อำเภอศรีราชา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
อำเภอศรีราชา
แผนที่จังหวัดชลบุรี เน้นอำเภอศรีราชา
ซอสพริกอร่อย เกาะลอยงามล้ำ อุตสาหกรรมรุ่งเรือง เมืองเจ้าพระยาสุรศักดิ์ อนุรักษ์เต่าทะเล ประเพณีกองข้าว
ข้อมูลทั่วไป
อักษรไทย อำเภอศรีราชา
อักษรโรมัน Amphoe Si Racha
จังหวัด ชลบุรี
รหัสทางภูมิศาสตร์ 2007
รหัสไปรษณีย์ 20110,
20230 (เฉพาะตำบลทุ่งสุขลา บึง บ่อวิน และหมู่ที่ 1, 5, 10-11 หนองขาม)
ข้อมูลสถิติ
พื้นที่ 616.4 ตร.กม.
ประชากร 276,251 คน (พ.ศ. 2554)
ความหนาแน่น 381.09 คน/ตร.กม.
ที่ว่าการอำเภอ
ที่ตั้ง ที่ว่าการอำเภอศรีราชา เลขที่ 21 ถนนสุขุมวิท ตำบลศรีราชา อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี 20110
พิกัด 13°10′28″N 100°55′50″E / 13.17444°N 100.93056°E / 13.17444; 100.93056
หมายเลขโทรศัพท์ 0 3831 2240
หมายเลขโทรสาร 0 3831 3988

สารานุกรมประเทศไทย ส่วนหนึ่งของสารานุกรมประเทศไทย

อำเภอศรีราชา เป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดชลบุรี

เนื้อหา

ที่ตั้งและอาณาเขต [แก้]

อำเภอศรีราชาตั้งอยู่ชายฝั่งทะเลตะวันออกของอ่าวไทย พื้นที่ส่วนใหญ่มีภูเขาล้อมรอบและเป็นที่ลาดเนิน ที่ว่าการอำเภอศรีราชาตั้งอยู่ริมถนนสุขุมวิท ตำบลศรีราชา ห่างจากตัวจังหวัดชลบุรี 24 กิโลเมตร และห่างจากกรุงเทพมหานคร 105 กิโลเมตร พื้นที่ในการปกครองของอำเภอมีอาณาเขตติดต่อกับอำเภอข้างเคียงดังต่อไปนี้

สภาพพื้นที่ [แก้]

อำเภอศรีราชามีเนื้อที่ประมาณ 643.558 ตารางกิโลเมตร (402,223.75 ไร่) พื้นที่การเกษตร 236,542.5 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 41.878 ของพื้นที่ทั้งหมด ระยะทางห่างจากเมืองชลบุรีโดยรถยนต์ 24 กิโลเมตร พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ลาดเนินเขาเล็ก ๆ กระจายทั่วไป พื้นที่เหมาะแก่การทำการเกษตร และอุตสาหกรรมมีที่ราบลุ่มทำนาได้บางส่วน ทิศตะวันตกติดชายฝั่งทะเล และไม่มีแม่น้ำลำคลองขนาดใหญ่ไหลผ่าน จะมีเฉพาะทางน้ำไหลจากภูเขาลงสู่ทะเล

ประวัติ [แก้]

อำเภอศรีราชาเดิมเป็นส่วนหนึ่งของอำเภอบางละมุง ตัวเมืองบางละมุงเดิมตั้งอยู่ที่บ้านบางละมุงในเขตอำเภอบางละมุงในปัจจุบัน เมื่อประมาณ 100 ปีเศษมานี้ เมืองบางละมุงได้ย้ายมาตั้งอยู่ที่บ้านบางพระ แต่ยังคงใช้ชื่อเดิมว่า "เมืองบางละมุง" ในขณะที่ตั้งเมืองบางละมุงในขณะนั้น ระบบบริหารราชการแผ่นดินยังไม่มีอำเภอ ต่อมาทางราชการได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองเป็นมณฑล จึงได้ย้ายเมืองบางพระไปตั้งอยู่ที่บางปลาสร้อย อำเภอเมืองชลบุรีในปัจจุบัน จึงได้ย้ายเมืองบางพระไปตั้งอยู่ที่บางปลาสร้อย อำเภอเมืองชลบุรีในปัจจุบัน และรวมเมืองพนัสนิคมเข้าด้วยกัน เรียกว่า "เมืองชลบุรี"

ส่วนเมืองบางพระนั้นได้ตั้งเป็นอำเภอ เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2437 (ร.ศ. 113) เรียกว่า อำเภอบางพระ ต่อมาในปี พ.ศ. 2446 (ร.ศ. 122) จอมพลเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีได้กราบทูลต่อกรมขุนมรุพงศ์สิริพัฒน์ซึ่งเป็นสมุหเทศาภิบาลสำเร็จราชการมณฑลปราจีนบุรี ขอให้ย้ายอำเภอบางพระมาตั้งที่ศรีราชา แต่ยังคงใช้ชื่ออำเภอบางพระเหมือนเดิม ต่อมาในปี พ.ศ. 2460 (ร.ศ. 136) จึงได้เปลี่ยนชื่ออำเภอบางพระมาเป็น อำเภอศรีราชา ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา โดยมีหลวงบุรีรัตถคามบดีเป็นนายอำเภอศรีราชาคนแรก

การแบ่งเขตการปกครอง [แก้]

การปกครองส่วนภูมิภาค [แก้]

อำเภอศรีราชาแบ่งเขตการปกครองตามพระราชบัญญัติลักษณะการปกครองท้องที่ พ.ศ. 2457 ออกเป็น 8 ตำบล 52 หมู่บ้าน

1. ศรีราชา (Si Racha) 5. หนองขาม (Nong Kham) 11 หมู่บ้าน
2. สุรศักดิ์ (Surasak) 10 หมู่บ้าน 6. เขาคันทรง (Khao Khansong) 10 หมู่บ้าน
3. ทุ่งสุขลา (Thung Sukhla) 7. บางพระ (Bang Phra) 12 หมู่บ้าน
4. บึง (Bueng) 9 หมู่บ้าน 8. บ่อวิน (Bo Win) 8 หมู่บ้าน

การปกครองส่วนท้องถิ่น [แก้]

ท้องที่อำเภอศรีราชาประกอบด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 8 แห่ง ได้แก่

  • เทศบาลนครแหลมฉบัง ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของตำบลสุรศักดิ์ ตำบลทุ่งสุขลาทั้งตำบล บางส่วนของตำบลบึง บางส่วนของตำบลหนองขาม รวมไปถึงบางส่วนของตำบลบางละมุงในเขตอำเภอบางละมุง
  • เทศบาลนครเจ้าพระยาสุรศักดิ์ ครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของตำบลสุรศักดิ์ บางส่วนของตำบลบึง บางส่วนของตำบลหนองขาม บางส่วนของตำบลเขาคันทรง และบางส่วนของตำบลบ่อวิน
  • เทศบาลเมืองศรีราชา ครอบคลุมพื้นที่ตำบลศรีราชาทั้งตำบล
  • เทศบาลตำบลบางพระ ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของตำบลบางพระ
  • องค์การบริหารส่วนตำบลหนองขาม ครอบคลุมพื้นที่ตำบลหนองขาม (เฉพาะนอกเขตเทศบาลนครแหลมฉบังและเทศบาลนครเจ้าพระยาสุรศักดิ์)
  • องค์การบริหารส่วนตำบลเขาคันทรง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลเขาคันทรง (เฉพาะนอกเขตเทศบาลนครเจ้าพระยาสุรศักดิ์)
  • องค์การบริหารส่วนตำบลบางพระ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบางพระ (เฉพาะนอกเขตเทศบาลตำบลบางพระ)
  • องค์การบริหารส่วนตำบลบ่อวิน ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบ่อวิน (เฉพาะนอกเขตเทศบาลนครเจ้าพระยาสุรศักดิ์)

