อำเภอศรีราชา
-
สำหรับความหมายอื่น ดูที่ ศรีราชา (แก้ความกำกวม)
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||
อำเภอศรีราชา เป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดชลบุรี
เนื้อหา |
ที่ตั้งและอาณาเขต [แก้]
อำเภอศรีราชาตั้งอยู่ชายฝั่งทะเลตะวันออกของอ่าวไทย พื้นที่ส่วนใหญ่มีภูเขาล้อมรอบและเป็นที่ลาดเนิน ที่ว่าการอำเภอศรีราชาตั้งอยู่ริมถนนสุขุมวิท ตำบลศรีราชา ห่างจากตัวจังหวัดชลบุรี 24 กิโลเมตร และห่างจากกรุงเทพมหานคร 105 กิโลเมตร พื้นที่ในการปกครองของอำเภอมีอาณาเขตติดต่อกับอำเภอข้างเคียงดังต่อไปนี้
- ทิศเหนือ ติดต่อกับอำเภอเมืองชลบุรีและอำเภอบ้านบึง
- ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำเภอหนองใหญ่ และอำเภอปลวกแดง (จังหวัดระยอง)
- ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอบางละมุง
- ทิศตะวันตก จรดอ่าวไทยและเขตอำเภอเกาะสีชัง
สภาพพื้นที่ [แก้]
อำเภอศรีราชามีเนื้อที่ประมาณ 643.558 ตารางกิโลเมตร (402,223.75 ไร่) พื้นที่การเกษตร 236,542.5 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 41.878 ของพื้นที่ทั้งหมด ระยะทางห่างจากเมืองชลบุรีโดยรถยนต์ 24 กิโลเมตร พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ลาดเนินเขาเล็ก ๆ กระจายทั่วไป พื้นที่เหมาะแก่การทำการเกษตร และอุตสาหกรรมมีที่ราบลุ่มทำนาได้บางส่วน ทิศตะวันตกติดชายฝั่งทะเล และไม่มีแม่น้ำลำคลองขนาดใหญ่ไหลผ่าน จะมีเฉพาะทางน้ำไหลจากภูเขาลงสู่ทะเล
ประวัติ [แก้]
อำเภอศรีราชาเดิมเป็นส่วนหนึ่งของอำเภอบางละมุง ตัวเมืองบางละมุงเดิมตั้งอยู่ที่บ้านบางละมุงในเขตอำเภอบางละมุงในปัจจุบัน เมื่อประมาณ 100 ปีเศษมานี้ เมืองบางละมุงได้ย้ายมาตั้งอยู่ที่บ้านบางพระ แต่ยังคงใช้ชื่อเดิมว่า "เมืองบางละมุง" ในขณะที่ตั้งเมืองบางละมุงในขณะนั้น ระบบบริหารราชการแผ่นดินยังไม่มีอำเภอ ต่อมาทางราชการได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองเป็นมณฑล จึงได้ย้ายเมืองบางพระไปตั้งอยู่ที่บางปลาสร้อย อำเภอเมืองชลบุรีในปัจจุบัน จึงได้ย้ายเมืองบางพระไปตั้งอยู่ที่บางปลาสร้อย อำเภอเมืองชลบุรีในปัจจุบัน และรวมเมืองพนัสนิคมเข้าด้วยกัน เรียกว่า "เมืองชลบุรี"
ส่วนเมืองบางพระนั้นได้ตั้งเป็นอำเภอ เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2437 (ร.ศ. 113) เรียกว่า อำเภอบางพระ ต่อมาในปี พ.ศ. 2446 (ร.ศ. 122) จอมพลเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีได้กราบทูลต่อกรมขุนมรุพงศ์สิริพัฒน์ซึ่งเป็นสมุหเทศาภิบาลสำเร็จราชการมณฑลปราจีนบุรี ขอให้ย้ายอำเภอบางพระมาตั้งที่ศรีราชา แต่ยังคงใช้ชื่ออำเภอบางพระเหมือนเดิม ต่อมาในปี พ.ศ. 2460 (ร.ศ. 136) จึงได้เปลี่ยนชื่ออำเภอบางพระมาเป็น อำเภอศรีราชา ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา โดยมีหลวงบุรีรัตถคามบดีเป็นนายอำเภอศรีราชาคนแรก
การแบ่งเขตการปกครอง [แก้]
การปกครองส่วนภูมิภาค [แก้]
อำเภอศรีราชาแบ่งเขตการปกครองตามพระราชบัญญัติลักษณะการปกครองท้องที่ พ.ศ. 2457 ออกเป็น 8 ตำบล 52 หมู่บ้าน
| 1. | ศรีราชา | (Si Racha) | 5. | หนองขาม | (Nong Kham) | 11 หมู่บ้าน | ||||||||
| 2. | สุรศักดิ์ | (Surasak) | 10 หมู่บ้าน | 6. | เขาคันทรง | (Khao Khansong) | 10 หมู่บ้าน | |||||||
| 3. | ทุ่งสุขลา | (Thung Sukhla) | 7. | บางพระ | (Bang Phra) | 12 หมู่บ้าน | ||||||||
| 4. | บึง | (Bueng) | 9 หมู่บ้าน | 8. | บ่อวิน | (Bo Win) | 8 หมู่บ้าน |
การปกครองส่วนท้องถิ่น [แก้]
ท้องที่อำเภอศรีราชาประกอบด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 8 แห่ง ได้แก่
- เทศบาลนครแหลมฉบัง ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของตำบลสุรศักดิ์ ตำบลทุ่งสุขลาทั้งตำบล บางส่วนของตำบลบึง บางส่วนของตำบลหนองขาม รวมไปถึงบางส่วนของตำบลบางละมุงในเขตอำเภอบางละมุง
- เทศบาลนครเจ้าพระยาสุรศักดิ์ ครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของตำบลสุรศักดิ์ บางส่วนของตำบลบึง บางส่วนของตำบลหนองขาม บางส่วนของตำบลเขาคันทรง และบางส่วนของตำบลบ่อวิน
- เทศบาลเมืองศรีราชา ครอบคลุมพื้นที่ตำบลศรีราชาทั้งตำบล
- เทศบาลตำบลบางพระ ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของตำบลบางพระ
- องค์การบริหารส่วนตำบลหนองขาม ครอบคลุมพื้นที่ตำบลหนองขาม (เฉพาะนอกเขตเทศบาลนครแหลมฉบังและเทศบาลนครเจ้าพระยาสุรศักดิ์)
- องค์การบริหารส่วนตำบลเขาคันทรง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลเขาคันทรง (เฉพาะนอกเขตเทศบาลนครเจ้าพระยาสุรศักดิ์)
