อำเภอธาตุพนม

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
บทความนี้เกี่ยวกับอำเภอของจังหวัดนครพนม สำหรับความหมายอื่น ดูที่ ธาตุพนม
อำเภอธาตุพนม
แผนที่จังหวัดนครพนม เน้นอำเภอธาตุพนม
ไหว้พระธาตุพนม ชมวัตถุโบราณ
มันแกวรสหวาน สำราญชายโขง จรรโลงวัฒนธรรม
ข้อมูลทั่วไป
อักษรไทย อำเภอธาตุพนม
อักษรโรมัน Amphoe That Phanom
จังหวัด นครพนม
รหัสทางภูมิศาสตร์ 4805
รหัสไปรษณีย์ 48110
ข้อมูลสถิติ
พื้นที่ 357.76 ตร.กม.
ประชากร 83,343 คน (พ.ศ. 2557)
ความหนาแน่น 232.95 คน/ตร.กม.
ที่ว่าการอำเภอ
ที่ตั้ง ที่ว่าการอำเภอธาตุพนม หมู่ที่ 6
ตำบลธาตุพนม อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม 48110
พิกัด 16°56′11″N 104°42′34″E / 16.93639°N 104.70944°E / 16.93639; 104.70944
หมายเลขโทรศัพท์ 0 4254 1062
หมายเลขโทรสาร 0 4254 1062

สารานุกรมประเทศไทย ส่วนหนึ่งของสารานุกรมประเทศไทย

อำเภอธาตุพนม เป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดนครพนม

ประวัติ[แก้]

อำเภอธาตุพนมเดิมเรียกว่า เมืองพนมหรือเมืองธาตุพนม (ภาษาอังกฤษ : M. Penom,[1] Muong Peunom,[2] Moeuong Dhatou Penom[3]) ในพงศาวดารย่อเมืองเวียงจันทน์ แผนเมืองเวียงจันทน์ ใบลานเมืองมุกดาหารและพงศาวดารล้านช้างออกนามเมืองว่า พนม[4] เป็นเมืองโบราณเก่าแก่บริเวณลุ่มน้ำโขงที่มีอาณาเขตกินไปถึงปากเซบั้งไฟทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง มีพัฒนาการทางประวัติศาสตร์มาพร้อมกันกับเมืองศรีโคตรบูรและเมืองมรุกขนคร ก่อตั้งก่อนรัชกาลพระเจ้าฟ้างุ้มมหาราช (ก่อน พ.ศ. ๑๘๙๖) และก่อตั้งก่อนเมืองนครพนมและเมืองมุกดาหาร นับเป็นเมืองที่เก่าแก่ที่สุดในบรรดาหัวเมืองในอาณาเขตนครพนม ในอุรังคธาตุนิทานกล่าวว่า เมืองพนมถูกก่อตั้งขึ้นโดยเจ้าพระยาทั้ง ๕ นคร คือหลังจากได้มีการสร้างอูบมุงภูกำพร้าเสร็จแล้ว เจ้าพระยาทั้ง ๕ ได้ให้คนไปนำหลักหิน หินรูปอัสสมุขี หินรูปม้าวลาหก และหินรูปม้าอาซาไนมาปักไว้ตามทิศต่างๆ เพื่อเป็นหลักเขตหมาย "เมืองมงคลในชมพูทวีป"[5] เมืองพนมประกอบด้วยหมู่บ้านข้าโอกาสจำนวนหลายหมู่บ้าน นับจากยุคแรกเริ่มจนเปลี่ยนแปลงการปกครองมีจำนวนมากกว่า ๓๐ หมู่บ้าน