การแปลสิ่งเร้าผิดเชิงบวก

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

การแปลสิ่งเร้าผิดเชิงบวก[1] (อังกฤษ: Positive illusions) เป็นทัศนคติเชิงบวกไม่สมจริง ที่มีต่อตนเองหรือต่อบุคคลที่ใกล้ชิด เป็นการแปลสิ่งเร้าผิดในรูปแบบของการหลอกลวงตนเอง (self-deception) หรือการยกย่องตนเอง (self-enhancement) ที่ทำให้รู้สึกดี ดำรงรักษาความเคารพตน (self-esteem) หรือช่วยกำจัดความไม่สบายใจอย่างน้อยก็ในช่วงเวลาสั้น ๆ มีรูปแบบใหญ่ ๆ 3 อย่างคือ ความเหนือกว่าเทียม (illusory superiority) ความเอนเอียงโดยการมองในแง่ดี (optimism bias) และการแปลสิ่งเร้าผิดว่าควบคุมได้ (illusion of control)[2] ส่วนคำภาษาอังกฤษว่า "positive illusions" เกิดใช้เป็นครั้งแรกในงานปี 1988 ของเทย์เลอร์และบราวน์[2] โดยมีการกล่าวถึงภายหลังว่า "แบบจำลองสุขภาพจิตปี 1988 ของเทย์เลอร์และบราวน์ยืนยันว่า การแปลสิ่งเร้าผิดเชิงบวกบางอย่างแพร่หลายเป็นอย่างสูงในความคิดปกติ และเป็นตัวพยากรณ์ค่าเกณฑ์ที่ปกติสัมพันธ์กับสุขภาพจิตที่ดี"[3]

มีข้อถกเถียงที่ยังไม่ยุติว่า บุคคลแสดงปรากฏการณ์นี้อย่างสม่ำเสมอในขอบเขตแค่ไหน และปรากฏการณ์นี้มีประโยชน์อะไรกับบุคคลเหล่านั้น[2][4][5][6]

ประเภท[แก้]

ในเรื่องความเหนือกว่าเทียม (illusory superiority) บุคคลจะมองตนเองในเชิงบวกมากกว่ามองคนอื่น และมองตนในเชิงลบน้อยกว่าคนอื่นมองตน นอกจากนั้นแล้ว คุณลักษณะที่ดี ๆ ก็จะประเมินว่าเป็นคำกล่าวหมายถึงตน มากกว่าคนโดยเฉลี่ย (คนกลาง ๆ) เทียบกับคุณลักษณะเชิงลบ ที่ประเมินว่าเป็นคำกล่าวถึงตน น้อยกว่าคนโดยเฉลี่ย[7] ต่อต้านความจริงว่า เป็นไปไม่ได้ทางสถิติที่คนทุกคนหรือโดยมาก จะดีกว่าคนโดยเฉลี่ย คือแทนที่จะตระหนักถึงข้อดีและข้อเสียของตนเท่า ๆ กัน คนตระหนักถึงข้อดีของตนเอง แต่ไม่ได้ตระหนักถึงข้อเสีย กล่าวสั้น ๆ ก็คือ คนมักจะเชื่อว่าตนเก่งกว่าที่เป็นจริง ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่พบเกี่ยวกับคุณลักษณะ[8] และความสามารถต่าง ๆ อย่างมากมายกว้างขวาง[9] รวมทั้งความสามารถในการขับรถ[10] ความสามารถในการเลี้ยงลูก[11] ความเป็นผู้นำ ความสามารถในการสอน ค่าทางจริยธรรม และสุขภาพ รวมทั้งในเรื่องความจำ คือคนโดยมากมักจะรู้สึกว่าตนมีความจำดีกว่าเป็นจริง[12]

การแปลสิ่งเร้าผิดว่าควบคุมได้ (illusion of control) เป็นการประเมินเกินจริงเกี่ยวกับความสามารถของตนในการควบคุมสถานการณ์สิ่งแวดล้อม เช่น การทอดลูกเต๋า หรือการโยนเหรียญ[13]

