สาธารณรัฐกาแลกติก

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ตราสัญลักษณ์ของสาธารณรัฐกาแลกติก

สาธารณรัฐเก่าเป็นสาธารณรัฐแห่งตำนาน ยิ่งใหญ่กว่าทั้งระยะทางและเวลา ไม่ต้องรู้ว่ามันอยู่ที่ไหนและมาจากแห่งใด รู้ไว้แค่ว่า…มันคือสาธารณรัฐก็พอ

จากบันทึกของวิลส์

สาธารณรัฐกาแลกติก (ภาษาอังกฤษ: Galactic Republic) เป็นกลุ่มองค์กรในเรื่องแต่งชุดสตาร์ วอร์ส ซึ่งเป็นคณะปกครองของกาแลกซีที่มีอยู่ก่อนจักรวรรดิกาแลกติก รูปแบบการปกครองของสาธารณรัฐฯ ตามที่ได้แสดงไว้ในสตาร์ วอร์ส : ไตรภาคต้น คือการปกครองแบบรัฐสภา ในเนื้อเรื่องช่วงไตรภาคเดิม สาธารณรัฐกาแลกติกถูกเรียกในชื่อว่า สาธารณรัฐเก่า

สาธารณรัฐกาแลกติกนั้นเป็นชื่อของรัฐบาลของกาแลกซี่ก่อนที่จะมีการก่อตั้งจักรวรรดิกาแลกติกในช่วง 19 ปีก่อนยุทธการยาวิน แม้ว่าโดยทั่วไปมันมักรู้จักกันในนามว่าสาธารณรัฐเก่า มันก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้นจนกระทั่งจักรวรรดิเกิดขึ้น ตอนที่สาธารณรัฐยังคงอยู่นั้น มันมีชื่อว่าสาธารณรัฐกาแลกติก หรือเรียกสั้นๆ ว่าสาธารณรัฐ น้อยครั้งนักที่มันจะหมายถึงสาธารณรัฐแรก ในช่วงเวลานั้น จะใช้คำว่าระเบียบเก่าเพื่อเรียกสาธารณรัฐแรก

สาธารณรัฐมีผู้นำคือ สมุหนายก มันเป็นรัฐบาลประชาธิปไตยซึ่งสามารถรักษาตำแหน่งได้มากกว่า 25,000 ปี กล่าวกันว่าหากจะให้เขียนถึงประวัติศาสตร์ของสาธารณรัฐแล้วล่ะก็ "มันต้องใช้หอสมุดนับพัน"

ในปีสุดท้าย มันก็เป็นเหมือนการกุศล—ถึงแม้ว่าจะไม่มีประโยชน์—รัฐบาลก็เบื่อกับกฎระเบียบที่ยุ่งยากเกินไป

ประวัติ[แก้]

การก่อรูปแบบ[แก้]

สาธารณรัฐเกิดจากการลงนามในรัฐธรรมนูญกาแลกติกเมื่อ 25,000 ปีก่อนยุทธการยาวิน ในช่วงสงครามในการรวมกาแลกซี่ ในเวลานั้น มนุษย์และดูรอส ได้สลับขั้วเทคโนโลยีที่ใช้พลังของราคาทา จึงได้ประดิษฐ์ไฮเปอร์ไดรฟ์ขึ้น ทำให้คอรัสซังกลายมาเป็นเมืองหลวงของสาธารณรัฐกาแลกติกและยังคงเป็นเช่นนั้นไปอีก 25,000 ปี สาธารณรัฐถูกสร้างขึ้นโดยผู้ก่อตั้งแกนหลัก

ไม่นานหลังจากการก่อรูปแบบสาธารณรัฐ เส้นทางการค้าเพอร์ลีเมี่ยนก็ถูกสร้างขึ้นในแผนที่ เชื่อมต่อคอรัสซังสู่ออสซัส และนำอัศวินเจไดเข้าสู่สาธารณรัฐ หลายพันทีต่อมา เส้นทางคอเรลเลี่ยนก็ถูกสร้างขึ้น เชื่อมต่อคอรัสซังกับคอเรลเลียและนอกเหนือจากนั้น เงินจำนวนมากจากเส้นทางการค้าทั้งสองทำให้มันเป็นที่รู้จักกันว่าเดอะ สไลซ์ (The Slice) ด้วยการขยายออกของไฮเปอร์สเปซทางด้านตะวันตกของคอรัสซัง มีสิ่งผิดปกติเกินกว่าที่เทคโนโลยีจะก้าวข้ามไปได้ รัฐบาลจึงได้หันไปขยายเขตทางด้านตะวันออกแทน แกนของกาแลกซี่หรือคอร์เวิร์ลด์ (Core Worlds) บางส่วนของเดอะ สไลซ์เป็นที่รู้จักในชื่อหัวลูกศรหรือแอร์โรว์เฮด (Arrowhead) และไม่นาน สาธารณรัฐก็ขยายจนเป็นอาณานิคม

แม้ว่าประวัติศาสตร์มักจะบอกว่าสาธารณรัฐเป็นสาธารณรัฐที่สงบสุข ความขัดแย้งมากมายก็สามารถเห็นได้ อย่าง ร้อยปีแห่งความมืดมน, สงครามซิธเก่า, หายนะวัลทาร์, สงครามแมนดาลอเรี่ยน, สงครามเจไดกลางเมือง, สงครามซิธใหม่, และสงครามโคลน—ได้เกิดขึ้นตลอดประวัติศาสตร์ของมัน

ความเป็นมาในช่วงแรก[แก้]

สัญลักษณ์ของสาธารณรัฐในอดีต ก่อนที่จะถูกแทนที่ด้วยสัญลักษณ์เบนดู

ตอนแรก รัฐบาลบนคอรัสซังต้องการการขยายเขตที่ไม่รวดเร็ว ถึงแม้ว่าจะสนับสนุนการสำรวจไฮเปอร์สเปซก็ตาม อย่างไรก็ตาม ตรงกันข้ามกับสิ่งที่รัฐบาลต้องการ สมาชิกของสาธารณรัฐได้สร้างความเจริญให้ต้นเองในหนึ่งพันปีแรก เหตุผลหลักก็มาจากการต้องการที่จะป้องกันตัวเองจากจักรวรรดิฮัทท์

เป็นนานหลายปี ที่อัศวินเจไดและกองทัพบกและทัพเรือโบราณของสาธารณรัฐทำการป้องกันความรุนแรง ในช่วงประมาณ 24,500ปีก่อนยุทธการยาวิน การแตกแยกครั้งใหญ่ครั้งแรกก็เกิดขึ้น หลังจากที่กองทัพแห่งเลทโทว์ได้ก่อตั้งขึ้นโดยเจไดผู้ที่เชื่อว่าพลังที่แท้จริงไม่ได้มาจากการนั่งสมาธิอย่างที่อาจารย์เจไดทั่วไปสอน แต่มาจากอารมณ์ ความตึงเครียดระหว่างเจไดและเจไดนอกรีต นำโดยเซนดอร์ และหลังจากที่เขาตาย อาร์เดน ลีนก็รับช่วงต่อแทน

24,000 ปีก่อนยุทธการยาวิน สาธารณรัฐได้เข้าสู่สงครามกับสหภาพคุณธรรมแห่งดีเซฟโรและทิออน สงครามเกิดขึ้นตามเส้นทางการค้าเพอร์ลีเมี่ยน และเมืองหลวงทั้งของคอรัสซังและดีเซฟโรก็ได้รับความเสียหายจากการระเบิดแรงดัน ท้ายสุด สาธารณรัฐชนะสงครามโดยการปลุกเร้าให้พวกฮัทท์ต่อสู้กับชาวทิออน ภายในหนึ่งศตวรรษ กลุ่มทิออนส่วนใหญ่ได้สวามิภักดิ์ต่อคอรัสซัง ยกเว้นดีเซฟโร ซึ่งยังคงเลือกที่จะอยู่อย่างอิสระ

