นาบู

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ดาวนาบู

นาบูเป็นดาวที่น่าพิศวง ข้าไม่เคยเข้าใจเลยว่ามันให้กำเนิดใครสักคนที่หัวรั้นอย่างสมุหนายกได้อย่างไร

เบล ออร์กานา

นาบูเป็นดาวเคราะห์สมมติในจักรวาล สตาร์ วอร์ส มีพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นทุ่งหญ้า นาบูเป็นถิ่นที่อยู่ของสังคมสองสังคม ได้แก่พวกกันแกนที่อาศัยอยู่ในนครใต้สมุทร และมนุษย์ที่อาศัยอยู่บนพื้นผิวดาว

นาบู (อังกฤษ: ภาษาอังกฤษ: Naboo) เป็นดาวเคราะห์ที่อยู่ในชอมเมลล์เซกเตอร์ เป็นที่เกิดของแพดเม่ อมิดาลา และจาร์ จาร์ บิงคส์ รวมไปถึงวุฒิสมาชิกพัลพาทีน(ซึ่งจะได้เป็นสมุหนายกและจักรพรรดิในภายหลัง) ใน สตาร์ วอร์ส เอพพิโซด 1: ภัยซ่อนเร้น ดาวนาบูเป็นสถานที่ที่เกิดการปิดกั้นโดยสมาพันธ์การค้าและเกิดการต่อสู้ในยุทธการนาบูระหว่างกองทัพสหพันธ์และผู้อาศัย ดาวนาบูปรากฏในภาพยนตร์สตาร์ วอร์สทั้งหมด 4 ภาค โดยปรากฏเป็นฉากหลังชัดเจนในสองภาคแรกของไตรภาคต้นและปรากฏให้เห็นเล็กน้อยในซิธชำระแค้น และการกลับมาของเจได ฉบับดีวีดีในปี พ.ศ. 2547

เนื้อหา

ความโดดเด่นในด้านภูมิศาสตร์[แก้]

นาบูมีสภาพภูมิศาสตร์ที่แตกต่างจากดาวอื่นๆ ในกาแลกซี่โดยสิ้นเชิง แกนในของมันถูกล้อมรอบด้วยแกนนอกพลาสม่าที่หลอมเหลวโดยเชื่อกันว่าเกิดจากการผสมของนิกเกิลและอัลลอย โดยมีธาตุอื่นๆ ผสมอยู่อีกเล็กน้อย ธาตุเหล่านี้เกิดขึ้นจากความอุดมสมบูรณ์ของสารเคมีที่รวมตัวกันในกาแลกซี่ แต่มันเป็นพลาสม่าที่ไม่มีใครเหมือนซึ่งดึงดูดเหล่านักอวกาศวิทยา มันเป็นพลาสม่าที่ทำให้อารยธรรมทั้งสองมีพลังงานที่สะอาดและมีประสิทธิภาพไว้ใช้งานและมันก็มีมูลค่ามหาศาลในกาแลกซี่

แมกม่าพลาสม่านั้นออกมาจากแกนหลักของดาวที่เป็นอุโมงค์และถ้ำอันคดเคี้ยวซึ่งเป็นเสมือนท่อส่งลาวาให้ไหลไปทั่ว เขาวงกตเหล่านี้ถูกปิดบังโดยมหาสมุทรใต้ดินขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นบ้านของสัตว์น้ำขนาดยักษ์ที่ไม่สามารถพบเห็นได้บนผิวน้ำ สัตว์อย่างโคโลคลอฟิช โอพีซีคิลเลอร์ ซานโดอะความอนสเตอร์ และสัตว์อื่นๆ อีกมากมายจะอาศัยอยู่ในบริเวณนี้ กันแกนได้ครอบครองเส้นทางใต้นำเหล่านี้เพื่ใช้มันเป็นทางหลวงสู่เมืองที่เบื้องบนกับเมืองที่ใต้น้ำ

การปะทุของพลาสม่าได้สร้างรูไปทั่วผิวหน้าของดาว ส่งผลให้ลักษณะทางภูมิศาสตร์ของดาวเป็นภูเขาลูกโซ่และที่ราบ

ผิวดาวของนาบูถูกปกคลุมด้วยบึงที่ขุ่นมัว ที่ราบหญ้า ท้องทะเล และหุบเขาที่เขียวขจี เทือกเขาที่ใหญ่ที่สุดนั้นคือเขากัลโล ซึ่งได้แบ่งทวีปและที่ราบทางเหนือออกจากบึงไลนอร์ม ทางตอนใต้ของบึงไลนอร์มนั้นก็คือทะเลพาองกาขนาดใหญ่ ที่ซึ่งเป็นที่ซ่อนของเมืองกันแกนที่มีชื่อว่าโอโตกันกา เลคคันทรี่เป็นบริเวณที่มีชื่อเสียงในเรื่องธรรมชาติที่สวยงามและเป็นที่สำหรับพักผ่อนหย่อนใจ

ประวัติ[แก้]

ยุคก่อนมนุษย์[แก้]

ชาวกันแกนถูกเชื่อว่าเป็นชนพื้นเมืองของนาบู แต่นั่นก็ไม่แน่นอนนัก พวกเขาอยู่ที่นั่นมานานมากแล้วเมื่อพวกเขาปะทะกับเวอร์มอกเพื่อความอยู่รอดในช่วงยุคน้ำแข็งประมาณ 500,000 ปีก่อนยุทธการยาวิน

