซัส และแคลิฟอร์เนีย มีการปลูกปอแก้วรวม 12,000 เอเคอร์ (48.5 ตารางกิโลเมตร)[7] ซึ่งส่วนใหญ่ใช้เป็นอาหารและปูรองนอนสำหรับปศุสัตว์

เส้นใยปอแก้วใช้ทำไม้เทียม, ฉนวนกันความร้อน, ผ้าแบบสำหรับตัดเสื้อ, ส่วนผสมของภาชนะปลูกแบบไม่ใช้ดิน, ที่นอนสัตว์, บรรจุภัณฑ์ และวัสดุที่ใช้ดูดซับน้ำมันและของเหลว นอกจากนี้ยังใช้ประโยชนโดยการตัดเส้นใยส่วนเปลือกผสมกับเรซินในการทำพลาสติกคอมโพสิต, เป็นสารป้องกันการสูญเสียน้ำโคลนขุดเจาะสำหรับการขุดเจาะน้ำมัน และส่วนผสมในสารสำหรับการควบคุมการกัดเซาะหน้าดินแบบมีเมล็ดพืชคลุมดิน (hydromulch) ปอแก้วสามารถทำเป็นวัสดุปูพื้นเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมได้หลายประเภท เช่น แผ่นปูหญ้าที่มีเมล็ดพันธุ์สำหรับสนามหญ้าสำเร็จรูป และแผ่นขึ้นรูปสำหรับชิ้นส่วนการผลิตและบรรจุภัณฑ์ บริษัทพานาโซนิก ได้จัดตั้งโรงงานในประเทศมาเลเซียเพื่อผลิตแผ่นกระดานที่ใช้เส้นใยปอแก้วและส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่น

ฟอร์ดและบีเอ็มดับเบิลยู กำลังพัฒนาวัสดุสำหรับตัวถังรถจากเส้นใยปอแก้ว โดยเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการทำให้ยานพาหนะมีความยั่งยืนมากขึ้น ซึ่งนำมาใช้ครั้งแรกในรถยนต์ฟอร์ดรุ่น Escape (2013)[8] ส่วนบีเอ็มดับเบิลยู i3 ใช้เส้นใยปอแก้วในคิ้วสีดำรอบคัน[9] การใช้ปอแก้วคาดว่าจะสามารถชดเชยวัสดุเรซินที่ผลิตจากปิโตรเลียมคิดเป็นน้ำหนัก 300,000 ปอนด์ต่อปี สำหรับโรงงานผลิตในทวีปอเมริกาเหนือ และควรลดน้ำหนักของวัสดุหุ้มประตูรถลงร้อยละ 25

รายงานในปี ค.ศ. 2021 บริษัท Kenaf Ventures ซึ่งเป็นบริษัทของอิสราเอลกำลังพัฒนาและผลิตวัตถุดิบที่ยั่งยืนซึ่งทำจากปอแก้ว ด้วยความพยายามที่จะลดการปล่อยคาร์บอนในภาคการก่อสร้างโดยไม่ลดคุณภาพของผลิตภัณฑ์[10]

น้ำมันเมล็ดปอแก้ว[แก้]

เมล็ดปอแก้วให้ผลผลิตน้ำมันพืชที่รับประทานได้ น้ำมันยังใช้สำหรับทำเครื่องสำอาง, สารหล่อลื่นสำหรับอุตสาหกรรม และการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ น้ำมันปอแก้วมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (PUFAs) สูง ประกอบด้วยกรดลิโนเลอิก (โอเมก้า-6) เป็นส่วนใหญ่ โดยรวมประกอบด้วยกรดลิโนเลอิก (C18:2) ตามด้วยกรดโอเลอิก (C18:1) และกรดลิโนเลนิกอัลฟา (C18:3) มีปริมาณร้อยละ 2 ถึง 4

น้ำมันเมล็ดปอแก้วมีน้ำหนัก 20.4% ของน้ำหนักเมล็ดทั้งหมด ประกอบด้วย:

อุตสาหกรรมกระดาษ[แก้]

กระบวนการทั่วไปในการทำกระดาษจากเส้นใยปอแก้วคือการต้มเยื่อโดยวิธีโซดาก่อนแปรรูปในเครื่องทำกระดาษ