ประชากร [แก้]

อำเภอศรีราชามีประชากรจำนวนรวมทั้งสิ้น 2 แสนคน ปัจจุบันเป็นเขตกึ่งเกษตรกรรมและกึ่งอุตสาหกรรม ซึ่งมีแนวโน้มอุตสาหกรรมจะก้าวนำการเกษตร เนื่องจากการพัฒนาตามโครงการพัฒนาชายฝั่งทะเลตะวันออก มีท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบัง เป็นต้น

การคมนาคม [แก้]

การคมนาคมติดต่อระหว่างอำเภอและจังหวัด รวมทั้งการคมนาคมในตำบลและหมู่บ้าน มีรายละเอียด ดังนี้

  1. ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3 สายกรุงเทพมหานคร-หาดเล็ก (ถนนสุขุมวิท)
  2. ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 331 สายฉะเชิงเทรา-สัตหีบ
  3. ทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 สายกรุงเทพมหานคร-พัทยา
  4. ทางหลวงชนบทจำนวน 24 สาย สำหรับเชื่อมระหว่างตำบลและหมู่บ้าน มีสภาพเป็นถนนลูกรัง 13 สาย
  5. รถไฟสายกรุงเทพฯ–สัตหีบ (พลูตาหลวง) เชื่อมต่อลงไปยังท่าเรือพาณิชย์แหลมฉบัง เป็นเส้นทางลำเลียงขนส่งสินค้าและน้ำมันเชื้อเพลิง

สถานที่ท่องเที่ยว [แก้]

  • สวนสัตว์เปิดเขาเขียว
  • สวนเสือศรีราชา
  • สวนผีเสื้อสายทิพย์
  • เกาะลอย
  • น้ำตกชันตาเถร
  • อ่างเก็บน้ำบางพระ
ภาพบริเวณแถวเกาะลอย
ภาพตัวอำเภอศรีราชา (ช่วงที่ผ่านถนนสุขุมวิท)

สถานที่สำคัญ/แหล่งท่องเที่ยว

มีสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สำคัญ ได้แก่

เกาะลอย

เป็นเกาะขนาดเล็ก มีพื้นที่ประมาณ 3 ไร่ ห่างจากฝั่งของอำเภอศรีราชาประมาณ 300 เมตร ในอดีตนั้นจะมีสะพานไม้เชื่อมตัวกับชายฝั่ง สามารถชมภาพบรรยากาศเก่าๆ ได้ตามร้านถ่ายรูปบางแห่งของศรีราชา ปัจจุบันสะพานไม้ดังกล่าวได้รื้อทิ้งไปแล้วและได้สร้างถนนคอนกรีตแทนสิ่งที่น่าสนใจบนเกาะนั้น ประกอบด้วยวิหารหลวงพ่อผิวหรือพระครูปริยัติวราทร อดีตเจ้าอาวาสวัดศรีมหาราชา ซึ่งทุกวันจะมีพุทธศาสนิกชนมานมัสการเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ก็มีสวนเต่าตนุผู้ปกครองนิยมนำบุตรหลานมาให้อาหารเต่ากัน ส่วนทางเดินรอบเกาะก็เป็นที่นิยมของบรรดานักตกปลากันเป็นจำนวนมากอีกทั้งยังเหมาะที่จะชมวิวทิวทัศน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่ดวงอาทิตย์ลับของฟ้า

สวนสัตว์เปิดเขาเขียว

สถานที่ตั้ง ตำบลบางพระ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ลักษณะทั่วไปสวนสัตว์เปิดเขาเขียว มีพื้นที่ประมาณ 3,000 ไร่ สวนสัตว์แห่งนี้ดำเนินการโดยองค์การสวนสัตว์ดุสิต ( เขาดินวนา) กรุงเทพฯ เป็นสวนสัตว์เปิดที่มากมายหลายชนิด เช่นกวาง กระทิง ฮิปโปโปเตมัส หมี จิงโจ้ วัวแดง ช้าง นกยูง ฯลฯ นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมสัตว์ต่างๆ ได้อย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ยังมีกรงนกขนาดใหญ่ ที่มีนกนับร้อยชนิด คลุมพื้นที่ประมาณ ๕ ไร่เศษ และสวนสัตว์มีการนำ Barasingha หรือสมันชนิดย่อย C.D. duvauceli ที่พบในตอนเหนือของอินเดีย กลับมาประเทศไทยอีกครั้งหนึ่ง เป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนงานหลักของสวนสัตว์ทั้งงานให้การศึกษา , งานอนุรักษ์, งานวิจัยและแก่ประชาชน อนึ่งโครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อการส่งเริมให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์นอกป่าธรรมชาติ เพื่อเป็นประโยชน์ในการอนุรักษ์ในป่าธรรมชาติ โดยการสนับสนุนเงินทุนเพื่อการปรับปรุงการดำเนินการภาคปฏิบัติการของสัตว์เปิด เขาเขียว กวางบาราซิงฮา เป็นกวางขนาดกลางพบในประเทศเนปาล ประเทศอินเดียตอนเหนือ ตะวันออกเฉียงเหนือ และตอนกลางโดยอาศัยอยู่บริเวณที่ราบลุ่มน้ำ ปัจจุบันถูกคุกคามและถูกล่าจนลดจำนวนลงมาก มีสองสายพันธุ์ คือ North Indian Barasingha ในธรรมชาติเหลืออยู่ประมาณ 4,000 – 5,000 ตัว และ South Indian Barasingha ในธรรมชาติเหลืออยู่เพียง 500-600 ตัว เท่านั้น และสองสายพันธุ์นี้มีอยู่ในกรงเลี้ยงของสัตว์ทั่วโลกประมาณ 200 ตัว สวนสัตว์เปิดเขาเขียว หน่วยงานหนึ่งขององค์การสวนสัตว์ในพระบรมราชูปถัมภ์ สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นสถานที่ที่มีบทบาทในการสร้างสมดุลทางธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมโดยกำหนดให้มีงานด้านการให้การศึกษานันทนาการตลอดจนการพัฒนาจิตใจของประชาชน ควบคู่กับการศึกษาวิจัยการอนุรักษ์สัตว์ป่าและธรรมชาติ

เริ่มเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2521 ในเนื้อที่กว่า 5,000 ไร่ ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาเขียว – เขาชมพู่ จังหวัดชลบุรี ปัจจุบันมีสัตว์อยู่ในความควบคุมดูแลกว่า 300 ชนิด มีมากกว่า 6,000 ตัว เส้นทางเข้าสู่สวนสัตว์เปิดเขาเขียว การเดินทางสามารถไปได้ 2 ทาง คือ จาก ถนนสุขุมวิทแยกเข้าเส้นทางอ่างเก็บน้ำบางพระ ผ่านสนามกอล์ฟบางพระเข้าไป ประมาณ 19 กิโลเมตร จากทางหลวงหมายเลข 7 จะมีป้ายบอกทางเป็นระยะ