โอทัลลากันแกน

อารยธรรมต่างดาวของมนุษย์กิ้งก่าเหล่านี้ถูกจดจำไว้ในการบุกเบิกอาณานิคมบนนาบู ประมาณ 7,032 ปีก่อนยุทธการยาวิน พวกเขาได้ปะทะกับชาวกันแกน บีบให้พวกกันแกนล่าถอยลงสู่ใต้น้ำจนนำไปสู่อารยธรรมที่เจริญของชาวกันแกน มีอนุสาวรีย์และเศษซากปรักหักพังกระจัดกระจายไปทั่วดาวซึ่งถูกสร้างขึ้นโดยพวกเก่าแก่ ซากปรักหักพังที่ใหญ่ที่สุดนั้นอยู่ที่ทางเหนือสุดของบึงไลนอร์มซึ่งถูกระบุว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวกันแกน ชาวกันแกนมองว่ามันคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์และเรียกผู้ที่สร้างมันว่ากัดส์ นักวิทยาศาสตร์ทั้งกันแกนและชาวนาบูลงความเห็นว่าจุดจบของอารยธรรมของผู้เก่าแก่นั้นเกิดขึ้นเมื่อ 5,032 ก่อนยุทธการยาวิน อาจเนื่องมาจากความไม่ใส่ใจในสภาพแวดล้อมของพวกเขา

เผ่าแอนคูราและโอทอลลาได้รวมเข้าด้วยกัน เป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น พวกเขาได้ครอบครองนาบูในอีกหลายศตวรรษต่อมา ถึงแม้ว่าส่วนมากนั้นจะอาศัยอยู่ที่ใต้น้ำ ส่วนภูเขาและที่ราบนั้นถูกมองว่าเป็นทะเลทรายสำหรับชาวกันแกน

การสร้างอาณานิคมของนุษย์[แก้]

ประมาณ 3,951 ปีก่อนยุทธการยาวินเป็นช่วงจบของสงครามกลางเมืองซิธ เอลซินอร์ เดน ทาเซียได้ขึ้นครองบัลลังก์แห่งกริซมอลท์ เธอได้สนับสนุนนักสำรวจของสาธารณรัฐนามว่าไควลาน ผู้ซึ่งได้ค้นพบนาบูด้วยกองยานที่ประกอบด้วยยานทั้งหมดสามลำ ได้แก่ เบเนฟิเซียน ทาเซีย คอนสแตนท์ และ ท่านแม่วิม่า ไม่นานนักดาวนาบูก็กลายมาเป็นที่ที่นักล่ามากมายมาเพื่อล่าตัวเวอร์มอค ถึงแม้ว่ามันจะเกิดขึ้นห้าทศวรรษก่อนที่มนุษย์จะตั้งรกรากถาวร

ยานขนสินค้าในเขตขั้วโลกของนาบู

ในที่สุด ประมาณ 3,900 ปีก่อนยุทธการยาวิน ผู้อพยพที่เป็นมนุษย์ได้หลีกหนีความรุนแรงบนกริซมอลท์ได้ตั้งถิ่นฐานในภูเขาและที่ราบ บ้างก็เชื่อว่านาบูมาจากภาษาของชาวกันแกนที่แปลว่าทุ่งที่ราบ วัฒนธรรมที่แตกต่างได้สร้างความตึงเครียดระหว่างผู้คนของทั้งสอง แต่ความขัดแย้งที่รุนแรงก็ไม่เกิดขึ้นบ่อยนัก จากนั้นได้มีความขัดแย้งมากมายระหว่างมนุษย์ด้วยกันเองมากกว่าเป็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างมนุษย์กับชาวกันแกน

สงครามระหว่างเผ่าชาวกันแกน[แก้]

โอโตแซงเชอร์ไม่นานก่อนที่จะถูกถำลายโดยโรโก

กันแกนอาศัยกันอย่างแข่งัขน ในปีที่ 3,032 ก่อนยุทธการยาวิน ผู้นำทางทหารชื่อว่าโรโกได้ทำลายโอโตแซงเชอร์โดยใช้เบอร์ซา บอสสกัลโลได้หลบหนีจากการถูกทำลายและเริ่มทำการออกล่าเพื่อหาอาหาร กัลโลได้รวมเหล่าโจรโดยมีผู้นำคือผู้กองมาร์ซูนและกองกำลังป้องกันของเมืองมากมายเพื่อสร้างกองทัพกันแกน กัลโลและมาร์ซูนได้นำกองทัพเข้าโจมตีเมืองหลวงของโรโก ซึ่งต่อมาเขาได้ตั้งชื่อให้มันใหม่ว่าโอโตกันกา นครของชาวกันแกน บอสแห่งโอโตกันกาได้สืบทอดมาสู่รูกอร์ แนสส์ เขาได้ทำหน้าที่เป็นผู้นำเหนือบอสทั้งหลายในเมืองอื่นๆ

การร่วมมือของกันแกนและมนุษย์ในช่วงแรก[แก้]

ถึงแม้ว่าจะมีอคติเกิดขึ้นระหว่างมนุษย์บนนาบูกับชาวกันแกน พวกเขาก็ได้ร่วมมือกันในช่วงหนึ่ง แม้ว่าทั้งสองอารยธรรมจะทำเป็นไม่สนใจมัน พวกเขาก็เริ่มต้องพึ่งพากันและกันเพื่อสร้างการค้าขาย เมื่อเมืองของมนุษย์ชื่อคาดาร่าถูกสร้างขึ้นในปีที่ 2,900 ก่อนยุทธการยาวิน ผู้สำเร็จราชการนามว่าคัลลอส ซูกได้จ้างกองรักษาความปลอดภัยของชาวกันแกนเพื่อปกป้องเมืองจากสัตว์ร้าย ขณะที่ธรรมเนียมนี้สิ้นสุด แต่มันก็ได้ถูกนำกลับมาใช้ใหม่เมื่อสิ้นสุดยุทธการนาบูเมื่อ 32 ปีก่อนยุทธการยาวิน