- องค์การบริหารส่วนตำบลบางพระ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบางพระ (เฉพาะนอกเขตเทศบาลตำบลบางพระ)
- องค์การบริหารส่วนตำบลบ่อวิน ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบ่อวิน (เฉพาะนอกเขตเทศบาลนครเจ้าพระยาสุรศักดิ์)
ประชากร [แก้]
อำเภอศรีราชามีประชากรจำนวนรวมทั้งสิ้น 2 แสนคน ปัจจุบันเป็นเขตกึ่งเกษตรกรรมและกึ่งอุตสาหกรรม ซึ่งมีแนวโน้มอุตสาหกรรมจะก้าวนำการเกษตร เนื่องจากการพัฒนาตามโครงการพัฒนาชายฝั่งทะเลตะวันออก มีท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบัง เป็นต้น
การคมนาคม [แก้]
การคมนาคมติดต่อระหว่างอำเภอและจังหวัด รวมทั้งการคมนาคมในตำบลและหมู่บ้าน มีรายละเอียด ดังนี้
- ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3 สายกรุงเทพมหานคร-หาดเล็ก (ถนนสุขุมวิท)
- ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 331 สายฉะเชิงเทรา-สัตหีบ
- ทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 สายกรุงเทพมหานคร-พัทยา
- ทางหลวงชนบทจำนวน 24 สาย สำหรับเชื่อมระหว่างตำบลและหมู่บ้าน มีสภาพเป็นถนนลูกรัง 13 สาย
- รถไฟสายกรุงเทพฯ–สัตหีบ (พลูตาหลวง) เชื่อมต่อลงไปยังท่าเรือพาณิชย์แหลมฉบัง เป็นเส้นทางลำเลียงขนส่งสินค้าและน้ำมันเชื้อเพลิง
สถานที่ท่องเที่ยว [แก้]
- สวนสัตว์เปิดเขาเขียว
- สวนเสือศรีราชา
- สวนผีเสื้อสายทิพย์
- เกาะลอย
- น้ำตกชันตาเถร
- อ่างเก็บน้ำบางพระ
สถานที่สำคัญ/แหล่งท่องเที่ยว
มีสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สำคัญ ได้แก่
เกาะลอย
เป็นเกาะขนาดเล็ก มีพื้นที่ประมาณ 3 ไร่ ห่างจากฝั่งของอำเภอศรีราชาประมาณ 300 เมตร ในอดีตนั้นจะมีสะพานไม้เชื่อมตัวกับชายฝั่ง สามารถชมภาพบรรยากาศเก่าๆ ได้ตามร้านถ่ายรูปบางแห่งของศรีราชา ปัจจุบันสะพานไม้ดังกล่าวได้รื้อทิ้งไปแล้วและได้สร้างถนนคอนกรีตแทนสิ่งที่น่าสนใจบนเกาะนั้น ประกอบด้วยวิหารหลวงพ่อผิวหรือพระครูปริยัติวราทร อดีตเจ้าอาวาสวัดศรีมหาราชา ซึ่งทุกวันจะมีพุทธศาสนิกชนมานมัสการเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ก็มีสวนเต่าตนุผู้ปกครองนิยมนำบุตรหลานมาให้อาหารเต่ากัน ส่วนทางเดินรอบเกาะก็เป็นที่นิยมของบรรดานักตกปลากันเป็นจำนวนมากอีกทั้งยังเหมาะที่จะชมวิวทิวทัศน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่ดวงอาทิตย์ลับของฟ้า
สวนสัตว์เปิดเขาเขียว
สถานที่ตั้ง ตำบลบางพระ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ลักษณะทั่วไปสวนสัตว์เปิดเขาเขียว มีพื้นที่ประมาณ 3,000 ไร่ สวนสัตว์แห่งนี้ดำเนินการโดยองค์การสวนสัตว์ดุสิต ( เขาดินวนา) กรุงเทพฯ เป็นสวนสัตว์เปิดที่มากมายหลายชนิด เช่นกวาง กระทิง ฮิปโปโปเตมัส หมี จิงโจ้ วัวแดง ช้าง นกยูง ฯลฯ นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมสัตว์ต่างๆ ได้อย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ยังมีกรงนกขนาดใหญ่ ที่มีนกนับร้อยชนิด คลุมพื้นที่ประมาณ ๕ ไร่เศษ และสวนสัตว์มีการนำ Barasingha หรือสมันชนิดย่อย C.D. duvauceli ที่พบในตอนเหนือของอินเดีย กลับมาประเทศไทยอีกครั้งหนึ่ง เป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนงานหลักของสวนสัตว์ทั้งงานให้การศึกษา , งานอนุรักษ์, งานวิจัยและแก่ประชาชน อนึ่งโครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อการส่งเริมให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์นอกป่าธรรมชาติ เพื่อเป็นประโยชน์ในการอนุรักษ์ในป่าธรรมชาติ โดยการสนับสนุนเงินทุนเพื่อการปรับปรุงการดำเนินการภาคปฏิบัติการของสัตว์เปิด เขาเขียว กวางบาราซิงฮา เป็นกวางขนาดกลางพบในประเทศเนปาล ประเทศอินเดียตอนเหนือ ตะวันออกเฉียงเหนือ และตอนกลางโดยอาศัยอยู่บริเวณที่ราบลุ่มน้ำ ปัจจุบันถูกคุกคามและถูกล่าจนลดจำนวนลงมาก มีสองสายพันธุ์ คือ North Indian Barasingha ในธรรมชาติเหลืออยู่ประมาณ 4,000 – 5,000 ตัว และ South Indian Barasingha ในธรรมชาติเหลืออยู่เพียง 500-600 ตัว เท่านั้น และสองสายพันธุ์นี้มีอยู่ในกรงเลี้ยงของสัตว์ทั่วโลกประมาณ 200 ตัว สวนสัตว์เปิดเขาเขียว หน่วยงานหนึ่งขององค์การสวนสัตว์ในพระบรมราชูปถัมภ์ สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นสถานที่ที่มีบทบาทในการสร้างสมดุลทางธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมโดยกำหนดให้มีงานด้านการให้การศึกษานันทนาการตลอดจนการพัฒนาจิตใจของประชาชน ควบคู่กับการศึกษาวิจัยการอนุรักษ์สัตว์ป่าและธรรมชาติ