ในช่วงที่การค้ารุ่งเรือง ประมาณ 20,000-17,000 ปีก่อนยุทธการยาวิน สาธารณรัฐขยายเขตออกไปทางตะวันออกข้ามกาแลกซี่ แม้ว่าจะเกิดสิ่งนี้ เดอะ สไลซ์ยังคงเป็นใจกลางของอวกาศที่สามารถเดินยานได้สะดวก ท้ายสุด สาธารณรัฐได้ขยายเขตไปทางเหนือของกาแลกติกและทางชายแดนทางใต้ของเดอะ สไลซ์ ถึงแม้ว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ของกาแลกซี่ยังไม่เป็นที่รู้จักนัก ยกเว้นดาวด้านหน้าอย่างออร์ด เมนเทล (12,000-8,000 ปีกอ่นยุทธการยาวิน) อวกาศทางด้านตะวันตกของคอรัสซังยังคงไม่ถูกสำรวจ เช่นเดียวกับที่เส้นทางการค้าเพอร์ลีเมี่ยนและคอเรลเลียยังไม่ถูกค้นพบในทางนั้น ที่แย่กว่านั้น กระบวนการก็มีข้อจำกัดเนื่องจากอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการโจนไป 1-2 ปีแสงแล้วอาจโผล่ไปในที่ที่ไม่รู้จักของไฮเปอร์สเปซที่ต่างไปจากปกติ ในสมัยนี้ เขตขยายก็ถูกสร้างขึ้น อย่างไรก็ตาม เขตนี้ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากผลของอัลซาคันที่พยายามฉวยโอกาสเข้าควบคุมสาธารณรัฐจากคอรัสซัง มันเป็นผลของสงครามอัลซาคันที่ 17 ที่กินเวลานานตั้งแต่ 17,000-3,000 ปีก่อนยุทธการ อย่างไรก็ดี การต่อสู้ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในช่วงระหว่างที่พวกเขาครอบครองเขตขยาย มากกว่าในส่วนแกนกลางเสียอีก ไม่จำเป็นต้องบอกผลของความขัดแย้งต่างๆ คอรัสซังก็ชนะในทุกการต่อสู้

ในช่วงสมัยนี้ สงครามอาร์คาเนี่ยนครั้งแรกก็เกิดขึ้นด้วย นักพันธุ์ศาสตร์ชาวอาร์คาเนี่ยนยังได้เริ่มการทดลองพันธุกรรมของเผ่าพันธุ์อื่นอีกด้วย ที่เป็นที่รู้จักที่สุดก็คงเป็นการนำเซ็กซ์โต้มาจากทรอยเคน และเปลี่ยนพวกมันให้กลายเป็นเผ่าพันธุ์ใหม่ที่มีชื่อว่าเควอร์เมี่ยน

15,5000 ปีก่อนยุทธการยาวิน หลังจากความหายนะจากติอต่อครั้งแรก คอรัสซังถูกจู่โจมโดยมังกรอวกาศในช่วงความขัดแย้งกับดุยนวงวูอิน ความขัดแย้งนี้จบลงอย่างสันติโดยการแก้ไขจากสมุหนายกฟิลลอเรียนและนักปราชญ์ชาวมังกรอวกาศชื่อบอร์ซมัทโอ ผู้ซึ่งได้ร่วมมือกันก่อตั้งมหาวิทยาลัยคอรัสซัง ในบางช่วงของสมุยจนถึง 12,000 ปีก่อนยุทธการยาวิน พิพิธภัณฑ์กาแลกติกก็ถูกสร้างขึ้นบนคอรัสซัง

หอประชุมวุฒิสมาชิก

ในประมาณช่วง 12,000 ก่อนยุทธการยาวิน คอนทิสเปกซ์ได้เข้าเป็นสมุหนายก เขาและผู้สืบทอดของเขาเป็นลัทธินับถือพระเจ้า ซึ่งจะครองสาธารณรัฐในอีก 1,000 ปีต่อไป สมุหนายกที่คลั่งไคล้เหล่านี้ได้อนุมัตินักรบศาสนาขึ้นมาเพื่อต่อกรกับเผ่าต่างดาวในขอบนอกของกาแลกซี่ หลังช่วง 11,000 ปีก่อนยุทธการยาวิน ลัทธิถูกกำจัดด้วยความรุนแรง ความตึงเครียดจากสงครามศาสนาได้สร้างความแตกแยกระหว่างคอร์เวิร์ลด์และขอบนอกมากขึ้น ซึ่งจักรพรรดิพัลพาทีนใช้มันเพื่อประโยชน์ในยุคของเขาอีกพันปีต่อมา ประมาณ 9,000 ปีก่อนยุทธการยาวิน โบลตัส เดอะ ฮัทท์ได้เป็นสมุหนายกและครอบครองสาธารณรัฐกาแลกติกไปอีก 275 ปีในสมัยไรนิทัส ไม่เหมือนฮัทท์อื่นๆ โบลตัสนั้นมีชื่อเสียงและเป็นแค่ผู้ปกครอง ปฏิทินพื้นฐานของกาแลกติกได้ถูกแก้ไขประมาณ 7,308 ปีก่อนยุทธการยาวินเป็นอย่างน้อย

7,003 ก่อนยุทธการยาวิน การแตกแยกครั้งใหญ่ครั้งที่สองได้เกิดขึ้นเมื่อกลุ่มของเจไดที่ร่วงโรยได้ค้นพบเทคนิคในการใช้พลังเพื่อสร้างรูปแบบชีวิตที่แตกต่างออกไป สิ่งนี้ได้เริ่มร้อยปีแห่งความมืดมน เป็นศตวรรษที่ยาวนาน ซึ่งสามารถเห็นการสร้างสรรค์สัตว์ร้ายขึ้นมา ที่รู้จักกันมากที่สุดก็คือสัตว์ประเภทงูอย่างลีเวียแธน ซึ่งจะดูดกลืนพลังงานชีวิต ยุทธการคอร์บอสในช่วง 6,900 ปีก่อนยุทธการยาวิน เจไดได้บดขยี้กบฏและเนรเทศเจไดบางส่วนจากอวกาศที่รู้จัก อย่างไรก็ตาม เจไดที่ร่วงโรยได้ค้นพบไซออสท์ โลกที่โดดเดี่ยวที่มีเผ่าพันธุ์ที่เกี่ยวข้องกับพลังอาศัยอยู่ เผ่าซิธ

ด้วยการใช้การฝึกฝนในพลัง เจไดที่หลงผิดได้ทำให้พวกซิธแปลกใจและยกตัวเองขึ้นเป็นเสมือนพระเจ้าบนดาวคอริแบนใกล้เคียง กลายมาเป็นผู้ปกครองชาวซิธ หลายปีถัดมา และเจไดที่หลงผิดและชาวซิธได้เป็นหนึ่งเดียวกัน คำว่า"ซิธ"กลายมามีความหมายที่ไม่ใช่แค่ผู้คนที่อยู่บนคอริแบนและไซออสท แต่ยังหมายถึงเจไดที่หลงผิดผู้เป็นนายของพวกเขาอีกด้วย

คอรัสซัง เมืองหลวงของกาแลกติก ถูกโจมตีในช่วงสงครามไฮเปอร์สเปซครั้งใหญ่

ในช่วง 5,000 ปีก่อนยุทธการยาวิน เจไดและจักรวรรดิซิธได้เข้าร่วมรบกันในสงครามไฮเปอร์สเปซครั้งใหญ่ หลายดาวได้รับแผลเป็นตลอดกาลในสงครามครั้งนี้ แต่เจไดก็สามารถขับไล่ผู้รุกรานออกไปได้ หลังจากนั้น สาธารณรัฐได้มอบดินแดนให้เจไดบนฟอร์ซเนกซัส ภูเขาที่เป็นที่บูชาบนคอรัสซัง