แต่มีศูนย์กลางการปกครองที่บ้านธาตุพนม คำว่า พนม มาจากภาษาเขมร แปลว่า ภูเขา จารึกบางแห่งเขียนเป็น พระนม (พฺระนม)[6] ชาวลาวออกสำเนียงว่า ปะนม หรือ ประนม คนท้องถิ่นจึงนิยมออกนามเมืองว่า เมืองปะนม คู่กับเมืองละคร (เมืองนครพนม) ในสมัยโบราณเรียกบริเวณที่ตั้งศูนย์กลางเมืองแห่งนี้ว่า กัปปนะคีรี (ภูเพียงกำพร้าเข็ญใจ) เมืองพนมเป็นที่ตั้งของพระบรมมหาธาตุโบราณอันเก่าแก่และศักดิ์สิทธิ์ชื่อว่า พระมหาธาตุเจ้าพระนมหรือธาตุภูกำพร้า[7] ปัจจุบันคือ พระธาตุพนม วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร ซึ่งแต่เดิมเรียกว่า วัดพนม วัดธาตุ หรือวัดพระธาตุ นับถือกันมาแต่โบราณว่าพระมหาธาตุแห่งนี้เป็นที่ประดิษฐานพระอุรังคธาตุ (อรกธาตุหรือธาตุหัวอก) เมืองพนมมีสถานะเป็นเมืองพุทธนคร[8] หมายถึง เมืองศักดิ์สิทธิ์หรือเมืองที่เป็นศูนย์กลางทางศาสนา ศูนย์กลางทางจิตวิญญาณ ศรัทธาและความเชื่อของชาวลาวและชาติพันธุ์ต่างๆ ในอาณาจักรล้านช้าง ถึงขนาดชาวต่างชาติขนานนามเมืองว่า เมืองเมกกะของลาว เมืองพนมเป็นเมืองที่พระมหากษัตริย์แห่งอาณาจักรศรีโคตรบูรโบราณ และพระมหากษัตริย์แห่งอาณาจักรล้านช้างถวายเป็นเมืองกัลปนาแด่พระมหาธาตุเจ้าพระนม อีกนัยหนึ่งเรียกว่า เมืองข้าโอกาสหยาดทาน หรือเมืองข้อยโอกาส เจ้าผู้ปกครองเมืองธาตุพนมมีสถานะพิเศษต่างจากเจ้าเมืองทั่วไป ในจารึกผูกพัทสีมาวัดธาตุพนมของเจ้าเมืองมุกดาหารออกนามผู้ปกครองธาตุพนมว่า ขุนโอกาส (ขุนเอากลาษ) [9] หมายถึงเจ้าผู้เป็นใหญ่แห่งข้าโอกาสพระธาตุพนม สถานะเช่นนี้เทียบได้กับบรรดาศักดิ์ขุนโขลน[10] เจ้าเมืองพระพุทธบาทหรือเมืองสุนาปรันตประเทศ หัวเมืองชั้นจัตวาของฝ่ายสยาม[11] และสามารถเทียบได้กับบรรดาศักดิ์โขลญพล เจ้าเมืองหรือกวานเมืองกัลปนาของเขมรโบราณ[12] นอกจากนี้ในสมัยโบราณเมืองพนมยังถูกรายล้อมด้วยเวียงข้าพระธาตุพนมอีก ๔ แห่ง คือ เวียงปากเซหรือเมืองกะบอง (ปัจจุบันคือเมืองหนองบก ประเทศสาธาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว) เวียงปากก่ำกรรมเวรหรือเมืองปากก่ำ (ปัจจุบันคือตำบลน้ำก่ำ อำเภอธาตุพนม) เวียงขอมกระบินหรือเมืองกบิล (ปัจจุบันคืออำเภอนาแก)[13] เวียงหล่มหนองหรือเมืองมรุกขนคร (ปัจจุบันคือตำบลพระกลางทุ่ง)