สวนเสือศรีราชา

จัดตั้งขึ้นบนพื้นที่ 250 ไร่ เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2540 กิโลเมตร ที่ 9 เลขที่ 341 หมู่ 3 ตำบลหนองขาม อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ซึ่งห่างจากสวนสัตว์เดิมเพียง 1 กิโลเมตร โดยจัดการดำเนินงาน และเตรียมแผนงานอย่างมีมาตรฐาน เพื่อที่จะพัฒนาพันธุ์สัตว์ และแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงนันทนาการ ให้ความรู้กับนักท่องเที่ยวทุกคน ซึ่งในปัจจุบัน เสือโคร่งพันธุ์เบงกอล และจระเข้ ที่เพาะเลี้ยงโดยสวนสัตว์ศรีราชานั้นมีจำนวนเพิ่มขึ้นมากมาย ซึ่งมีเสือโคร่งเบงกอล 200 กว่าตัว และจระเข้มีถึง 100,000 กว่าตัว นอกเหนือสัตว์นานาชนิดแล้ว สวนสัตว์ศรีราชายังได้มีกิจกรรมการแสดงต่างๆไว้มากมาย

น้ำตกชันตาเถร

ตั้งอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาเขียว-เขาชมพู่ ซึ่งได้จัดตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2517 เพื่อปกปักรักษาป่าผืนสุดท้ายของจังหวัดชลบุรี พื้นที่โดยส่วนใหญ่เป็นภูเขาหินแกรนิต มีเนื้อที่ประมาณ 90,473 ไร่ สภาพป่าโดยทั่วไป เป็นป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง เป็นต้นกำเนิดแหล่งน้ำสำคัญที่หล่อเลี้ยงชาวจังหวัดชลบุรี และบางส่วนของจังหวัดระยอง โดยเป็นแหล่งต้นน้ำที่ป้อนให้กับอ่างเก็บน้ำบางพระ อ่างเก็บน้ำหนองค้อ อ่างเก็บน้ำห้วยสะพาน อ่างเก็บน้ำกลางดง มียอดเขาเขียวเป็นยอดเขาสูงที่สุดของจังหวัดชลบุรี สูงถึง 798 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ถ้าดูตัวเลขความสูง แล้วบางท่านอาจบอกว่าไม่สูงเลยสู่ภูกระดึงก็ไม่ได้สูงตั้ง 1,200 กว่าเมตร ที่นี่ก็มีสัตว์ป่าชุกชุมเหมือนกัน สำหรับสัตว์ป่าที่พบได้ง่ายได้แก่ หมูป่า ลิง กวาง ชะมด กระรอก ผีเสื้อและนก ฯลฯ ปัจจุบันป่าแหล่งนี้นั้นได้ถูกมนุษย์ทำลายอยู่ตลอดเวลาไม่ว่าจะเป็นการเผ่าป่า ล่าสัตว์ ยิ่งช่วงฤดูที่ลมหนาวมาเยือนด้วยแล้ว กลุ่มคนที่ต้องการล่าสัตว์ที่อยู่ในสภาพเอาตัวรอดไม่ได้ คนเหล่านี้ทำลายทุกอย่างของระบบนิเวศน์ของ ป่า ทุกปีจะเป็นแบบนี้ซึ่งไม่ใช่ที่นี่ที่เดียวอีกหลายๆที่ก็แบบนี้น้ำตกชันตาเถรนั้นเป็นน้ำตกขนาดกลาง มี 3 ชั้น คือหุบตาเถร น้ำตกสี่หลั่นสองข้างธารน้ำ แน่นขนัด ไปด้วยไม่น้อยใหญ่ บริเวณหุบตาเถรเหมาะที่จะเล่นน้ำ ส่วนน้ำตกชันตาเถรนั้นจะเป็นหุบเหวที่บีบธารน้ำให้แคบลงแล้วไหลสู่อ่างน้ำเบื้องล่าง มีความสูงประมาณ 15 เมตร ทางด้านซ้ายของตัวน้ำตกเป็นหน้าผาที่มีความลาดเอียง พอจะปีบขึ้นไปข้างบนได้ แต่ต้องใช้ความระมัดระวังเพราะอาจพลาดตกหน้าผาได้ด้านบนของน้ำตกชันตาเถรนั้นสวยงามมาก เนื่องจากคงไม่ค่อยมีคนฝ่าอันตรายขึ้นมา จากจุดนี้เดินทวนน้ำขึ้นไปสัก 20 นาที ก็จะถึงน้ำตกสี่หลั่นที่มีความสูงรวมราว 50 เมตร ไหลลดหลั่นลงมาถึงสี่ชั้น ดูจากร่องรอย น้ำไหลแล้วพบว่าถ้าในช่วงที่มีฝนตกมากๆ ความกว้างของน้ำตกน่าจะกว้างสัก 20 เมตร ผมเองก็แทบไม่อยากจะเชื่อตาตัวเองเลยว่าจังหวัดชลบุรีก็มีน้ำตกงามไม่น้อยหน้าจังหวัดอื่นเลย ผมเคยชักชวนเพื่อนฝูงที่เป็นชาวชลบุรีแท้ๆ ให้ไปเที่ยวน้ำตกชันตาเถร ครั้งหนึ่งตกใจหาว่าผมพูดเล่นชลบุรีมีน้ำตกด้วยหรืออยู่ที่ไหนล่ะ นี่แหละมีของดีอยู่ใกล้ตัว แต่ไม่รู้กันคงต้องรอผืนป่านี้กลายเป็นเหมืองหินเหมือนกับภูเขาลูกข้างๆที่กำลังจะหายไปเสียก่อนกระมัง จึงจะรู้ว่าที่แห่งนี้เคยมีน้ำตกงามมาก่อน แต่น้ำมันก็สลายไปเสียแล้วเส้นทางเดินป่าศึกษาธรรมชาติ เป็นเส้นทางที่ใช้เวลาเดินเท้าราว 3 ชั่วโมง เส้นทางจะเริ่มต้นจากสระน้ำข้างป้อมยาม รักษาการผ่านเนินเขาขนาดเล็ก แต่ไม่ได้เดินขึ้นยอดเขาเขียวนะครับ เมื่อเริ่มเดินก็รับรู้ได้เลยว่า เป็นเส้นทางที่น่าสนใจ ซึ่งน่าจะเหมาะกับผู้ที่ยังไม่เคยเดินป่าระยะยาว ได้มาฝึกซ้อม ลองกำลังดูว่ามีเดินป่าระยะยาวจะไปไหวไหม ซึ่งเส้นทางช่วงแรกจะตัดผ่านป่าเบญจพรรณ สภาพป่าไม้ไม่หนาแน่นมากนัก เมื่อใกล้เข้าสู่บริเวณสันเขา จะเป็นป่าไผ่ค่อนข้างเดินลำบาก หลายครั้งที่ต้องคลานแทนเดิน อีกอย่างเส้นทางก็ไม่ชัดเจน เนื่องจากว่าคงไม่ค่อยมีใครมาเดิน ส่วนป่าไผ่นั้น มีการเจริญเติบโตที่เร็วทำให้ไผ่แผ่กิ่งก้านปิดเส้นทางเดิน สำหรับผู้ที่ไม่เคยเดินป่ามาก่อน อาจจะหลงทางได้ถ้าไม่มีผู้นำทาง แต่ผมมีเทคนิคส่วนตัวนิดหน่อยในดารเดินป่าเมืองไทย คือถ้าหาทางไม่พบจะสังเกตขยะแทน ขยะมีที่ไหนทางเดินก็อยู่ตรงนั้นแหละ ยกเว้นขยะที่น้ำหรือลมพัดพามา เมื่อผ่านป่าไผ่ไปแล้วจะเป็นการเดินลงสู่หุบเขาสภาพป่าจะเปลี่ยนไปเป็นป่าดิบแล้ง อาจกล่าวได้ว่าป่าไผ่นั้นเป็นพรมแดนระหว่างป่าเบญจพรรณกับป่าดิบแล้งก็ว่าได้ สภาพป่าดิบแล้งแห่งนี้หนาแน่นไปด้วยไม้น้อยใหญ่นานาพันธุ์ ที่ยังมีความอุดมสมบูรณ์สูง เท่าที่พบขนาดที่ว่าต้นใหญ่ๆ ก็ประมาณ 2-3 คนโอบ ก็มีอยู่เป็นจำนวนมาก เส้นทางช่วงนี้ จะเป็นการเดินไปตามเส้นทางน้ำไหล แล้วจะไปบรรจบกับธารน้ำของน้ำตกชันตาเถร หากเดินตามทาง ลาดยางผ่านป้อมยามถึงจุดสุดท้ายของเส้นทางเดินป่า จะใช้เวลาประมาณ 15 นาทีเท่านั้น เท่าที่ทราบมาจากคนละแวกนี้ ป่าแถวนี้งูชุกชุม ยิ่งเดินตามธารน้ำซึ่งมีน้อยที่ระเกะระกะด้วยก้อนหินน้อยใหญ่ด้วยแล้วน่ากลัวพอดู เพราะบรรดางูชอบเข้าไปหลบทางซอกหิน เมื่อเดินเข้าไปในระยะที่ใกล้เกินไป งูนั้นก็มีสัญชาตญาณในการป้องกันตัวของเขาโดยการกัดศัตรู