ในช่วง 4,250 ปีก่อนยุทธการยาวิน การแตกแยกครั้งใหญ่ครั้งที่สามได้เกิดขึ้น ซึ่งมีการต่อสู้บนคอรัสซัง เจไดมืดที่รอดชีวิตถูกบังคับให้ต้องหนีไปจากระบบวัลทาร์ ที่ซึ่งพวกเขาได้ค้นพบเทคโนโลยีโบราณที่ระบุว่าโลกของระบบนั้นมีสิ่งก่อสร้าง อาจเป็นการสร้างสรรค์ของเซเลสเชียลที่ลึกลับ ที่ถูกสร้างในระบบคอเรลเลี่ยน เจไดมืดได้เข้าครอบครองเครื่องจักร รวมทั้งกังหันจักรวาล แต่ก็ไม่สามารถควบคุมมันเอาไว้ได้ และไม่นานก็ทำลายระบบทั้งระบบและทุกอย่างข้างในในช่วงการเปลี่ยนแปลงวัลทาร์ ในช่วง 4,019 ปีก่อนยุทธการยาวิน อาจารย์เจได 4 คน (อาจารย์นักรบ 2 คนและอาจารย์ผู้วิเศษ 2 คน) ได้ก่อสร้างวิหารเจไดบนดินแดนฟอร์ซเนกซัสบนคอรัสซัง ซึ่งจะตั้งตระหง่านไปอีก 4 พันปี

สงครามซิธเก่า[แก้]

สาธารณรัฐคือสัตว์ร้ายที่นิ่งเฉยซึ่งได้ฆ่าผู้คนของมันมาหลายปีก่อนที่สงครามจะเริ่มต้น

แคนเดอรัส ออร์โด

4,015 ปีก่อนยุทธการยาวิน ได้เกิดการปฏิวัติครั้งใหญ่โดยดรอยด์บนคอรัสซัง นำโดยเอชเค-01 ผู้ซึ่งท้ายสุดก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับอาคา เจธและเจได ในการรบครั้งนั้น อาร์คา เจธได้ค้นพบเทคนิคในการทำให้เครื่องจักรหยุดทำงานด้วยการใช้พลัง

หลังจากการรบครั้งนั้น สงครามซิธเก่าก็ตามมาในช่วง 4,000 ปีก่อนยุทธการยาวิน ซึ่งเกือบทำลายสาธารณรัฐ ในสงครามซิธครั้งใหญ่ (4,000 - 3,996 ปีก่อนยุทธการยาวิน) ซิธลอร์ดเอกซาร์ คุนและอูลิค เคล-โดรม่า พร้อมกับพันธมิตรชาวคราธและแมนดาลอเรี่ยนของพวกเขา ได้ทำสงครามกับสาธารณรัฐ ได้สร้างการทำลายล้างมากมายจนกระทั่งพวกเขาพ่ายแพ้ต่อกองกำลังของสาธารณรัฐและเจได หลังจากนั้นต่อมา การล่าครั้งใหญ่ (3,995 - 3,993 ปีก่อนยุทธการยาวิน) และการเก็บกวาดของทั้งเก้าตระกูลก็เกิดขึ้น

กองยานของสาธารณรัฐและแมนดาลอเรี่ยนปะทะกันในยุทธการแวนควอ

ต่อมาสงครามแมนดาลอเรี่ยนก็เกิดขึ้น (3,996 - 3,960 ปีก่อนยุทธการยาวิน) เป็นการต่อสู้ระหว่างชาวแมนดาลอเรี่ยนที่หวังจะขยายอณานิคมออกไปไกลถึงเขตรอบนอกจักรวาลกับสาธารณรัฐ สงครามแมนดาลอเรี่ยนเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามกลางเมืองเจได (3,959 - 3,956 ปีก่อนยุทธการยาวิน) ที่สร้างความเสียหายมากมาย สงครามกลางเมืองเจไดหรือรู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งว่าสงครามแห่งเตาหลอมดวงดาว เป็นการต่อสู้ระหว่างสาธารณรัฐและจักรวรรดิซิธภายใต้การบัญชาของดาร์ธ เรแวนและดาร์ธ มาลัค เป็นไปได้ว่ามันคือการทำลายล้างที่รุนแรงที่สุดในยุคนั้น ดาวหลายดวงรวมทั้ง ทาริส, แดนทูอิน, และทีลอส ถูกทำลายโดยกองยานของซิธ 3,900 ปีก่อนยุทธการยาวิน ราชินีเอลซินอร์ เดน ทาเซียแห่งโลกใจกลางชื่อว่ากริซมอลท์ได้สนับสนุนการขยายกองยานที่มียานสามลำ—เบเนฟิเซนท์ทาเซีย, คอนสสแตนท์, และท่านแม่วิม่า กองยานนี้นำโดยนักสำรวจของสาธารณรัฐชื่อคไวลาอัน และได้ค้นพบดาวนาบู

ตั้งแต่ 3,970 - 3,670 ปีก่อนยุทธการยาวิน ความแตกแยกแห่งคานซ์เกิดขึ้นในเขตคานซ์ ในช่วงเวลานั้นเอง ผู้ว่าราชการไมเรียลแห่งอาร์กาซด้าแยกตัวออกจากสาธารณรัฐและก่อตั้งกองทหารขึ้นมาในเขตคานซ์ ในช่วงเวลานั้น กองกำลังทางทหารของเธอได้เข้าบุกดาวที่ต่อต้านอำนาจของเธอในเขตคานซ์ รวมทั้งลอร์ด เธอมักใช้คนที่อาศัยบนดาวนั้นมาเป็นทาส ชาวลอร์ดเดียน

การใช้แรงงานทาสชาวลอร์ดเดียนถูกสั่งห้ามให้สื่อสารกัน ผลก็คือ พวกเขาถูกบังคับให้พัฒนาระบบการแสดงท่าทาง, ท่าทางสีหน้า, และท่าทางร่างกายเพื่อพูดคุยกัน การสื่อสารโดยไม่พูดนี้ยังคงถูกใช้ไปอีกสี่พันปีหลังจากนั้น หลังจากสามศตวรรษและสูญเสียชีวิตไปกว่าห้าพันล้านชีวิต รวมทั้งชาวลอร์ดเดียนประมาณ 500 ล้านคน ความแตกแยกแห่งคานซ์จบลงเมื่อเจไดและสาธารณรัฐโค่นกองทหารเหล่านั้นลง

สัญลักษณ์ของสาธารณรัฐในช่วงการกลับมาของจักรวรรดิซิธ

ประมาณ 3,756 ปีก่อนยุทธการยาวิน จักรวรรดิซิธได้กลับมาทำสงครามกับสาธารณรัฐอีกครั้งในมหาสงคราม สงครามได้ทำให้สาธารณรัฐอ่อนแอลง ผลที่ตามมาของสงคราม ซึ่งทิ้งให้สาธารณรัฐอยู่ในตำแหน่งที่ไม่น่าพอใจ ระบบดาวหลายดวงเริ่มแยกตัวออกจากสาธารณรัฐ สาธารณรัฐเริ่มเกิดวิกฤติทางเสบียงและความวุ่นวายตามท้องถนนที่ยากจะแก้ไขบนคอรัสซัง วุฒิสภากลายเป็นอัมพาต ข้อตกลงแห่งคอรัสซังยังบังคับให้สาธารณรัฐต้องทิ้งพันธมิตรที่ร่วมทางกันมานับพันปีไป รวมทั้งชาวโบธาน สับสนจากความวุ่นวาย วุฒิสภาที่ล่มสลายโทษสงครามและปัญหาหลักของพวกเขาไปยังเจได ความเกลียดชังในนิกายทำให้เหล่าเจไดออกเดินทางจากคอรัสซังและหาสถานที่ใหม่คือทีธอน หลังจากมหาสงคราม สงครามเย็นก็เริ่มขึ้น

3,000 ปีก่อนยุทธการยาวิน ความขัดแย้งแห่งอัลซาคันครั้งที่ 17 จบลงด้วยการพ่ายแพ้ของอัลซาคัน และทำให้เกิดการสร้างยานเดรดนอธ อินวินซิเบิล-คลาสในกองยานของสาธารณรัฐขึ้นมา นอกจากนั้น นักสำรวจยังค้นพบเส้นทางไฮเดียน ซึ่งได้ขยายทิศเหนือและทิศใต้ของกาแลกซี่ทั้งหมด นี่ทำให้สาธารณรัฐขยายผ่านเดอะ สไลซ์เข้าไปในโลกส่วนกลางและส่วนนอกได้ และยังนำไปสู้การค้นพบเส้นทางไฮเปอร์สเปซอีกมากมาย รวมทั้งเส้นทางการค้าคอเรลเรียน ดังนั้นการขยายอาณาเขตครั้งที่สองก็เริ่มขึ้น