ส่วนความเอนเอียงโดยการมองในแง่ดี (optimism bias) เป็นความโน้มเอียงที่จะประเมินโอกาสประสบเหตุการณ์ดี ๆ เช่น การชอบงานแรกที่ทำ หรือมีลูกที่มีพรสวรรค์ เกินความจริง และประเมินโอกาสประสบเหตุการณ์ร้าย ๆ เช่น การหย่า หรือเกิดโรคเรื้อรัง ต่ำกว่าความจริง และเกิดแม้ในการประเมินเวลาที่ต้องใช้ทำงานต่าง ๆ โดยประเมินต่ำกว่าความจริง

แหล่งเกิด[แก้]

เหมือนกับการรับรู้อื่น ๆ ของมนุษย์ การรับรู้เกี่ยวกับตนเองมักจะมีการแปลสิ่งเร้าผิด แต่การแปลสิ่งเร้าผิดแบบบวก เป็นเรื่องที่เข้าใจว่าเป็นผลปรากฏของการยกย่องตนเอง (self-enhancement) ซึ่งเป็นความต้องการที่จะมองตนเองในเชิงบวกมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้[14] และเป็นหน้าที่หนึ่งของการเพิ่มความเคารพตน (self-esteem) และอาจมีเหตุจากความต้องการที่จะมองตนเองในเชิงบวกดีกว่าคนรอบตัว[15] แต่ว่าความเอนเอียงรับใช้ตนเองเช่นนี้ ดูจะมีแต่ในคนที่มองตัวเองในเชิงบวกเท่านั้น คือ จริง ๆ แล้ว คนที่มองตัวเองในเชิงลบแสดงปรากฏการณ์นัยตรงกันข้าม[16] งานวิจัยบอกเป็นนัยว่า กรรมพันธุ์อาจจะมีส่วนให้เกิดการแปลสิ่งเร้าผิดเชิงบวก[17] สิ่งแวดล้อมในเบื้องต้นของชีวิตก็มีบทบาทสำคัญด้วย คนมักจะพัฒนาความเชื่อเชิงบวกเหล่านี้ได้ดีกว่า ในครอบครัวสิ่งแวดล้อมที่ให้ความอบอุ่น[ต้องการอ้างอิง]

มีคำอธิบายอื่นเกี่ยวกับปรากฏการณ์เช่นนี้ (นอกจากที่ว่า เป็นการแปลสิ่งเร้าผิดเชิงบวก) เช่น ความยากง่าย หรือความสามัญของงานที่ให้เพื่อการทดสอบ นอกจากนั้นแล้ว งานที่เปลี่ยนความใส่ใจจากตนเองไปยังเป้าหมายเปรียบเทียบอื่น จะหยุดคนไม่ให้คิดในเชิงบวกมากเกินความจริง[18]

วัฒนธรรมก็มีบทบาทสำคัญต่อการแปลสิ่งเร้าผิดเชิงบวก แม้ว่าจะง่ายที่จะแสดงปรากฏการณ์นี้กับวัฒนธรรมชาวตะวันตกที่เน้นความเป็นตัวของตัวเอง คนในเอเชียตะวันออกที่เน้นการอยู่ร่วมในสังคมมีโอกาสน้อยกว่าที่จะยกย่องตัวเอง และจริง ๆ แล้วมักจะถ่อมตัวเอง[19] มีงานศึกษาที่แสดงหลักฐานว่า บุคคลต่าง ๆ มีระดับการแปลสิ่งเร้าผิดเชิงบวกที่แตกต่างกันอย่างสำคัญ ดังนั้น จะมีคนที่มีความเห็นเชิงบวกอย่างสุด ๆ บางคนก็จะมีแบบอ่อน ๆ บางคนก็แทบจะไม่มี และถ้าตรวจสอบคนทั่วประชากร ปรากฏการณ์นี้ค่อนข้างจะอ่อนโดยทั่ว ๆ ไป[20]

ประโยชน์และโทษ[แก้]