ตำนานโบราณของเมืองธาตุพนมกล่าวว่า ในสมัยพระยานันทเสนเจ้าเมืองศรีโคตรบูร (ก่อน พ.ศ. ๑๘๙๖ ) พระองค์ทรงแต่งตั้งเจ้า ๓ พี่น้องซึ่งเป็นพระราชนัดดาของพระองค์ให้ปกครองข้าโอกาสพระธาตุพนมโดยแบ่งออกเป็น ๓ กอง ได้แก่ เจ้าแสนเมือง ปกครองกองข้าโอกาสนอกกำแพงพระมหาธาตุ เจ้าเมืองขวา ปกครองกองข้าโอกาสในกำแพงพระมหาธาตุ เจ้าโต่งกว้าง ปกครองกองข้าโอกาสฝั่งซ้ายน้ำโขงตลอดจนปากน้ำเซไหลตกปากน้ำก่ำ เจ้านายทั้ง ๓ พระองค์นี้ ต่อมาได้รับการยกย่องให้เป็นมเหศักดิ์หลักเมืองธาตุพนมสืบมาจนถึงปัจจุบัน และนับถือกันกว่าทรงเป็นวิญญาณบรรพบุรุษรุ่นแรกของข้าโอกาสพระธาตุพนม เรียกว่า เจ้าเฮือนทั้ง ๓ หรือ เจ้าเฮือน ๓ พระองค์ ต่อมาในสมัยพระยาสุมิตธรรมวงศาเจ้าเมืองมรุกขนคร (ก่อน พ.ศ. ๑๘๙๖) พระองค์ได้แต่งตั้งให้มีนายด้านนายกองรักษาเมืองพนม พร้อมทั้งมอบเงินทองให้เป็นเครื่องตอบแทนแต่ไม่ปรากฏนามว่าเป็นผู้ใด ต่อมาเมื่ออาณาจักรขอมเสื่อมอำนาจลงในสมัยล้านช้างตอนต้นคือรัชกาลของพระเจ้าโพธิสาลราช (พ.ศ. ๒๐๖๓-พ.ศ.๒๐๙๐) เมืองพนมถูกปกครองโดยขุนนางข้าหัตบาสเชื้อสายข่าจากเมืองหลวงพระบางนามว่า พันเฮือนหิน พร้อมทั้งได้รับพระราชทานบริวารคอยติดตามจำนวนมากให้อีกราว ๓๐ นาย จนเป็นที่ระแวงสงสัยแก่ขุนพันกินเมืองทั้งหลายในแถบนั้น[14] ต่อมาในสมัยปลายอยุธยา เมืองพนมได้ถูกปกครองโดยกลุ่มตระกูลเจ้านายจากราชวงศ์เวียงจันทน์พระนามว่า ขุนรามราชรามางกูร ต้นตระกูล รามางกูร (พ.ศ.๒๒๙๑ –พ.ศ.๒๓๗๑) พระองค์ทรงเป็นเชื้อสายของสมเด็จพระเจ้าสิริบุญสารพระมหากษัตริย์แห่งนครเวียงจันทน์ ตระกูลนี้มีอำนาจบทบาทปกครองธาตุพนมสืบมาอีก ๔ ชั่วอายุคนและถือเป็นต้นตระกูลเก่าแก่หลายตระกูลของอำเภอธาตุพนม เช่น ตระกูลรามางกูร บุคคละ ประคำมินทร์ จันทศ ทามนตรี ทศศะ พุทธศิริ เป็นต้น ตระกูลเหล่านี้ถือเป็นกลุ่มตระกูลใหญ่ที่มีบทบาททำนุบำรุงพระพุทธศาสนาในเมืองธาตุพนมและวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร เจ้านายและนายกองตลอดจนกรมการเมืองที่ปกครองธาตุพนมในยุคต่อๆ มามักมีความสัมพันธ์เกี่ยวดองทางเครือญาติกับกลุ่มตระกูลนี้ [15] ภายหลังการสถาปนาราชอาณาจักรล้านช้างจำปาศักดิ์แล้ว (พ.ศ. ๒๒๕๖) เมืองพนมได้กลายเป็นเมืองชายพระราชอาณาเขตหรือเมืองขอบด่าน ต่อเขตแดนระหว่างราชอาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์และราชอาณาจักรล้านช้างจำปาศักดิ์ โดยมีเมืองละคร (นครพนม) ซึ่งขึ้นกับนครเวียงจันทน์ และมีเมืองบังมุก (มุกดาหาร) ซึ่งขึ้นกับนครจำปาศักดิ์ ทั้งสองเมือง เป็นผู้ร่วมกันรักษาดูแลเมืองพนม โดยแบ่งเขตแดนเมืองกันที่หน้าลานพระบรมธาตุเจ้าพนม ทำนองเดียวกันกับพระธาตุศรีสองรักแห่งเมืองด่านซ้าย ซึ่งเป็นเมืองขอบด่านต่อแดนระหว่างราชอาณาจักรศรีสัตนาคนหุตและราชอาณาจักรศรีอยุธยา[16] ดังนั้นเมืองพนมจึงมีสถานะพิเศษแตกต่างจากหัวเมืองหลายเมืองในแผ่นดินลาวและอีสาน[17] อย่างไรก็ตามในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันทน์ (พ.ศ. ๒๓๔๘-พ.ศ. ๒๓๗๑) เมืองพนมได้เกิดปัญหาการถูกรุกรานจากการแย่งชิงข้าเลกพระธาตุพนม อันเนื่องมาจากสยามได้ให้อำนาจเจ้าเมืองนครราชสีมาและเมืองกาฬสินธุ์มาสักเลขข้าพระธาตุพนม จนได้รับความเดือนร้อนวุ่นวายและกลายเป็นหนึ่งในชนวนเหตุสงครามเจ้าอนุวงศ์ด้วย[18] ปัญหาการแย่งชิงข้าเลกพระธาตุพนมนี้ยืดเยื้อยาวนานมาจนถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องจากเจ้าเมืองทั้ง ๓ คือเมืองนครพนม เมืองมุกดาหาร และเมืองสกลนครได้แย่งชิงข้าเลขพระธาตุพนมไปเป็นข้าเลขเมืองของตน (พ.ศ. ๒๔๓๒)[19]