สงครามซิธใหม่[แก้]

ข้าจะไม่ยอมให้สาธารณรัฐที่ยืนหยัดมานับพันปีแบ่งแยกเป็นสอง

พัลพาทีน
ภารกิจที่รูซานทำให้ภัยคุกคมจากซิธจบลง

2,000 ปีก่อนยุทธการยาวิน สาธารณรัฐต้องเผชิญกับภัยจากซิธอีกครั้ง ผู้ซึ่งได้ก่อตั้งจักรวรรดิซิธขึ้นมา ซึ่งใหญ่โตมากกว่าจักรวรรดิก่อนๆ มากมายนัก ในช่วงเวลานี้ เจไดได้เป็นแนวหน้าในสงคราม สงครามครั้งนี้แปรผันไปมาจนกระทั่งเกิดยุทธการมิซร่าในช่วง 1,466 ปีก่อนยุทธการยาวิน ซึ่งเป็นชัยชนะครั้งใหญ่ที่สุดของซิธในสงคราม ความสูญเสียของสาธารณรัฐอย่างใหญ่หลวงทำให้ยุคมืดของมันเริ่มขึ้น ด้วยสถานการณ์ที่ไม่สงบและเศรษฐกิจที่ทรุดตัวลงได้แพร่กระจายไปทั่ว

ตัวสาธารณรัฐเองก็เล็กลงกลายเป็นรัฐเล็กๆ ล้อมรอบโลกส่วนกลาง ขณะที่จักรวรรดิซิธครอบครองส่วนสำคัญที่เหลือของกาแลกซี่ เจไดได้มีอำนาจสูงสุด ได้เข้าควบคุมส่วนที่เหลือของสาธารณรัฐโดยตรง วุฒิสภากลายเป็นการปกครองทางอ้อม ขณะที่เจไดเป็นรัฐบาลเดี่ยว และกองกำลังของสาธารณรัฐก็ถูกรวมเข้ากับกองทัพแห่งแสงสว่างของเจได

เกือบห้าร้อยปีหลังจากนั้น สงครามก็ยังคงดำเนินต่อไป กองทัพแห่งแสงสว่างได้ขับไล่ซิธกลับสู่ดาวรูซาน พวกซิธแพ้ราบคาบเมื่อถึง 1,000 ปีก่อนยุทธการยาวินในยุทธการรูซานครั้งที่ 7 แม้ว่ากองทัพแห่งแสงสว่างส่วนใหญ่บนรูซานถูกทำลาย

หลังจากสงครามนั้น การปฏิรูปรูซานก็เกิดขึ้นโดยสมุหนายกทาร์ซัส วาโลรัม มันได้คืนอำนาจกลับสู่วุฒิสภา เจไดกลับมาอยู่ภายใต้อำนาจของรัฐบาลอีกครั้ง และเลิกใช้กองทัพที่เหลือของเจได

ในที่สุด หลังจากสงครามมากมาย ความสงบสุขและความรุ่งโรจน์ก็หวนคืนสู่สาธารณรัฐ กระนั้นความพึงพอใจที่อันตรายก็เกิดขึ้น กองทัพบกและกองทัพเรือขนาดใหญ่ถูกลดขนาดลง และสาธารณรัฐก็ใช้เจไดมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อดูแลความเรียบร้อย แม้ว่าจะมีสถานการณ์รุนแรง—อย่างสงครามสตาร์คไฮเปอร์สเปซและการรุกรานนาบู—ขนาดของกองทัพก็ยังต่างกับในอดีตอย่างมาก

ความตกต่ำของสาธารณรัฐ[แก้]

สาธารณรัฐไม่ได้เป็นอย่างที่มันเคยเป็น วุฒิสภาโกงกิน ผู้แทนที่ทะเลาะกัน ไม่มีอะไรเหมือนเก่า

วุฒิสมาชิกพัลพาทีน

เมื่อสาธารณรัฐเริ่มมีอำนาจมากขึ้นเรื่อยๆ ข้าราชการและวุฒิสภาที่ขับเคลื่อนรัฐบาลก็เริ่มโกงกิน ระบบบริหารที่ถูกบ่อนทำลายมาหลายพันปีขัดได้ขวางความพยายามใดๆ ก็ตามที่จะเข้าควบคุมรัฐบาล ยิ่งไปกว่านี้ คนดีๆ ก็ถูกขัดขวางโดยการปกครองนั้นเอง และเนื่องมาจากเหล่านายทุนอันเป็นธรรมชาติของสาธารณรัฐ พวกคอร์รัปชั่นอย่างสมาพันธ์การค้าและสหภาพเทคโนโลยีได้มีอำนาจมากขึ้นจนถึงขั้นสร้างกองทัพของตัวเอง ดูเหมือนท้ายสุดแล้ว สิ่งเหล่านี้ได้สร้างความตกต่ำให้กับสาธารณรัฐ นั่นก็เพราะว่ามันถูกทะนุบำรุงและเร่งให้เกิดขึ้น (หรือแม้แต่เริ่มขึ้น) โดยซิธในช่วงหลายศตวรรษที่พวกเขาซ่อนตัวหลังสิ้นสุดยุทธการรูซาน

ในช่วงเวลานี้ (32 ปีก่อนยุทธการยาวิน) วุฒิสมาชิกจากนาบูนามว่าพัลพาทีน บ้านเกิดของเขาถูกยึดโดยสมาพันธ์พาณิชย์ แม้ว่าดาวทั้งดวงจะถูกยึดครอง มันก็เป็นที่กล่าวโทษว่ามันเกิดขึ้นเพราะระบบดำเนินงานของรัฐบาล เมื่อราชินีอมิดาล่า—ผู้นำสูงสุดที่ถูกเลือกจากระบบนาบู—กล่าวต่อหน้าวุฒิสภาว่าต้องการให้มีการทำอะไรสักอย่าง เธอยังอภิปรายไม่ไว้วางใจในตัวผู้นำของสาธารณรัฐ เนื่องมาจากแรงกดดันของพัลพาทีน และสมุหนายกฟินิส วาโลรัมก็ถูกลงคะแนนเสียงให้ออกจากหน้าที่ นี่ทำให้คะแนนการเลือกตั้งให้ขึ้นเป็นสมุหนายกของพัลพาทีนเพิ่มขึ้น

สงครามโคลน[แก้]

สัญลักษณ์แบบเบนดูในช่วงสงครามโคลน

มันไม่เคยมีสงครามเต็มรูปแบบตั้งแต่สาธารณรัฐก่อตั้งขึ้น

ไซโอ บิบเบิล

ตามปกติแล้ว สมุหนายกจะมีสาระอยู่เพียง 2-4 ปี แต่พัลพาทีนนั้นมีวาระที่ยาวนานกว่า เนื่องมาจากวิกฤตการณ์ฝ่ายแบ่งแยกดินแดน

วิกฤตการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อระบบดาวมากมายของสาธารณรัฐได้ทำการรวมตัวกันตั้งองค์กรขึ้นมา เป็นองค์กรณ์ที่คอร์รัปชั้นและลัทธินายทุนที่แพร่ขยายในสาธารณรัฐ พวกเขารวมตัวกันเพื่อแยกตัวออกจากสาธารณรัฐ ต่อมาพวกเขาก็เป็นที่รู้จักกันในชื่อของสมาพันธ์ระบบดาวอิสระ ความตึงเครียดระหว่างสาธารณรัฐและฝ่ายแบ่งแยกดินแดนนั้นได้ทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อกลุ่มของเจไดได้ไปเยือนที่ดาวจีโอโนซิส ซึ่งได้เริ่มยุทธการจีโอโนซิส—และสงครามโคลน

