อำเภอสิงหนคร

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
อำเภอสิงหนคร
แผนที่จังหวัดสงขลา เน้นอำเภอสิงหนคร
ทะเลคู่ตระการ น้ำตาลเลิศรส
เรืองยศวัฒนธรรม หัตถกรรมล้ำค่า
เมืองท่าแดนใต้
ข้อมูลทั่วไป
อักษรไทย อำเภอสิงหนคร
อักษรโรมัน Amphoe Singhanakhon
จังหวัด สงขลา
รหัสทางภูมิศาสตร์ 9015
รหัสไปรษณีย์ 90280
ข้อมูลสถิติ
พื้นที่ 228.0 ตร.กม.
ประชากร 79,801 คน (พ.ศ. 2552)
ความหนาแน่น 350 คน/ตร.กม.
ที่ว่าการอำเภอ
ที่ตั้ง ที่ว่าการอำเภอสิงหนคร ถนนสงขลา-
ระโนด ตำบลสทิงหม้อ อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา 90280
พิกัด 7°14′18″N 100°33′10″E / 7.23833°N 100.55278°E / 7.23833; 100.55278
หมายเลขโทรศัพท์ 0 7433 1422
หมายเลขโทรสาร 0 7433 1422

สารานุกรมประเทศไทย ส่วนหนึ่งของสารานุกรมประเทศไทย

สิงหนคร เป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดสงขลา

ที่ตั้งและอาณาเขต[แก้]

อำเภอสิงหนครมีอาณาเขตติดต่อกับเขตการปกครองข้างเคียงดังต่อไปนี้

ประวัติศาสตร์[แก้]

อำเภอสิงหนครเป็นอำเภอเก่าแก่ เมื่อเจ้าพระยากรุงทองสร้างเมืองสทิงพระ ได้ยกเมืองสิงหนครเป็นเมืองจัตวา มีนามว่า เมืองคชราชา จากตำนานกล่าวว่า เหตุที่ได้ชื่อว่าคชราชานั้น เมื่อเจ้าพระยากรุงทองออกเดินป่าตามทางลงมาทางได้ ได้จับช้างอันมีลักษณะดีงานสรรพด้วยคุณลักษณะที่ต้องตามตำราพรหมศาสตร์ จึงนำช้างที่จับมาได้นั้นผูกเป็นช้างประจำเมืองแล้วให้มีการมหรสพสมโภช 3 วันแล้วตั้งชื่อเมืองตามนามช้างว่า "คชราชา"

เมืองสิงหนครแรกตั้งเมื่อ พ.ศ. 1899 สมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 รายนามเจ้าเมืองในช่วงต้นนั้นไม่ปรากฏ ปรากฏรายนามเจ้าเมืองตั้งแต่ พ.ศ. 2146 เป็นต้นไป คือ

  1. ตวนกูดะโต๊ะ โมกอลล์ 2146-2163
  2. สุลต่านสุไลมาน ชาห์ รามาธิบดี 2163-2212
  3. สุลต่านมุสตาฟา 2212-2223

ตั้งแต่ พ.ศ. 2223 เป็นต้นไป เมืองสงขลากลายเป็นเมืองร้าง

หลักฐานของไทยและต่างชาติต่างระบุว่า เจ้าเมืองสงขลาหัวเขาแดงเป็นมุสลิม ในพงศาวดารเมืองสงขลากล่าวว่า สุลต่านสุไลมานเป็นแขกชาวชวาจากเมืองลาไสย เกาะสุมาตรา บันทึกของชาวดัตช์ปี พ.ศ. 2162 เรียกว่าโมกุล และบันทึกของพ่อค้าชาวอังกฤษได้บอกว่า ดะโต๊ะ โมกอลล์ เมืองสงขลาตามแผนกัลปนาวัดต่าง ๆ ขึ้นวัดพะโคะนั้น โมกอลล์เข้ายึดครอง ปรากฏข้อเท็จจริงในแผนผังว่าเป็นชุมชนท่าเรือที่มีคนอาศัยอยู่ก่อนแล้ว มีป้อมปืนตั้งอยู่บนบริเวณใกล้เคียงเมืองสงขลา ก็บ้านของราษฎรอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น

ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 18-23 ที่เมืองนครศรีธรรมราชเปลี่ยนฐานะจากเมืองพระยามหานครของกรุงสุโขทัยไปสู่ฐานะหัวเมืองของรัฐบาลกลางกรุงศรีอยุธยาที่พยายามขยายพระราชอาณาเขตไปโดยการลดอำนาจบทบาทและอิทธิพลในตอนปลายพุทธศตวรรษที่ 20 เมืองนครศรีธรรมราชถูกแบ่งออกเป็นตัวเมืองย่อย 4 เมืองคือ นครศรีธรรมราชเป็นเมืองเอก มีเมืองไชยา เมืองชุมพร และเมืองพัทลุงเป็นเมืองตรี สภาพเช่นนี้ทำให้ศูนย์อำนาจท้องถิ่นในภาคใต้ (เช่น เมืองนครศรีธรรมราช) ถูกแบ่งออกเป็นเสี่ยง ๆ และอ่อนแอ จึงเป็นโอกาสให้ดะโต๊ะ โมกอลล์ ก่อตั้งเมืองสงขลาของกลางพุทธศตวรรษที่ 22 ตามสภาพภูมิศาสตร์เมืองสงขลาขึ้นอยู่กับพัทลุงแต่ในระยะดังกล่าวเมืองพัทลุงตกใต้อิทธิพลเมืองนครศรีธรรมราช มีหน้าที่ดูแลเมืองสงขลาด้วยในฐานะที่เป็นหัวเมืองถวายดอกไม้เงิน ดอกไม้ทอง และเครื่องราชบรรณาการต่อกรุงศรีอยุธยา

แม้เมืองสงขลาจะขึ้นอยู่กับกรุงศรีอยุธยาผ่านนครศรีธรรมราช แต่เจ้าเมืองก็มีอำนาจและค่อนข้างจะเป็นอิสระจากรัฐบาลกลาง โดยสามารถที่จะอนุญาตให้ชาวต่างประเทศเข้าไปทำการค้าอย่างเสรี ไม่ต้องเสียภาษีเพียงแค่เสียของกำนัลเท่านั้น ฐานะของเจ้าเมืองสงขลาจึงแตกต่างไปจากเมืองพัทลุงและเมืองนครศรีธรรมราชส่วนใหญ่มาจากส่วนกลาง อำนาจของเจ้าเมืองสงขลาน้อยกว่าเจ้าเมืองทั้งสอง และคงจะทัดเทียมกับเจ้าเมืองปัตตานีซึ่งมีฐานะเช่นเดียวกัน

การขยายตัวของเมืองสงขลาเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วระหว่างปี พ.ศ. 2164-2166 เมืองสงขลาเริ่มเป็นอิสระจากกรุงศรีอยุธยา เมื่อพ่อค้าชาวดัตช์ได้มาตั้งสถานีในเมืองสงขลาและเริ่มมีอิทธิพลและความมั่นคงขึ้น หากเดินทางบนถนนเลียบฝั่งตะวันออกของอ่าวไทย ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4 ผ่านทางหัวเขาแดงซึ่งอยู่ในตำบลหัวเขา อำเภอสิงหนคร จะพบว่ามีป้อมโบราณเรียงรายอยู่หลายป้อมทั้งบนยอดเขาเชิงเขาและบริเวณรอบที่ราบของเทือกเขา ถัดจากป้อมออกไปทางด้านเหนือมีคูของตัวเมืองขนาดใหญ่สามารถใช้เป็นท่าเรือ ซึ่งปัจจุบันตื้นเขินแต่มีแนวพอจะมองเห็นได้ถึงที่ตั้งของเมืองโบราณที่เป็นเมืองท่าค้าขาย