หลังสมัยสงครามเจ้าอนุวงศ์แห่งนครเวียงจันทน์ เมืองพนมมีประชาชนอาศัยอยู่อย่างเบาบางเนื่องจากปัญหาการเมืองการสงคราม และมีฐานะเสมอหนึ่งหมู่บ้านขนาดใหญ่ที่มีหมู่บ้านขนาดเล็กรายรอบ ซึ่งมีศูนย์กลางการปกครองอยู่ที่บ้านธาตุพนมเช่นเดิม ในสมัยนี้ธาตุพนมตกอยู่ภายใต้อำนาจการปกครองของสยาม แต่ทว่าสยามยังไม่ได้เข้ามาจัดการการปกครองอย่างเต็มรูปแบบ ยังคงปล่อยให้เจ้านายท้องถิ่นปกครองกันเองตามธรรมเนียมเดิม เจ้าเมืองธาตุพนมถูกกล่าวถึงครั้งสุดท้ายในบันทึก ดร. เปแนซ์ หมอชาวฝรั่งเศส (พ.ศ. ๒๔๒๕) ผู้ปกครองเมืองธาตุพนมคนสุดท้ายก่อนถูกยุบลงเป็นกองบ้านธาตุพนมคือ หลวงปราณีศรีพุทธบริษัท (เมฆ รามางกูร) (พ.ศ. ๒๔๔๔) หลังจากยุคนี้แล้วในตำนานบ้านชะโนดและบ้านสะโน ซึ่งเป็นหมู่บ้านข้าโอกาสพระธาตุพนมมาแต่เดิมกล่าวว่า ธาตุพนมได้ถูกปกครองจากนายกองซึ่งมีเชื้อสายเป็นคนท้องถิ่นคือ กวานหลวงอามาตย์ ท้าวสุริยะ และ ท้าวราชวัตริ์ [20] หลังจากนั้นข้าพระธาตุพนมถูกปกครองโดยข้าราชการท้องถิ่นชื่อว่า ท้าวอุปละ (พ.ศ.๒๔๑๗) ในช่วงนี้ปัญหาการแย่งชิงข้าเลกพระธาตุพนมยังคงดำเนินมา จนถึงสมัยสุดท้ายก่อนปฏิรูปการปกครองเป็นระบบมณฑลเทศาภิบาล (พ.ศ. ๒๔๔๔) ทางสยามได้เข้ามาจัดการกับหัวเมืองลาวและหัวเมืองอีสานท้องถิ่น[21] เมืองพนมได้รับการยกฐานะเป็นกอง เรียกว่า กองบ้านทาษพนม (พ.ศ. ๒๔๒๒) โดยสยามได้จัดการแต่งตั้งให้มีนายกองเชื้อสายข้าอุปัฏฐากพระธาตุพนมจากสองเมืองคือเมืองนครพนมและเมืองมุกดาหารเป็นผู้ดูแลข้าโอกาสพระธาตุพนม พร้อมพระราชทานบรรดาศักดิ์ว่า พระพิทักษ์เจดีย์ (นายกอง) และ หลวงโพธิ์สาราช (ปลัดกอง) [22] ตำแหน่งพระพิทักษ์เจดีย์พระธาตุพนมแห่งเมืองนครพนมนี้ถูกแต่งตั้งคู่กันกับพระพิทักษ์เจดีย์พระธาตุเชิงชุมแห่งเมืองสกลนคร จากนั้นไม่นานเจ้านายท้องถิ่นได้มีความพยายามยกกองบ้านธาตุพนมให้มีฐานะเป็นเมืองอีกครั้งหนึ่ง เรียกว่า เมืองทาษพนม โดยขอเสียส่วยขึ้นแก่กรุงเทพมหานครโดยตรงแต่ไม่เป็นผลสำเร็จ เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเห็นว่าเป็นปัญหาภายในของเจ้านายท้องถิ่น อันเกิดจากการขัดแย้งผลประโยชน์กันเอง[23] นายกองบ้านธาตุพนมได้ดำรงตำแหน่งสืบมาได้อีก ๓ คน ทั้งหมดต่างถึงแก่กรรมที่กรุงเทพพระมหานครทั้งสิ้น หลังปฏิรูปการเมืองการปกครองเป็นระบบมณฑลเทศาภิบาลโดยยกเลิกระบบอาญาสี่ ซึ่งเป็นธรรมเนียมการปกครองของหัวเมืองลาวโบราณแล้ว กองบ้านธาตุพนมได้ถูกจัดตั้งเป็นบริเวณ เรียกว่า บริเวณธาตุพนม (พ.ศ. ๒๔๔๓) มีศูนย์กลางราชการที่เมืองนครพนม โดยมีพระยาสุนทรเทพกิจจารักษ์ (เลื่อง ภูมิรัตน์) เป็นข้าหลวงประจำบริเวณธาตุพนม จากนั้นได้ลูกลดสถานะเป็นตำบลธาตุพนม โดยมีพระบำรุงพนมเจดีย์ (เทพพะจิตต์ บุคคละ) เป็นผู้รักษาราชการคนสุดท้าย (พ.ศ. ๒๔๔๖) [24] และมีหมื่นศีลาสมาทานวัตร (ศีลา บุคคละ) เป็นกำนันตำบลธาตุพนมคนแรก (พ.ศ. ๒๔๔๖-๒๔๕๗) ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๘ เมื่อมีการประกาศยกเลิกระบบบรรดาศักดิ์ขุนนางแล้วจึงถือว่าพระรักษ์ (พัน พรหมอารักษ์) เป็นกำนันบรรดาศักดิ์คนสุดท้ายของตำบล (พ.ศ. ๒๔๘๐-๒๔๘๘) และได้มีการเลือกให้นายสุนีย์ รามางกูร เป็นกำนันตำบลธาตุพนมคนต่อมา (พ.ศ. ๒๔๘๘-๒๕๐๕) จากนั้นไม่นานธาตุพนมได้รับการยกฐานะเป็นอำเภอธาตุพนมมาจนถึงปัจจุบัน ทางราชการได้แต่งตั้งให้รองอำมาตย์เอกหลวงพิทักษ์พนมเขต (ศรีกระทุม จันทรสาขา) เชื้อสายเจ้าเมืองมุกดาหาร[25] มาเป็นนายอำเภอธาตุพนมคนแรก (พ.ศ. ๒๔๖๑-๒๔๘๑) [26] และได้รับพระราชทานนามสกุลว่า พิทักษ์พนม (พ.ศ. ๒๔๘๕) [27]

