การเปลี่ยนแปลงหลังการตาย
| นิติเวชศาสตร์ |
|---|
| ขอบเขตนิติเวชศาสตร์ |
| นิติพยาธิวิทยา • นิติเวชกีฏวิทยา |
| นิติพิษวิทยา • นิติเวชคลินิก |
| นิติเซโรวิทยา • นิติจิตเวช |
| พยาธิกายวิภาค |
| พยาธินิติเวช • พยาธิวิทยาคลินิก |
| เวชศาสตร์จราจร • กฎหมายการแพทย์ |
| การตรวจพิสูจน์บุคคล |
| การศึกษาโครงกระดูก |
| การชันสูตรพลิกศพ |
| พยานทางเคมี • พยานวัตถุ |
| การตรวจสถานที่ |
| การสืบสวนกรณีเสียชีวิต • การตรวจศพ |
| การเปรียบเทียบการตาย |
| การผ่าและพิสูจน์ศพ |
| ทางนิติเวช • ทางพยาธิวิทยา |
| ทางนิติพยาธิ • ทางพิษวิทยา |
| การตรวจชิ้นเนื้อ • การหาสาเหตุการตาย |
| การตรวจสารพันธุกรรม |
| การตรวจสอบระยะเวลาตาย |
| การหาระยะเวลาการตาย |
| การประมวลระยะเวลาการตาย |
| การเปลี่ยนแปลงหลังการตาย |
| รอยเขียวช้ำ • สภาพแข็งทื่อ |
| ตัวเย็น • การเน่าสลายตัว |
| อาหารในกระเพาะ • หนอนที่พบในศพ |
| บาดแผล |
| ของแข็งไม่มีคม • ของแข็งมีคม |
| บาดแผลกระสุนปืนและวัตถุระเบิด |
| การตายและการตรวจสอบ |
| ขาดอากาศ • จมน้ำตาย • ไฟและความร้อน |
| กระแสไฟฟ้า • จราจร • ข่มขืน |
| สารพิษ • การตายกะทันหัน • สาเหตุอื่น |
| การฆ่าตัวตาย • DNA • ความผิดทางเพศ |
| ผู้ป่วยคดีและผู้ถูกข่มขืน |
| หน่วยงานในสังกัด |
| สถาบันนิติเวชวิทยา |
การเปลี่ยนแปลงหลังการตาย (อังกฤษ: Postmortem Change) เป็นการเปลี่ยนแปลงของปฏิกิริยาหลายอย่างภายในร่างกายของมนุษย์เมื่อเสียชีวิต ซึ่งแพทย์จะต้องนำสิ่งที่ตรวจพบในศพมาประเมินเพื่อหาสาเหตุและระยะเวลาของการตาย เพื่อประสานงานให้แก่พนักงานสอบสวนเพื่อใช้ในการติดตามค้นหาพยานหลักฐานในการจับกุมตัวผู้กระทำความผิดมารับโทษ การเปลี่ยนแปลงหลังการตาย จะเกิดขึ้นเมื่อมีการตาย ซึ่งการตายนั้นอาจเกิดจากการฆ่าตัวตายหรือถูกบุคคลอื่นกระทำจนถึงแก่ความตาย
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 15 ระบุไว้ว่า "สภาพบุคคลย่อมเริ่มแต่เมื่อคลอดและอยู่รอดเป็นทารก สิ้นสุดลงเมื่อตาย" และตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร์ พ.ศ. 2499 ระบุไว้ว่า "คนตาย หมายความว่าคนสิ้นชีวิตเท่านั้น ลูกตายในท้อง หมายถึงลูกที่อยู่ในครรภ์มารดาเป็นเวลาเกินกว่า 28 สัปดาห์และคลอดออกมาโดยไม่มีชีวิต" ส่วนการตายตามหลักวิชาการแพทย์หมายถึง การหยุดทำงานของสมอง ระบบหายใจ และระบบไหลเวียนโลหิต
เนื้อหา |
ประเภทของการตาย [แก้]
การตายของมนุษย์ สามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภทได้แก่
การตายผิดธรรมชาติตามที่ระบุไว้ในประมวลกฎหมายวิธีวิจารณาความอาญา มาตรา 148 ได้แก่ การฆ่าตัวตาย การถูกฆ่าตาย การถูกสัตว์ทำร้าย การตายโดยอุบัติเหตุและการตายโดยไม่ปรากฏเหตุ สำหรับการตายโดยผลของกฎหมายได้แก่การหายสาบสูญของบุคคลตามที่กฎหมายได้กำหนดไว้[1] การตายทางการแพทย์ที่ใช้ในการสรุปถึงการตายของผู้ป่วย ได้แก่การตรวจดูเยื่อบุนัยน์ตาที่ไม่มีการตอบสนองต่อแสงไฟ ภาวะสมองตาย
