ปรัชญาการเมือง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
เพลโต (ซ้าย) และ อริสโตเติล (ขวา) เจ้างของผลงานปรัชญาทางการเมืองที่ทรงอิทธิพล อุตมรัฐและโพลิติก ในสมัยกรีกโบราณ

ปรัชญาการเมือง (อังกฤษ: political philosophy) เป็นสาขาวิชาหนึ่งขององค์ความรู้ในวิชารัฐศาสตร์ ปรัชญาการเมืองเป็นวิชาที่เก่าแก่ที่สุดเนื่องจากเป็นวิชาที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ราวศตววษที่ 5 ก่อนคริสตกาลในดินแดนคาบสมุทธเพลอพอนเนซุส หรือดินแดนของประเทศกรีซในปัจจุบัน จุดเริ่มต้นของวิชาปรัชญาการเมืองเกิดขึ้นในนครรัฐที่ชื่อว่าเอเธนส์ในช่วงที่เอเธนส์เริ่มเปลี่ยนรูปแบบการปกครองจากระบบอภิสิทธ์ชนธิปไตย (Aristocracy) มาเป็นประชาธิปไตยโบราณ (Demokratia) [1]

นิยาม[แก้]

สารานุกรมปรัชญาของรูธเลท (Rouledge Interrnet Encyclopedia of Philosophy) นิยามวิชาปรัชญาการเมืองว่าเป็นกระบวนการสะท้อนความคิดทางปรัชญา ในเรื่องการจัดการชีวิตสาธารณะให้มีความเหมาะสม เหมาะควร ผ่านการครุ่นคิดว่าสถาบันทางการเมืองแบบใดที่ดีที่สุด กิจกรรมทางการเมืองแบบใดที่ดีที่สุด ฯลฯ [2] ส่วนสารานุกรรมปรัชญา (Internet Encyclopedia of Philosophy) อธิบายว่า ปรัชญาการเมืองคือการแสวงหาชีวิตที่ดี แสวงหาชีวิตที่ควรจะเป็น แสวงหาค่านิยมที่ดีในการปกครอง สถาบันทางสังคมที่ดีในการปกครอง [3]

เมื่อแยกพิจารณาคำว่าปรัชญาการเมืองในภาษาอังกฤษโดยทางนิรุกติศาสตร์แล้ว จะพบว่า Philosophy มีรากศัพท์มาจากภาษากรีกโบราณว่า Φιλοσοφος (philosophos) เกิดจากการสนธิของคำว่า philos (มิตรภาพ) และ sophia (ปัญญา) ที่แปลตรงตัวว่า “มิตรภาพกับปัญญา” หรือแปลเทียบเคียงได้ว่า “การไฝ่รู้หรือความไฝ่รู้” อย่างไรก็ดีในวงวิชาการไทยมักแปลผิดเป็น "ความรักในความรู้" ทั้งที่คำว่าความรักในภาษากรีกนั้นคือ 'ερως ('eros) [4] หรือ αγάπη (aga'pe) [5] ซึ่งมักเป็นคำที่ถูกใช้แสดงอารมณ์ ส่วนคำว่าความรู้นั้นคือ επιστήμη (episte'me) ซึ่งหมายถึงความรู้ที่แท้จริงที่มนุษย์อาจเข้าถึงหรือเข้าไม่ถึงก็ได้[6] ปรัชญาจึงไม่ใช่ความรอบรู้ นักปรัชญาจึงไม่ใช่ผู้รู้หรือครู (sophist) การแปลคำว่าปรัชญาในภาษาอังกฤษว่า "ความรักในความรู้" จึงถือว่าแปลไม่ถูกต้องตามรากศัพท์ เพราะไม่ได้ครอบคลุมนิยามที่ว่าปรัชญาเป็นความรักที่จะเรียนรู้หรือแสวงหาความรู้ นักปรัชญาจึงมีลักษณะแบบนักสงสัย (sceptic) และนักแสวงหาความรู้ ว่าไปแล้วนักปรัชญาจึงมีลักษณะของนักเรียนตลอดชีพมากกว่าผู้รู้ที่ทรงภูมิตามความหมายแบบตะวันออก[7]

ส่วนคำว่าการเมืองในทางรัฐศาสตร์เป็นเรื่องทางสังคมศาสตร์ของการกำหนดมุมมองของผู้คนให้มองเห็น หรือเข้าใจในสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม ในทางรัฐศาสตร์การเมืองนั้นมีความหมายอย่างน้อย 2 ระดับ (senses) คือ

  • ในระดับที่แคบที่สุดคือ รัฐบาล (the narrowest sense : what governments do?) ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับเรื่องที่รัฐหรือรัฐบาลกระทำสิ่งใดขึ้นมา และ
  • ในระดับที่กว้างที่สุดคือความสัมพันธ์ในสังคม (the widest sense : people exercising power over others) เป็นเรื่องที่คนในสังคมการเมืองใช้อำนาจต่อกัน