CMT flying clud

CMT ได้พัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง โดยได้ก่อตั้งบริษัทฯ ในเครืออีกกว่า 10 บริษัท ไม่ว่าจะเป็นด้านธุรกิจก่อสร้าง , ธุรกิจน้ำมัน , ธุรกิจการค้าอื่นๆ จากความสำเร็จ CMT จึงได้มุ่งมั่นที่จะพัฒนาธุรกิจการบินขนาดเบาเพื่อเป็นการวางพื้นฐานเกี่ยวกับความรู้ด้านการบินให้แพร่หลายออกไปทั่วประเทศ ซึ่งจะเป็นการช่วยรัฐในการพัฒนาบุคลากรทางด้านการบินอีกทางหนึ่ง โดยเริ่มจากการก่อสร้างสนามบิน CMT FLYING CLUB ซึ่งเป็นสนามบินสำหรับอากาศยานเบาพิเศษ และยังเป็นสถานที่ใช้เล่นกีฬาทางอากาศ เช่นเครื่องบินเล็ก – เฮลิคอปเตอร์บังคับด้วย วิทยุเหมาะอย่างยิ่งสำหรับเครื่องบินไอพ่นจำลองทุกวันเสาร์และอาทิตย์จะมีผู้มาใช้บริการและเที่ยวชมเป็นจำนวนมาก ศูนย์รวมกีฬาทางด้านการบิน ชมรมการบินชลบุรี CMT FLYING CLUB ได้ ตระหนักถึงการพัฒนาบุคลากรทางด้านการบินให้ความรู้ด้านพื้นที่ฐานเกี่ยวกับการบินให้พัฒนาทัดเทียมกับต่างประเทศทั่วโลก โดยการก่อตั้งชมรมการบินชลบุรีซึ่งสถานที่ตั้ง มีสิ่งแวดล้อมที่ดี การคมนาคมสะดวก รวดเร็ว ไม่ว่าจะมาจากกรุงเทพมหานครหรือจังหวัดอื่น และจังหวัดชลบุรียังเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ดีที่สุดทางด้านทิศตะวันออกของ ประเทศอีกด้วย สนามบินมีที่ตั้งติดกับถนนสายบายพาส ชลบุรี- พัทยา-ระยอง ( ทางหลวงหมายเลข 7 ) หลัก ก.ม. ที่ 10 ต.บางพระ อ. ศรีราชา จ. ชลบุรี ห่างจากทางออก MOTOR WAY เพียง 4 ก.ม. เท่านั้น สนามบินมี RUNWAY เป็นหญ้า ชนิดเดียวกับกลีนกอล์ฟ ขนาด 40 X400 เมตร และมีเนื้อที่ของสนามบินทั้งหมด 70 ไร่ สนามบินและอากาศยานทั้งหมดที่ประจำการได้รับอนุญาตถูกต้องตามกฎหมายจากกรมการบินพาณิชย์

อ่างเก็บน้ำบางพระ

ประวัติความเป็นมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ประกาศจัดตั้งเขตห้ามล่าสัตว์ป่าอ่างเก็บน้ำบางพระตามพระราชบัญญัติสงวน และคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2503 เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2519 โดยมีผลบังคับตั้งแต่วันถัดจากประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 92 ตอนที่ 82 ลงวันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2519 ลงบนเนื้อที่ 11,600 ไร่ ได้กักเก็บน้ำไว้เพื่อใช้ประโยชน์ด้านการเกษตรอุตสาหกรรมและผลิต ประปาเพื่อการบริโภค สามารถกักน้ำได้สูงถึง 110 ล้านลูกบาศก์เมตร ระบบนิเวศวิทยาที่เปลี่ยนแปลงไปตามระดับน้ำที่เพิ่มขึ้น ทำให้มีนกน้ำนานาชนิดเข้าไปหากินและอาศัยอยู่ในบริเวณรอบๆอ่างเก็บน้ำบางพระ เช่น นกเป็ดน้ำต่างๆ นกยาง นกพริก ฯลฯ และนกที่หากินตามทุ่งหญ้าชายป่าต่างๆ เช่น นกกวัก นกคุ่ม นกตะขาบทุ่ง ฯลฯ เมื่อชาวบ้านผ่านมาท่องเที่ยวอ่างเก็บน้ำ มักจะถือโอกาสยิงนกไปเป็นอาหาร บางคนถึงกับล่าเอาไปขายเพื่อการค้า ได้มีการร้องเรียนไปยังกองอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมป่าไม้ ตั้งแต่นั้นเป็นต้อนมา โดยจัดตั้งสำนักงานและตั้งหน่วยพิทักษ์ป่าย่อยอีกหนึ่งแห่งข้างวัดตโปทาราม จุดเด่นที่น่าสนใจ

พื้นที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าอ่างเก็บน้ำบางพระ จังหวัดชลบุรี จะมีระบบนิเวศน์ที่หลากหลายถึง 3 ลักษณะ คือ