ระยะเวลาการตาย [แก้]
ระยะเวลาการตาย เป็นการค้นหาระยะเวลาการตายว่าผู้ตายตายมานานเท่าใด มีความสำคัญทางกฎหมายมากทั้งทางอาญาและทางแพ่ง ในทางกฎหมายอาญานอกจากจะสามารถช่วยบอกถึงเวลาของการฆาตกรรม ว่าเกิดขึ้นเมื่อใด แล้วยังมีส่วนช่วยเหลือในการตั้งข้อสงสัยใครหรือตัดผู้ต้องสงสัยคนใดออกได้ นอกจากนี้อาจใช้ช่วยยืนยันหรือหักล้างข้อแก้ตัวของผู้ต้องสงสัย ส่วนในทางกฎหมายแพ่งอาจจะช่วยบอกได้ว่าใครเป็นทายาทผู้รับมรดกหรืออื่น ๆ เช่น กรณีที่เกี่ยวข้องกับการรับเงินประกันชีวิต
ทางการแพทย์ [แก้]
ในปัจจุบันยังไม่มีวิธีทางการแพทย์ที่จะสามารถตรวจศพเพื่อหาระยะเวลาตายที่แน่นอนได้ วิธีต่าง ๆ ทางนิติเวชศาสตร์ที่แพทย์ใช้ในการหาเวลาตายล้วนแต่ไม่แม่นยำ ถ้าสภาพร่างกายขณะตายเหมือนกัน การเปลี่ยนแปลงการหลังตายจะขึ้นอยู่กับสภาพสิ่งแวดล้อม ถ้าสภาพสิ่งแวดล้อมมีความแตกต่างกัน การเปลี่ยนแปลงของร่างกายก็จะมีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง และยิ่งเวลาที่ตายนานขึ้น ระยะเวลาการตายที่ประเมินได้ยิ่งมีความคลาดเคลื่อนมากขึ้น
นอกจากนั้นบาดแผลที่เป็นเหตุตายที่พบในศพ ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้นั้นตายทันทีที่เกิดบาดแผลแ ต่อาจจะสลบอยู่อีกหลายชั่วโมงก่อนตายก็ได้ ฉะนั้นการประมวลเวลาตายจึงต้องใช้ความรู้เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ หลังการตายหลาย ๆ อย่างมาประกอบกันเพื่อให้ได้เวลาที่ใกล้เคียงที่สุด การตายที่ค่อนข้างจะได้เวลาแน่นอน คือการตายที่เกิดระหว่างการรักษาของแพทย์ ทำให้แพทย์สามารถบอกได้ค่อนข้างแน่นอนว่าตายเมื่อใด แต่เนื่องจากวิวัฒนาการทางการแพทย์เกี่ยวกับการปลูกถ่ายอวัยวะ ในปัจจุบันผู้ป่วยที่สมองตายแล้ว ยังอาจจะได้รับการรักษาสภาพด้วยการใช้เครื่องช่วยหายใจ และเครื่องช่วยกระตุ้นการเต้นของหัวใจเพื่อที่อวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายยังคงสภาพ สามารถนำไปให้ผู้ป่วยอื่นที่รอการปลูกอวัยวะนั้น ๆ ได้ ในปัจจุบันจึงต้องมีกฎหมายบัญญัติให้นับการตายตั้งแต่แพทย์อย่างน้อยสองคน โดยคนหนึ่งเป็นผู้รักษาและอีกคนหนึ่งเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางระบบประสาทให้การวินิจฉัยว่าสมองตาย
แพทยสภาได้มีประกาศแพทยสภาเรื่องเกณฑ์การวินิจฉัยสมองตาย[2]โดยกำหนดคำบรรยายศัพท์ สภาวะและเงื่อนไขในการวินิจฉัย รายละเอียดการวินิจฉัยโดยการตรวจร่างกายทั่วไป การตรวจร่างกายทางระบบประสาทและการตรวจทางคลื่นสมองและระยะเวลาของผลที่ตรวจได้ ตลอดจนกำหนดคุณสมบัติของแพทย์ผู้ทำการวินิจฉัย เพื่อให้การวินิจฉัยสมองตายทำได้โดยปราศจากข้อสงสัย และเมื่อแพทย์ผู้ทำหน้าที่ได้วินิจฉัยว่าสมองตาย หมายความว่าผู้นั้นได้ตายแล้วตามกฎหมาย[3]