การใช้เส้นใยปอแก้วในการผลิตกระดาษมีประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าการผลิตกระดาษจากต้นไม้ ปี ค.ศ. 1960 กระทรวงเกษตรสหรัฐ ได้สำรวจพืชมากกว่า 500 ชนิด และเลือกปอแก้วเป็นวัตถุดิบที่มีแนวโน้มมากที่สุดสำหรับการผลิตกระดาษหนังสือพิมพ์โดยไม่ใช้ต้นไม้ ในปี ค.ศ. 1970 กระดาษหนังสือพิมพ์จากใยปอแก้วได้รับการนำไปใช้กับหนังสือพิมพ์ 6 ฉบับของสหรัฐ และอีกครั้งในปี ค.ศ. 1987 โรงงานกระดาษในแคนาดาได้ผลิตกระดาษหนังสือพิมพ์จากใยปอแก้ว 13 ม้วน ให้กับหนังสือพิมพ์สี่ฉบับของสหรัฐใช้ในการทดลองพิมพ์[11] พวกเขาพบว่ากระดาษจากใบปอแก้ว มีความแข็งแรงกว่า, สว่างกว่า และสะอาดกว่ากระดาษจากเยื่อต้นสนมาตรฐาน รวมทั้งทำลายสิ่งแวดล้อมน้อยกว่า ส่วนหนึ่งเนื่องจากเส้นใยของปอแก้วมีสีขาวตามธรรมชาติมากกว่าเนื้อไม้ จึงต้องใช้การฟอกสีน้อยลงในการสร้างแผ่นกระดาษที่สว่างขึ้น ไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์ซึ่งเป็นสารฟอกขาวที่ปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อมไม่สร้างสารไดออกซิน ถูกนำมาใช้เป็นหลักในการฟอกสีเส้นใยปอแก้ว

รายงานหลายฉบับแนะนำว่าความต้องการพลังงานในการผลิตเยื่อกระดาษจากใยปอแก้วนั้นน้อยกว่าข้อกำหนดสำหรับเยื่อไม้ประมาณร้อยละ 20 ส่วนใหญ่เนื่องมาจากปริมาณลิกนินในปอแก้วที่ต่ำกว่า

พื้นที่ปลูกปอแก้ว 1 เอเคอร์ (4,000 ตารางเมตร) ให้ผลผลิต 5 ถึง 8 ตันสำหรับเส้นใยทั้งสองชนิดของปอแก้วในหนึ่งฤดูปลูก ในทางตรงกันข้าม ป่าไม้สน (Southern pine) ขนาด 1 เอเคอร์ ในสหรัฐ ผลิตเส้นใยได้ประมาณ 1.5 ถึง 3.5 ตันต่อปี ประมาณการว่าการปลูกปอแก้วบนพื้นที่ 5,000 เอเคอร์ (20 ตารางกิโลเมตร) สามารถผลิตเยื่อกระดาษได้เพียงพอต่อการป้อนโรงงานกระดาษที่มีกำลังการผลิต 200 ตันต่อวัน ในเวลา 20 ปี พื้นที่เพาะปลูก 1 เอเคอร์ จะสามารถผลิตเส้นใยได้ 10 ถึง 20 เท่าของปริมาณเส้นใยที่สามารถผลิตได้จากต้นสนในพื้นที่เท่ากัน[12]

ในฐานะที่เป็นหนึ่งในเส้นใยธรรมชาติที่สำคัญของโลก ปอแก้วจึงถูกรวมเป็นส่วนหนึ่งของการประกาศปีสากลแห่งเส้นใยธรรมชาติ 2009

อ้างอิง[แก้]

  1. "The Plant List: A Working List of All Plant Species". สืบค้นเมื่อ 20 พฤษภาคม 2015.
  2. Philip Babcock Gove, บ.ก. (มกราคม 1993). Webster's Third New International Dictionary, Unabridged. Merriam-Webster. ISBN 978-0-8777-9201-7.
  3. Miyake, B.; Suzuta, I. (1937). "[On the term of Hibiscus Cannabinus L.]". 臺灣農事報 (ภาษาญี่ปุ่น). 370: 71, 76. สืบค้นเมื่อ 11 มิถุนายน 2022.
  4. "Scientific Name: Hibiscus cannabinus". gardentia.net. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 23 กุมภาพันธ์ 2010.
  5. Paridah Md. Tahir; Amel B. Ahmed; Syeed O. A. SaifulAzry; Zakiah Ahmed (2011). "Retting Process Of Some Bast Plant Fibres And Its Effect On Fibre Quality: A Review" (PDF). BioResources. 6 (4): 5260–5281.
  6. Nanko, Hirko; Button, Allan; Hillman, Dave (2005). The World of Market Pulp. Appleton, WI, USA: WOMP, LLC. p. 258. ISBN 0-615-13013-5.
  7. "New Uses for Kenaf". AgResearch Magazine. United States Department of Agriculture.
  8. "Ford Uses Kenaf Plant Inside Doors in the All-New Escape, Saving Weight and Energy". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 29 กันยายน 2012.
  9. "BMW's i3: A New Kind of Electric Vehicle".
  10. "A botanical cure for construction's heavy carbon emissions". 31 มีนาคม 2021.
  11. Justin Thomas (21 สิงหาคม 2006). "The Optimal Material to Make Paper: Kenaf". treehugger.com. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 13 กันยายน 2012.
  12. Mahbubul Islam (2019). "Kenaf (Hibiscus cannabinus L., Malvaceae) Research and Development Advances in Bangladesh: A Review" (PDF). Journal of Nutrition and Food Processing. 2 (1). doi:10.31579/2637-8914/010.

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]