การสร้างอาณานิคมบนรอริ[แก้]

กษัตริย์นามว่านาร์เมิลได้สร้างอาณานิคมบนดวงจันทร์ที่เต็มไปด้วยหนองน้ำของนาบูชื่อรอริเมื่อ 2,000 ปีก่อนยุทธการยาวิน เมืองที่นั่นยังคงใช้ชื่อของเขาอยู่ นักวิทยาศาสตร์บางคนโต้เถียงกันว่ามีอาณานิคมก่อนหน้าอาณานิคมของนาร์เมิล แต่ถึงแม้ว่าเรื่องนั้นอาจเป็นจริงมันก็ไม่มีหลักฐานใดๆ ยืนยัน

ราชวงศ์จาฟานแห่งธีด[แก้]

ในปีที่ 1,000 ก่อนยุทธการยาวิน วิกฤตการณ์ที่เกิดจากความขัดแย้งขนาดใหญ่ทำให้มนุษย์ขึ้นเป็นหัวหน้าเมืองมากมาย ถึงแม้ว่าจะไม่มีหลักฐานใดๆ บ่งบอกถึงการมีส่วนร่วมของชาวกันแกน เมื่อ 830 ปีก่อนยุทธการยาวินจาฟานได้ยุติความขัดแย้งดังกล่าวและได้รวบรวมนาบูทั้งหมดให้อยู่ภายใต้การนำของเขาในฐานะกษัตริย์แห่งนาบู และได้ก่อสร้างธีดเป็นเมืองหลวงของเขาในปีที่ 832 ก่อนยุทธการยาวิน จาฟานได้ก่อตั้งราชวงศ์ของตนขึ้นมา ซึ่งได้คงอยู่ต่อไปอีกหลายชั่วรุ่นจนกระทั่งหายไปอย่างไม่เป็นทางการ

สงครามระหว่างชาวนาบูกับชาวกันแกน[แก้]

ชาวนาบูและกันแกนได้เปิดศึกสงครามในระหว่างปีที่ 150 และ 121 ก่อนยุทธการยาวินและในขณะนั้นเองผู้ปกครองนาบูก็เสียชีวิตลง เมื่อสิ้นสุดราชวงศ์จาฟาน นาบูได้เลือกกษัตริย์องค์ใหม่ขึ้นมาเพื่อนำพวกเขาในการรบ อย่างไรก็ตามเงื่อนไขในรัฐธรรมนูญอนุญาตให้ราชวงศ์เดิมกลับมาได้อีกครั้ง เป็นเหตุให้ในอีกหลายร้อยปีต่อมาชาวนาบูพยายามให้อมิดาล่าทำหน้าที่ราชวงศ์ ผู้ซึ่งได้ปฏิเสธข้อเสนอและต่อมาก็เปลี่ยนเป็นไคลันธา ผู้ซึ่งได้ยอมรับข้อเสนอนั้น

การรุกรานนาบูครั้งแรก[แก้]

เมื่อ 100 ปีก่อนยุทธการยาวิน กองทัพกันแกนได้เผชิญหน้ากับผู้รุกรานปริศนา ส่งผลให้ชาวกันแกนรวมตัวกันแน่นแฟ้นขึ้นมากกว่าตอนที่เกิดสงครามระหว่างเผ่าเมื่อหลายพันปีก่อนหน้านั้น ไม่มีใครทราบว่าชาวนาบูได้มีส่วนร่วมในสงครามหรือไม่

พัลพาทีนขึ้นมีอำนาจ[แก้]

พัลพาทีนเกิดบนนาบูเมื่อ 82 ปีก่อนยุทธการยาวิน ขณะที่เหตุการณ์ยังไม่แน่ชัดเขาก็ได้กลายมาเป็นลอร์ดมืดแห่งซิธลึกลับที่ชื่อดาร์ธ ซีเดียสโดยเดิมทีเป็นศิษย์ของดาร์ธ เพลกัส เมื่อ 25 ปีก่อนยุทธการยาวินเขาได้สั่งให้มีการลอบสังหารวิดาร์ คิมและได้รับเลือกตั้งให้ทำหน้าที่แทนคิม ซึ่งก็คือวุฒิสมาชิกเขตชอมเมลล์นั่นเอง ในที่สุดการยักย้ายของพัลพาทีนได้นำเขาไปสู่การโค่นล้มสาธารณรัฐพร้อมกับเปลี่ยนวัฒนธรรมของนาบูอย่างรุนแรง หลังจากที่ตั้งระเบียบใหม่ ชาวนาบูมากมายได้ทำตัวเป็นปรปักกับพัลพาทีนอย่างลับๆ

อำนาจที่เพิ่มขึ้นของอมิดาล่า[แก้]

เมื่อถึงยุคของกษัตริย์เวอรูนา (47 ปีก่อนยุทธการยาวิน) นาบูได้กลายมาเป็นผู้มีส่วมร่วมรายใหญ่ในการค้าขายพลังงานพลาสม่าในตลาด ด้วยการที่เป็นแหล่งของพลาสม่ามานาน (เป็นพลังงานที่ให้พลังงานแก่ทุกอย่างตั้งแต่ไฟถึงเมืองใต้น้ำของกันแกนและยานหลวง) พลาสม่าที่มีคุณภาพสูงสามารถพบได้เพียงแค่ใต้ถนนของธีดเท่านั้นเอง