นอกจากนี้การเมืองยังได้สร้างสำนึกในเรื่องความรับผิดชอบขึ้นด้วยเพราะการเมืองพยายามสร้างการรับผิดชอบต่อสิ่งที่เป็นส่วนรวม/สาธารณะ (public affairs) อาทิ การเมือง ธุรกิจ การค้า การทำงาน ศิลปะ ฯลฯ) ไม่ใช่เพียงคิดถึงเรื่องส่วนตัว (private sphere) ในขณะเดียวกันพื้นที่ส่วนตัว อาทิ ครอบครัว เรื่องในบ้าน ความสัมพันธ์ส่วนตัว ฯลฯ ควรเป็นเรื่องของเสรีภาพของคน รัฐไม่ควรเข้าไปแทรกแซง[8]

ดังนั้นหากกล่าวโดยสรุป "ปรัชญาการเมืองจึงเป็นวิชาที่เป็นการแสวงหาความเข้าใจในแนวคิดต่างๆที่นำเสนอกระบวนการทางอำนาจในการกำหนดมุมมองของผู้คนให้มองเห็น หรือเข้าใจในสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม"

ทฤษฏีการหาความรู้ในวิชาปรัชญาการเมือง[แก้]

ปรัชญาการเมืองมีวิธีวิทยา (methodology) ในการแสวงหาความรู้ในวิถีทางเดียวกับการหาความรู้ในวิชาปรัชญา ทฤษฎีการหาความรู้ดังกล่าวคือทฤษฎีที่แบ่งวิธีการหาความรู้เป็น 4 ด้าน คือ[9]

  • ภววิทยาของความรู้ (ontology of knowledge) คือการศึกษาว่าสรรพสิ่งนั้นคืออะไร? (what is?)
  • ญาณวิทยาของความรู้ (epistemology) คือการศึกษาว่าสรรพสิ่งนั้นถูกรับรู้อย่างไร? (how to know?)
  • ตรรกะของความรู้ (logic of knowledge) คือการศึกษาว่าสรรพสิ่งนั้นถูกให้เหตุผลว่าอย่างไร? (how to reason?)
  • จริยศาสตร์ของความรู้ (ethics of knowledge) คือการศึกษาในคุณค่า, ความเหมาะควร หรือวิธีปฏิบัติของสรรพสิ่งในการที่จะบรรลุเป้าหมาย (how to be?)


ยุคต่างๆของปรัชญาการเมือง[แก้]

ดู ประวัติศาสตร์ความคิดทางการเมือง

ความเข้าใจที่สับสนระหว่างปรัชญาการเมือง และทฤษฎีการเมือง[แก้]

ในการเรียนการสอนวิชารัฐศาสตร์มักความเข้าใจที่คาบเกี่ยว (overlap) และสับสน ในนิยามของคำว่าทฤษฎีการเมือง และปรัชญาการเมือง การทำความเข้าใจที่ถูกต้องต้องเริ่มการแยกง่ายๆว่าทฤษฎีนั้นกล่าวอย่างถึงที่สุดก็คือความรู้ที่เป็นนามธรรม (abstract knowledge) ดังนั้นการศึกษาทฤษฎีการเมืองจึงเป็นการศึกษาความรู้นามธรรมในทางการเมืองของมนุษย์ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วก็คือนักคิดคนสำคัญต่างๆ (major thinkers) ในประวัติศาสตร์ภูมิปัญญาของมนุษย์ ซึ่งนักคิดคนสำคัญที่กล่าวถึงนี้ก็คือนักปรัชญานั่นเอง ดังนั้นความสับสนในนิยามจึงเริ่มจากการที่การศึกษาในวิชาทฤษฎีการเมืองจึงหลีกเลี่ยงการศึกษาเนื้อหาในวิชาปรัชญาการเมืองไปไม่พ้น [10]

ในทางสังคมศาสตร์ไมเคิล โอคชอตต์ (Michael Joseph Oakeshott) นักปรัชญาและทฤษฎีการเมืองชาวอังกฤษ ได้พยายามจะทำความเข้าใจคำว่าทฤษฎี โดยการวิเคราะห์ผ่านรากของคำในภาษากรีกโบราณโดย โอคชอตต์กล่าวถึงคำในภาษากรีก 5 คำ คือ θέα (théa), θεορηιν (theorein), θεωρός (theorós), θεωρία (theoría) และ θεώρημα (theórema) ซึ่งทุกๆคำต่างมีนัยถึง "มุมมอง" ทั้งสิ้น[11] ดังนั้นทฤษฎีจึงเป็นเรื่องของมุมมองต่อปรากฏการณ์ต่างๆ ทฤษฎีการเมืองจึงเป็นสาขาวิขาว่าด้วยมุมมองต่อปรากฏหารณ์ทางการเมือง