บริเวณที่เรียกในปัจจุบันว่าบ้านบนเมือง ริมถนนระหว่างช่วงปลายสะพานติณสูลานนท์ใกล้กับป้อมโบราณป้อมหนึ่ง คือบริเวณที่ตั้งของเมืองขนาดใหญ่แห่งนี้ซึ่งมีเนื้อที่ประมาณ 1 ตารางกิโลเมตร หรือ 625 ไร่ ใหญ่กว่าเมืองสทิงพระ 10 เท่า มีหลักฐานปรากฏบันทึกของพ่อค้าชาวยุโรปที่เดินทางมาค้าขายและเรียก Singora ตามสำเนียงชาวพ่อค้าเปอร์เซิยและอาหรับที่เรียกกันว่า เมืองซิงหะรา แปลว่า เมืองบนยอดเขาที่มีทะเล จนกระทั่งเพี้ยนมาจนเป็นชื่อ เมืองสงขลา ในเวลาต่อมา อนึ่ง จากข้อสันนิษฐานของนักวิชาการและนักโบราณคดีกล่าวว่า "สงขลา" ยังอาจมีที่มามาจากคำว่า สงขาล ซึ่งแปลว่าดงเสือ ที่ปรากฏคำบอกเล่าถึงการจับเสือ และการสร้างศาลาริมทางไว้หลบซ่อนเสือ (เรียกว่า ศาลาหลบเสือ) อย่างมิดชิดที่ยังปรากฏให้เห็นในท้องที่ตำบลหัวเขาในปัจจุบัน

ประจวบกับในปี พ.ศ. 2171 สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมเสด็จสวรรคต เกิดความไม่สงบขึ้นในราชสำนักกรุงศรีอยุธยา เมื่อพระยากลาโหมสุริยวงศ์ได้รับสถาปนาขึ้นครองราชย์สมบัติทรงพระนามว่า สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง เมืองสงขลาจึงถือโอกาสปลดแอกจากไทย ปี พ.ศ. 2158 กองทัพกรุงศรีอยุธยาได้ยกกองทัพมาปราบ แต่ขาดกำลังสนับสนุนจากไพร่พลท้องถิ่นโดยเฉพาะจากนครศรีธรรมราช และป้อมปราการแข็งแกร่งเกินกำลังจะปราบลงได้

พระเจ้าเมืองสงขลาสามารถตั้งตัวเป็นอิสระเป็นเวลาถึง 26 ปีตลอดสมัยพระเจ้าปราสาททอง หลังจากเจ้าเมืองสงขลาองค์แรกสิ้นพระชนม์ในปี พ.ศ. 2211 มุสตาฟาโอรสก็ตั้งตนขึ้นเป็นพระเจ้าเมืองสงขลาองค์ที่สอง เป็นช่วงของการขยายอำนาจของเมืองสงขลาไปยังหัวเมืองใกล้เคียง โดยเฉพาะเมืองพัทลุง ปัตตานี และนครศรีธรรมราช

จนถึงรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้ปราบดาภิเษกเป็นกษัตริย์ขึ้นครองราชย์ ต่อมาทรงเห็นว่าอังกฤษกำลังเข้าไปมีอิทธิพลในเมืองสงขลาแทนดัตช์ จงยกทัพมาตีเมืองสงขลาในปี พ.ศ. 2223 โดยใช้กลยุทธ์ด้วยการเกลี้ยกล่อมตัดสินบนทหารรักษาป้อมเข้าโจมตีและได้เผาผลาญเมืองจนวอดวาย คงเหลือแต่ป้อมและซากป้อม 13 ป้อม ที่ราบ 5 ป้อม บนหัวเข้าแดงปากน้ำ 1 ป้อม บนเขาม่วงค่าย 3 ป้อม เชิงเขาน้อย 1 ป้อม และริมอ่าวไทย 3 ป้อม ซึ่งปัจจุบันบางป้อมได้กลายเป็นทะเลแต่ยังเห็นซากทับกองอยู่ในบริเวณท่าเรือน้ำลึก

ปัจจุบันยังเหลือป้อมที่ยังคงสภาพสมบูรณ์ กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนไว้ 9 ป้อม คือป้อมที่เรียงรายอยู่บนเชิงหัวเขาแดง บนเขาม่วงค่าย และป้อมเชิงเขาน้อย มีลักษณะเป็นป้อมรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า แต่ละด้านมีช่องเสมาสำหรับวางปืนใหญ่ ยังยืนยันถึงความแข็งแกร่งของป้อมปราการป้องกันเมือสงขลาเขาแดง