การค้นพบทำให้กษัตริย์เวอรูนาและจากนั้นก็เป็นวุฒิสมาชิกพัลพาทีนทำการสร้างเหมืองและโรงกลั่นพลาสม่าขนาดใหญ่ที่ในใจกลางเมืองหลวงอย่างลับๆ กลุ่มธนาคารระหว่างกาแลกติกเป็นผู้จัดหาทุนในการสร้างครั้งนี้ ชาวนาบูนั้นไม่ชอบการค้าขายกับผู้ที่มีอำนาจอย่างสมาพันธ์การค้าที่ซื้อพลาสม่าในราคาที่พวกกเขาจำกัดเอง อย่างไรก็ตาม สมาพันธ์ได้ใช้ข้อได้เปรียบของความไร้เดียงสาของชาวนาบูและทำการขายพลาสม่าในราคาที่สูงขึ้น

เมื่อรู้ว่าสนธิสัญญาการซื้อขายนั้นไม่เป็นธรรม นาบูได้ทำการประท้วงและขอให้มีการยกเลิกสัญญา กษัตริย์เวอรูนาไม่ได้อยากทำการค้ากับสมาพันธ์ตั้งแต่แรก เขารู้สึกถึงสงครามที่กำลังจะเกิดขึ้น เวอรูนาได้ขยายบทบาทของเหล่ายานขับไล่และก่อตั้งฝูงบินยานขับไล่ เอ็น-1 โรงเก็บยานของธีดถูกสร้างขึ้นถัดจากสถานีกลั่นเพื่อเป็นสถานที่ประจำการของกองกำลังทางทหารอันใหม่ การเคลื่อนไหวนี้ไม่เป็นที่นิยมในหมู่ชาวนาบู เนื่องมาจากการระมัดระวังก่อนแบบนี้ถูกมองว่าเป็นการกระทำที่จะยั่วยุให้ฝ่ายตรงข้ามโกรธ

ด้วยการที่ประชากรไม่พอใจนักกับการขยับขยายทางทหารของกษัตริย์ วุฒิสมาชิกพัลพาทีนจัดฉากให้กษัตริย์มีส่วนร่วมกับการเมืองที่อื้อฉาวระหว่างดาว และเวอรูนาก็ถูกบังคับให้สละราชสมบัติให้กับแพดเม่ นาเบอรี (ผู้ซึ่งต่อมาได้ใช้ชื่อว่าอมิดาล่า) ต่อมาเวอรูนาก็ถูกลอบสังหารขณะที่ถูกเนรเทศ แพดเม่ นาเบอรีกลายมาเป็นราชินีพร้อมกับให้คำมั่นสัญาว่าจะยุติความขัดแย้งโดยปราศจากความรุนแรง

การปิดกั้นนาบู[แก้]

ดูบทความหลักที่: การรุกรานนาบู
การปิดกั้นนาบู

เมื่อมีอำนาจ ราชินีอมิดาล่าได้เปิดการเจรจาต่อรองกับสมาพันธ์การค้า อย่างไรก็ดีทางสมาพันธ์ถูกว่าร้ายโดยชาวนาบูที่ต่อต้านอำนาจของสมาพันธ์ ซึ่งก็คือการคิดภาษีเพิ่มในการค้าระหว่างดาว การกระทำทั้งสองนั้นถูกมองโดยผู้นำของสมาพันธ์ว่าเป็นภัยคุกคามต่อความสนใจในการค้าและอำนาจของพวกเขา สมาพันธ์โต้ตอบด้วยการนำกองทัพเข้าปิดกั้นดาวนาบูโดยมีจุดประสงค์เพิ้อบีบบังคับให้ชาวนาบูยอมจำนนและหวังที่จะขู่ให้วุฒิสมาชิกยกเลิกภาษี ผู้นำของฝ่ายสมาพันธ์นั้นได้ทำการปรึกษาและถูกจัดการอย่างลับๆ โดยซิธลอร์ดดาร์ธ ซีเดียส

การมีส่วนเกี่ยวข้องของเจได[แก้]

ราชินีอมิดาล่าได้ขอผู้เจรจาเพื่อยุติความวุ่นวายและสาธารณรัฐก็ได้ส่งอัศวินเจไดสองคนมาเป็นทูตในครั้งนี้ การเจรจาต่อรองของพวกเขาไม่สำเร็จ อย่างไรก็ตาม สมาพันธ์ได้ทำการเริ่มรุกรานเข้านาบูก่อนกำหนด นาบูพ่ายแพ้อย่างรวดเร็ว แม้ว่าพวกเขาจะมีเหล่ายานขับไล่ที่ทรงพลัง ราชินีอมิดาล่าก็ไม่ยอมใช้มันจนกระทั่งการเจรจาทั้งหมดจะล้มเหลวโดยปฏิเสธ"ทุกการกระทำใดๆ ก็ตามที่จะนำไปสู่สงคราม" แม้ว่าจะมีการเสนอทางเลือกจากผู้ว่าราชการไซโอ บิบเบิลของเธอก็ตาม

รัฐบาลของนาบูและพลเมืองถูกจับและตกเป็นเชลยในค่ายนอกเมือง ในที่สุดราชินีก็ถูกช่วยไว้โดยอัศวินเจได ราชินีอมิดาล่าทิ้งให้นาบูต้องร้องขอความช่วยเหลือจากวุฒิสภากาแลกติกเพียงลำพัง ผู้ว่าราชการไซโอ บิบเบิลและคนอื่นๆ ได้ก่อตั้งกองกำลังต่อต้านในเวลาเดียวกัน

กองกำลังรุกรานของสมาพันธ์การค้าเดินขบวนเข้าสู่เมืองธีด

มองหาความช่วยเหลือ[แก้]