วุฒิสภาได้โอนอำนาจฉุกเฉินให้กับพัลพาทีนเพื่อจัดการกับฝ่ายแบ่งแยกดินแดน โดยตัวแทนจากนาบูนามว่าจาร์ จาร์ บิงค์ส การเคลื่อนไหวแรกของพัลพาทีนถูกสนับสนุนมากมายในเวลาเดียวกัน นั่นก็คือการสร้างกองทัพขนาดใหญ่ของนักรบจากการโคลนนิ่งเพื่อต่อสู้ให้กับสาธารณรัฐ ก่อนหน้านี้สาธารณรัฐไม่เคยต้องการกองทัพ เพราะว่าตอนนั้นความรุนแรงขนาดเล็กถูกแก้ไขได้โดยเจไดผู้รักษาความสงบ หรือไม่ก็กองทหารในท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม ความจริงที่ว่าฝ่ายแบ่งแยกดินแดนมีกองทัพดรอยด์ขนาดมหึมาทำให้สาธารณรัฐต้องสร้างกองทัพที่มีประสิทธิภาพเพื่อต่อสู้ในครั้งนี้

ในปีถัดมา วุฒิสภาก็ให้อำนาจกับพัลพาทีนมากขึ้น ผู้ซึ่งได้กลายมาเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด การกระทำเหล่านั้นจะทำในนามของความมั่นคง และพันพาทีนก็ไม่ต้องพิสูจน์ถึงความบริสุทธิ์ใจต่อวุฒิสภาด้วยการกระทำมากมาย เป็นเพราะสมุหนายกได้ความเชื่อมั่นจากเสียงส่วนมากในวุฒิสภา นั่นเป็นเหตุผลที่เขาจะยืดสงครามออกไปให้นานเท่าไหร่ก็ได้ตราบเท่าที่รัฐบาลขึ้นตรงกับเขา พลเมืองของกาแลกซี่ ผู้ซึ่งได้หมดศรัทธาในสาธารณรัฐทั้โกงกินและไม่มีประสิทธิภาพมายาวนาน กลับมองว่าพัลพาทีนคือผู้ปกป้องพวกเขาจากกองทัพดรอยด์และผู้บัญชาการที่โหดร้าย นายพลกรีวัส

จุดจบของประชาธิปไตย[แก้]

นี่สินะจุดจบของเสรีภาพ ด้วยเสียงปรบมือกึกก้อง

วุฒิสมาชิกแพดเม่ อมิดาล่า

ความไม่ไว้วางใจระหว่างพัลพาทีนและเไดเริ่มเกิดขึ้น ตามที่สงครามยังคงดำเนินต่อไป สมาชิกในสภาเจไดหลายคนเริ่มสงสัยในอำนาจที่เพิ่มขึ้นของพัลพาทีน โดยเฉพาะในวุฒิสภา—ไม่มีใครมือสะอาด ในที่สุด เจไดและด้วยความช่วยเหลือจากอนาคิน สกายวอล์คเกอร์ก็ค้นพบวาพัลพาทีนคือดาร์ธ ซีเดียส ลอร์ดมืดแห่งซิธ และพวกเขารวมหัวกันเพื่อจับกุมพัลพาทีน พัลพาทีนฆ่าอาจารย์เจไดไปสี่คนที่ถูกส่งไปเพื่อคุมตัวเขา—ที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ เมซ วินดู—และเป็นผลให้เขาประกาศว่าเจไดทุกคนคือศัตรูของสาธารณรัฐ จากนั้นพัลพาทีนก็ออกคำสั่งที่ 66 ซึ่งให้โคลนทรูปเปอร์ทุกนายทำการสังหารเหล่าผู้บัญชาการเจได

สาธารณรัฐจะร่วงโรย มันเป็นเช่นนั้นตลอดเวลา การร่วงโรยที่จะกินเวลานับพันปี

ดาร์ธ เทรย่าทำนายไว้เมื่อ 3,951 ปีก่อนยุทธการยาวิน

เมื่อสงครามโคลนมาถึงจุดสิ้นสุด พัลพาทีนได้ปรกาศต่อหน้าวุฒิสภาว่าสาธารณรัฐกาแลกติกได้กลายมาเป็นจักรวรรดิกาแลกติกซึ่งจะแข็งแกร่งพอที่จะพ้นภัยจากศัตรูนอกรัฐได้ สมุหนายกผู้ซึ่งตอนนี้ได้เปลี่ยนตัวเองมาเป็นจักรพรรดิของกาแลกซี่ ด้วยการถูกลวงตาจากมนตร์และทักษะของพัลพาทีน ซึ่งเป็นผลจากการโน้มน้าวด้วยด้านมืดของเขา เหล่าวุฒิสมาชิกส่วนใหญ่จึงสนับสนุนเขาด้วยเสียงปรบมือที่กึกก้อง สาธารณรัฐได้ถูกแทนที่ด้วยจักรวรรดิอย่างสมบูรณ์ ในปีต่อมา ผู้คนของกาแลกซี่ต้องเสียใจจากการมองคนผิดของพวกเขา

ส่วนสุดท้ายของสาธารณรัฐเก่าที่หลงเหลืออยู่ได้ถูกปัดกวาดไปแล้วเรียบร้อย

แกรนด์มอฟฟ์วิลฮัฟฟ์ ทาร์กิน

หลังจากสองพันห้าร้อยปีที่ลำบาก สาธารณรัฐกาแลกติกได้ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง แต่เป็นเพียงวุฒิสภาของจักรวรรดิที่อ่อนแอที่เป็นหุ่นเชิดของจักรพรรดิ—และต่อมาอีกหลายสิบปี ไม่นานหลังจากยุทธการยาวิน พัลพาทีนก็ละทิ้งวุฒิสภา และเป็นการกำจัดสาธารณรัฐที่เหลืออยู่อย่างสิ้นซาก วุฒิสมาชิกได้กลายมาเป็นมอฟฟ์และผู้ว่าราชการในดาวต่างๆ

ผลสืบเนื่อง[แก้]

ถึงแม้ว่ามันจะล่มสลาย ความเชื่อในรัฐบาลประชาธิปไตยก็ยังคงอยู่ในกลุ่มผู้ต่อต้านจักรวรรดิ ที่เห็นได้ชัดก็คือพันธมิตรฟื้นฟูสาธารณรัฐ หลังจากการล่มสลายของจักรวรรดิในยุทธการเอนดอร์ในช่วงสงครามกลางเมืองกาแลกติก สาธารณรัฐกาแลกติกได้ถูกสร้างขึ้นอีกครั้งในชื่อของสาธารณรัฐใหม่ ถึงแม้ว่าจะมีสาธารณรัฐใหม่ สาธารณรัฐกาแลกติกก็ยังคงเสมือนสาธารณรัฐเก่า

รัฐบาลและการปกครอง[แก้]

ข้ารักประชาธิปไตย ข้ารักสาธารณรัฐ

พัลพาทีน
หอประชุมวุฒิสภาของสาธารณรัฐ

สาธารณรัฐเริ่มขึ้นในฐานะของการ่วมกันป้องกันและพันธมิตรทางเศรษฐกิจในหมู่ดาวหลายดวงในส่วนกลางของกาแลกติก ความล้มเหลวของสาธารณรัฐคือกฎระเบียบการจัดองค์กรของมัน การปฏิบัติการมากมายมีพื้นฐานบนการประชุม ซึ่งมันถูกมองข้ามและถูกกัดเซาะโดยนักการเมืองที่ฉ้อโกงและกระหายในอำนาจ รัฐบาลร่วมคือรัฐบาลแบบปกติของสาธารณรัฐ พร้อมความสนใจพิเศษในการจำแนกวาระของสภานิติบัญญัติ ทางด้านวุฒิสภา ในปีท้ายๆ ของสาธารณรัฐ พวกเขานั้นไร้ผลในการร่วมมือกันทำสิ่งที่พวกเขาต้องการ

อย่างไรก็ดี ปีหลังๆ ของสาธารณรัฐเป็นช่วงเวลาที่การโกงกินและความไม่ยุติธรรมในสังคมมีมาก วุฒิสภาถูกแบ่งออกเป็นผู้ที่อยากทำสิ่งที่เหมาะสมให้กับสาธารณรัฐ กับผู้ที่หวังในเป้าหมายของตนเอง หลังจากสมุหนายกที่อ่อนแอและไร้ประสิทธิผลมากมาย และวิกฤตการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการรุกรานนาบูโดยสมาพันธ์การค้า เวลาของผู้นำที่แข็งแรงจึงได้มาถึงและยุติการโกงกิน


ด้านนิติบัญญัติ[แก้]