การแปลสิ่งเร้าผิดเชิงบวกอาจจะมีทั้งประโยชน์และโทษต่อบุคคล และยังเป็นเรื่องถกเถียงที่ยังไม่ยุติว่า ปรากฏการณ์นี้เป็นการปรับตัวทางวิวัฒนาการหรือไม่[4] คือปรากฏการณ์นี้อาจจะมีผลดีต่อสุขภาพเพราะช่วยบุคคลให้จัดการความเครียดได้ หรือสนับสนุนให้ทำงานให้สำเร็จ[4] แต่ในด้านตรงกันข้าม การคาดหวังเชิงบวกเกินความจริง อาจขัดขวางไม่ให้ทำการป้องกันที่เหมาะสมกับเรื่องเสี่ยงต่อสุขภาพ[21] งานวิจัยไม่นานนี้จริง ๆ ให้หลักฐานว่า คนที่แปลสิ่งเร้าผิดเชิงบวก อาจจะได้ทั้งประโยชน์ในระยะสั้นและโทษในระยะยาว โดยเฉพาะก็คือ การยกย่องตนเองไม่มีสหสัมพันธ์กับความสำเร็จทางการศึกษา หรืออัตราการจบปริญญาในมหาวิทยาลัย[20]

สุขภาพจิต[แก้]

ดูบทความหลักที่: สัจนิยมเหตุซึมเศร้า

แบบจำลองจิตวิทยาสังคมของเทย์เลอร์และบราวน์สันนิษฐานว่า ความเชื่อเชิงบวกจะมีผลต่อความเป็นสุขทางจิต คือการประเมินตัวเองในทางบวก แม้กระทั่งไม่สมจริง ก็จะช่วยให้สุขภาพจิตดี ส่วนความเป็นสุขในที่นี้หมายถึงการรู้สึกดีเกี่ยวกับตน การมีความคิดสร้างสรรค์ทำงานได้คล่อง การสร้างความสัมพันธ์ที่น่าพอใจกับผู้อื่น และการจัดการความเครียดได้อย่างมีประสิทธิภาพเมื่อจำเป็น[22] ปรากฏการณ์นี้ มีประโยชน์ช่วยให้บุคคลผ่านเหตุการณ์เครียดหรือเหตุการณ์ที่ก่อความบาดเจ็บทางกายหรือใจ เช่น ความเจ็บป่วยที่เสี่ยงต่อชีวิต หรืออุบัติเหตุรุนแรง คนที่พัฒนาและรักษาความเชื่อเชิงบวกเมื่อเผชิญกับปัญหาสำคัญเหล่านี้ มักจะดำเนินการไปได้ดีกว่า และเครียดน้อยกว่าคนที่ไม่ได้ ยกตัวอย่างเช่น งานวิจัยทางจิตวิทยาแสดงว่า ผู้ที่รอดชีวิตจากโรคมะเร็งแจ้งว่า มีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าคนที่ไม่เคยมี[23] กระบวนการเช่นนี้อาจช่วยป้องกันสุขภาพจิต เพราะว่า สามารถที่จะใช้ประสบการณ์แย่ ๆ ปลุกความรู้สึกเกี่ยวกับความหมายและเป้าหมายแห่งชีวิต[24] ซึ่งสัมพันธ์กับแนวคิดเรื่อง psychological resilience (ความยืดหยุ่นทางจิต/การฟื้นคืนตนได้ทางจิต) หรือความสามารถของบุคคลที่จะแก้ไขจัดการสู้กับปัญหาและความเครียด เช่น การยกย่องตน (self-enhancement) สัมพันธ์กับการฟื้นคืนตนได้ในบุคคลที่อยู่ในตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์หรือใกล้ตึกในเหตุการณ์วินาศกรรม 11 กันยายน พ.ศ. 2544[25]