1. เป็นอ่างน้ำขนาดใหญ่ เนื้อที่รับน้ำได้ประมาณ 5,000 ไร่ มี กุ้ง หอย ปู ปลา ชุกชุมเป็นแหล่งประมง ของชาวบ้าน ขณะเดียวกันเป็นแหล่งหากินของนกน้ำต่างๆ เช่น นกอีโก้ นกตีนเทียน นกยาง นกเป็ดน้ำ ฯลฯ ที่สำคัญ คือ นกขนาดใหญ่ที่คืนสู่ธรรมชาติได้แก่ นกกาบบัว นกกระทุง ก็มาหากินบ้างแล้ว

2. เป็นทุ่งหญ้าเนื้อที่ประมาณ 2,000 – 3,000 ไร่ ได้แก่ บริเวณที่น้ำท่วมถึงในฤดูฝนและลดลงกลายเป็นทุ่งหญ้า ในฤดูแล้งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของนกทุ่งต่างๆ เช่น นกกวัก นกกระทา นกกระแตแต้แว้ด ฯลฯ น่าเสียดายที่มีการเลี้ยง วัว – ควาย กันมากกว่า 1,000 ตัว จากเจ้าของ 14 ราย ซึ่งตามกฎหมายใหม่ปี 2535 มี ข้อห้ามแต่ไม่สามารถมีผลย้อนหลังกับการเลี้ยงวัวได้ เพียงแต่ขอกันบริเวณบางส่วนให้นกได้มีโอกาสอยู่อาศัย หากิน ทำรัง วางไข่ แพร่พันธุ์ได้ต่อไป

3. เป็นป่าละเมาะ จากการปลูกป่า 1,400 ไร่ ระหว่างปี 2520 – 2524 และปลูกเสริมอีก 155 ไร่ ระหว่างปี พ.ศ. 2535-2537 เพื่อเป็นป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติฯ ทำให้เกิดความร่มเย็น ชุ่มชื้น เป็นที่อยู่อาศัยหากินของนกมากมาย เช่น นกกระยางหัวหงอก นกแซงแซว นกโพระดก นกชมพูสวน นกบั้งรอก ฯลฯ

การเดินทาง

เขตห้ามล่าสัตว์ป่าอ่างเก็บน้ำบางพระ จังหวัดชลบุรี สามารถเดินทางได้โดยรถยนต์ 2 เส้นทาง คือ

1. จากกรุงเทพฯ ( สถานีขนส่งเอกมัย และสถานีขนส่งหมอชิต ) โดยรถยนต์ประจำทางธรรมดา และรถประจำทางปรับอากาศไปทางสายเก่าผ่านตัวเมือง จ.ชลบุรี ถึงตลาดบางพระ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ระยะทางประมาณ 105 กิโลเมตร โดยสารรถสองแถวจากตลาดบางพระ ถึงเขตห้ามล่าสัตว์ป่าอ่างเห็บน้ำบางพระ ระยะทาง 9 กิโลเมตร รวมระยะทางประมาณ 114 กิโลเมตร

2. จาก จ. ชลบุรี ไปทางถนนบายพาสแยกเข้าถนนสายกรุงเทพฯ – แหลมฉบัง 10 กิโลเมตร เลี้ยวขวาเข้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าอ่างเก็บน้ำบางพระได้เลย สิ่งอำนวยความสะดวก

ความเชื่อ ประเพณี และพิธีกรรม

สำหรับอำเภอศรีราชา ส่วนใหญ่ไม่มีโบราณสถานและโบราณวัตถุที่สำคัญ รวมทั้งงานประเพณีเด่นชัดประจำอำเภอ แต่การจัดงานประเพณีของอำเภอศรีราชา ก็มีการจัดงานประเพณีบ้าง เช่นกัน

สนามกอล์ฟบางพระ

ตั้งอยู่ใกล้อ่างเก็บน้ำบางพระ ห่างจากชลบุรีประมาณ 20 กิโลเมตร แยกซ้ายจากถนนสุขุมวิทตรงกิโลเมตรที่ 113 เข้าไปอีกประมาณ 7 กิโลเมตร ทางเข้าสนามกอล์ฟบางพระอยู่ตรงข้ามอ่างเก็บน้ำบางพระสนามกอล์ฟบางพระเป็นสนามกอล์ฟมาตรฐาน 18 หลุม มีทิวทัศน์สวยงาม มีร้านอาหาร มีที่พักชื่อโรงแรมบางพระรีสอร์ท