เมื่อมาถึงคอรัสซังราชินีอมิดาล่าก็มุ่งหน้าสู่วุฒิสภา สมาพันธ์นั้นมีพันธมิตรที่ทรงพลังและร่ำรวย และวุฒิสมาชิกพัลพาทีนก็โน้มน้าวให้ราชินีทำการอภิปรายไม่ไว้วางใจต่อสมุหนายกฟินิส วาโรลัม ด้วยการทำสิ่งนี้ เธอหวังที่จะบีบบังคับให้มีการเปลี่ยนผู้นำที่น่าพอใจมากกว่านี้ ราชินีได้กลับสู่บ้านเกิดของเธอเพื่อนำกองกำลังต่อต้านด้วยตนเอง เมื่อมาถึงบ้านแพดเม่ อมิดาล่าได้มองหาความช่วยเหลือจากชาวกันแกนที่สันโดษ เธอร้องขอให้พวกเขาร่วมกันต่อสู้กับศัตรูคนเดียวกัน กันแกนตกลงที่จะเป็นพันธมิตรและนำกองทัพเข้าต่อกรกับฝ่ายสมาพันธ์โดยมีจุดประสงค์เพื่อหันเหความสนใจกองกำลังของสมาพันธ์ที่ปกป้องเมืองหลวงของนาบูอยู่ ผู้กองพานากาและกององครักษ์สามารถรวบรวมเหล่ายานขับไล่และทำการเข้าต่อสู้ครั้งสุดท้ายกับยานหลวงของสมาพันธ์ ในที่สุดการร่วมมือกันของชาวนาบูกับกันแกนก็สามารถเอาชนะสมาพันธ์ได้ เมื่ออนาคิน สกายวอล์คเกอร์ได้เข้าทำลายยานควบคุมโดยจากข้างในโดยไม่ได้ตั้งใจ ด้วยความกล้าหาญของเธอที่ช่วยชาวนาบูเอาไว้ นาบูได้ขอให้เปลี่ยนรัฐธรรมนูญเพื่อให้แพดเม่ อมิดาล่าและอาจรวมทั้งผู้สืบสกุลของเธอได้ปกครองนาบูต่อไป อย่างไรก็ตาม แพดเม่ อมิดาล่าได้ปฏิเสธมันและก้าวลงจากอำนาจ

ผลที่ตามาหลังจากสิ้นสุดการรุกราน[แก้]

การรุกรานของสมาพันธ์และเหตุการณ์รุนแรงได้เปลี่ยนแปลงนาบูอย่างมาก ชาวนาบูสงสัยในบทบาทของพวกเขาในสาธารณรัฐกาแลกติก ชาวนาบูมากมายเชื่อว่าสาธารณรัฐนั้นอ่อนแอและไม่สามารถปกป้องพวกเขาได้ อย่างที่ยอมให้สมาพันธ์บุกดาวของพวกเขา

ชาวนาบูเหล่านี้เชื่อว่าพวกเขาต้องปกป้องตัวเองและรายได้จากพลาสม่านั้นก็จะต้องนำมาใช้ในการนี้ ด้วยการเป็นอิสระจากสัญญากับสมาพันธ์การค้า นาบูจึงได้รับผลประโยชน์เต็มที่จากการค้าพลาสม่า ชาวนาบูคนอื่นๆ ยังคงสนุบสนุนสาธารณรัฐกาแลกติกโดยรู้สึกดีที่มีสมุหนายกพัลพาทีนเป็นชาวนาบูเช่นกัน

การกระทำของทั้งสองฝ่ายของนาบูทำให้นาบูแข็งแกร่งขึ้นและเพิ่มกำลังทางทหาร งบประมาณของกององครักษ์ได้เพิ่มขึ้นและส่งผลให้อาวุธและยานเกราะมากขึ้นไปด้วย

สงครามโคลน[แก้]

วุฒิสภากาแลกติกเป็นที่แสดงความคิดเห็นใหม่ของแพดเม่ อมิดาล่า แม้ว่าชาวนาบูและในวุฒิสภากาแลกติกบางส่วนต้องการอำนาจบริหารส่วนกลาง แพดเม่ก็ทำการโหวตครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อต่อต้านการกระทำทางทหารจนเธอกลายมาเป็นผู้นำฝ่ายค้าน การกระทำทางทหารจะทำให้วุฒิสภาสร้างกองทัพหลักที่จะทำตามความต้องการของสมุหานายก ขณะที่ดาวสมาชิกที่มีข้อจำกัดในการสร้างกองทัพของตน อย่างกององครักษ์ของนาบู เพื่อควบคุมดุลย์อำนาจ แพดเม่ อมิดาล่าอาจต่อต้านการกระทำดังกล่าวเพราะว่าการกำหนดต่อกองทัพบนดาวบ้านเกิดของเธอก็เป็นได้

อย่างไรก็ตาม วุฒิสมาชิกแพดเม่ อมิดาล่าไม่สามารถทำอะไรได้และวุฒิสภาก็ออกเสียงให้สร้างกองทัพ ในขณะนั้นเอง พัลพาทีนที่เป็นคนจากนาบูได้กลายมาเป็นสมุหนายกของสาธารณรัฐอย่างเต็มตัว และเขาก็ได้รับการสนับสนุนจากนาบูเป็นหลัก

การรุกรานที่ไม่รู้จบ[แก้]