ความเชื่อเชิงบวกบ่อยครั้งช่วยให้ทำงานได้มากกว่าและทนกว่า ซึ่งถ้าไม่เชื่อก็อาจจะเลิกไปกลางคัน[26] คือเมื่อเชื่อว่าตนสามารถทำเป้าหมายที่ยากให้สำเร็จ ความคาดหวังนี้บ่อยครั้งจะช่วยให้เกิดกำลังใจและความกระตือรือร้น มีผลเป็นความก้าวหน้าที่ถ้าไม่เชื่อก็จะเป็นไปไม่ได้ ปรากฏการณ์นี้ อาจจะอ้างได้ว่าเป็นการปรับตัว เพราะช่วยให้คนมีความหวังเมื่อเผชิญกับความเสี่ยงที่ควบคุมไม่ได้[27]

นอกจากนั้นแล้ว การแปลสิ่งเร้าผิดยังเหมือนจะมีความสัมพันธ์กับอารมณ์ที่ดี คือ งานวิจัยแสดงทิศทางว่า การแปลสิ่งเร้าผิดเชิงบวกเป็นเหตุของอารมณ์ที่ดี[28]

แต่งานวิจัยหลังจากนั้นกลับพบว่า การแปลสิ่งเร้าผิดทุกอย่าง จะเชิงบวกหรือเชิงลบก็ดี สัมพันธ์กับอาการซึมเศร้า[29] และก็มีงานศึกษาอื่น ๆ อีกด้วยที่ปฏิเสธความสัมพันธ์ระหว่างการแปลสิ่งเร้าผิดเชิงบวกกับสุขภาพจิต ความเป็นสุข หรือความพอใจในชีวิต โดยยืนยันว่า การรับรู้ความจริงที่ถูกต้อง เข้ากับความสุขในชีวิต[6][30][31]

ในงานปี 1992 ที่ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความเคารพในตน (self-esteem) กับการแปลสิ่งเร้าผิดเชิงบวก นักวิจัยพบกลุ่มคนที่เคารพในตนสูงโดยที่ไม่แปลสิ่งเร้าผิดเชิงบวก และคนเหล่านี้ก็ไม่ได้เศร้าซึม ไม่ได้เป็นโรคประสาท ไม่ได้ปรับตัวเข้ากับชีวิตได้ไม่ดี ไม่ได้ผิดปกติทางบุคลิกภาพ และดังนั้น จึงสรุปว่า การแปลสิ่งเร้าผิดเชิงบวกไม่จำเป็นต่อความเคารพในตน และเมื่อเทียบกับกลุ่มที่มีทั้งการแปลสิ่งเร้าผิดเชิงบวกและความเคารพในตนสูง กลุ่มที่ไม่แปลสิ่งเร้าผิดที่เคารพในตนสูง สามารถวิเคราะห์วิจารณ์ตนเองได้ดีกว่า มีบุคลิกภาพที่เข้ากันดีกว่า และมีระดับ psychoticism ที่ต่ำกว่า[32]

งานวิเคราะห์อภิมานที่วิเคราะห์งานศึกษา 118 งานที่มีผู้ร่วมการทดลอง 7,013 คนพบว่า มีงานศึกษาที่สนับสนุนแนวคิดของสัจนิยมเหตุซึมเศร้า (depressive realism) มากกว่าไม่สนับสนุน แต่งานเหล่านี้มีคุณภาพแย่กว่า ใช้ตัวอย่างที่ไม่ได้เป็นคนไข้ (non-clinical) ทำการอนุมานโดยอุปนัยง่าย ๆ กว่า ให้ผู้ร่วมการทดลองแจ้งผลวัดเองแทนที่จะใช้การสัมภาษณ์ และใช้วิธีการทางความเอนเอียงโดยการใส่ใจ (attentional bias) หรือการประเมินโอกาสที่จะเกิดขึ้น (judgment of contingency) เป็นวิธีวัดค่าสัจนิยมเหตุซึมเศร้า เพราะว่าวิธีการเช่นการระลึกถึงคำวิจารณ์และการประเมินผลงาน ซึ่งเป็นวิธีการที่สามารถใช้วัดได้เหมือนกัน มักจะแสดงผลที่คัดค้านสัจนิยมเหตุซึมเศร้า[33]