สมาชิกรัฐแต่ละคนจะเป็นตัวแทนในวุฒิสภา วุฒิสมาชิกจะเป็นตัวแทนหรือเอกอัครราชทูตจากดาวของตน และดาวสมาชิกจะสามารถมีรัฐบาลและสังคมของพวกเขาที่สอดคล้องกับความเชื่อ วัฒนธรรม และประเพณีของคนท้องถื่น มันรัฐบาลที่แตกต่างกันมากมายในการปกครองนี้ ตั้งแต่ระบบกษัตริย์จนถึงระบอบบที่คล้ายกับสาขาย่อย ในบางระบบ วุฒิสมาชิกจะได้รับเลือกในตำแหน่งนั้นๆ ในส่วนอื่น รัฐบาลของดาวจะแต่งตั้งวุฒิสมาชิกเอง ระบบราชวงศ์ของนาบูเลือกที่จะแต่งตั้งวุฒิสมาชิกของพวกเขา ขณะที่สภาของอัลเดอรานจะเลือกตั้งวุฒิสมาชิกของพวกเขา

หอประชุมวุฒิสภา

เมื่ออำนาจและอิทธิพลของสาธารณรัฐแผ่ขยาย พื้นที่ใหม่ๆ ของกาแลกซี่ได้รวมเข้ากับสาธารณรัฐ การจัดตั้งองค์กรใหม่ของการใช้วุฒิสมาชิกเป็นตัวแทนได้เกิดขึ้นในปีที่ 1,000 ก่อนยุทธการยาวิน ในช่วงการปฏิรูปรูซานน์ องค์กรที่เป็นที่ธรรมดามากที่สุดสำหรับเขตปกครองใหม่เหล่านี้ได้แบ่งออกเป็นเขตดาวประมาณห้าสิบดวง แต่ละเขตจะมีตัวแทนเป็นคณะผู้แทนในวุฒิสภา เมื่อเขตเริ่มมากเกินไป เขตจึงถูกจัดหยาบๆ เป็นดินแดนร่วมหนึ่งพันดินแดน แต่ละเขตจะมีผู้แทนเพียงคนเดียวในวุฒิสภา

วุฒิสภาเป็นกองบัญชาการหลักที่ด้านในจะมีแทนลอยจำนวนมาก ซึ่งแต่ละอันจะจุวุฒิสมาชิกได้หลายคน แต่ละแท่นลอยในวุฒิสภาจะเป็นตัวแทนของเขตแต่ละเขตในกาแลกซี่ โดยมีวุฒิสมาชิกหนึ่งคนต่อหนึ่งดาวในเขตนั้นๆ แท่นลอยบางแท่นจะเป็นตัวแทนดาวส่วนบุคคล อย่างสมาพันธ์การค้า เมื่อร่วมกับวุฒิสมาชิก ผู้นำของดาวสมาชิกส่วนบุคคลก็ยังมีสิทธิออกเสียงในสภาและเสนอกฎหมายได้ วุฒิสภาจะทำตามกฎทของรัฐสภาอย่างการอภิปรายไม่ไว้วางใจ อย่างที่ราชินีอมิดาล่าแห่งนาบูเสนอต่อสมุหนายกฟินิส วาโลรัม บังคับให้เขาต้องออกจากตำแหน่งในปีที่ 32 กอ่นยุทธการยาวิน

วุฒิสภาจะรับหนึ่งเสียงโหวตในทุกๆ เรื่อง สมุหนายกจะถูกเลือกตั้งจากภายในสภา กลุ่มคนจะถูกแบบออกเป็นคณะกรรมการ แต่ละคนจะถูกแบ่งให้ทำหน้าที่ในกระทรวงของรัฐบาล และจะรับผิดชอบในการสร้างกฎหมายที่จะนำไปใช้

แม้ว่าการออกกฎหมายที่ผ่านวุฒิสภาจะนำไปใช้กับดาวสมาชิกทุกดวง พลเมืองของสาธารณรัฐจะต้องปฏิบัติการกฎหมายดังกล่าว ดังนั้น หน้าที่หลักของวุฒิสภาคือการเปิดโอกาสให้สมาชิกถกเถียงกันได้

ด้านบริหาร[แก้]

สมาชิกของวุฒิสภาจะเลือกตั้งสมุหนายกจากกลุ่มของพวกเขา ผู้ซึ่งจะมาทำหน้าที่เป็นหัวหน้ารัฐบาลของสาธารณรัฐและหัวหน้าการทูต (และเป็นผู้นำของรัฐไปโดยปริยาย)

หน่วยงานของรัฐบาลนั้นมีอำนาจน้อยในช่วงปีสุดท้ายของสาธารณรัฐ โดยเฉพาะหลังจากการปฏิรูปรูซานน์ และสมุหนายกทำหน้าที่เป็นผู้นำในวุฒิสภาและมีสิทธิเท่าเทียมกับทุกคนในวุฒิสภา อย่างไรก็ดี มันก็มีอำนาจที่จะเรียกการประชุมพิเศษของวุฒิสภา และสามารถขอร้องสิทธิพิเศษของสมุหนายกเพื่อหลีกเลี่ยงมุมมองในกระบวนการทำงานของวุฒิสภา เขายังเป็นหัวหน้าของสภาสูงอีกด้วย

มันยังคงเป็นตำแหน่งที่น่าเคารพ อย่างไรก็ตาม สมุหนายกมีห้องทำงานขนาดใหญ่ทั้งในตึกวุฒิสภาและอาคารทรงโดมในเมืองกาแลกติก สัญลักษณ์หน่วยงานของรัฐบาลคือสมุหนายก เช่นเดียวกันวุฒิสภากาแลกติก เครื่องหมายนี้มีอยู่บนโพเดี่ยมของสมุหนายกในห้องประชุมของวุฒิสมาชิก เมื่ออยู่ในห้องหลัก สมุหนายกมักจะสวมชุดคลุมที่เรียกว่าวีด้า (veda) สมุหนายกจะถูกเลือกตั้งมาจากวุฒิสมาชิก ผู้ซึ่งสร้างวุฒิสภากาแลกติกและมีวาระทั้งหมดสี่ปี สมุหนายกจะรับช่วงต่อได้เพียงสองวาระเท่านั้น วาระละสี่ปีเช่นกัน

หน่วยงานของรัฐบาลมีอำนาจอย่างมากในช่วงที่พัลพาทีนเป็นสมุหนายก ผู้ซึ่งสามารถโน้มน้าววุฒิสภาให้โหวตเสียงให้เขาใช้อำนาจ"ฉุกเฉิน"อันเนื่องมาจากวิกฤตการณ์แบ่งแยกดินแดนและจากนั้นก็สงครามโคลน รวมทั้งการเพิ่มวาระของเขาที่เกินรัฐธรรมนูญหลังจากปีที่ 24 ก่อนยุทธการยาวินเพื่อจัดการกับวิกฤตการณ์แบ่งแยกดินแดนและขึ้นเป็นผู้นำทางทหารของสาธารณรัฐในช่วงสงครามโคลน สมุหนายกมีอำนาจโดยตรงเหนืออำนาจบริหาร กฎข้อบังคับของเขตยอมให้เขาแต่งตั้งผู้ว่าราชการทางทหารบนดาวทุกดวงของสาธารณรัฐ และการกระทำเพื่อความมั่นคงของเขาทำให้เขาควบคุมนิกายเจไดและกองทัพของสาธารณรัฐอย่างสมบูรณ์ เป็นการกำจัดทั้งเจไดและวุฒิสภา

ในที่สุด พัลพาทีนกลายมาเป็นผู้เผด็จการและแต่งตั้งตัวเองขึ้นเป็นจักรพรรดิของกาแลกซี่ ดังนั้นเขาก็ละทิ้งงานของสมุหนายกและเปลี่ยนสาธารณรัฐกาแลกติกให้กลายเป็นจักรวรรดิกาแลกติก ตำแหน่งสมุหนายกไม่ได้ถูกนำมาใช้อีกจนกระทั่งยุคของสาธารณรัฐใหม่ ซึ่งเลือกที่จะเรียกแทนว่าผู้นำของรัฐ น่าประหลาด เวลาสิบสามปีในการทำงานของพัลพาทีน และจนกระทั่งเขาเป็นจักรพรรดิกาแลกติก ได้สร้างมลทินให้กับตำแหน่งสมุหนายกอันน่าเคารพเสียจนสาธารณรัฐใหม่ก็ไม่นำมันมาใช้อีก ทั้งที่ในยุคของสาธารณรัฐเก่าก่อนพัลพาทีนสมุหนายกถูกมองงว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งความดี