ในช่วงสงครามโคลน สมาพันธ์ระบบดาวอิสระ (รวมทั้งสมาพันธ์การค้า) ได้กระทำการรุกรานนาบูอีกครั้งโดยได้รับการสนับสนุนจากราชินีจามิลลาชาวนาบูที่เป็นฝ่ายแบ่งแยกดินแดน เดิร์จและอซาจจ์ เวนเทรสส์ได้จัดทีมเพื่อทำการปล่อยแก๊สพิษบนดาว แต่ก็ทำได้เพียงทำลายอาณานิคมของชาวกันแกนบนโอมาดูนเท่านั้น เหตุการณ์นี้ทำให้ฝ่ายแบ่งแยกดินแดนวางแผนที่เฉียบขาดมากขึ้นเพื่อยึดครองนาบูให้ได้ ในเวลาต่อมา กองทัพดรอยด์ขนาดเล็กได้พยายามลอบสังหารวุฒิสมาชิกอมิดาล่าในตลาดของนาบู วุฒิสมาชิกถูกช่วยเอาไว้โดยศิลปินผู้ซึ่งเห็นนิมิตการตายของแพดเม่และเด็กแฝดที่เธออุ้มท้อง

เมื่อสิ้นสุดสงครามโคลน วุฒิสมาชิกอมิดาล่าเสียชีวิตลงไม่นานหลังจากให้กำเนิดลูกแฝดของเธอ การตายของเธอนั้นบอกว่าเธอตรอมใจหลังจากที่ได้รับรู้ว่าสามีของตน อนาคิน สกายวอล์คเกอร์ได้เข้าสู่ด้านมืดและกลายมาเป็นซิธลอร์ดที่น่ากลัวนามว่าดาร์ธ เวเดอร์ งานศพของวุฒิสมาชิกจัดขึ้นในเมืองธีด ซึ่งจัดขึ้นโดยไรโอ ธูลยายของนาเบอรี

ยุกคของจักรวรรดิ[แก้]

ลางร้ายของจักรวรรดิเหนือธีด

หลายปีต่อมา นาบูยังคงสนับสนุนสมุหนายกและต่อมาก็จักรพรรดิพัลพาทีน รวมทั้งการก่อตั้งจักรวรรดิกาแลกติกถึงแม้ว่าการทำเช่นนี้จะเป็นการทำให้ประชากรรู้สึกถึงความสุขในตอนที่สาธารณรัฐยังคงอยู่ ชาวนาบูมากมายทำงานให้กับจักรวรรดิและผู้กองพานากาได้กลายมาเป็นผู้ช่วยจักรพรรดิและต่อมาก็ได้เป็นมอฟฟ์ในเขตชอมเมลล์

การลอบสังหารราชินีเอไพลานา[แก้]

การลอบสังหารราชินีเอไพลานา

ในช่วงปีแรกของจักรวรรดิ ราชินีเอไพลานายังคงภักดีต่อจักรวรรดิแต่ลับหลังเธอก็เคลือบแคลงในการปกครองใหม่นี้ ตลอดช่วงการปกครองของเธอนั้นสิ่งก่อสร้างของรัฐบาลและองค์กรบนนาบูยังคงเป็นของสาธารณรัฐ ไม่ใช่จักรวรรดิ เธอได้ซ่อนกลุ่มเจไดไว้อย่างลับๆ ซึ่งส่วนใหญ่รอดจากคำสั่งที่ 66 เธอถูกจับได้เมื่อ 18 ปีก่อนยุทธการยาวิน ในการต่อสู้ที่เงียบงันนั้น เอไพลานาและเจไดของเธอถูกสังหารโดยกองทหารที่ 501 เธอถูกแทนที่โดยราชินีไคลันธา ผู้ซึ่งจักรวรรดเชื่อว่าจะเป็นหุ่นเชิดให้กับพวกเขาได้ดี

การปกครองของไคลันธา[แก้]

หากว่าไคลันธาไม่ชอบใจนักที่จะคืนสู่สาธารณรัฐเก่า เธอก็คงไม่อยากเป็นผู้สนับสนุนจักรวรรดิเช่นกัน ไม่นานหลังจากที่เธอขึ้นครองบัลลังก์ เธอก็เริ่มออกคำสั่งให้ทำการสืบสวนการตายของผู้ปกครองก่อนหน้าเธอโดยรับรู้ถึงการมีส่วนร่วมในการลอบสังหารของจักรวรรดิ ไคลันธานั้นระมัดระวังที่จะรักษาความสัมพันธ์กับจักรวรรดิโดยไม่อยากให้พวกเขาต้องกลายมาเป็นศัตรู แต่เธอปฏิเสธที่จะเปลี่ยนโครงสร้างของประชาธิปไตยในรัฐธรรมนูญของนาบูหรือแม้กระทั่งยกเลิกอำนาจและกฎหมายของกษัตริย์ เช่นเดียวกันกับราชินีจามิลลา ไคลันธาเองก็เห็นใจฝ่ายแบ่งแยกดินแดน

ไคลันธาเป็นที่นิยมอย่างมากในหมู่ชาวนาบู ความนิยมที่ป้องกันเธอจากแรงกดดันของจักรวรรดิ อย่างไรก็ตามราชินีมักถูกจำกัดให้อยู่เพียงลำพังในราชวังธีดโดยนายพลเรือของจักรวรรดิ

ไคลันธาได้ครองอำนาจต่อมาอีกหลายยุคมากกว่าผู้ปกครองและผู้ที่รอดจากจักรวรรดิที่ล่มสลาย และอาจได้เป็นราชินีตลอดชีวิตของเธอ ไคลันธายังได้แต่งตั้งหลานของแพดเม่ อมิดาล่านามว่าพูจา นาเบอรีให้เป็นวุฒิสมาชิกของจักรวรรดิ พูจานั้นอาจมีอายุเท่ากับลูกพี่ลูกน้องของเธอ นั่นก็คือเจ้าหญิงเลอา ออร์กานาแห่งอัลเดอราน