ที่ตั้งและอาณาเขต[แก้]

อำเภอธาตุพนมมีอาณาเขตติดต่อกับเขตการปกครองข้างเคียง ดังนี้

การแบ่งเขตการปกครอง[แก้]

การปกครองส่วนภูมิภาค[แก้]

อำเภอธาตุพนมแบ่งเขตการปกครองย่อยออกเป็น 12 ตำบล 142 หมู่บ้าน ได้แก่[28]

1. ธาตุพนม (That Phanom) 19 หมู่บ้าน 7. ดอนนางหงส์ (Don Nang Hong) 11 หมู่บ้าน
2. ฝั่งแดง (Fang Daeng) 11 หมู่บ้าน 8. น้ำก่ำ (Nam Kam) 20 หมู่บ้าน
3. โพนแพง (Phon Phaeng) 8 หมู่บ้าน 9. อุ่มเหม้า (Um Mao) 9 หมู่บ้าน
4. พระกลางทุ่ง (Phra Klang Thung) 17 หมู่บ้าน 10. นาหนาด (Na Nat) 10 หมู่บ้าน
5. นาถ่อน (Na Thon) 14 หมู่บ้าน 11. กุดฉิม (Kut Chim) 7 หมู่บ้าน
6. แสนพัน (Saen Phan) 8 หมู่บ้าน 12. ธาตุพนมเหนือ (That Phanom Nuea) 8 หมู่บ้าน

การปกครองส่วนท้องถิ่น[แก้]

ท้องที่อำเภอธาตุพนมประกอบด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 12 แห่ง ได้แก่[29]

  • เทศบาลตำบลธาตุพนม ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของตำบลธาตุพนมและบางส่วนของตำบลธาตุพนมเหนือ
  • เทศบาลตำบลน้ำก่ำ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลน้ำก่ำทั้งตำบล
  • เทศบาลตำบลนาหนาด ครอบคลุมพื้นที่ตำบลนาหนาดทั้งตำบล
  • เทศบาลตำบลธาตุพนมใต้ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลธาตุพนมและตำบลธาตุพนมเหนือ (เฉพาะนอกเขตเทศบาลตำบลธาตุพนม)
  • เทศบาลตำบลฝั่งแดง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลฝั่งแดงทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลโพนแพง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลโพนแพงทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลพระกลางทุ่ง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลพระกลางทุ่งทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลนาถ่อน ครอบคลุมพื้นที่ตำบลนาถ่อนทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลแสนพัน ครอบคลุมพื้นที่ตำบลแสนพันทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลดอนนางหงส์ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลดอนนางหงส์ทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลอุ่มเหม้า ครอบคลุมพื้นที่ตำบลอุ่มเหม้าทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลกุดฉิม ครอบคลุมพื้นที่ตำบลกุดฉิมทั้งตำบล