สุขภาพกาย[แก้]

นอกจากช่วยให้ปรับตัวทางจิตได้ในสถานการณ์ต่าง ๆ[34] ความสามารถสร้างและรักษาความเชื่อเมื่อเผชิญเหตุร้าย ก็จะมีประโยชน์ต่อสุขภาพด้วย งานวิจัยแสดงว่า ชายที่ติดเชื้อเอชไอวี หรือได้วินิจฉัยว่าเกิดโรคเอดส์แล้ว และประเมินความสามารถควบคุมสภาวะสุขภาพของตนอย่างไม่สมจริงเชิงบวก ใช้เวลานานกว่าที่จะปรากฏอาการต่าง ๆ มีการดำเนินของโรคที่ช้ากว่า และมีผลดีทางใจอื่น ๆ เช่นการยอมรับความจริง[35]

โทษที่เป็นไปได้[แก้]

มีความเสี่ยงที่เป็นไปได้หลายอย่างถ้ามีการแปลสิ่งเร้าผิดเชิงบวกเกี่ยวกับคุณสมบัติของตนและสิ่งที่อาจจะเกิดในอนาคต แรกสุดก็คือ อาจจะตั้งตนให้มีเรื่องแปลกใจแบบไม่น่ายินดีในอนาคตที่ไม่สามารถรับได้ เมื่อความเชื่อเชิงบวกที่ไม่สมจริงไม่ตรงกับความจริง และอาจจะต้องจัดการปัญหาที่ตามมา แต่ว่า งานวิจัยเสนอว่า โดยมากแล้ว ผลลบเช่นนี้ไม่เกิดขึ้น คือ ความเชื่อของคนจะตรงกับความจริงมากกว่าในช่วงต่าง ๆ ที่การยอมรับความจริงจะช่วยตนได้ดี เช่น เมื่อวางแผนในเบื้องต้น หรือเมื่อจะต้องรับผิดชอบหรือได้รับการตอบสนองที่ไม่ดีจากสิ่งแวดล้อม นอกจากนั้นแล้ว ถึงจะเกิดเหตุการณ์ร้ายหรือความล้มเหลว ก็ไม่ใช่ว่าจะเสียโอกาสทุกอย่างไป เพราะว่าความเชื่อเชิงบวกเกินจริงก็จะช่วยให้ทำการต่อ ๆ ไปได้[36]

ความเสี่ยงที่สองก็คือ คนที่แปลสิ่งเร้าผิดเชิงบวกจะตั้งเป้าหมายหรือดำเนินการที่มีโอกาสจะล้มเหลวมากกว่าสำเร็จ แต่ความเป็นห่วงนี้ดูจะไม่มีหลักฐาน คืองานวิจัยแสดงว่า เมื่อคนกำลังคิดถึงแผนการในอนาคตสำหรับตน เช่น จะรับงานหรือศึกษาต่อในขั้นบัณฑิตศึกษา ความคิดมักจะใกล้กับความจริง แต่ว่า การดำเนินการตามแผนนั้นอาจจะทำด้วยความรู้สึกเชิงบวกมากเกินไป คือ แม้ว่าจะไม่มีอะไรประกันได้ว่า การพยากรณ์ที่สมจริงจะกลายเป็นเรื่องจริงหรือไม่[36] แต่ว่า การเปลี่ยนความคิดแบบสมจริงสมจังเมื่อวางแผน ไปเป็นการมองโลกในแง่ดีเมื่อดำเนินการ อาจจะเป็นพลังช่วยให้ทำงานที่ยากจากต้นจนจบได้สำเร็จ[37]