วัดบางพระวรวิหาร

วัดบางพระ ตำบลบางพระ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เป็นวัดดั้งเดิมมาแต่โบราณ สร้างสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ หรือสมัยกรุงศรีอยุธยา เป็นราชธานี โดยเป็นวัดราษฎร์ แบบทั่วๆไป สืบเนื่องกันมา ต่อมาเมื่อถึงสมัยรัชการที่ 4 วันจันทร์ เดือนยี่ แรม 5 ค่ำ ตรงกับวันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2400 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินประพาสหัวเมืองชายฝั่งทะเลฝั่งตะวันออกของอ่าวสยามไปถึงจังหวัดตราด ทางชลมาค พร้อมด้วยเจ้าจอมและ ข้าราชบริพาร โดยเรือพระที่นั่งลำใหญ่ชื่อ “ โผนเผ่นทะเล”มีเรือกลไฟที่สร้างขึ้นใหม่ในครั้งนั้นชื่อ “ เรือพระที่นั่งสยามอรสุมพล” เป็นเรือลากจูง ได้เสด็จพระราชดำเนินมาประทับยังตำบล อ่างศิลา จังหวัดชลบุรี ซึ่งได้จัดพลับพลาเป็นที่ประทับชั่วคราว ณ หัวแหลม ตำบลอ่างศิลา ประดับประดาด้วยหินในทะเล ก่อเป็นท่าเรือแบบชนบทโดยมีพระราชดำริว่า ที่ดินชายทะเล ตำบลอ่างศิลานี้อากาศดี จึงโปรดเกล้าฯ ให้พระยาศรีสุริยวงศ์ สมุหกลาโหม มาปลูกสร้างให้เป็นตึกที่ประทับถาวรขึ้นที่หัวแหลม ตำบลอ่างศิลา สำหรับที่จะเสด็จมาประทับในโอกาสหน้า และจะไว้ให้ ฝรั่งที่ป่วยเจ็บมาพักรักษาตัวเป็นการกุศลอีกด้วย ซึ่งตำบลอ่างศิลานี้ เป็นสถานที่พักตากอากาศชายทะเลแห่งแรกที่นิยมกันตามฝรั่งในสมัยนั้น และในคราวเสด็จประพาสครั้งนี้ ซึ่งสมัยนั้นกองทัพเรือได้ตั้งอยู่ที่บางพระ ยังไม่ได้ย้ายไปสัตหีบ และทรงเยี่ยมข้าราชการที่ว่าการอำเภอบางพระซึ่งขณะนั้นตั้งอยู่ที่บางพระ ปัจจุบันย้ายไปอยู่ที่ศรีราชา ในระหว่างที่เสด็จพระราชดำเนินตรวจกองทหารและข้าราชการที่อำเภอบางพระนั้น ได้เสด็จแวะที่วัดบางพระเพื่อทำการสักการะตามพระราชอัธยาศัยและได้มีผู้กราบบังคมทูลว่า พระอุโบสถหลังนี้สร้างมานานเครื่องบนและทรวดทรงต่างๆ ชำรุดทรุดโทรมมากจะหาผู้ใดบูรณปฏิสังขรณ์ไม่แต่ด้วยพระองค์ท่านได้มีน้ำพระทัยเต็มเปี่ยมอยู่แล้วในเรื่องการบำรุงพระพุทธศาสนาให้เจริญยิ่งขึ้น ทรงพระราชดำริ เห็นเป็นการสมควร ประกอบกับวัดนี้ตั้งอยู่ใกล้บริเวณกองทหาร และที่ว่าการอำเภอบางพระ ควรจะได้บูรณะซ่อมแซมใหม่ให้ดีขึ้น ดังนั้นจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าๆ ให้พระยาทิพากรวงศ์มหา-โกศาธิบดี (ขำ บุญนาค) แบ่งจ่ายภาษีอากรสถาปนาให้ดีขึ้น เปลี่ยนเครื่องบนเสียใหม่และเสริมผนังให้สูงขึ้นไปจากเดิมอีกสองศอกต่อมุขหลังให้ยาวออกไปกับสร้างเจดีย์สูง 5 วา ขึ้นหลังพระอุโบสถอีกหนึ่งองค์ในครั้งนี้เอง วัดบางพระก็ได้รับการยกฐานะขึ้นเป็น พระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เกือบจะกล่าวได้ว่าในสมัยนั้น พระอุโบสถวัดบางพระสวยงามเป็นหนึ่งในภาคตะวันออก และในปลายรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีการบูรณปฏิสังขรณ์อีกครั้งหนึ่งในสมัยหลวงพ่อฉิ่ง และสมัยพระครูวรกัณฑราจารย์ (บู๊ เจริญศีล) โดยมีอาจารย์องค์หนึ่งในวัดเป็นผู้มีฝีมือในการก่อสร้างโดยจัดทำกำแพงล้อมรอบพระอุโบสถของเดิมเป็นไม้พร้อมกับเปลี่ยนช่อฟ้าใบระกาใหม่ เปลี่ยนกระเบื้องมุงหลังคาใหม่ทั้งหมด พระอุโบสถวัดบางพระ ได้ใช้เป็นที่บรรพชาอุปสมบทและรับกฐินพระราชทาน ผู้ขอรับพระราชทางกฐินต่างพากันมีความเห็นว่าพระอุโบสถหลังนี้เล็กคับแคบ สภาพก็เก่าชำรุดทรุดโทรมมาก และเมื่อคราวกฐินพระราชทาน ธนาคารไทยพาณิชย์ ซึ่งมี พลตรีหม่อมทวีวงศ์ ถวัลยศักดิ์ เป็นประธาน เห็นสมควรจะได้ประกอบการกุศลสร้างพระอุโบสถเสียใหม่ จึงได้นำเรื่องขึ้นกราบบังคม ทูลเกล้า ขอพระราชทาน เมื่อทรงเห็นชอบแล้ว จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ก่อสร้างใหม่ได้ตามที่ขอพระราชทาน ฉะนั้น การก่อสร้างพระอุโบสถหลังใหม่ก็ได้เริ่มลงมือจัดทำขึ้นในเดือนพฤศจิกายน พุทธศักราช 2507 ตามแบบแผนกรมศิลปากรเครื่องบนและสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นผู้ออกให้ ตัวพระอุโบสถก่อด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก เครื่องบนประกอบด้วยไม้ตะเคียน ประตูหน้าต่างทำด้วยไม้สักทั้งแผ่น แกะสลักลวดลาย และสร้างพระประธานเพิ่มขึ้น 1 องค์ ใหญ่กว่าพระประธานองค์เดิม มีกำแพงแก้วและซุ้มเสมารอบบริเวณตัวอาคารของพระอุโบสถ กว้าง 8 เมตร ยาว 21.40 สูงจากพื้นดินถึงอกไก่ 14.50 เมตร การก่อสร้างได้ดำเนินการมาจนเสร็จเรียบร้อย เมื่อเดือนธันวาคม พุทธศักราช 2510 สิ้นเงินค่าก่อสร้างทั้งสิ้น 1,195,889.00 บาท

ประเพณีกองข้าว

เมืองชลบุรีสมัยก่อนมีงานประเพณีแปลกอยู่อย่างหนึ่งเรียกว่า “พิธีกองข้าว” ทำกันเป็นงานประจำ โดยถือว่าเมื่อทำแล้วทำให้ชาวเมืองอยู่เย็นเป็นสุข ประชาชนไม่เจ็บไข้ได้ป่วย เป็นงาน เกี่ยวกับการเชิญเจ้าเข้าทรง ณ ที่ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองจังหวัดชลบุรี ทำกันในฤดูร้อน ซึ่งอยู่ในเดือนเมษายนของทุกปี เป็นเวลา 3 วันติดต่อกัน และในวันหนึ่ง ๆ จัดพิธีเป็น 2 ตอน คือ ตอนเช้า และตอนเย็น โดยเมื่อใกล้จะถึงกำหนดวันกองข้าว ก็จะแบ่งปันหน้าที่กันว่าใครจะต้องทำอะไรเช่น การชำระล้างปัดกวาด ตกแต่งศาลเจ้าพ่อให้สะอาด จัดเตรียมเครื่องบูชาบ้างก็รับหน้าที่ตีฆ้อง โฆษณาไปจนทั่วว่า พรุ่งนี้จะมีพิธีกองข้าว เป็นวันเริ่มต้น จึงเรียนเชิญท่านไปร่วมพิธีโดยพร้อมเพรียงกันพอถึงวันกองข้าวชาวบ้านก็จะมาพร้อมกันยังศาลาเจ้าพ่อหลักเมือง ทำพิธีต่างๆ เกี่ยวกับการเชิญเจ้าพ่อต่างๆ มาเข้าทรง ตอนเย็นก็จะนัดกันกองข้าวที่เจ้าพ่อบอกสถานที่ที่จะกองข้าวให้ประชาชน ก็จะเป็นอันเสร็จพิธีพิธีเชิญเจ้าเข้าทรงนี้จะกระทำติดต่อกันเป็นเวลา 3 วัน โดยดำเนินการในช่วงเช้าจนถึงเวลาใกล้เที่ยงของแต่ละวันส่วนงานพิธีในตอนเย็นเมื่อได้เวลาประมาณ 16.30 น. บรรดาประชาชนก็จะพากันไปยังที่ที่เจ้าพ่อได้บอกให้ทาบในตอนเช้าซึ่งส่วนใหญ่ก็จะตรงกันทุกปี คือวันแรกจะจัดบริเวณชุมชนตอนบนวันที่สองบริเวณชุมชนตอนกลาง และวันที่สามบริเวณชุมชนตอนล่าง เมื่อถึงเวลาประชาชนก็จะมาปูเสื่อวางชั้นละหมอน ตลอดจนเตรียมของอื่นๆ มีพิณพาทย์บรรเลงเพลงประกอบ จัดสร้างศาลเพียงตา นำขนมต้มขาว ต้มแดง มีบายสีปากชามวางไว้บนศาล ในช่วงนี้ประชาชนจะพากันมาทำอาหารคาวหวาน พร้อมด้วยข้าวสุกอย่างน้อย 1 ขัน มาร่วมพิธีบ้านใดที่นำอาหารมา มีการชาวนเพื่อนพ้องมากันหลายๆ คน