สถานที่สำคัญ[แก้]

ประเพณีท้องถิ่นและงานประจำปี[แก้]

สถานศึกษา[แก้]

  • มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร (วิทยาลัยสงฆ์นครพนม)
  • มหาวิทยาลัยนครพนม (วิทยาลัยการอาชีพธาตุพนม)
  • โรงเรียนเทคโนโลยีธาตุพนม
  • โรงเรียนธาตุพนม
  • โรงเรียนบ้านธาตุพนม (พิทักษ์วิทยา)
  • โรงเรียนวัดพระธาตุพนม (พนมพิทยาคาร)
  • โรงเรียนบ้านหัวดอน
  • โรงเรียนบ้านหัวบึงทุ่ง
  • โรงเรียนบ้านก่ำ (ล้ำประชาอุปถัมภ์)
  • ศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียนอำเภอธาตุพนม[31]

ชาติพันธุ์[แก้]

  • ลาวเวียงจันทน์ อาศัยอยู่ในตำบลธาตุพนมมาตั้งแต่หลังรัชสมัยของพระเจ้าสุริยวงศาธรรมิกราช อันเนื่องมาจากสงครามแย่งชิงราชบัลลังก์ของราชวงศ์เวียงจันทน์ เจ้าราชครูหลวงยอดแก้วโพนสะเม็ก อพยพผู้คนจากนครเวียงจันทน์มาลี้ภัยการเมืองอยู่ธาตุพนม นับเป็นชาติพันธุ์หลักและเป็นชนชั้นปกครองของธาตุพนม บางส่วนอพยพไปอาศัยอยู่จำปาศักดิ์แล้วกลับมาอาศัยอยู่ที่ธาตุพนมด้วย
  • ลาวจำปาศักดิ์ อาศัยอยู่ในตำบลธาตุพนมมาตั้งแต่สมัยนครจำปาศักดิ์แตกอันเกิดจากการวิวาทกันของพระเจ้าองค์หลวงไชยกุมารกับเจ้ามหาอุปราชธรรมเทโว บางส่วนตกค้างอยู่ที่บ้านชะโนด เมืองมุกดาหาร และบ้านท่าสะโน เมืองสุวรรณเขต ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว นับเป็นชาติพันธุ์หลักของธาตุพนม
  • ลาวหลวงพระบาง อาศัยอยู่ในตำบลธาตุพนมและตำบลอื่นๆ มาตั้งแต่รัชสมัยพระเจ้าโพธิสาลราชทรงพระราชทานข้าโอกาสถวายพระธาตุพนม จำนวนมากถึงสามพันคน ปัจจุบันชาวลาวหลวงพระบางได้ถูกกลืนวัฒนธรรมทางภาษาปะปนไปกับชาวลาวอื่นๆ ที่ธาตุพนมจนหมดแล้ว
  • ภูไท (ผู้ไท) อาศัยอยู่ในตำบลแสนพัน เดิมเรียกว่าตำบลเรณูตะวันออก บ้านนาหนาด ตำบลนาหนาด บ้านอุ่มเหม้า ตำบลอุ่มเหม้า บ้านน้ำก่ำ ตำบลน้ำก่ำ อพยพมาจากเมืองวัง ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
  • กะเลิง (ข่าเลิง, กุรุง) อาศัยอยู่ในตำบลนาถ่อน และตำบลดอนนางหงส์
  • ข่า (บรู) อาศัยอยู่ในตำบลธาตุพนมมาแต่โบราณ เมื่อครั้งรัชสมัยพระเจ้าโพธิสาลราชทรงตั้งพันเฮือนหินและข้าสะเอ็งมาปกครองข้าโอกาสพระธาตุพนม บางส่วนอพยพมาจากนครหลวงพระบาง ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว นักวิชาการบางท่านเชื่อว่าเป็นชนชาติดั้งเดิมที่อาศัยอยู่ในเมืองธาตุพนม
  • ไทกวน อาศัยอยู่ในตำบลนาถ่อน ตำบลดอนนางหงส์ อพยพมาจากแขวงคำม่วน ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
  • กุลา (ไทใหญ่, เงี้ยว) อาศัยอยู่ในตำบลกุดฉิม อพยพมาจากจังหวัดอุบลราชธานีและจังหวัดมุกดาหาร
  • ย้อ (ญ้อ) อาศัยอยู่ในตำบลกุดฉิม อพยพมาจากแขวงคำม่วน ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
  • โย้ย อพยพมาจากนครเวียงจันทน์แต่โบราณ ปัจจุบันปะปนกับชนชาติลาวจนถูกกลืนวัฒธรรมไปหมดแล้ว นักวิชาการบางท่านกล่าวว่าอาจเป็นชนกลุ่มใหญ่ที่สร้างเมืองธาตุพนม
  • จีน (เจ๊ก,เจ๊กโคก ปัจจุบันเป็นคำไม่สุภาพ) อาศัยอยู่ในตำบลธาตุพนม อพยพมาจากจังหวัดอุบลราชธานีและกรุงเทพมหานคร
  • ญวณ (แกว ปัจจุบันเป็นคำไม่สุภาพ) อาศัยอยู่ในตำบลธาตุพนม อพยพหนีภัยสงครามมาจากประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียตนาม และอพยพกันมาหลายครั้งแล้ว