เริ่มเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2521 ในเนื้อที่กว่า 5,000 ไร่ ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาเขียว – เขาชมพู่ จังหวัดชลบุรี ปัจจุบันมีสัตว์อยู่ในความควบคุมดูแลกว่า 300 ชนิด มีมากกว่า 6,000 ตัว เส้นทางเข้าสู่สวนสัตว์เปิดเขาเขียว การเดินทางสามารถไปได้ 2 ทาง คือ จาก ถนนสุขุมวิทแยกเข้าเส้นทางอ่างเก็บน้ำบางพระ ผ่านสนามกอล์ฟบางพระเข้าไป ประมาณ 19 กิโลเมตร จากทางหลวงหมายเลข 7 จะมีป้ายบอกทางเป็นระยะ
สวนเสือศรีราชา
จัดตั้งขึ้นบนพื้นที่ 250 ไร่ เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2540 กิโลเมตร ที่ 9 เลขที่ 341 หมู่ 3 ตำบลหนองขาม อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ซึ่งห่างจากสวนสัตว์เดิมเพียง 1 กิโลเมตร โดยจัดการดำเนินงาน และเตรียมแผนงานอย่างมีมาตรฐาน เพื่อที่จะพัฒนาพันธุ์สัตว์ และแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงนันทนาการ ให้ความรู้กับนักท่องเที่ยวทุกคน ซึ่งในปัจจุบัน เสือโคร่งพันธุ์เบงกอล และจระเข้ ที่เพาะเลี้ยงโดยสวนสัตว์ศรีราชานั้นมีจำนวนเพิ่มขึ้นมากมาย ซึ่งมีเสือโคร่งเบงกอล 200 กว่าตัว และจระเข้มีถึง 100,000 กว่าตัว นอกเหนือสัตว์นานาชนิดแล้ว สวนสัตว์ศรีราชายังได้มีกิจกรรมการแสดงต่างๆไว้มากมาย
น้ำตกชันตาเถร
ตั้งอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาเขียว-เขาชมพู่ ซึ่งได้จัดตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2517 เพื่อปกปักรักษาป่าผืนสุดท้ายของจังหวัดชลบุรี พื้นที่โดยส่วนใหญ่เป็นภูเขาหินแกรนิต มีเนื้อที่ประมาณ 90,473 ไร่ สภาพป่าโดยทั่วไป เป็นป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง เป็นต้นกำเนิดแหล่งน้ำสำคัญที่หล่อเลี้ยงชาวจังหวัดชลบุรี และบางส่วนของจังหวัดระยอง โดยเป็นแหล่งต้นน้ำที่ป้อนให้กับอ่างเก็บน้ำบางพระ อ่างเก็บน้ำหนองค้อ อ่างเก็บน้ำห้วยสะพาน อ่างเก็บน้ำกลางดง มียอดเขาเขียวเป็นยอดเขาสูงที่สุดของจังหวัดชลบุรี สูงถึง 798 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ถ้าดูตัวเลขความสูง แล้วบางท่านอาจบอกว่าไม่สูงเลยสู่ภูกระดึงก็ไม่ได้สูงตั้ง 1,200 กว่าเมตร ที่นี่ก็มีสัตว์ป่าชุกชุมเหมือนกัน สำหรับสัตว์ป่าที่พบได้ง่ายได้แก่ หมูป่า ลิง กวาง ชะมด กระรอก ผีเสื้อและนก ฯลฯ ปัจจุบันป่าแหล่งนี้นั้นได้ถูกมนุษย์ทำลายอยู่ตลอดเวลาไม่ว่าจะเป็นการเผ่าป่า ล่าสัตว์ ยิ่งช่วงฤดูที่ลมหนาวมาเยือนด้วยแล้ว กลุ่มคนที่ต้องการล่าสัตว์ที่อยู่ในสภาพเอาตัวรอดไม่ได้ คนเหล่านี้ทำลายทุกอย่างของระบบนิเวศน์ของ ป่า ทุกปีจะเป็นแบบนี้ซึ่งไม่ใช่ที่นี่ที่เดียวอีกหลายๆที่ก็แบบนี้น้ำตกชันตาเถรนั้นเป็นน้ำตกขนาดกลาง มี 3 ชั้น คือหุบตาเถร น้ำตกสี่หลั่นสองข้างธารน้ำ แน่นขนัด ไปด้วยไม่น้อยใหญ่ บริเวณหุบตาเถรเหมาะที่จะเล่นน้ำ ส่วนน้ำตกชันตาเถรนั้นจะเป็นหุบเหวที่บีบธารน้ำให้แคบลงแล้วไหลสู่อ่างน้ำเบื้องล่าง มีความสูงประมาณ 15 เมตร ทางด้านซ้ายของตัวน้ำตกเป็นหน้าผาที่มีความลาดเอียง พอจะปีบขึ้นไปข้างบนได้ แต่ต้องใช้ความระมัดระวังเพราะอาจพลาดตกหน้าผาได้ด้านบนของน้ำตกชันตาเถรนั้นสวยงามมาก เนื่องจากคงไม่ค่อยมีคนฝ่าอันตรายขึ้นมา จากจุดนี้เดินทวนน้ำขึ้นไปสัก 20 นาที ก็จะถึงน้ำตกสี่หลั่นที่มีความสูงรวมราว 50 เมตร ไหลลดหลั่นลงมาถึงสี่ชั้น ดูจากร่องรอย น้ำไหลแล้วพบว่าถ้าในช่วงที่มีฝนตกมากๆ ความกว้างของน้ำตกน่าจะกว้างสัก 20 เมตร ผมเองก็แทบไม่อยากจะเชื่อตาตัวเองเลยว่าจังหวัดชลบุรีก็มีน้ำตกงามไม่น้อยหน้าจังหวัดอื่นเลย ผมเคยชักชวนเพื่อนฝูงที่เป็นชาวชลบุรีแท้ๆ ให้ไปเที่ยวน้ำตกชันตาเถร ครั้งหนึ่งตกใจหาว่าผมพูดเล่นชลบุรีมีน้ำตกด้วยหรืออยู่ที่ไหนล่ะ นี่แหละมีของดีอยู่ใกล้ตัว แต่ไม่รู้กันคงต้องรอผืนป่านี้กลายเป็นเหมืองหินเหมือนกับภูเขาลูกข้างๆที่กำลังจะหายไปเสียก่อนกระมัง จึงจะรู้ว่าที่แห่งนี้เคยมีน้ำตกงามมาก่อน แต่น้ำมันก็สลายไปเสียแล้วเส้นทางเดินป่าศึกษาธรรมชาติ เป็นเส้นทางที่ใช้เวลาเดินเท้าราว 3 ชั่วโมง เส้นทางจะเริ่มต้นจากสระน้ำข้างป้อมยาม รักษาการผ่านเนินเขาขนาดเล็ก แต่ไม่ได้เดินขึ้นยอดเขาเขียวนะครับ เมื่อเริ่มเดินก็รับรู้ได้เลยว่า เป็นเส้นทางที่น่าสนใจ ซึ่งน่าจะเหมาะกับผู้ที่ยังไม่เคยเดินป่าระยะยาว ได้มาฝึกซ้อม ลองกำลังดูว่ามีเดินป่าระยะยาวจะไปไหวไหม ซึ่งเส้นทางช่วงแรกจะตัดผ่านป่าเบญจพรรณ สภาพป่าไม้ไม่หนาแน่นมากนัก เมื่อใกล้เข้าสู่บริเวณสันเขา จะเป็นป่าไผ่ค่อนข้างเดินลำบาก หลายครั้งที่ต้องคลานแทนเดิน อีกอย่างเส้นทางก็ไม่ชัดเจน เนื่องจากว่าคงไม่ค่อยมีใครมาเดิน ส่วนป่าไผ่นั้น