ที่อำเภอพนัสนิคมก็มีพิธีกองข้าว เช่นกัน ลักษณะของงานจะคล้ายกันกับอำเภอศรีราชาแต่ในปัจจุบันงานนี้ได้สูญหายไปแล้ว

ประเพณีกองข้าวของเมืองชลบุรีได้เลิกไปหลายปีแล้ว เนื่องจากว่าในเวลานั้นหลายจังหวัดได้มีการเชิญเจ้าเข้าทรง เป็นการหลอกลวงประชาชนให้ได้รับความเสียหายต่าง จนทางราชการได้ประกาศห้ามมิให้ทำการเชิญเจ้าเข้าทรงต่อไป

แต่ประเพณีกองข้าวยังอยู่ที่อำเภอศรีราชา เพียงแห่งเดียวในประเทศไทยจนปัจจุบัน

เป็นประเพณีที่สวยงาม มีเอกลักษณ์พิเศษ เมื่อประชาชนนับร้อยนับพันจัดสำรับกับข้าวมาตามฐานะ มาตั้งวงรับประทานอาหารร่วมกัน ด้วยบรรยากาศของญาติพี่น้องเสียงสรวลเสเฮฮาแลกเปลี่ยนอาหารกันรับประทานอาหาร ชนิดไม่มีพวกเขาพวกเรา พี่น้องประชาชนบ้านอื่นมาเห็นอยากให้มีประเพณีเช่นนี้บ้างเรียกว่าปีหนึ่งมีครั้งเดียวควรเป็นประเพณีกองข้าวจะได้รับการอนุรักษ์ให้คงอยู่คู่กับอำเภอศรีราชาตลอดไป

สำหรับประเพณีกองข้าวของชาวศรีราชานั้น ผู้สูงอายุหลายท่านกล่าวว่าได้ปฏิบัติสืบทอดกันมานานแล้ว เมื่อดวงอาทิตย์เคลื่อนย้ายราศีเข้าสู่ปีใหม่หรือเรียกว่าสงกรานต์ล่วงไปแล้วประมาณ 3-4 วัน ให้ชักชวนชาวบ้านนำอาหารคาวหวานไปที่ชายทะเลแบ่งอาหารคนละเล็กละน้อยใส่กระทงรวมกันไว้ที่ริมหาด จุดธูปแล้วร้องเชิญ ภูตผี ปีศาจ ที่หิวโหยให้มารับประทานอาหารร่วมกันโดยไม่ให้เหลือกับบ้าน

ประเพณีกองข้าวของชาวศรีราชา จะกระทำกันประมาณ วันที่ 19-21 เมษายน ของทุกปี สถานที่ที่จักงานจะจัดบริเวณริมเขื่อนหน้าบ้านพักนายอำเภอ บริเวณเกาะลอย แหลมฟาน แหลมท้าวเทวา และบริเวณสำนักงานเทศบาล เริ่มเวลาประมาณ 17.00 น. ชาวบ้านจะออกจากบ้านพร้อมข้าวของที่เตรียมไว้ไปถึงสถานที่นัดหมาย จัดที่นั่ง ปูเสื่อ จัดอาหารคาวหวาน เครื่องดื่ม พร้อมด้วยธูปเทียน เมื่อได้เวลาคนมามากพอสมควรแล้ว จะมีผู้นำทางพิธีคนหนึ่ง ขออาหารจากชาวบ้านนำมาใส่กระทงที่เตรียมไว้ จุดธูปเทียนพร้อมกันรวมไปปักไว้ใกล้ๆ กระทง แล้วร้องเชิญ ภูตผีปีศาจ ทั้งหลายให้มารับเครื่องเซ่น สังเวยพอธูปเผาไหม้หมดดอกผู้นำทางพิธีก็จะบอกชาวบ้านร่วมกันรับประทานอาหารให้หมด อย่าได้เหลือกลับบ้าน เด็กๆ ที่ไม่มีญาติพี่น้องก็จะแบ่งปันรับประทานอาหารด้วย จนสมควรแก่เวลา จึงแยกย้ายกันกลับบ้าน

ความสวยงามของประเพณีเกิดขึ้น เมื่อประชาชนจำนวนมากได้ชักชวนกันร่วมรับประทานอาหาร ทักทายกันด้วยความยิ้มแย้มแจ่มใส แบ่งปันอาหารกันอย่างมีความสุข เกิดไมตรีและมิตรภาพที่ดีเกิดขึ้น กับทุกรุ่น ทุกวัย มีการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน และรักสามัคคีกันในเขตอำเภอศรีราชา

ประเพณีแห่พระยายม

ชาวบางพระมีประเพณีดั้งเดิมของตัวเองมาตั้งเกือบร้อยปีแล้วนั้นก็คือประเพณี แห่พระยายม เช่นเดี่ยวกันกับประเพณี ของชาวศรีราชา ถือเป็นเสมือนวัฒนธรรมพื้นบ้านที่สืบต่อกันมาเป็นเวลานานซึ่งในวันไหลสุดท้ายของตรุษสงกรานต์ (ซึ่งถือเป็นวันปีใหม่ของไทย) ชาวบ้านจะพากันแห่พระยายม นำไปปล่อยในทะเลลึก งานประเพณีนี้เกิดจากชาวบ้านอย่างแท้จริง แต่ก่อนดั้งเดิมนั้นเกิดขึ้นที่ในหมู่บ้านบ้านไร่ดินแดง ซึ่งอยู่ตรงหน้าเขาพระบาทบางพระและพื้นที่ราบหน้าเขาฉลากไปจนจรดชายทะเลในราว พ.ศ. 2442 ด้วยการริเริ่ม ของนายติ้น ชิดเชื้อ และสมัครพรรคพวกได้พากันสร้างพญายมขึ้นแต่ก็ได้เว้นไประยะหนึ่ง ต่อมาราว พ.ศ. 2500 ชาวบ้านคอเขาพุทธบาทบางพระได้ฟื้นฟูขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง โดยการนำของนายต๋อย สุขสวัสดิ์ นายอิ้น บัวเขียว นายผ่อง กุระ นายวิโรจน์ มัชฌิโม นายอำนวย บรรเจิด เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงชักชวนเพื่อนบ้านมาช่วยกันจัดงานแห่พญายมขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง และสืบเนื่องกันมาหลายปี จนนายต๋อย นายอิ้น เสียชีวิตไป นายใส – นายดำ เสริมศรี ที่เป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านได้เสริมต่อมาจนถึงทุกวันนี้ แรงจูงใจที่ทำให้เกิดประเพณีนี้ขึ้นมานั้น เนื่องจากอาณาบริเวณหมู่บ้านบางพระ และบริเวณหมู่บ้านไร่ดินแดงนั้นขึ้นเดินไปด้วยป่าดงดิบ มีต้นไม้น้อยใหญ่เต็มไปหมด มีสัตว์ภัยนานาชนิดชุกชุมชาวบ้านจึงเป็นไข้ป่าเจ็บป่วยกันเป็นประจำ การรักษาก็เป็นไปตามพื้นบ้าน จึงคิดที่จะมุ่งหาสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจ มุ่งที่จะขจัดปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายให้หมดไป เพื่อชาวบ้านจะได้รอดพ้นจากทุกข์การเจ็บได้ป่วย จึงคิดสร้างหุ่นพญายมขึ้น ถือว่าพญายมนี้เป็นเทพเจ้าที่เป็นผู้ควบคุมดูแลภูตผีปีศาจมารร้ายทั้งปวงให้จับเก็บสิ่งชั่วร้ายต่างๆ ไว้กับตัวพญายมไปปล่อยทะเลเสีย จะได้เป็นการปลดปล่อยสิ่งชั่วร้าย ชาวบ้านก็จะอยู่กันอย่างมีความสุขตลอดไป