ดังนั้นในขณะที่คำว่าปรัชญาการเมืองมีนิยามว่า "ความไฝ่รู้ในทางการเมือง" คำว่าทฤษฎีการเมืองจะเกี่ยวพันอยู่กับการมองและการเข้าใจในสิ่งต่างๆ ซึ่งการมอง และการเข้าใจนั้นๆเป็นเพียงแง่มุมที่แปรผันไปตามผู้มอง ทฤษฎีการเมืองจึงไม่ใช่ความจริงทางการเมือง แต่เป็นเพียงเศษเสี้ยวของความจริงทางการเมืองที่ถูกรับรู้ในกาละ-เทศที่ต่างกันเท่านั้น นอกจากนี้จากการที่ปรัชญาการเมืองเป็นเรื่องของการคิดและจินตนาการความเป็นไปได้ที่ดีที่สุดในทางการเมือง มากกว่าที่จะเป็นเรื่องของความรู้ที่ได้มาในเชิงประจักษ์หรือสภาวการณ์ของการเมืองที่เกิดขึ้นจริงซึ่งเป็นสิ่งที่ทฤษฎีการเมืองพยายามอธิบาย หรือนิยามของทฤษฎีการเมืองก็คือ "มุมมองในทางการเมือง" นั่นเอง [12]

ดังนี้แล้วในขณะที่ปรัชญาการเมืองจึงไม่ได้ใคร่คำนึงถึงการเปิดเผยความจริงในทางการเมืองในวิธีแบบวิทยาศาสตร์ แต่ถึงที่สุดแล้วปรัชญาการเมืองเป็นเรื่องของการใคร่คำนึงถึงรากฐานทางความคิดของมนุษย์เพื่อทำความเข้าใจ สรรสร้างความเข้าใจ รวมไปถึงการจินตนาการถึงสิ่งที่ควรจะมีควรจะเป็นของมนุษย์ในทางการเมืองมากกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ส่วนทฤษฎีทางการเมืองนั้นก็คือการศึกษาที่พยายามนำเอามโนทัศน์ (concepts) ต่างๆของนักปรัชญาทางการเมืองมาเป็นพื้นฐานในการสร้าง “กรอบการมอง” ปรากฏการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในสังคม และการเมือง จากนั้นก็ต้องพยายามประยุกต์ใช้กรอบดังกล่าวมาศึกษาปรากฏการณ์นั้นๆ ด้วยระเบียบวิธีแบบวิทยาศาสตร์ นอกจากนี้พิจารณาจากพัฒนาการของสาขาวิชาแล้ว ขณะที่ปรัชญาการเมืองเป็นวิชาที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ยุคโบราณที่เรียกตัวเองว่านักปรัชญา หรือนักปรัชญาการเมือง ทว่าวิชาทฤษฎีการเมืองเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมเมื่อศตวรรษที่ 20 นี้เอง โดยกลุ่มนักรัฐศาสตร์ที่เรียกแนวทางการศึกษาหาความรู้ของพวกตนว่านักรัฐศาสตร์สายพฤติกรรมศาสตร์[13]

อ้างอิง[แก้]

  1. Thomas Alan Sinclair. A History Of Greek Political Thought. Cleveland and New York: Meridian, 1967.
  2. http://www.rep.routledge.com/article/S099
  3. http://www.iep.utm.edu/polphil/
  4. http://en.wikipedia.org/wiki/Eros_%28concept%29
  5. http://en.wikipedia.org/wiki/Agape
  6. http://en.wikipedia.org/wiki/Episteme
  7. พิสิษฐิกุล แก้วงาม. ความรู้พื้นฐานในทางรัฐศาสตร์ (ภาคความคิด). มหาสารคาม : หลักสูตรสาขาวิชารัฐศาสตร์ วิทยาลัยกฎหมายและการปกครอง มหาวิทยาลัยราชภัฎมหาสารคาม, 2552
  8. Stephen D. Tansey. Politics : the basic. (3rd Edition) (London : Routledge, 2004), p.3.
  9. David Woodruff Smith, “Phenomenology,” Stanford Encyclopedia of Philosophy (Nov 16, 2003; substantive revision Mon Jul 28, 2008), Cited by http://plato.stanford.edu/entries/phenomenology/
  10. Andrew Heywood. Political Theory. (3rd edition). New York : Palgrave Macmillan, 2004, p. 10.
  11. Michael Oakeshott, “What is Political Theory,” in Michael Oakshott. What is History? And Other Essays. (Michael Oakeshott: Selected Writings) (v. 1). Luke O’ Sullivan (ed.) UK : Imprint Academic, 2004, p. 391.
  12. พิสิษฐิกุล แก้วงาม. ทฤษฎีการเมืองกับการศึกษารัฐศาสตร์. มหาสารคาม : หลักสูตรสาขาวิชารัฐศาสตร์ วิทยาลัยกฎหมายและการปกครอง มหาวิทยาลัยราชภัฎมหาสารคาม, 2552.
  13. Andrew Heywood. ibid, p. 11.

ดูเพิ่ม[แก้]