ปัญหาที่ 3 ก็คือปรากฏการณ์นี้อาจจะมีโทษทางสังคม หลักฐานมาจากงานศึกษาปี 1989 ที่ตรวจดูการประเมินความสามารถที่ยกย่องตนเอง เกี่ยวกับนิยามโดยเฉพาะ ๆ ของคุณลักษณะและความสามารถ[38] ผู้วิจัยเสนอว่า โทษทางสังคมเกิดขึ้นเมื่อบุคคลเห็นความสามารถที่ตนนิยามเท่านั้น ว่าเป็นปัจจัยสำคัญให้ทำงานได้สำเร็จ หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ เมื่อคนไม่รู้ว่า มีนิยามของความสามารถอย่างอื่น ๆ อีกที่เป็นปัจจัยให้ถึงความสำเร็จได้ การประเมินความเป็นสุขของตนในอนาคตจึงจะเกินความจริง

โทษอย่างที่ 4 อาจเกิดขึ้นเมื่อรู้ว่าความเก่งจริงของตนไม่ตรงกับความคิด เพราะว่าสามารถทำลายความมั่นใจ แล้วทำให้ทำการได้แย่ลงในสถานการณ์ต่าง ๆ เช่น การศึกษาในมหาวิทยาลัยเป็นต้น[20]

ดังนั้น แม้ว่าการแปลสิ่งเร้าผิดเชิงบวกจะมีประโยชน์ในระยะสั้น แต่ก็มาพร้อมกับโทษในระยะยาว นอกจากนั้นแล้ว ยังปรากฏหลักฐานเชื่อมโยงกับความเคารพตนและการอยู่เป็นสุขที่แย่ลง การหลงตัวเอง (narcissism) และความสำเร็จทางการศึกษาที่แย่ลงในนักเรียนนักศึกษา[20][39][40]

การแปลสิ่งเร้าผิดเชิงลบ[แก้]

แม้ว่าจะมีงานศึกษาทางวิชาการในเรื่องการแปลสิ่งเร้าผิดเชิงบวกมากกว่า แต่ก็ยังมีการแปลสิ่งเร้าผิดเชิงลบอย่างเป็นระบบที่ปรากฏในสถานการณ์ที่ต่างกันเล็กน้อย[2] ยกตัวอย่างเช่น แม้ว่านักศึกษามหาวิทยาลัยจะบอกว่าตนมีโอกาสที่จะมีชีวิตจนกระทั่งอายุ 70 มากกว่าโดยเฉลี่ย แต่ก็เชื่อว่ามีโอกาสที่จะมีชีวิตอยู่จนถึงอายุ 100 น้อยกว่าโดยเฉลี่ย คนมักจะคิดว่าตนสามารถมากกว่าคนโดยเฉลี่ยในงานที่ง่ายเช่นการขี่จักรยานสองล้อ และคิดว่าสามารถน้อยกว่าคนโดยเฉลี่ยในงานที่ยากเช่นการขี่จักรยานล้อเดียว[41] และปรากฏการณ์หลังนี้เรียกว่า ปรากฏการณ์แย่กว่าโดยเฉลี่ย (Worse-than-average effect)[42] ดังนั้น โดยทั่วไปแล้ว คนมักจะประเมินตัวเองสูงเกินจริง เมื่อตัวเองอยู่ในระดับสูงจริง ๆ และมักจะประเมินตนเองต่ำเกินจริง เมื่อตัวเองอยู่ในระดับต่ำจริง ๆ[2]

การบรรเทา[แก้]

ทฤษฎีสัจนิยมเหตุซึมเศร้า (depressive realism) เสนอว่า คนซึมเศร้ามองตนเองและโลกอย่างเป็นจริงมากกว่าคนมีสุขภาพจิตดี ธรรมชาติของความซึมเศร้าดูเหมือนจะมีบทบาทในการลดการแปลสิ่งเร้าผิดเชิงบวก ยกตัวอย่างเช่น คนที่เคารพตนน้อย หรือซึมเศร้าเล็กน้อย หรือว่าทั้งสองอย่าง จะมองตัวเองอย่างสมดุลกว่า[43] และโดยนัยเดียวกัน คนซึมเศร้าเล็กน้อย จะไม่ค่อยประเมินความสามารถควบคุมเหตุการณ์เกินความเป็นจริง[44] และไม่ประเมินเหตุการณ์ข้างหน้าอย่างเอนเอียง[45] แต่ว่า สิ่งที่ค้นพบเหล่านี้ อาจจะไม่ใช่เพราะว่าคนซึมเศร้าแปลสิ่งเร้าผิดน้อยกว่าคนอื่น มีงานศึกษาเช่นงานในปี 1989 ที่แสดงว่าคนซึมเศร้าเชื่อว่าตนไม่สามารถควบคุมเหตุการณ์ได้ แม้ว่าจริง ๆ จะสามารถ ดังนั้น การมองเห็นความเป็นจริงจึงไม่ได้ดีกว่าโดยทั่วไป[46]

