ซฺยงหนู

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
ซฺยงหนู
ศตวรรษที่ 3–ค.ศ. 460
อาณเขตซฺยงหนูในปี 250 ปีก่อน ค.ศ.
เมืองหลวง Tou Mancheng
(ศตวรรษที่ 3—215 ปีก่อน ค.ศ.)
ฉานยูถิง
(215 ปีก่อน ค.ศ.—ค.ศ.91)
เมจิ
(ค.ศ. 50—ค.ศ.216)
เมืองใหญ่สุด ไม่ระบุ
การปกครอง ชนเผ่า
ประวัติศาสตร์
 -  สถาปนา ศตวรรษที่ 3
 -  สิ้นสุด ค.ศ. 460

ซฺยงหนู ตามสำเนียงกลาง หรือ เฮงโน้ว ตามสำเนียงฮกเกี้ยน (จีน: 匈奴; พินอิน: Xiōngnú) เป็นชื่อเรียกกลุ่มชนโบราณซึ่งมีพวกร่อนเร่เป็นพื้น และตั้งตัวกันเป็นรัฐหรือสหพันธรัฐ[1] อยู่ในภาคเหนือของประเทศจีน ข้อมูลข่าวสารส่วนใหญ่เกี่ยวกับพวกซฺยงหนูจึงมาจากจีน กับทั้งชื่อเสียงเรียงนามของคนเหล่านั้นก็เป็นที่ทราบกันไม่มาก จึงใช้ตามที่จีนทับศัพท์มาจากภาษาซฺยงหนูอีกทอดหนึ่ง

อัตลักษณ์ของแกนกลางทางชาติพันธุ์ซฺยงหนูนั้นเป็นแต่สมมุมติฐานกันไปในหลายทาง เพราะภาษาซฺยงหนู โดยเฉพาะชื่อแซ่บุคคลนั้น ปรากฏในแหล่งข้อมูลจีนน้อยมาก นักวิชาการเสนอว่า คนซฺยงหนูอาจใช้ภาษาเติร์ก (Turkic), มองโกล (Mongolic), เยนีเซย์ (Yeniseian), [2][3] โทแคเรียน (Tocharian), อิหร่าน (Iranian), [4][5] หรือยูแรล (Uralic) [6] นอกจากนี้ ยังน่าเชื่อว่า พวกซฺยงหนูเล่นคุณไสย[7][8] ส่วนคำว่า "ซฺยงหนู" อาจมาจากรากศัพท์เดียวกับคำว่า "ฮัน" (Hun) แต่พยานหลักฐานสำหรับเรื่องนี้ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่[3][9]

แหล่งข้อมูลจีนตั้งแต่ 300 ปีก่อนคริสต์ศักราช บันทึกว่า หลังจากปีที่ 209 ก่อนคริสต์ศักราช พวกซฺยงหนูก่อตั้งจักรวรรดิโดยยกมั่วตู๋ ฉันยฺหวี (Modu Chanyu) ขึ้นเป็นประมุข[10] จักรวรรดิซฺยงหนูแผ่อำนาจข้ามท้องที่ซึ่งปัจจุบันอยู่ในเขตแดนมองโกเลีย ครั้นปีที่ 200 ก่อนคริสต์ศักราช ชาวซฺยงหนูเอาชัยเหนือพวกเยฺว่จือ (Yuezhi) ซึ่งมีอำนาจอยู่ก่อนแล้วได้ ซฺยงหนูจึงเถลิงอำนาจในที่ราบทางภาคกลางและภาคตะวันออกของทวีปเอเชีย คนเหล่านี้ตั้งตัวกันอยู่ในภูมิภาคซึ่งบัดนี้คือไซบีเรียใต้ มองโกเลีย มองโกเลียใต้ กานซู และซินเจียง แต่ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขากับราชวงศ์จีนนั้นเป็นไปอย่างซับซ้อน มีการณรงค์สงครามและใช้เล่ห์เพทุบายช่วงชิงดินแดนกันอย่างต่อเนื่อง สลับกับการจ่ายส่วย การค้า และการทำสนธิสัญญาเพื่อเป็นดองกัน

อ้างอิง[แก้]

เชิงอรรถ[แก้]

  1. Ebrey, Patricia Buckley (2010). "Xiongnu+Confederation"#v=onepage&q="Xiongnu%20Confederation"&f=false The Cambridge Illustrated History of China (2nd ed.). Cambridge University Press. p. 69. ISBN 978-0-521-12433-1.
  2. Adas 2001: 88
  3. 3.0 3.1 Beckwith 2009: 404-405, nn. 51-52.
  4. Harmatta 1999: 488
  5. Jankowski 2006: 27
  6. Di Cosmo, 2004, pg 166
  7. Yuri Pines, The Everlasting Empire: The Political Culture of Ancient China and Its Imperial Legacy, Princeton University Press, 2012, p.37. ISBN 1400842271, 9781400842278.
  8. John Man, Attila: the barbarian king who challenged Rome, Bantam, 2005, p.62. University of Michigan. ISBN 0593052919, 9780593052914.
  9. Vaissière 2006
  10. di Cosmo 2004: 186

รายการอ้างอิง[แก้]

  • Adas, Michael. 2001. Agricultural and Pastoral Societies in Ancient and Classical History, American Historical Association/Temple University Press.
  • Beckwith, Christopher I. 2009. Empires of the Silk Road: A History of Central Eurasia from the Bronze Age to the Present. Princeton University Press. ISBN 978-0-691-13589-2
  • Di Cosmo, Nicola. 2004. Ancient China and its Enemies: The Rise of Nomadic Power in East Asian History. Cambridge University Press. (First paperback edition; original edition 2002)
  • Harmatta, János. 1999. Conclusion. In: History of civilizations of Central Asia. Volume 2: The Development of Sedentary and Nomadic Civilizations, 700 bc to ad 250; Edited by János Harmatta et al. UNESCO. ISBN 92-3-102846-4. 485-493.
  • Jankowski, Henryk. 2006. A historical-etymological dictionary of pre-Russian habitation names of the Crimea. Brill. Handbuch der Orientalistik [HdO], 8: Central Asia; 15. ISBN 90-04-15433-7.
  • Vaissière, Étienne de la. 2006. Xiongnu. Encyclopædia Iranica online.