ในช่วงเวลานั้นเอง รอริได้เป็นสถานที่การรบครั้งใหญ่ระหว่างกองกำลังของพันธมิตรฟื้นฟูสาธารณรัฐและจักรวรรดิกาแลกติก การรบได้ปกคลุมไปทั่วเมืองของเรสทัสส์ ซึ่งเป็นที่แรกและที่สุดท้ายที่หัตถ์ของจักรพรรดินามว่าเอราลินา ซิลค์ได้ปรากฏตัว

หลังจากยุทธการเอนดอร์ เมื่อข่าวการตายของพัลพาทีนได้กระจายไปทั่วกาแลกซี่ ซึ่งดูเหมือนนาบูได้เอาชนะกองกำลังรักษาการของจักรวรรดิโดยกองทัพที่ร่วมกันระหว่างชาวกันแกนและนาบู ไม่มีใครรรู้ว่าพวกเขาสามารถปลดแอกดาวทั้งดวงได้หรือไม่

สาธารณรัฐใหม่[แก้]

นาบูหลังจากสิ้นสุดยุทธการเอนดอร์

หลังจากที่จักรวรรดิล่มสลาย ทูตของนาบูได้ถูกส่งไปประชุมกับสมาชิกของพันธมิตรปลดปล่อยดาว และเป็นหนึ่งในผู้ลงนามของสาธารณรัฐใหม่ ในช่วงเวลาของสาธารณรัฐใหม่ เอรานิ คอร์เดนได้เป็นตัวแทนเขตชอมเมลล์ในวุฒิสภาของสาธารณรัฐใหม่และต่อมาก็เปลี่ยนเป็นวุฒิสมาชิกชาวกันแกน

พันธมิตรกาแลกติก[แก้]

นาบูไม่ได้ถูกรุกรานโดยยูซาน วองในสงคราม แต่นาบูนั้นส่งกองทหารไปร่วมกับกองทัพของพันธมิตรจนกว่าจะสิ้นสุดสงคราม เนื่องมาจากยานของยูซาน วองในระบบนอกของนาบู นาบูยังเป็นฐานที่มั่นของพันธมิตรกาแลกติกที่หลงเหลือในช่วงสงครามซิธ-จักรวรรดิ

วัฒนธรรม[แก้]

ธีด เมืองหลวงของนาบู

ประวัติศาสตร์ของนาบูนั้นเกี่ยวกับบาทหลวงและผู้คนที่ร่อนเร่ที่ย้ายเข้ามาอยู่เป็นเผ่าและกลุ่มบนที่ราบขนาดใหญ่โดยมีน้อยนักที่ตั้งรกรากจริงๆ จากการตามรอยของเผ่าทำให้ทราบว่าพวกเขามาจากยานล่าอาณานิคมที่พาพวกเขามายังนาบูและพวกกลุ่มก็มาจากพวกที่มาเพื่อตั้งรกราก นาบูมีตระกูลที่น่าเคารพถึงแม้ว่าในยุคของราชินีอมิดาล่าจะมีครอบครัวน้อยนักที่สามารถหากต้นกำเนิดได้

นาบูได้กลายมาเป็นสังคมที่ใช้ระบบศักดินาพร้อมกับการจัดลำดับด้วยลักษณะทางพันธุ์กรรมถึงแม้ว่าจะไม่เหมือนสังคมศักดินาอื่นๆ นาบูไม่มีการบันทึกถึงชนชั้นทาส

ในที่สุดนาบูได้กลายมาเป็นดาวที่สงบสุขและเป็นศิลปะท่ามกลางสิ่งอื่นๆ

การเป็นผู้ใหญ่และมีสิทธิมีเสียงในการโหวตนั้นวัดจากความรู้ไม่ใช่อายุ นั่นทำให้วัยรุ่นมากมายมีส่วนเกี่ยวข้องกับสาธารณะ นาบูได้แสดงให้เห็นถึงสิทธิของผู้หญิงที่สามารถขึ้นมาเป็นใหญ่ได้มากกว่าผู้ชาย

การตั้งรกรากและดินแดน[แก้]

ถึงแม้ว่าในช่วงแรกนั้นนาบูจะเป็นสังคมที่ร่อนเร่แต่ในที่สุดก็มีการตั้งรกรากอย่างสมบูรณ์ตามเส้นทางการค้าและแม่น้ำหรือไม่ก็สถานที่มีการป้องกันดี อย่าง เจจาพีคในเขากัลโล ด้วยการเป็นหนึ่งในที่ตั้งแรกๆ ของมนุษย์บนนาบู เดจาพีคเป็นที่ที่น่าเคารพก่อนที่อำนาจการเมืองจะย้ายไปสู่ธีด คีเรนและธีดถูกสร้างให้เป็นเป็นชุมชนไร่นาผู้ที่ผลิตอาหาร ในที่สุดคีเรนได้กลายมาเป็นศูนย์กลางทางการค้าในขณะที่ธีดกลายมาเป็นที่สำหรับชนชั้นสูง คาดาราถูกสร้างเป็นเมืองชายฝั่งสำหรับชาวประมงบนนาบู มอเนียเป็นที่แรกและที่เดียวที่สร้างในดินแดนของชาวกันแกนในหนองน้ำไลนอร์ม

ด้วยความโดดเด่นทางภูมิศาสตร์ของดาวทำให้เกิดที่ราบขนาดใหญ่ที่ทางเหนือ ภูเขาอยู่บริเวณตรงกลาง และหนองน้ำและลำธารก็อยู่ทางตอนใต้