บุคคลสำคัญและบุคคลผู้มีชื่อเสียง[แก้]

  • เจ้าราชครูหลวงโพนสะเม็ก อดีตสมเด็จพระสังฆราชแห่งราชอาณาจักรเวียงจันทน์ ผู้บูรณะปฏิสังขรณ์พระธาตุพนม เช่น เสริมยอดพระธาตุพนมองค์เดิมให้สูงขึ้น เทครัวข้าโอกาสพระธาตุพนมจากเวียงจันทน์ให้อยู่รักษาพระธาตุพนมจำนวนมาก
  • พระครูศีลาภิรัต (หมี) อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนม
  • หลวงปู่กินรี จนฺทิโย วัดกันตะศีลาวาส พระกรรมฐานสายธรรมยุติกนิกายผู้มีชื่อเสียง
  • หลวงปู่บัว เตมิโย วัดหลักศิลามงคล พระกรรมฐานสายธรรมยุติกนิกายผู้มีชื่อเสียง
  • พระเทพรัตนโมลี (แก้ว กนฺตโสภา) อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนม ผู้แต่งหนังสืออุรังคธาตุ ตำนานพระธาตุพนมฉบับพิสดาร
  • สมเด็จพระเจ้าอนุวงศ์ อดีตพระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรเวียงจันทน์ ผู้บูรณะปฏิสังขรณ์วัดพระธาตุพนม เช่น สร้างหอพระแก้ว ยกช่อฟ้าและยอดฉัตรพระธาตุพนม สร้างเทวรูปคู่ท้าวเทวานางเทวา สร้างสะพานและปูลานหน้าวัดพระธาตุสู่น้ำโขง ถวายเชิงเทียน ถวายเครื่องดนตรีและคณะมโหรีหลวง ขุดสระมงคล ๓ แห่ง ทางทิศเหนือธาตุพนม
  • พระยาหลวงนครพิชิตราชธานีศรีโคตรบูรหลวง อดีตเจ้าเมืองนครบุรีราชธานีศรีโคตรบูรหลวง ผู้บูรณะวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร เช่น สร้างหอข้าวพระ บูรณะลานพระธาตุพนม
  • รองอำมาตย์เอก หลวงพิทักษ์พนมเขต (ศรีกระทุม จันทรสาขา) นายอำเภอธาตุพนมคนแรก เป็นผู้มอบที่ดินสร้างสถานีตำรวจภูธรธาตุพนม ก่อตั้งโรงเรียนบ้านดงก้อมและโรงเรียนบ้านนาบัว
  • รองอำมาตย์เอก ขุนพนมพนารักษ์ (เฮ้า พิมพานนท์) อดีตนายอำเภอธาตุพนม เป็นผู้สร้างถนนพนมพนารักษ์ ก่อตั้งโรงเรียนวัดพระธาตุพนม (พนมวิทยาคาร) และโรงเรียนนาถ่อนวิทยานุกูล (โรงเรียนประชาบาลตำบลนาถ่อน ๑)
  • ดร. วีรพงษ์ รามางกูร อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อดีตที่ปรึกษาเศรษฐกิจรัฐบาลหลายสมัย นายกสมาคมไทย-ลาวเพื่อมิตรภาพ ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) อดีตประธานคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย ผู้อาวุโสสูงสุดและผู้นำทายาทตระกูลรามางกูรทำนุบำรุงวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหารและวัดหัวเวียงรังสี
  • นายไพจิต ศรีวรขาน นักการเมืองท้องถิ่น