งานวิจัยในปี 2007 เสนอว่า คนซึมเศร้าเอนเอียงมองโลกในแง่ร้าย ซึ่งมีผลเป็น "สัจนิยมเหตุซึมเศร้า" และจึงประเมินความจริงได้ในกรณีที่ไม่สามารถควบคุมเหตุการณ์ได้[47] งานวิจัยในปี 2005 และ 2007 พบว่า การประเมินเกินความจริงของคนที่ไม่ซึมเศร้า จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีเวลาระหว่างการแสดงเหตุการณ์กับการประเมินผลนานเพียงพอ ซึ่งบอกเป็นนัยว่า เป็นอย่างนี้เพราะว่าบุคคลปกติจะรวมเอาข้อมูลของเหตุการณ์ด้านอื่น ๆ เข้าในการพิจารณาด้วยโดยไม่เหมือนกับคนซึมเศร้า คือคนซึมเศร้าไม่สามารถประมวลข้อมูลได้เหมือนกับคนปกติ[48]

มีสมมติฐาน 2 อย่างในวรรณกรรมเรื่องการป้องกันปัญหาของการแปลสิ่งเร้าผิดเชิงบวก คือ

  1. ให้ลดระดับลงจนถึงขั้นที่ไม่มีผลลบแต่ได้รับผลบวก[49]
  2. เนื่องจากการดูสถานการณ์บวกเกินจริงไม่มีในขั้นการพยามยามเพื่อตัดสินใจ แต่มีเมื่อลงมือทำ ดังนั้น ก่อนที่จะลงมือทำอะไรที่สำคัญ ควรจะพิจารณาตัดสินใจให้ดีก่อนว่าจะทำได้หรือไม่หรือมีผลลบอย่างไร[50]

นักวิจัยผู้หนึ่งตั้งสมมติฐานว่า การบิดเบือนความจริงเชิงบวกแบบเล็กน้อยอาจจะดีที่สุด เพราะว่า คนที่คิดบิดเบือนในระดับนี้ อาจจะมีสุขภาพจิตดีที่สุด[49]

อ้างอิง[แก้]