การสร้างหุ่นพญายมเป็นฝีมือชาวบ้าน ถึงแม้จะดูไม่สวยงามเท่าไรก็ตาม เขาจะช่วยกันสร้างเป็นเวลา 2 วัน ก่อนแห่ การทำจะมีการหยอกล้อกันเล่นกินกันไปด้วย ใช้ไม้นุ่น ไม้ไผ่ เป็นแพรองล่างสำหรับให้ลอยน้ำได้ ตัวพญายมใช้ไม้ไผ่สานอุดด้วยฟางข้าวประกอบกันเป็นตัวนุ่น (เดี๋ยวนี้ใช้กระสอบป่านแทน) แล้วปะด้วยกระดาษ ทาสีตกแต่งหน้าตาให้ดูดุร้ายน่ากลัว

พิธีจะเริ่มหลังวันสงกรานต์ (ราววันที่ 18) ก่อนวันแห่เป็นวันสุกดิบ ชาวบ้านจะนำ พญายมมาตั้งไว้กลางลานในตอนเย็น นิมนต์พระสงฆ์ 9 รูป มาเจริญพระพุทธมนต์เย็นแล้วสวดเบิกเนตร พร้อมกับตั้งกองผ้าป่าขึ้นเพื่อชาวบ้านจะได้ช่วยกันทำบุญเอาเงินเข้าวัดมีการก่อพระทรายในบริเวณนั้นตามประเพณีของวันสงกรานต์ ตอนรุ่งเช้า ชาวบ้านทั้งหลายจะพาลูกหลานนำข้าวปลาอาหารมาถวายพระที่มาเจริญพระพุทธมนต์ แล้วก็ร่วมกันกินอาหารด้วยกันเป็นที่สนุกสนานฉันท์พี่น้อง มีขายธงปักตกแต่งพระทรายและช่วยกันทำบุญกองผ้าป่า (นำเงินไปซื้อสิ่งของเข้าวัด) หลักจากนั้นก็รอเวลาแดดร่มเสียก่อน

ในราว 4 โมงเย็น ก็จัดเป็นขบวนแห่สนุกสนาน มีกลองยาวนำ ชายหญิงแต่งตัวกันสวยงาม บางคนเป็นชายแต่งหญิง หรือแต่งตัวตามชาดกละคร อย่างเช่น ชูชก กัณหา – ชาลี ยักษ์-ลิง แห่กันเป็นแถวยาวเหยียด มีรถยนต์ร่วมนำขบวนหลายสิบคัน ชาวบ้านหลายร้อยคน นำพญายมที่สร้างไว้ไปตั้งชายทะเลท้ายบ้าน

ที่ชายทะเลก็จะมีหนุ่มสาว ผู้เฒ่า ผู้แก่มาร่วมกันสาดน้ำ เล่นกีฬาพื้นบ้าน อาทิ ชักกะเย่อ ปีนเสาน้ำมัน ตี่จับฟ้อนรำ สะบ้า ฯลฯ เมื่อถึงเวลาเกือบพลบค่ำ พระสงฆ์จำนวน 9 รูป จะสวดคาถาชัยมงคล ชาวบ้านทั้งหลายก็จะจุดธูปเทียนอธิษฐานขอความมีโชคแก่ตนเอง และครอบครัว ขอให้ภูตผีปีศาจสิ่งชั่วร้าย ความทุกข์โศกโรคภัยจางไปกับพญายมนั้นเสีย หลักจากนั้นหนุ่มๆ ร่างกายแข็งแรง จะแบกพญายมเดินลงไปในท้องทะเลที่ลึกจนถึงเพียงคอ พอที่คลื่นจะพาพญายมให้ล่องลอยออกไปในท้องทะเลให้ไกลแสนไกลพิธีจบก็พลบค่ำพอดี

ในช่วงเวลาปี พ.ศ. 2530 มานี้ บ้านเมืองเจริญขึ้นมีผู้คนมากขึ้น กำนันผู้ใหญ่บ้านก็เข้ามาช่วยเหลือการจัดสร้างพญายม ช่วยจัดขบวนแห่ให้สวยงามมีระเบียบ การแข่งขันกีฬาพื้นเมืองเล็กก็สนุกยิ่งขึ้น

เมื่อมีสภาตำบลและสุขาภิบาลบางพระ มีการเลี้ยงอาหารชาวบ้านที่มาร่วมงาน มีการแข่งขันกีฬาของชุมชนต่างๆ เป็นที่สนุกสนาน ผู้นำชุมชน เช่น ชมรมแม่บ้าน ชมรมผู้สูงอายุ สมาชิกเทศบาล สจ. ส.ส. อ.บ.ต. ก็ให้เกียรติมาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง ในการปล่อยพญายมในทะเลลึกนั้น ในช่วงหลังนี้ชาวบ้านประมงบางพระที่มีเรือ ก็ช่วยนำเรือมาบรรทุกไปปล่อยไกลถึงหน้าอ่าวบางพระ (ประมาณ 3 กิโลเมตร) นับว่าเป็นความร่วมมือร่วมใจของพี่น้องชาวบางพระหลายฝ่ายที่ช่วยกันผดุงรักษาประเพณี วัฒนธรรมพื้นบ้านไว้ และสืบต่อเนื่องกันไป

ต้องขอบคุณผู้นำท้องถิ่น นับแต่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน มาจนถึงประธาน อ.บ.ต. คณะเทศมนตรีตำบลบางพระที่เห็นความสำคัญของประเพณีแห่พญายม ของชาวบางพระช่วยกันอนุรักษ์ไว้ไม่ให้เสื่อมคลายไปตามกาลสมัย ซ้ำยังช่วยกันปรับปรุงเสริมแต่งให้เป็นหลักฐานใหญ่โตขึ้นตามความเจริญของบ้านเมืองหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ลูกหลานของเราคงจะช่วยกัน ทำนุบำรุงรักษาประเพณีนี้ให้ยั่งยืนสืบต่อกันไป

สถานศึกษา [แก้]

โรงเรียน [แก้]

มหาวิทยาลัย [แก้]

หน่วยกู้ภัย [แก้]

  • พุทธสมาคมพุทธมามกสว่างประทีปธรรมสถาน (กู้ภัยสว่างประทีป)
  • พุทธสมาคมสว่างผลหนองมน (กู้ภัยสว่างผล)
  • พุทธสมาคมเพียวเยี้ยงไท้ (กู้ภัยเพียวเยี้ยงไท้)

อ้างอิง [แก้]