มีการเจริญเติบโตที่เร็วทำให้ไผ่แผ่กิ่งก้านปิดเส้นทางเดิน สำหรับผู้ที่ไม่เคยเดินป่ามาก่อน อาจจะหลงทางได้ถ้าไม่มีผู้นำทาง แต่ผมมีเทคนิคส่วนตัวนิดหน่อยในดารเดินป่าเมืองไทย คือถ้าหาทางไม่พบจะสังเกตขยะแทน ขยะมีที่ไหนทางเดินก็อยู่ตรงนั้นแหละ ยกเว้นขยะที่น้ำหรือลมพัดพามา เมื่อผ่านป่าไผ่ไปแล้วจะเป็นการเดินลงสู่หุบเขาสภาพป่าจะเปลี่ยนไปเป็นป่าดิบแล้ง อาจกล่าวได้ว่าป่าไผ่นั้นเป็นพรมแดนระหว่างป่าเบญจพรรณกับป่าดิบแล้งก็ว่าได้ สภาพป่าดิบแล้งแห่งนี้หนาแน่นไปด้วยไม้น้อยใหญ่นานาพันธุ์ ที่ยังมีความอุดมสมบูรณ์สูง เท่าที่พบขนาดที่ว่าต้นใหญ่ๆ ก็ประมาณ 2-3 คนโอบ ก็มีอยู่เป็นจำนวนมาก เส้นทางช่วงนี้ จะเป็นการเดินไปตามเส้นทางน้ำไหล แล้วจะไปบรรจบกับธารน้ำของน้ำตกชันตาเถร หากเดินตามทาง ลาดยางผ่านป้อมยามถึงจุดสุดท้ายของเส้นทางเดินป่า จะใช้เวลาประมาณ 15 นาทีเท่านั้น เท่าที่ทราบมาจากคนละแวกนี้ ป่าแถวนี้งูชุกชุม ยิ่งเดินตามธารน้ำซึ่งมีน้อยที่ระเกะระกะด้วยก้อนหินน้อยใหญ่ด้วยแล้วน่ากลัวพอดู เพราะบรรดางูชอบเข้าไปหลบทางซอกหิน เมื่อเดินเข้าไปในระยะที่ใกล้เกินไป งูนั้นก็มีสัญชาตญาณในการป้องกันตัวของเขาโดยการกัดศัตรู
CMT flying clud
CMT ได้พัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง โดยได้ก่อตั้งบริษัทฯ ในเครืออีกกว่า 10 บริษัท ไม่ว่าจะเป็นด้านธุรกิจก่อสร้าง , ธุรกิจน้ำมัน , ธุรกิจการค้าอื่นๆ จากความสำเร็จ CMT จึงได้มุ่งมั่นที่จะพัฒนาธุรกิจการบินขนาดเบาเพื่อเป็นการวางพื้นฐานเกี่ยวกับความรู้ด้านการบินให้แพร่หลายออกไปทั่วประเทศ ซึ่งจะเป็นการช่วยรัฐในการพัฒนาบุคลากรทางด้านการบินอีกทางหนึ่ง โดยเริ่มจากการก่อสร้างสนามบิน CMT FLYING CLUB ซึ่งเป็นสนามบินสำหรับอากาศยานเบาพิเศษ และยังเป็นสถานที่ใช้เล่นกีฬาทางอากาศ เช่นเครื่องบินเล็ก – เฮลิคอปเตอร์บังคับด้วย วิทยุเหมาะอย่างยิ่งสำหรับเครื่องบินไอพ่นจำลองทุกวันเสาร์และอาทิตย์จะมีผู้มาใช้บริการและเที่ยวชมเป็นจำนวนมาก ศูนย์รวมกีฬาทางด้านการบิน ชมรมการบินชลบุรี CMT FLYING CLUB ได้ ตระหนักถึงการพัฒนาบุคลากรทางด้านการบินให้ความรู้ด้านพื้นที่ฐานเกี่ยวกับการบินให้พัฒนาทัดเทียมกับต่างประเทศทั่วโลก โดยการก่อตั้งชมรมการบินชลบุรีซึ่งสถานที่ตั้ง มีสิ่งแวดล้อมที่ดี การคมนาคมสะดวก รวดเร็ว ไม่ว่าจะมาจากกรุงเทพมหานครหรือจังหวัดอื่น และจังหวัดชลบุรียังเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ดีที่สุดทางด้านทิศตะวันออกของ ประเทศอีกด้วย สนามบินมีที่ตั้งติดกับถนนสายบายพาส ชลบุรี- พัทยา-ระยอง ( ทางหลวงหมายเลข 7 ) หลัก ก.ม. ที่ 10 ต.บางพระ อ. ศรีราชา จ. ชลบุรี ห่างจากทางออก MOTOR WAY เพียง 4 ก.ม. เท่านั้น สนามบินมี RUNWAY เป็นหญ้า ชนิดเดียวกับกลีนกอล์ฟ ขนาด 40 X400 เมตร และมีเนื้อที่ของสนามบินทั้งหมด 70 ไร่ สนามบินและอากาศยานทั้งหมดที่ประจำการได้รับอนุญาตถูกต้องตามกฎหมายจากกรมการบินพาณิชย์
อ่างเก็บน้ำบางพระ
ประวัติความเป็นมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ประกาศจัดตั้งเขตห้ามล่าสัตว์ป่าอ่างเก็บน้ำบางพระตามพระราชบัญญัติสงวน และคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2503 เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2519 โดยมีผลบังคับตั้งแต่วันถัดจากประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 92 ตอนที่ 82 ลงวันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2519 ลงบนเนื้อที่ 11,600 ไร่ ได้กักเก็บน้ำไว้เพื่อใช้ประโยชน์ด้านการเกษตรอุตสาหกรรมและผลิต ประปาเพื่อการบริโภค สามารถกักน้ำได้สูงถึง 110 ล้านลูกบาศก์เมตร ระบบนิเวศวิทยาที่เปลี่ยนแปลงไปตามระดับน้ำที่เพิ่มขึ้น ทำให้มีนกน้ำนานาชนิดเข้าไปหากินและอาศัยอยู่ในบริเวณรอบๆอ่างเก็บน้ำบางพระ เช่น นกเป็ดน้ำต่างๆ นกยาง นกพริก ฯลฯ และนกที่หากินตามทุ่งหญ้าชายป่าต่างๆ เช่น นกกวัก นกคุ่ม นกตะขาบทุ่ง ฯลฯ เมื่อชาวบ้านผ่านมาท่องเที่ยวอ่างเก็บน้ำ มักจะถือโอกาสยิงนกไปเป็นอาหาร บางคนถึงกับล่าเอาไปขายเพื่อการค้า ได้มีการร้องเรียนไปยังกองอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมป่าไม้ ตั้งแต่นั้นเป็นต้อนมา โดยจัดตั้งสำนักงานและตั้งหน่วยพิทักษ์ป่าย่อยอีกหนึ่งแห่งข้างวัดตโปทาราม จุดเด่นที่น่าสนใจ
พื้นที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าอ่างเก็บน้ำบางพระ จังหวัดชลบุรี จะมีระบบนิเวศน์ที่หลากหลายถึง 3 ลักษณะ คือ
1. เป็นอ่างน้ำขนาดใหญ่ เนื้อที่รับน้ำได้ประมาณ 5,000 ไร่ มี กุ้ง หอย ปู ปลา ชุกชุมเป็นแหล่งประมง ของชาวบ้าน ขณะเดียวกันเป็นแหล่งหากินของนกน้ำต่างๆ เช่น นกอีโก้ นกตีนเทียน นกยาง นกเป็ดน้ำ ฯลฯ ที่สำคัญ คือ นกขนาดใหญ่ที่คืนสู่ธรรมชาติได้แก่ นกกาบบัว นกกระทุง ก็มาหากินบ้างแล้ว