ส่วนร่องรอยของการเข้ามาพำนักที่สงขลามีหลักฐานในปัจจุบันคือ ที่ฝังศพของพวกดัตช์ 22 สุสาน ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองสงขลาริมทางถนนสงขลา-ระโนดที่หัวเขาแดงไปทางทิศเหนือประมาณ 1,700 เมตร อยู่ใกล้กับที่ฝังศพสุสานสุลต่านสุไลมาน ชาวบ้านเรียกว่าทวดหุมหรือมะระหุมตั้งอยู่ในตำบลหัวเขา ที่ฝังศพมีศาลาคร่อมก่อด้วยอิฐไม่มีฝาผนัง หลังคาทรงปั้นหยา มุงกระเบื้องดินเผา เป็นที่เคารพของชาวบ้านหัวเขา และเชื่อกันว่าลูกหลานมะระหุ่มคือต้นตระกูลของสกุล ณ พัทลุง ซึ่งไปมีอำนาจเป็นเจ้าเมืองพัทลุงในช่วงหลัง

ในเวลาต่อมา ท้องที่ที่ตั้งเป็นเมืองสิงหนคร (ชิงหะรา ซิงหะรา หรือ "สงขลา") นี้เป็นส่วนหนึ่งของอำเภอเมืองสงขลา จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2531 ทางราชการได้แบ่งพื้นที่ 11 ตำบลออกมาตั้งเป็น กิ่งอำเภอสิงหนคร โดยใช้ชื่อตามชื่อเมืองสงขลาโบราณข้างต้น และต่อมาได้มีพระราชกฤษฎีกายกฐานะกิ่งอำเภอสิงหนครเป็น อำเภอสิงหนคร ตามประกาศราชกิจจานุเบกษาลงวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2534 ซึ่งมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม ปีเดียวกัน

การแบ่งเขตการปกครอง[แก้]

การปกครองส่วนภูมิภาค[แก้]

อำเภอสิงหนครแบ่งพื้นที่การปกครองออกเป็น 11 ตำบล 77 หมู่บ้าน ได้แก่

1. ชิงโค (Ching Kho) 10 หมู่บ้าน 7. ปากรอ (Pak Ro) 6 หมู่บ้าน
2. สทิงหม้อ (Sathing Mo) 6 หมู่บ้าน 8. ป่าขาด (Pa Khat) 5 หมู่บ้าน
3. ทำนบ (Thamnop) 7 หมู่บ้าน 9. หัวเขา (Hua Khao) 8 หมู่บ้าน
4. รำแดง (Ram Daeng) 7 หมู่บ้าน 10. บางเขียด (Bang Khiat) 5 หมู่บ้าน
5. วัดขนุน (Wat Khanun) 8 หมู่บ้าน 11. ม่วงงาม (Muang Ngam) 10 หมู่บ้าน
6. ชะแล้ (Chalae) 5 หมู่บ้าน

การปกครองส่วนท้องถิ่น[แก้]

ท้องที่อำเภอสิงหนครประกอบด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 10 แห่ง ได้แก่

  • เทศบาลเมืองสิงหนคร ครอบคลุมพื้นที่ตำบลชิงโค (เฉพาะหมู่ที่ 1-4 และบางส่วนของหมู่ที่ 5 และ 6) ตำบลทำนบ (เฉพาะบางส่วนของหมู่ที่ 1 และ 3) ตำบลสทิงหม้อทั้งตำบล และตำบลหัวเขาทั้งตำบล
  • เทศบาลเมืองม่วงงาม ครอบคลุมพื้นที่ตำบลม่วงงามทั้งตำบล
  • เทศบาลตำบลชะแล้ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลชะแล้ทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลชิงโค ครอบคลุมพื้นที่ตำบลชิงโค (เฉพาะนอกเขตเทศบาลเมืองสิงหนคร)
  • องค์การบริหารส่วนตำบลทำนบ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลทำนบ (เฉพาะนอกเขตเทศบาลเมืองสิงหนคร)
  • องค์การบริหารส่วนตำบลรำแดง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลรำแดงทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลวัดขนุน ครอบคลุมพื้นที่ตำบลวัดขนุนทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลปากรอ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลปากรอทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลป่าขาด ครอบคลุมพื้นที่ตำบลป่าขาดทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลบางเขียด ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบางเขียดทั้งตำบล