ด้านพิจารณาคดี[แก้]

ศาลสูงเป็นศาลที่สูงที่สุดในสาธารณรัฐเก่า และประกอบด้วยด้านการพิจารณาคดีรัฐบาลของสาธารณรัฐ ศาลสูงเป็นศูนย์บัญชาการในอาคารศาลกาแลกติกบนคอรัสซัง

ศาลประกอบด้วยผู้พิพากษาทั้งสิ้นสิบสองคน หนึ่งในนั้นจะเป็นหัวหน้าทั้งของศาลและการพิจารณาคดี สมุหนายกสามาใช้อิทธิพลแต่งตั้งศาลในบางครั้ง (อย่างน้อยในช่วงของพัลพาทีน) ส่วนใหญ่แล้วจะผ่านทางการเสนอชื่อ นอกจากทำหน้าที่เป็นศาลและผู้บ่งชี้กฎหมายรัฐธรรมนูญ ศาลสูงยังมีหน้าที่สืบสวนคดีของนักการเมืองระดับสูงและผู้คนที่ร่ำรวยของสาธารณรัฐ อย่างไรก็ตาม ในบางคดีจะถูกจัดการโดยวุฒิสภา


ความเกี่ยวข้องกับนิกายเจได[แก้]

นานนับพันชั่วคน อัศวินเจไดคือผู้พิทักษ์ความสงบและความยุติธรรมในสาธารณรัฐเก่า

โอบีวัน เคโนบี

เพื่อปกป้องพลเมืองของสาธารณรัฐและเกื้อหนุนความเหมาะสมของประชาธิปไตยและความสงบภายใน สมาชิกของนิกายเจไดจึงได้สาบานตนเป็นผู้พิทักษ์ความสงบและความยุติธรรมในสาธารณรัฐ ด้วยการตอบรับอำนาจของวุฒิสภา (ถึงจะไม่ใช่ทุกกรณี) เจไดจะรับบทบาทเป็นตัวแทนครึ่งหนึ่งของวุฒิสภากาแลกติก ดังนั้นพวกเขาจึงเป็นที่ไว้ใจของรัฐบาลด้วยความรับผิดชอบสูง คุมกฎหมายของสาธารณรัฐเพื่อทำตัวเป็นตัวแทนของสาธารณรัฐและสื่อกลางในการทะเลาะเบาะแว้ง พวกเขาคือ"ผู้รักษาความสงบ" ทั้งรักษาสมดุลของกฎระเบียบและควบคุมกาแลกซี่ไปในเวลาเดียวกัน ถึงแม้ว่านิกายเจไดจะภักดีต่อวุฒิสภากาแลกติก เจไดมากมายถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ทั้งหมด เกลียดความคิดในการเป็นเครื่องมือของรัฐบาลที่โกงกิน เนื่องมาจากความไม่ไว้ใจในตัวในวุฒิสภาที่โงกินของเจได เจไม่ได้ตอบรับวุฒิสมภาโดยตรงและบางครั้งก็ทำตัวต่อต้านเพื่อสิ่งที่ดีกว่าแก่สาธารณรัฐ อย่างที่ได้เป็นมาก่อน เจไดได้ช่วยเหลือสาธารณรัฐในหลายสงครามซึ่งอาจชี้เป็นชี้ตายพลเมืองและรัฐธรรมนูญของสาธารณรัฐ หากปราศจากนิกายเจได สาธารณรัฐกาแลกติกอาจล่มสลายก่อนที่มันจะถูกครอบงำและกลายมาเป็นหน่วยงานที่ไม่มีประสิทธิภาพเสียอีก

เศรษฐกิจ[แก้]

อิทธิพลของสาธารณรัฐกาแลกติกในเศรษฐกิขกาแลกติกนั้นเชื่อมต่อกับอำนาจควบคุมของมัน การสร้างข้อมูลตัวเลขของสาธารณรัฐ และอำนาจอนุญาตของกลุ่มคนสำคัญ

หัวใจของเศรษฐกิจกาแลกติกคือการค้าระหว่างดาว การค้าภายในดาวสามารถสนับสนุนเศรษฐกิจท้องถิ่น แต่ในหลายกรณี ค่าใช้จ่ายของรัฐบาลที่พุ่งขึ้นสูงต้องการสังคมที่ก้าวหน้าที่สามารถสร้างทุนได้เพียงแค่การส่งออกสินค้า ขณะที่ดาวบางดวงมีกองยานเป็นของตนเอง ซึ่งส่วนใหญ่ก็มีไว้เพื่อขนส่งสินค้า อย่างระบบขนส่งไซซอร์ หรือพวกขนของอิสระเพื่อขนส่งของดีของพวกเขาไปตามไฮเปอร์เลน

การร่วมือกันของเขตได้ก่อตั้งขึ้นในปีที่ 490 ก่อนยุทธการยาวินเพื่อกำจัดความแตกต่างของผู้บัญญัติกฎหมายของสาธารณรัฐและบริษัทหุ้นส่วน ในช่วงพันปีสุดท้ายของสาธารณรัฐกาแลกติก ความสนใจในการค้าเริ่มก่อตัวเป็นสมาคมเพื่อเพิ่มอิทธิพลของพวกเขาต่อการออกกฎหมายที่สำคัญและเพื่อให้ได้ผลประโยชน์สูงสุด ขณะที่สมาคมเหล่านี้ส่วนใหญ่ อย่างสมาพันธ์การค้า สหภาพเทคโนโลยี และสมาคมการค้าได้ล่มสลายลงหลังจากสงครามโคลน จำนวนของกลุ่มที่เหลือก็รวมตัวกันเป็นหุ้นส่วนของเขต

เงินตราหลายพันถูกใช้ทั่วทั้งกาแลกซี่ ข้อมูลตัวเลขของสาธารณรัฐกาแลกติกอาจเป็นตระกูลเงินที่แหร่หลายที่สุด เนื่องมาจากการเป็นสมาชิกที่ยอดเยี่ยมของสาธารณรัฐ ข้อมูลตัวเลขจึงถูกยอมรับเป็นส่วนมากยกเว้นในระบบดาวที่ห่างไกล จากการก่อตั้งของมัน ยอดเงินจึงถูกผลักดันโดยดาวที่ร่ำรวยอย่างมูอันนิลิสและกลุ่มธนาคารระหว่างกาแลกติก ในช่วงสงครามโคลน กลุ่มธนาคารระหว่างกาแลกติกได้หนุนหลังตระกูลเงินของทั้งสองฝ่าย

ทุกคนที่ทำงานจะต้องจ่ายภาษีรายได้ ซึ่งจะถูกเก็บโดยเจ้าหน้าที่เก็บภาษีสาธารณรัฐ ในช่วงปีหลังของสาธารณรัฐกาแลกติก 15% ของภาษีเดินทางได้เพิ่มรายภาษีได้ของรัฐบาล


สังคมและวัฒนธรรม[แก้]

สาธารณรัฐคืออารยธรรม มันเป็นสิ่งเดียวที่เรามี

เมซ วินดู
เวทีของแคนทิน่าบนทาริส นักเต้นชาวทวิเลคกำลังสร้างความบันเทิงให้กับลูกค้า

สาธารณรัฐกาแลกติกมีวัฒนธรรมที่หลากหลาย ดาวสมาชิกสามารถคงไว้ซึ่งวัฒนธรรมของตนให้สอดคล้องกับความเชื่อ ขนบธรรมเนียม และประเพณีท้องถิ่น ภายในสาธารณรัฐนั้นมีวัฒนธรรมที่แตกต่างกันอย่างมาก ตั้งแต่สังคมที่คลั่งศาสนาอย่างเจไดจนถึงสังคมที่เหมือนแมลง