ที่ราบทางเหนือนั้นติดกับมหาสมุทรทางเหนือและถูกแบ่งออกเป็นเขตต่างๆ โดยที่ราบหญ้าขนาดใหญ่จะมีธีดเป็นเมืองหลวง ที่ราบหญ้าขนาดใหญ่ทางตะวันออกจะมีชุมชนอยู่เล็กน้อย และที่ราบหญ้าขนาดใหญ่ทางตะวันตกจะมีเมืองคาดาราที่ติดกับทะเลตั้งอยู่และรวมทั้งศูนย์การค้าขายอย่างคีเรน เทือกเขากัลโลเป็นเขตที่มีเดจาพีคและวาไรคิโนที่รู้จักกันว่าเป็นทะเลสาบที่เงียบสงบในขณะที่บึงไลนอร์มขนาดใหญ่ได้ครอบครองพื้นที่ทางตอนใต้โดยมีเมืองมอเนียเป็นเมืองหลวง จักรพรรดิพัลพาทีนได้สร้างที่สถานที่ของจักรวรรดิบนภูเขาที่ดับแล้วในเขตนี้

ศาสนา[แก้]

การนับถือพระเจ้าหลายองค์ของนาบูอาจเทียบได้กับพระเจ้าองค์เดียว อย่างเทพีแห่งความปลอดภัย ไชยาราเป็นเทพเจ้าที่สะท้อนให้เห็นถึงการนับถือดวงจันทร์ของมนุษย์ อย่างไรก็ตามท่านแม่วิม่าจะอยู่สูงสุดในบรรดาเทพเจ้าทั้งหลายเหมือนกับไกอาเทพแห่งพิภพในหลายๆ วัฒนธรรม

นักปราชญ์ยุคโบราณของนาบูเป็นที่เคารพและมีเกียรติ และพร้อมกับตระกูลที่น่านับถือทำให้นาบูเต็มไปด้วยมุมมองมากมายที่มีพื้นฐานมาจากศาสนา

นักบวชที่ทุ่มเทมากมายได้ก่อตั้งชุมชนพระเจ้าและนิกายขึ้นมา อย่างเช่นภราดรภาพแห่งการตระหนักซึ่งมุ่งเน้นไปที่เทพเจ้าองค์เดียว นิกายที่เคร่งศาสนาเหล่านี้จะปกครองโดยสังฆราชหรือสันตะปาปา นิกายที่เคร่งครัดกว่านั้นจะอยู่ในที่ที่ห่างไกลและโดดเดี่ยวเพื่อละทางโลกและอยู่อย่างสงบ

ของส่งออก[แก้]

สินค้าส่งออกหลักของนาบูคือพลาสม่าที่ไหลมาจากเบื้องล่างของดาว การค้าขายพลาสม่าบนนาบูได้เริ่มขึ้นในช่วงการปกครองของกษัตริน์เวอรูนาและสิ้นสุดที่สมาพันธ์การค้า ในที่สุดมันได้นำไปสู่การปิดกั้นนาบู นอกจากนี้ยังมีไวน์ที่เป็นหนึ่งในของส่งออกของนาบูพร้อมกับศิลปะชั้นเลิศและอิทธิพลของสถาปัตยกรรมอีกด้วย

เบื้องหลัง[แก้]

ในปี 2004 ดีวีดีฉบับพิเศษของสตาร์ วอร์ส เอพพิโซด 6: การกลับมาของเจได เมื่อข่าวการพ่ายแพ้และการเสียชีวิตของจักรพรรดิในยุทธการเอนดอร์ได้ถูกประกาศไปทั่วกาแลกซี่ได้มีฉากพิเศษที่เพิ่มเข้าไปซึ่งเป็นการเฉลิมฉลองบนานบู

อีกมุมหนึ่งของนาบู

ในหนังสือชื่อSecrets of Nabooได้บอกว่านาบูมีประชากรที่เป็นมนุษย์ประมาณ 1.2 พันล้านคนซึ่งมากกว่าจำนวนประชากรในหนังสือเล่มต่อๆ มา

เป็นไปได้ว่านาบูนั้นตั้งชื่อตามนาบูที่เป็นเทพเจ้าแห่งปัญญาที่นับถือโดยชาวบาบีลอนในยุคโบราณ

สิ่งก่อสร้างของนาบูมีพื้นฐานมาจากฮาเกีย โซเฟียในอิสตานบัล ตุรกี

ในหนังสือThe New Essential Guide to Alien Speciesได้กล่าวว่ากองทัพแรกถูกสร้างขึ้นเมื่อ 1,000 ปีก่อนยุทธการนาบูเพื่อต่อกรกับผู้รุกรานลึกลับและรวบรวมเผ่าของชาวกันแกน อย่างไรก็ตามการรบครั้งนี้มีความจริงที่ว่าเกิดขึ้นเมื่อหนึ่งพันปีก่อนสงครามระหว่างเผ่าของชาวกันแกนและสงครามระหว่างชาวกันแกนกับชาวนาบู

อีกความแตกต่างหนึ่งปรากฏในหนังสือEssential Guidesที่มีสงครามระหว่างชาวกันแกนกับชาวนาบู แหล่งข้อมูลหนึ่งได้กล่าวว่ามันเกิดขึ้นในระหว่าง 150-121 ปีก่อนยุทธการยาวิน ในขณะที่หนังสือNew Essential Guide to Alien Speciesได้กล่าวว่าสงครามระหว่างชาวกันแกนกับชาวนาบูนั้นไม่เคยเกิดขึ้นเลย

สถานที่จริงของนาบูคือพลาซ่า เดอ เอสปันยา (Plaza de España) ในสเปน และทะเลสาบโคโมและพระราชวังคาเซอตาในอิตาลี

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]