  1. "ศัพท์บัญญัติอังกฤษ-ไทย, ไทย-อังกฤษ ฉบับราชบัณฑิตสถาน (คอมพิวเตอร์) รุ่น ๑.๑", ให้ความหมายของ illusion ว่า "การลวงตา, การแปลสิ่งเร้าผิด, มายา, ภาวะลวงตา"
  2. 2.0 2.1 2.2 2.3 2.4 Kruger, Justin; Chan, Steven; Roese, Neal (2009). "(Not so) positive illusions". Behavioral and Brain Sciences. Cambridge University Press. 32 (6): 526–527. doi:10.1017/S0140525X09991270.{{cite journal}}: CS1 maint: uses authors parameter (ลิงก์)
  3. Taylor, S. E.; Brown, J. D. (1994). "Positive illusions and well-being revisited: Separating fact from fiction". Psychological Bulletin. 116 (1): 21–27. doi:10.1037/0033-2909.116.1.21.
  4. 4.0 4.1 4.2 McKay, Ryan T.; Dennett, Daniel C (2009). "The evolution of misbelief". Behavioral and Brain Sciences. Cambridge University Press. 32 (6): 493–561. doi:10.1017/S0140525X09990975.
  5. Colvin, C. Randall; Block, Jack (1994). "Do positive illusions foster mental health? An Examination of the Taylor and Brown Formulation" (PDF). Psychological Bulletin. American Psychological Association. 116 (1): 3–20. doi:10.1037/0033-2909.116.1.3. PMID 8078973. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 2012-03-04. สืบค้นเมื่อ 2016-02-08.{{cite journal}}: CS1 maint: multiple names: authors list (ลิงก์)
  6. 6.0 6.1 Brinci, Fatih; Dirik, Gülay (2010). "Depressive Realism: Happiness or Objectivity". Turkish Journal of Psychiatry. Turkish Association of Nervous and Mental Health. 21 (1): 60–67. PMID 20204905.{{cite journal}}: CS1 maint: multiple names: authors list (ลิงก์)
  7. Alicke 1985
  8. Brown 1986
  9. Campbell 1986
  10. Svenson 1981
  11. Wenger & Fowers 2008
  12. PMID 5933621 (PMID 5933621)
    Citation will be completed automatically in a few minutes. Jump the queue or expand by hand
  13. Fleming & Darley 1989
  14. Leary 2007
  15. Lewinsohn et al. 1980
  16. Swann et al. 1987
  17. Owens et al. Kaiser
  18. Eiser, Pahl & Prins 2001
  19. Heine & Hamamura 2007
  20. 20.0 20.1 20.2 20.3 Robins & Beer 2001
  21. Dunning, David; Heath, Chip ; Suls, Jerry M. (2004). "Flawed Self-Assessment. Implications for Health, Education, and the Workplace". Psychological Science in the Public Interest. Association for Psychological Science. 5 (3): 69–106. doi:10.1111/j.1529-1006.2004.00018.x. ISSN 1529-1006.{{cite journal}}: CS1 maint: multiple names: authors list (ลิงก์)
  22. Taylor, Shelley E.; Brown, Jonathon D. (1988). "Illusion and well-being: A social psychological perspective on mental health" (PDF). Psychological Bulletin. 103 (2): 193–210. doi:10.1037/0033-2909.103.2.193. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 2010-07-19. สืบค้นเมื่อ 2016-02-08.
  23. Taylor 1983
  24. Taylor et al. Gruenewald
  25. PMID 15982117 (PMID 15982117)
    Citation will be completed automatically in a few minutes. Jump the queue or expand by hand
  26. Greenwald 1980
  27. Janoff-Bulman & Brickman 1982
  28. doi:10.1037/0022-3514.43.5.937
    This citation will be automatically completed in the next few minutes. You can jump the queue or expand by hand
  29. Joiner, Stellrecht & Merrill 2006
  30. Fu et al. Cleare
  31. Boyd-Wilson et al. 2000
  32. Compton 1992
  33. Moore & Fresco 2007
  34. Taylor et al. Rodriguez
  35. Bower et al. 1998
  36. 36.0 36.1 doi:10.1016/S0065-2601(08)60386-X
    This citation will be automatically completed in the next few minutes. You can jump the queue or expand by hand
  37. PMID 7643303 (PMID 7643303)
    Citation will be completed automatically in a few minutes. Jump the queue or expand by hand
  38. Dunning, D; Meyerowitz, JA; Holzberg, A (1989). "Ambiguity and self-evaluation: The role of idiosyncratic trait definitions in self-serving assessments ability". Journal of Personality and Social Psychology. 57: 1082–1090.{{cite journal}}: CS1 maint: multiple names: authors list (ลิงก์)
  39. Yang, Chuang & Chiou 2009
  40. John & Robins 1994
  41. Kruger 1999 ดังที่อ้างอิงโดย Sedikides & Gregg 2008
  42. Moore 2007
  43. Coyne & Gotlib 1983
  44. Golin et al. 1979
  45. Ruehlman, West & Kohn 1985
  46. Dykman et al. 1989
  47. Allan & Hannah 2007
  48. Msetfi et al. 2005
  49. 49.0 49.1 Baumeister 1989
  50. Gollwitzer & Kinney 1989

แหล่งอ้างอิงและข้อมูลอื่น[แก้]