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]


อ้างอิง[แก้]

  1. ง้าวแถน ถนิมแก้ว. สงครามพันปีระหว่างลาวกับแกว. ม.ป.ท.. ๒๕๔๒.
  2. E. Lefevre. Travels in Laos. Bangkok. ม.ป.ป..
  3. เอเจียน แอมอนิเย. บันทึกการเดินทางในลาวภาคสอง พ.ศ. ๒๔๔๐. เชียงใหม่. ๒๕๔๑.
  4. องค์การค้าของคุรุสภา. ประชุมพงศาวดาร เล่ม ๔๔ (ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๗๐ (ต่อ)-๗๑) เรื่องเมืองนครจำปาศักดิ์ (ต่อ) พงศาวดารละแวก. ม.ป.ท.. ๒๕๑๒.
  5. อุดร จันทวัน. นิทานอุรังคะทาด : นิทานอุรังคธาตุ ฉบับลาว. ขอนแก่น. ๒๕๔๗.
  6. http://www.sac.or.th/databases/inscriptions/inscribe_detail.php?id=2169
  7. อุดร จันทวัน. นิทานอุรังคธาตุ : ฉบับลาว. ขอนแก่น. ๒๕๔๗.
  8. ประวิทย์ คำพรหม. ประวัติอำเภอธาตุพนม. กาฬสินธุ์. ๒๕๔๖.
  9. กรมศิลปากร. จดหมายเหตุการณ์บูรณปฏิสังขรณ์องค์พระธาตุพนม : ณ วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม พ.ศ. ๒๕๑๘-๒๕๒๒. กรุงเทพฯ. ๒๕๒๒.
  10. http://th.wikisource.org/wiki
  11. กรมศิลปากร. ประชุมพงศาวดารภาคที่ ๗ : คำให้การขุนโขลน. กรุงเทพ. ๒๔๖๐.
  12. http://www.sac.or.th/databases/inscriptions/index.php
  13. http://na-kae.blogspot.com/
  14. พระธรรมราชานุวัตร (แก้ว อุทุมมาลา), อุรังคธาตุนิทาน : ตำนานพระธาตุพนม (พิศดาร) . กรุงเทพฯ. ๒๕๓๗.
  15. มหาดวง รามางกูร (ท้าวดวง บุคคละ), "ตำนานวงศ์พระญาติอาชญาเมืองพนม (ประวัติตระกูลรามางกูรแห่งเมืองธาตุพนม)".ม.ป.ท.. ม.ป.ป..
  16. http://place.thai-tour.com/loei/dansai/271
  17. http://www.thatphanom.com/2300.html
  18. ทรงพล ศรีจักร์. เพ็ชรพื้นเมืองเวียงจันทน์ : พงศาวดารลาวตอนเวียงจันทน์แตก. กรุงเทพ. ๒๔๗๙.
  19. เอกสาร ร.๕ ม.๒ (๑๒ ก.) เล่ม ๒๐ ร.ศ. ๑๐๗ หอจดหมายเหตุแห่งชาติ.
  20. พระฎิสสโร (หนูกร) ใจสุข. ประวัติบ้าน. มุกดาหาร. ม.ป.ป..
  21. เติม วิภาคย์พจนกิจ. ประวัติศาสตร์อีสาน. กรุงเทพ. ๒๕๔๖.
  22. ทองสมุทร โดเร. บันทึกการเดินทางในลาว ภาคสอง พ.ศ. ๒๔๔๐. เชียงใหม่. ๒๕๔๑.
  23. เอกสาร ร.๕ บ.๑๒ เล่ม ๑๑/๓๐ หอจดหมายเหตุแห่งชาติ.
  24. สุรจิตต์ จันทรสาขา. เมืองนครพนม. ม.ป.ท.. ม.ป.ป..
  25. http://renunakhon.nakhonphanom.doae.go.th/dataweb/history_renu.php
  26. http://www.thatphanom.com/
  27. กรมศิลปากร. นามสกุลพระราชทานในรัชกาลที่ ๗ ถึงรัชกาลปัจจุบัน. กรุงเทพ. ๒๕๕๔.
  28. http://www.thatphanom.com
  29. http://nakhonphanom.cdd.go.th/VDR/5tatpanom.html
  30. http://www.sawasdeenakhonphanom.com
  31. http://thatphanom.nakhonphanom.police.go.th/chip-p83.html