2. เป็นทุ่งหญ้าเนื้อที่ประมาณ 2,000 – 3,000 ไร่ ได้แก่ บริเวณที่น้ำท่วมถึงในฤดูฝนและลดลงกลายเป็นทุ่งหญ้า ในฤดูแล้งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของนกทุ่งต่างๆ เช่น นกกวัก นกกระทา นกกระแตแต้แว้ด ฯลฯ น่าเสียดายที่มีการเลี้ยง วัว – ควาย กันมากกว่า 1,000 ตัว จากเจ้าของ 14 ราย ซึ่งตามกฎหมายใหม่ปี 2535 มี ข้อห้ามแต่ไม่สามารถมีผลย้อนหลังกับการเลี้ยงวัวได้ เพียงแต่ขอกันบริเวณบางส่วนให้นกได้มีโอกาสอยู่อาศัย หากิน ทำรัง วางไข่ แพร่พันธุ์ได้ต่อไป
3. เป็นป่าละเมาะ จากการปลูกป่า 1,400 ไร่ ระหว่างปี 2520 – 2524 และปลูกเสริมอีก 155 ไร่ ระหว่างปี พ.ศ. 2535-2537 เพื่อเป็นป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติฯ ทำให้เกิดความร่มเย็น ชุ่มชื้น เป็นที่อยู่อาศัยหากินของนกมากมาย เช่น นกกระยางหัวหงอก นกแซงแซว นกโพระดก นกชมพูสวน นกบั้งรอก ฯลฯ
การเดินทาง
เขตห้ามล่าสัตว์ป่าอ่างเก็บน้ำบางพระ จังหวัดชลบุรี สามารถเดินทางได้โดยรถยนต์ 2 เส้นทาง คือ
1. จากกรุงเทพฯ ( สถานีขนส่งเอกมัย และสถานีขนส่งหมอชิต ) โดยรถยนต์ประจำทางธรรมดา และรถประจำทางปรับอากาศไปทางสายเก่าผ่านตัวเมือง จ.ชลบุรี ถึงตลาดบางพระ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ระยะทางประมาณ 105 กิโลเมตร โดยสารรถสองแถวจากตลาดบางพระ ถึงเขตห้ามล่าสัตว์ป่าอ่างเห็บน้ำบางพระ ระยะทาง 9 กิโลเมตร รวมระยะทางประมาณ 114 กิโลเมตร
2. จาก จ. ชลบุรี ไปทางถนนบายพาสแยกเข้าถนนสายกรุงเทพฯ – แหลมฉบัง 10 กิโลเมตร เลี้ยวขวาเข้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าอ่างเก็บน้ำบางพระได้เลย สิ่งอำนวยความสะดวก
ความเชื่อ ประเพณี และพิธีกรรม
สำหรับอำเภอศรีราชา ส่วนใหญ่ไม่มีโบราณสถานและโบราณวัตถุที่สำคัญ รวมทั้งงานประเพณีเด่นชัดประจำอำเภอ แต่การจัดงานประเพณีของอำเภอศรีราชา ก็มีการจัดงานประเพณีบ้าง เช่นกัน
สนามกอล์ฟบางพระ
ตั้งอยู่ใกล้อ่างเก็บน้ำบางพระ ห่างจากชลบุรีประมาณ 20 กิโลเมตร แยกซ้ายจากถนนสุขุมวิทตรงกิโลเมตรที่ 113 เข้าไปอีกประมาณ 7 กิโลเมตร ทางเข้าสนามกอล์ฟบางพระอยู่ตรงข้ามอ่างเก็บน้ำบางพระสนามกอล์ฟบางพระเป็นสนามกอล์ฟมาตรฐาน 18 หลุม มีทิวทัศน์สวยงาม มีร้านอาหาร มีที่พักชื่อโรงแรมบางพระรีสอร์ท
วัดบางพระวรวิหาร
วัดบางพระ ตำบลบางพระ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เป็นวัดดั้งเดิมมาแต่โบราณ สร้างสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ หรือสมัยกรุงศรีอยุธยา เป็นราชธานี โดยเป็นวัดราษฎร์ แบบทั่วๆไป สืบเนื่องกันมา ต่อมาเมื่อถึงสมัยรัชการที่ 4 วันจันทร์ เดือนยี่ แรม 5 ค่ำ ตรงกับวันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2400 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินประพาสหัวเมืองชายฝั่งทะเลฝั่งตะวันออกของอ่าวสยามไปถึงจังหวัดตราด ทางชลมาค พร้อมด้วยเจ้าจอมและ ข้าราชบริพาร โดยเรือพระที่นั่งลำใหญ่ชื่อ “ โผนเผ่นทะเล”มีเรือกลไฟที่สร้างขึ้นใหม่ในครั้งนั้นชื่อ “ เรือพระที่นั่งสยามอรสุมพล” เป็นเรือลากจูง ได้เสด็จพระราชดำเนินมาประทับยังตำบล อ่างศิลา จังหวัดชลบุรี ซึ่งได้จัดพลับพลาเป็นที่ประทับชั่วคราว ณ หัวแหลม ตำบลอ่างศิลา ประดับประดาด้วยหินในทะเล ก่อเป็นท่าเรือแบบชนบทโดยมีพระราชดำริว่า ที่ดินชายทะเล ตำบลอ่างศิลานี้อากาศดี จึงโปรดเกล้าฯ ให้พระยาศรีสุริยวงศ์ สมุหกลาโหม มาปลูกสร้างให้เป็นตึกที่ประทับถาวรขึ้นที่หัวแหลม ตำบลอ่างศิลา สำหรับที่จะเสด็จมาประทับในโอกาสหน้า และจะไว้ให้ ฝรั่งที่ป่วยเจ็บมาพักรักษาตัวเป็นการกุศลอีกด้วย ซึ่งตำบลอ่างศิลานี้ เป็นสถานที่พักตากอากาศชายทะเลแห่งแรกที่นิยมกันตามฝรั่งในสมัยนั้น และในคราวเสด็จประพาสครั้งนี้ ซึ่งสมัยนั้นกองทัพเรือได้ตั้งอยู่ที่บางพระ ยังไม่ได้ย้ายไปสัตหีบ และทรงเยี่ยมข้าราชการที่ว่าการอำเภอบางพระซึ่งขณะนั้นตั้งอยู่ที่บางพระ ปัจจุบันย้ายไปอยู่ที่ศรีราชา ในระหว่างที่เสด็จพระราชดำเนินตรวจกองทหารและข้าราชการที่อำเภอบางพระนั้น ได้เสด็จแวะที่วัดบางพระเพื่อทำการสักการะตามพระราชอัธยาศัยและได้มีผู้กราบบังคมทูลว่า พระอุโบสถหลังนี้สร้างมานานเครื่องบนและทรวดทรงต่างๆ ชำรุดทรุดโทรมมากจะหาผู้ใดบูรณปฏิสังขรณ์ไม่แต่ด้วยพระองค์ท่านได้มีน้ำพระทัยเต็มเปี่ยมอยู่แล้วในเรื่องการบำรุงพระพุทธศาสนาให้เจริญยิ่งขึ้น ทรงพระราชดำริ เห็นเป็นการสมควร ประกอบกับวัดนี้ตั้งอยู่ใกล้บริเวณกองทหาร