สาธารณรัฐยังมีนโยบายที่เป็นเสรีนิยมในด้านศิลปะ รูปแบบงดงามของการมีอำนาจของสาธารณรัฐกาแลกติกที่มั่งคั่ง

ถึงแม้ว่าการมีทัศนคติว่ามนุษย์เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดจะเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายในสิทธิความรู้สึกตามรัฐธรรมนูญของสาธารณรัฐ มันก็ยังคงมีให้เห็นตลอดช่วงที่สาธารณรัฐกาแลกติกดำรงอยู่ บริษัทที่บริหารโดยมนุษย์อย่างเซอร์คาได้ใช้เผ่าพันธุ์ที่ไม่ใช่มนุษย์มาเป็นทาส ขณะที่บนดาวอย่างทาริสอันเหมาะเป็นโลกของมนุษย์ บังคับให้พวกที่ไม่ใช่มนุษย์อยู่ในชุมชนที่แออัด ทาสส่วนใหญ่ในกาแลกซี่ไม่ใช่มนุษย์ ในช่วงที่สงครามโคลนปะทุขึ้น ยังคงมีกฎหมายที่ไม่แน่นอนเกี่ยวกับอคติต่อมุนษย์ต่างดาวในรัฐบาล

ทางด้านทหาร[แก้]

Main articles: กองทัพบกของสาธารณรัฐ กองทัพเรือของสาธารณรัฐ, กองทัพแห่งสาธารณรัฐ

ข้าจะสร้างกองทัพแห่งสาธารณรัฐเพื่อต่อกรกับภัยคุกคามที่เพิ่มขึ้นจากฝ่ายแบ่งแยกดินแดน

พัลพาทีน
กองยานของสาธารณรัฐในสงครามกลางเมืองเจได

วันแรกสุดของสาธารณรัฐไม่ได้สงบสุขอย่างที่ควร ตั้งแต่ที่สาธารณรัฐขยายอาณาเขตออกไปทั่วกาแลกซี่ มันก็ต้องเผชิญหน้ากับเผ่าพันธุ์ที่ชอบทำสงครามมากมาย สาธารณรัฐตระหนักได้ถึงความต้องการกองทัพบกและกองทัพเรือเพื่อรักษาความสงบ กองกำลังทางทหารของสาธารณรัฐได้ทำหน้าที่ในการรบมากมาย รวมทั้งสงครามไฮเปอร์สเปซครั้งใหญ่ การรบมากมายในสงครามซิธเก่าและสงครามซิธใหม่

หลังจากยุทธการรูซานน์ สาธารณรัฐยกเลิกกองทหารมากมายของมัน เหลือเพียงกองกำลังขนาดเล็กที่มีไว้เพื่อรักษาความปลอดภัยเท่านั้น กองกำลังนี้ได้กลายมาเป็นกรมพิจารณาคดีในเวลาต่อมา นี่แสดงถึงความสงบสุขอันเหมาะสมกับสาธารณรัฐ ดังที่สาธารณรัฐใช้อัศวินเจไดในฐานะ"ผู้รักษาความสงบ"

บริษัทค้าขายมากมาย อย่างสมาพันธ์การค้า กลุ่มธนาคารระหว่างกาแลกติก และสมาคมการค้า ได้แอบสร้างกองกำลังรักษาความปลอดภัยของพวกเขาเองขึ้นมาเพื่อปกป้องผลปนะโยชน์ของพวกเขา แต่พวกเขามักใช้มันเพื่อสร้างอำนาจข่มเหง อย่างที่เกิดขึ้นในยุทธการนาบู ในเขตเฉพาะบุคคลก็มีกองกำลังรักษาความปลอดภัยของตนเองเช่นกัน อย่างกองกำลังองครักษ์ของนาบูหรือคอร์เซกจากคอเรลเลีย และบางครั้งก็ใช้เพื่อต่อสู้กับภัยคุกคาม อย่างไรก็ตามมันก็ไม่มีกองบัญชาการหลัก และสมาชิกของสาธารณรัฐในยุคหลังก็ไม่เต็มใจที่จะเปลี่ยนแปลงมัน

กองทัพแห่งสาธารณรัฐเป็นหัวหอกในการรบที่จีโอโนซิส

แต่เมือสงครามาถึงมันก็เปลี่ยนแปลงทุกอย่าง สาธารณรัฐไม่มีกองทัพหลักเพื่อต่อกรกับสมาพันธ์ระบบดาวอิสระ และดังนั้นจึงเกิดการเสนอให้สร้างกองทัพขึ้น ซึ่งถูกต่อต้านอย่างมากโดยผู้นำเพื่อสันติภาพของสาธารณรัฐอย่างแพดเม่ อมิดาล่าแห่งนาบู ผู้ซึ่งกลัวการเข้าร่วมสงคราม ผู้ที่สนับสนุนการสร้างกองทัพก็มีทั้งออร์น ฟรี ทาอาแห่งไรลอธและอาสค์ อัคแห่งมาลาสแตร์

อย่างไรก็ตาม กองทัพโคลนได้ถูกสร้างเอาไว้แล้วอย่างลับๆ สิบปีก่อนหน้านั้น บนดาวคามิโน่ที่ห่างไกล เมื่อเป)็นที่แน่ชัดว่าฝ่ายแบ่งแยกดินแดนไม่มีเจตนาในการต่อรองกับสาธารณรัฐ สาธารณรัฐจึงนำกองทัพนี้มาใช้ พร้อมกับเอที-ทีอี แอลเอเอที/ไอและแอลเอเอที/ซี เอ6 จัเกอร์นอท ยานจู่โจม แอคคลาเมเตอร์-คลาส และยานพิฆาตดารา วีเนเตอร์-คลาสท่ามกลางยานและพาหนะอื่นๆ อีกมากมาย เพื่อรวมตัวเป็นกองกำลังที่เรียกว่ากองทัพแห่งสาธารณรัฐ กองทัพปรากฏตัวครั้งแรกบนจีโอโนซิสในปีที่ 22 ก่อนยุทธการยาวินเพื่อต่อกรกับกองทัพดรอยด์ของฝ่ายแบ่งแยกดินแดน ทหารที่ภักดีเหล่านี้ได้ทำหน้าที่ในการรบมากมายตลอดสงคราม รวมทั้งมูอันนิลิส แดค จาบิอิม คาโต เนโมอีเดีย และแม้แต่คอรัสซัง โคลนไม่มีสิทธิมีเสียง พวกเขาไม่ใช่ประชาชน พวกเขาไม่สามารถเลือกที่จะออกจากกองทัพได้ โคลนส่วนมากที่เหนื่อยล้าอาจถูกฆ่า พวกเขาไม่ได้เงินค่าแรง พวกเขาไม่ได้บำเน็จหรือบำนาญ เมื่อโคลนบาดเจ็บเกินไปที่ร่วมรบได้อีก พวกเขาจะถูกปล่อยให้ตาย พวกเขาเป็นกองทัพทาสและเจไดและสาธารณรัฐไม่สนใจเรื่องที่พวกเขาไม่มีสิทธิ ยกเว้นเจไดอย่างบาร์แดน จูสิกและอีทาอิน ทัวมูคัน เนื่องจากสิ่งนี้เอง บาร์แดนลาออกและอีทาอินถูกสังหารโดยเจไดเมื่อเธอพยายามปกป้องโคลนในช่วงคำสั่งที่ 66 การดูแลทหารของพวกเขาทำให้ทั้งสาธารณรัฐและเจไดสูญเสียศีลธรรมไปมาก

ในปีที่ 19 ก่อนยุทธการยาวิน สมุหนายกพัลพาทีนได้เปลี่ยนสาธารณรัฐกาแลกติกเป็นจักรวรรดิกาแลกติก โคลนทรูปเปอร์ที่ภักดีแห่งกองทัพสาธารณรัฐได้กลายมาเป็นสตอร์มทรูปเปอร์แห่งกองพันพายุที่น่าเกรงขาม ขณะที่ทหารประจำและยานอวกาศถูกรวมเข้าเป็นกองทัพบกขอจักรวรรดิและกองทัพเรือของจักรวรรดิตามลำดับ เมื่อโคลนหมดอายุ พลเมืองของจักรวรรดิก็ถูกเรียกเข้ามาทำหน้าที่แทน


แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]