การเปลี่ยนแปลงหลังการตาย [แก้]
การเปลี่ยนแปลงหลังการตายของร่างกายผู้ตาย จะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง 2 ระยะเวลาด้วยกันคือ การเปลี่ยนแปลงในระยะแรกและการเปลี่ยนแปลงในระยะหลัง สำหรับการเปลี่ยนแปลงในระยะแรก ร่างกายของผู้ตายจะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดคือ
- ไม่มีสติสัมปชัญญะ
- ไม่มี reflex Muscular Flaccidity ตอบสนองต่อการกระตุ้น
- หัวใจหยุดเต้น ไม่มีการหายใจ
- ไม่มีปฏิกิริยาแห่งชีวิต (อังกฤษ: Vital Reaction) หรือสิ่งใด ๆ ที่บ่งบอกว่ายังมีชีวิตอยู่
- ไม่มีปฏิกิริยาแห่งชีวิตที่ลูกตา
เมื่อผู้ตายมีการเปลี่ยนแปลงของร่างกายในระยะแรกแล้ว การเปลี่ยนแปลงในระยะหลังของร่างกาย เป็นการบ่งบอกถึงสภาพร่างกายของผู้ตาย รวมทั้งเป็นการชี้บ่งลักษณะการตายของผู้ตาย ได้แก่
- รอยเขียวช้ำหลังตาย (อังกฤษ: Livor Mortis)
- สภาพแข็งทื่อหลังตาย (อังกฤษ: Rigor Mortis)
- การลดลงของอุณหภูมิร่างกายหลังตาย (อังกฤษ: Algor Mortis)
- การเน่าสลายตัว (อังกฤษ: Postmortem Decomposition)
- การตรวจสอบปริมาณอาหารในกระเพาะ (อังกฤษ: Stomach Content)
- การเจริญเติบโตของหนอนที่พบในศพ (อังกฤษ: Insect Activity)
การเปลี่ยนแปลงของร่างกาย [แก้]
ซึ่งเมื่อมีการตายเกิดขึ้น และมีการประมวลระยะเวลาการตายทุกอย่างแล้ว การหาระยะเวลาในการตายของผู้ตายในอุณหภูมิและความชื้นของประเทศไทยโดยเฉลี่ย และสภาพของศพไม่ได้ถูกเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเบื้องต้น เมื่อผู้ตายตายใหม่ ๆ ในช่วงระยะเวลาประมาณ 2 – 3 ชั่วโมง สภาพร่างกายจะเกิดการเปลี่ยนแปลงในอันดับแรกคือตัวอ่อนปวกเปียก เมื่อสัมผัสกับร่างกายผู้ตายอาจจะรู้สึกว่ายังอุ่น ๆ ยกเว้นในการเกิดคาดาเวอริคสปัสซั่มหรือรายที่แข็งตัวเร็วผิดปกติ ร่างกายจะเกิดการลดลงของอุณหภูมิร่างกายอย่างรวดเร็ว บวกหรือลบประมาณ 1-2 ชั่วโมง
ระยะแรก [แก้]
ถ้าผู้ตายตายในช่วงระยะเวลาประมาณ 6 ชั่วโมง จะเกิดการแข็งตัวของกล้ามเนื้อตามร่างกายบางส่วน แต่ลิวิดิตี้ยังเกิดไม่เต็มที่และยังไม่การ Fix ของร่างกาย บวกหรือลบประมาณ 3– 4 ชั่วโมง ถ้าผู้ตายตายในช่วงระยะเวลาประมาณ 12 ชั่วโมง จะเกิดการแข็งตัวของกล้ามเนื้อเต็มที่ทั่วทั้งตัว ลิวิดิตี้ปรากฏเต็มที่ บวกหรือลบประมาณ 4–6 ชั่วโมง ถ้าผู้ตายตายในช่วงระยะเวลาประมาณ 18 ชั่วโมง การแข็งตัวของกล้ามเนื้อเริ่มคลายตัว เกิดการแข็งตัวของกล้ามเนื้อไม่ทั่วตัว แต่ลิวิดิตี้ยังคงปรากฏเต็มที่และเกิดการ Fixed ของร่างกาย บวกหรือลบประมาณ 6– 8 ชั่วโมง