และที่ว่าการอำเภอบางพระ ควรจะได้บูรณะซ่อมแซมใหม่ให้ดีขึ้น ดังนั้นจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าๆ ให้พระยาทิพากรวงศ์มหา-โกศาธิบดี (ขำ บุญนาค) แบ่งจ่ายภาษีอากรสถาปนาให้ดีขึ้น เปลี่ยนเครื่องบนเสียใหม่และเสริมผนังให้สูงขึ้นไปจากเดิมอีกสองศอกต่อมุขหลังให้ยาวออกไปกับสร้างเจดีย์สูง 5 วา ขึ้นหลังพระอุโบสถอีกหนึ่งองค์ในครั้งนี้เอง วัดบางพระก็ได้รับการยกฐานะขึ้นเป็น พระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เกือบจะกล่าวได้ว่าในสมัยนั้น พระอุโบสถวัดบางพระสวยงามเป็นหนึ่งในภาคตะวันออก และในปลายรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีการบูรณปฏิสังขรณ์อีกครั้งหนึ่งในสมัยหลวงพ่อฉิ่ง และสมัยพระครูวรกัณฑราจารย์ (บู๊ เจริญศีล) โดยมีอาจารย์องค์หนึ่งในวัดเป็นผู้มีฝีมือในการก่อสร้างโดยจัดทำกำแพงล้อมรอบพระอุโบสถของเดิมเป็นไม้พร้อมกับเปลี่ยนช่อฟ้าใบระกาใหม่ เปลี่ยนกระเบื้องมุงหลังคาใหม่ทั้งหมด พระอุโบสถวัดบางพระ ได้ใช้เป็นที่บรรพชาอุปสมบทและรับกฐินพระราชทาน ผู้ขอรับพระราชทางกฐินต่างพากันมีความเห็นว่าพระอุโบสถหลังนี้เล็กคับแคบ สภาพก็เก่าชำรุดทรุดโทรมมาก และเมื่อคราวกฐินพระราชทาน ธนาคารไทยพาณิชย์ ซึ่งมี พลตรีหม่อมทวีวงศ์ ถวัลยศักดิ์ เป็นประธาน เห็นสมควรจะได้ประกอบการกุศลสร้างพระอุโบสถเสียใหม่ จึงได้นำเรื่องขึ้นกราบบังคม ทูลเกล้า ขอพระราชทาน เมื่อทรงเห็นชอบแล้ว จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ก่อสร้างใหม่ได้ตามที่ขอพระราชทาน ฉะนั้น การก่อสร้างพระอุโบสถหลังใหม่ก็ได้เริ่มลงมือจัดทำขึ้นในเดือนพฤศจิกายน พุทธศักราช 2507 ตามแบบแผนกรมศิลปากรเครื่องบนและสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นผู้ออกให้ ตัวพระอุโบสถก่อด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก เครื่องบนประกอบด้วยไม้ตะเคียน ประตูหน้าต่างทำด้วยไม้สักทั้งแผ่น แกะสลักลวดลาย และสร้างพระประธานเพิ่มขึ้น 1 องค์ ใหญ่กว่าพระประธานองค์เดิม มีกำแพงแก้วและซุ้มเสมารอบบริเวณตัวอาคารของพระอุโบสถ กว้าง 8 เมตร ยาว 21.40 สูงจากพื้นดินถึงอกไก่ 14.50 เมตร การก่อสร้างได้ดำเนินการมาจนเสร็จเรียบร้อย เมื่อเดือนธันวาคม พุทธศักราช 2510 สิ้นเงินค่าก่อสร้างทั้งสิ้น 1,195,889.00 บาท
ประเพณีกองข้าว
เมืองชลบุรีสมัยก่อนมีงานประเพณีแปลกอยู่อย่างหนึ่งเรียกว่า “พิธีกองข้าว” ทำกันเป็นงานประจำ โดยถือว่าเมื่อทำแล้วทำให้ชาวเมืองอยู่เย็นเป็นสุข ประชาชนไม่เจ็บไข้ได้ป่วย เป็นงาน เกี่ยวกับการเชิญเจ้าเข้าทรง ณ ที่ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองจังหวัดชลบุรี ทำกันในฤดูร้อน ซึ่งอยู่ในเดือนเมษายนของทุกปี เป็นเวลา 3 วันติดต่อกัน และในวันหนึ่ง ๆ จัดพิธีเป็น 2 ตอน คือ ตอนเช้า และตอนเย็น โดยเมื่อใกล้จะถึงกำหนดวันกองข้าว ก็จะแบ่งปันหน้าที่กันว่าใครจะต้องทำอะไรเช่น การชำระล้างปัดกวาด ตกแต่งศาลเจ้าพ่อให้สะอาด จัดเตรียมเครื่องบูชาบ้างก็รับหน้าที่ตีฆ้อง โฆษณาไปจนทั่วว่า พรุ่งนี้จะมีพิธีกองข้าว เป็นวันเริ่มต้น จึงเรียนเชิญท่านไปร่วมพิธีโดยพร้อมเพรียงกันพอถึงวันกองข้าวชาวบ้านก็จะมาพร้อมกันยังศาลาเจ้าพ่อหลักเมือง ทำพิธีต่างๆ เกี่ยวกับการเชิญเจ้าพ่อต่างๆ มาเข้าทรง ตอนเย็นก็จะนัดกันกองข้าวที่เจ้าพ่อบอกสถานที่ที่จะกองข้าวให้ประชาชน ก็จะเป็นอันเสร็จพิธีพิธีเชิญเจ้าเข้าทรงนี้จะกระทำติดต่อกันเป็นเวลา 3 วัน โดยดำเนินการในช่วงเช้าจนถึงเวลาใกล้เที่ยงของแต่ละวันส่วนงานพิธีในตอนเย็นเมื่อได้เวลาประมาณ 16.30 น. บรรดาประชาชนก็จะพากันไปยังที่ที่เจ้าพ่อได้บอกให้ทาบในตอนเช้าซึ่งส่วนใหญ่ก็จะตรงกันทุกปี คือวันแรกจะจัดบริเวณชุมชนตอนบนวันที่สองบริเวณชุมชนตอนกลาง และวันที่สามบริเวณชุมชนตอนล่าง เมื่อถึงเวลาประชาชนก็จะมาปูเสื่อวางชั้นละหมอน ตลอดจนเตรียมของอื่นๆ มีพิณพาทย์บรรเลงเพลงประกอบ จัดสร้างศาลเพียงตา นำขนมต้มขาว ต้มแดง มีบายสีปากชามวางไว้บนศาล ในช่วงนี้ประชาชนจะพากันมาทำอาหารคาวหวาน พร้อมด้วยข้าวสุกอย่างน้อย 1 ขัน มาร่วมพิธีบ้านใดที่นำอาหารมา มีการชาวนเพื่อนพ้องมากันหลายๆ คน
ที่อำเภอพนัสนิคมก็มีพิธีกองข้าว เช่นกัน ลักษณะของงานจะคล้ายกันกับอำเภอศรีราชาแต่ในปัจจุบันงานนี้ได้สูญหายไปแล้ว
ประเพณีกองข้าวของเมืองชลบุรีได้เลิกไปหลายปีแล้ว เนื่องจากว่าในเวลานั้นหลายจังหวัดได้มีการเชิญเจ้าเข้าทรง เป็นการหลอกลวงประชาชนให้ได้รับความเสียหายต่าง จนทางราชการได้ประกาศห้ามมิให้ทำการเชิญเจ้าเข้าทรงต่อไป
แต่ประเพณีกองข้าวยังอยู่ที่อำเภอศรีราชา เพียงแห่งเดียวในประเทศไทยจนปัจจุบัน