ถ้าผู้ตายตายในช่วงระยะเวลาประมาณ 24 ชั่วโมง การแข็งตัวของกล้ามเนื้อเริ่มคลายจนเกือบหมด เกิดการแข็งตัวของกล้ามเนื้อไม่ทั่วตัว ที่บริเวณท้องน้อยเริ่มมีสีเขียวปรากฏซึ่งเกิดจากก๊าซในร่างกาย อาจจะข้างเดียวหรือ 2 ข้าง ลิวิดิตี้ยังเห็นเต็มที่ บวกหรือลบประมาณ 6– 8 ชั่วโมง ถ้าผู้ตายตายในช่วงระยะเวลาประมาณ 48 ชั่วโมง ร่างกายเกิดการอ่อนตัว ไม่มีการแข็งตัวของกล้ามเนื้อหลงเหลืออยู่ สัมผัสและคล้ำตามร่างกายส่วนบนจะมีเส้นเลือดขึ้นเขียวทั่วไป ร่างกายเริ่มมีการบวมอืดพอสังเกตได้ มีกลิ่นเหม็นเน่าเล็กน้อย บวกหรือลบประมาณ 12–24 ชั่วโมง
ระยะกลาง [แก้]
ถ้าผู้ตายตายในช่วงระยะเวลาประมาณ 4 วัน ร่างกายเกิดการขึ้นอืดเต็มที่ ลิ้นจุกปาก ตาถลน ผิวหนังลอกตัวในบางส่วน ใบหน้าบวมฉุและคล้ำจัด บวกหรือลบประมาณ 1– 2 วัน ถ้าผู้ตายตายในช่วงระยะเวลาประมาณ 7 วัน เนื้อเยื่อบางส่วนของร่างกายเริ่มหายไปบางส่วน เช่นที่บริเวณหน้าผากหรือใบหน้า อาจจะมองเห็นกระดูกหน้าผากหรือกระดูกโหนกแก้มบางส่วน บวกหรือลบประมาณ 2– 3 วัน ถ้าผู้ตายตายในช่วงระยะเวลาประมาณ 2 อาทิตย์ ร่างกายเริ่มเข้าสู่กระบวนการเน่าสลายตัว เนื้อเยื่อของร่างกายสลายตัวมากขึ้น อาจจะมองเห็นกระดูกซี่โครงและอวัยวะในช่องอกเน่าอยู่ภายในร่างกาย มีกลิ่นเหม็นเน่าอย่างมาก บวกหรือลบประมาณ 5-6 วัน
ถ้าผุ้ตายตายในช่วงระยะเวลาประมาณ 3 อาทิตย์แรก เนื้อเยื่อตามร่างกายเริ่มมีการสลายตัวมากขึ้น ศีรษะด้านบนอาจจะเหลือแต่เพียงกะโหลก กระดูกซี่โครงเริ่มมองเห็นมากขึ้น เนื้อเยื่อหน้าท้องหายไป สามารถมองเห็นลำไส้และอวัยวะในช่องท้องได้อย่างชัดเจน เกิดการเน่าสลายตัวทั่วทั้งร่างกาย บวกหรือลบประมาณ 7– 10 วัน ถ้าผู้ตายตายในช่วงระยะเวลาประมาณ 1 เดือน เนื้อเยื่อตามร่างกายเกิดการสลายตัวจนเกือบหมดทั้งตัว แต่ยังคงมีเนื้อเยื่อบางส่วนหลงเหลืออยู่ เช่นบริเวณต้นขา สะโพกหรือหลังส่วนที่ร่างกายนอนทับอยู่ บวกหรือลบประมาณ 1 – 2 อาทิตย์
ระยะสุดท้าย [แก้]
ถ้าผู้ตายตายในช่วงระยะเวลาประมาณ 3 เดือน ร่างกายจะไม่มีเนื้อเยื่อเหลือเลย กระดูกบางส่วนเช่นนิ้วมือนิ้วเท้าหลุดออกจากกัน แต่กระดูกสันหลังยังยึดติดกันได้ด้วยพังผืด บวกหรือลบประมาณ 1 เดือน ถ้าผู้ตายตายในช่วงระยะเวลาประมาณ 6 เดือน กระดูกต่าง ๆ ตามร่างกายเริ่มหลุดออกจากกันเป็นชิ้น ๆ พังผืด เส้นเอ็นเกิดการสลายตัวจนหมด มีกลิ่นเหม็นเน่าหลงเหลืออยู่บ้างเล็กน้อย บวกหรือลบประมาณ 2– 3 เดือน และถ้าผู้ตายตายในช่วงระยะเวลาประมาณ 1 ปี ร่างกายจะมีสภาพเหมือนกับตายมาแล้วประมาณ 6 เดือน แต่จะไม่มีกลิ่นเหม็นเน่า ร่างกายจะคงเหลือแต่โครงกระดูกล้วน ๆ บวกหรือลบประมาณ 4 – 6 เดือน
ดูเพิ่ม [แก้]
อ้างอิง [แก้]
- ↑ การเปลี่ยนแปลงหลังการตาย, นิติเวชศาสตร์ การชันสูตรศพ, แพทย์หญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์, สำนักพิมพ์วิญญูชนจำกัด, หน้า 45, 2546
- ↑ ประกาศแพทยสภาเรื่อง เกณฑ์การวินิจฉัยสมองตาย
- ↑ ระยะเวลาการตายและการเปลี่ยนแปลงหลังการตาย นิติเวชศาสตร์, พลตำรวจตรี เลี้ยง หุยประเสริฐ, สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