เป็นประเพณีที่สวยงาม มีเอกลักษณ์พิเศษ เมื่อประชาชนนับร้อยนับพันจัดสำรับกับข้าวมาตามฐานะ มาตั้งวงรับประทานอาหารร่วมกัน ด้วยบรรยากาศของญาติพี่น้องเสียงสรวลเสเฮฮาแลกเปลี่ยนอาหารกันรับประทานอาหาร ชนิดไม่มีพวกเขาพวกเรา พี่น้องประชาชนบ้านอื่นมาเห็นอยากให้มีประเพณีเช่นนี้บ้างเรียกว่าปีหนึ่งมีครั้งเดียวควรเป็นประเพณีกองข้าวจะได้รับการอนุรักษ์ให้คงอยู่คู่กับอำเภอศรีราชาตลอดไป
สำหรับประเพณีกองข้าวของชาวศรีราชานั้น ผู้สูงอายุหลายท่านกล่าวว่าได้ปฏิบัติสืบทอดกันมานานแล้ว เมื่อดวงอาทิตย์เคลื่อนย้ายราศีเข้าสู่ปีใหม่หรือเรียกว่าสงกรานต์ล่วงไปแล้วประมาณ 3-4 วัน ให้ชักชวนชาวบ้านนำอาหารคาวหวานไปที่ชายทะเลแบ่งอาหารคนละเล็กละน้อยใส่กระทงรวมกันไว้ที่ริมหาด จุดธูปแล้วร้องเชิญ ภูตผี ปีศาจ ที่หิวโหยให้มารับประทานอาหารร่วมกันโดยไม่ให้เหลือกับบ้าน
ประเพณีกองข้าวของชาวศรีราชา จะกระทำกันประมาณ วันที่ 19-21 เมษายน ของทุกปี สถานที่ที่จักงานจะจัดบริเวณริมเขื่อนหน้าบ้านพักนายอำเภอ บริเวณเกาะลอย แหลมฟาน แหลมท้าวเทวา และบริเวณสำนักงานเทศบาล เริ่มเวลาประมาณ 17.00 น. ชาวบ้านจะออกจากบ้านพร้อมข้าวของที่เตรียมไว้ไปถึงสถานที่นัดหมาย จัดที่นั่ง ปูเสื่อ จัดอาหารคาวหวาน เครื่องดื่ม พร้อมด้วยธูปเทียน เมื่อได้เวลาคนมามากพอสมควรแล้ว จะมีผู้นำทางพิธีคนหนึ่ง ขออาหารจากชาวบ้านนำมาใส่กระทงที่เตรียมไว้ จุดธูปเทียนพร้อมกันรวมไปปักไว้ใกล้ๆ กระทง แล้วร้องเชิญ ภูตผีปีศาจ ทั้งหลายให้มารับเครื่องเซ่น สังเวยพอธูปเผาไหม้หมดดอกผู้นำทางพิธีก็จะบอกชาวบ้านร่วมกันรับประทานอาหารให้หมด อย่าได้เหลือกลับบ้าน เด็กๆ ที่ไม่มีญาติพี่น้องก็จะแบ่งปันรับประทานอาหารด้วย จนสมควรแก่เวลา จึงแยกย้ายกันกลับบ้าน
ความสวยงามของประเพณีเกิดขึ้น เมื่อประชาชนจำนวนมากได้ชักชวนกันร่วมรับประทานอาหาร ทักทายกันด้วยความยิ้มแย้มแจ่มใส แบ่งปันอาหารกันอย่างมีความสุข เกิดไมตรีและมิตรภาพที่ดีเกิดขึ้น กับทุกรุ่น ทุกวัย มีการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน และรักสามัคคีกันในเขตอำเภอศรีราชา
ประเพณีแห่พระยายม
ชาวบางพระมีประเพณีดั้งเดิมของตัวเองมาตั้งเกือบร้อยปีแล้วนั้นก็คือประเพณี แห่พระยายม เช่นเดี่ยวกันกับประเพณี ของชาวศรีราชา ถือเป็นเสมือนวัฒนธรรมพื้นบ้านที่สืบต่อกันมาเป็นเวลานานซึ่งในวันไหลสุดท้ายของตรุษสงกรานต์ (ซึ่งถือเป็นวันปีใหม่ของไทย) ชาวบ้านจะพากันแห่พระยายม นำไปปล่อยในทะเลลึก งานประเพณีนี้เกิดจากชาวบ้านอย่างแท้จริง แต่ก่อนดั้งเดิมนั้นเกิดขึ้นที่ในหมู่บ้านบ้านไร่ดินแดง ซึ่งอยู่ตรงหน้าเขาพระบาทบางพระและพื้นที่ราบหน้าเขาฉลากไปจนจรดชายทะเลในราว พ.ศ. 2442 ด้วยการริเริ่ม ของนายติ้น ชิดเชื้อ และสมัครพรรคพวกได้พากันสร้างพญายมขึ้นแต่ก็ได้เว้นไประยะหนึ่ง ต่อมาราว พ.ศ. 2500 ชาวบ้านคอเขาพุทธบาทบางพระได้ฟื้นฟูขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง โดยการนำของนายต๋อย สุขสวัสดิ์ นายอิ้น บัวเขียว นายผ่อง กุระ นายวิโรจน์ มัชฌิโม นายอำนวย บรรเจิด เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงชักชวนเพื่อนบ้านมาช่วยกันจัดงานแห่พญายมขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง และสืบเนื่องกันมาหลายปี จนนายต๋อย นายอิ้น เสียชีวิตไป นายใส – นายดำ เสริมศรี ที่เป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านได้เสริมต่อมาจนถึงทุกวันนี้ แรงจูงใจที่ทำให้เกิดประเพณีนี้ขึ้นมานั้น เนื่องจากอาณาบริเวณหมู่บ้านบางพระ และบริเวณหมู่บ้านไร่ดินแดงนั้นขึ้นเดินไปด้วยป่าดงดิบ มีต้นไม้น้อยใหญ่เต็มไปหมด มีสัตว์ภัยนานาชนิดชุกชุมชาวบ้านจึงเป็นไข้ป่าเจ็บป่วยกันเป็นประจำ การรักษาก็เป็นไปตามพื้นบ้าน จึงคิดที่จะมุ่งหาสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจ มุ่งที่จะขจัดปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายให้หมดไป เพื่อชาวบ้านจะได้รอดพ้นจากทุกข์การเจ็บได้ป่วย จึงคิดสร้างหุ่นพญายมขึ้น ถือว่าพญายมนี้เป็นเทพเจ้าที่เป็นผู้ควบคุมดูแลภูตผีปีศาจมารร้ายทั้งปวงให้จับเก็บสิ่งชั่วร้ายต่างๆ ไว้กับตัวพญายมไปปล่อยทะเลเสีย จะได้เป็นการปลดปล่อยสิ่งชั่วร้าย ชาวบ้านก็จะอยู่กันอย่างมีความสุขตลอดไป
การสร้างหุ่นพญายมเป็นฝีมือชาวบ้าน ถึงแม้จะดูไม่สวยงามเท่าไรก็ตาม เขาจะช่วยกันสร้างเป็นเวลา 2 วัน ก่อนแห่ การทำจะมีการหยอกล้อกันเล่นกินกันไปด้วย ใช้ไม้นุ่น ไม้ไผ่ เป็นแพรองล่างสำหรับให้ลอยน้ำได้ ตัวพญายมใช้ไม้ไผ่สานอุดด้วยฟางข้าวประกอบกันเป็นตัวนุ่น (เดี๋ยวนี้ใช้กระสอบป่านแทน) แล้วปะด้วยกระดาษ ทาสีตกแต่งหน้าตาให้ดูดุร้ายน่ากลัว
พิธีจะเริ่มหลังวันสงกรานต์ (ราววันที่ 18) ก่อนวันแห่เป็นวันสุกดิบ ชาวบ้านจะนำ พญายมมาตั้งไว้กลางลานในตอนเย็น นิมนต์พระสงฆ์ 9 รูป มาเจริญพระพุทธมนต์เย็นแล้วสวดเบิกเนตร พร้อมกับตั้งกองผ้าป่าขึ้นเพื่อชาวบ้านจะได้ช่วยกันทำบุญเอาเงินเข้าวัดมีการก่อพระทรายในบริเวณนั้นตามประเพณีของวันสงกรานต์ ตอนรุ่งเช้า ชาวบ้านทั้งหลายจะพาลูกหลานนำข้าวปลาอาหารมาถวายพระที่มาเจริญพระพุทธมนต์ แล้วก็ร่วมกันกินอาหารด้วยกันเป็นที่สนุกสนานฉันท์พี่น้อง มีขายธงปักตกแต่งพระทรายและช่วยกันทำบุญกองผ้าป่า (นำเงินไปซื้อสิ่งของเข้าวัด) หลักจากนั้นก็รอเวลาแดดร่มเสียก่อน
ในราว 4 โมงเย็น ก็จัดเป็นขบวนแห่สนุกสนาน มีกลองยาวนำ ชายหญิงแต่งตัวกันสวยงาม บางคนเป็นชายแต่งหญิง หรือแต่งตัวตามชาดกละคร อย่างเช่น ชูชก กัณหา – ชาลี ยักษ์-ลิง แห่กันเป็นแถวยาวเหยียด มีรถยนต์ร่วมนำขบวนหลายสิบคัน ชาวบ้านหลายร้อยคน นำพญายมที่สร้างไว้ไปตั้งชายทะเลท้ายบ้าน
ที่ชายทะเลก็จะมีหนุ่มสาว ผู้เฒ่า ผู้แก่มาร่วมกันสาดน้ำ เล่นกีฬาพื้นบ้าน อาทิ ชักกะเย่อ ปีนเสาน้ำมัน ตี่จับฟ้อนรำ สะบ้า ฯลฯ เมื่อถึงเวลาเกือบพลบค่ำ พระสงฆ์จำนวน 9 รูป จะสวดคาถาชัยมงคล ชาวบ้านทั้งหลายก็จะจุดธูปเทียนอธิษฐานขอความมีโชคแก่ตนเอง และครอบครัว ขอให้ภูตผีปีศาจสิ่งชั่วร้าย ความทุกข์โศกโรคภัยจางไปกับพญายมนั้นเสีย หลักจากนั้นหนุ่มๆ ร่างกายแข็งแรง จะแบกพญายมเดินลงไปในท้องทะเลที่ลึกจนถึงเพียงคอ พอที่คลื่นจะพาพญายมให้ล่องลอยออกไปในท้องทะเลให้ไกลแสนไกลพิธีจบก็พลบค่ำพอดี
ในช่วงเวลาปี พ.ศ. 2530 มานี้ บ้านเมืองเจริญขึ้นมีผู้คนมากขึ้น กำนันผู้ใหญ่บ้านก็เข้ามาช่วยเหลือการจัดสร้างพญายม ช่วยจัดขบวนแห่ให้สวยงามมีระเบียบ การแข่งขันกีฬาพื้นเมืองเล็กก็สนุกยิ่งขึ้น
เมื่อมีสภาตำบลและสุขาภิบาลบางพระ มีการเลี้ยงอาหารชาวบ้านที่มาร่วมงาน มีการแข่งขันกีฬาของชุมชนต่างๆ เป็นที่สนุกสนาน ผู้นำชุมชน เช่น ชมรมแม่บ้าน ชมรมผู้สูงอายุ สมาชิกเทศบาล สจ. ส.ส. อ.บ.ต. ก็ให้เกียรติมาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง ในการปล่อยพญายมในทะเลลึกนั้น ในช่วงหลังนี้ชาวบ้านประมงบางพระที่มีเรือ ก็ช่วยนำเรือมาบรรทุกไปปล่อยไกลถึงหน้าอ่าวบางพระ (ประมาณ 3 กิโลเมตร) นับว่าเป็นความร่วมมือร่วมใจของพี่น้องชาวบางพระหลายฝ่ายที่ช่วยกันผดุงรักษาประเพณี วัฒนธรรมพื้นบ้านไว้ และสืบต่อเนื่องกันไป
ต้องขอบคุณผู้นำท้องถิ่น นับแต่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน มาจนถึงประธาน อ.บ.ต. คณะเทศมนตรีตำบลบางพระที่เห็นความสำคัญของประเพณีแห่พญายม ของชาวบางพระช่วยกันอนุรักษ์ไว้ไม่ให้เสื่อมคลายไปตามกาลสมัย ซ้ำยังช่วยกันปรับปรุงเสริมแต่งให้เป็นหลักฐานใหญ่โตขึ้นตามความเจริญของบ้านเมืองหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ลูกหลานของเราคงจะช่วยกัน ทำนุบำรุงรักษาประเพณีนี้ให้ยั่งยืนสืบต่อกันไป
สถานศึกษา [แก้]
โรงเรียน [แก้]
- โรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชา
- โรงเรียนเซนต์ปอลล์คอนแวนต์
- โรงเรียนดาราสมุทร
- โรงเรียนศรีราชา
- โรงเรียนมารีวิทย์บ่อวิน
- โรงเรียนเทศบาลบ้านศรีมหาราชา
- โรงเรียนเทคโนโลยีแหลมฉบัง
- โรงเรียนสุรศักดิ์วิทยาคม
- โรงเรียนดวงมณี
- โรงเรียนวิศวกรรมแหลมฉบัง
- โรงเรียนทุ่งศุขลาพิทยา "กรุงไทยอนุเคราะห์"
- โรงเรียนบึงศรีราชาพิทยาคม
- โรงเรียนเทศบาลวัดราษฎร์นิยมธรรม
- โรงเรียนบุญจิตวิทยา
- วิทยาลัยอาชีวศึกษาศรีราชา
- โรงเรียนอนุบาลบางพระ
- โรงเรียนอนุบาลศรีราชา
- โรงเรียนวัดหนองค้อ
- โรงเรียนวัดหนองขาม
- โรงเรียนวัดพิบูลสัณหธรรม
- โรงเรียนวัดมโนรม
- โรงเรียนวัดรังษีสุทธาวาส
- โรงเรียนบ้านพันเสด็จนอก
- โรงเรียนบ้านพันเสด็จใน
- โรงเรียนบ้านชากยาจีน
- โรงเรียนบ้านห้วยกุ่ม
- โรงเรียนบ้านเขาคันทรง
- โรงเรียนบ้านเนินตอง
- โรงเรียนโค้งดารา
- โรงเรียนไทยกษิกรสงเคราะห์
- โรงเรียนเทศบาลแหลมฉบัง 1
- โรงเรียนเทศบาลแหลมฉบัง 2 (มูลนิธิไต้ล้ง - เช็ง พรประภา)
- โรงเรียนเทศบาลแหลมฉบัง 3
- โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ชลบุรี
มหาวิทยาลัย [แก้]
- มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา
- มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตบางพระ
- มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ศูนย์การศึกษาวัดศรีมหาราชา
หน่วยกู้ภัย [แก้]
- พุทธสมาคมพุทธมามกสว่างประทีปธรรมสถาน (กู้ภัยสว่างประทีป)
- พุทธสมาคมสว่างผลหนองมน (กู้ภัยสว่างผล)
- พุทธสมาคมเพียวเยี้ยงไท้ (กู้ภัยเพียวเยี้ยงไท้)
อ้างอิง [แก้]
|
|||||||
