โจว ไห่เม่ย

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
โจว ไห่เม่ย
Kathy Chow.JPG
โจวไห่เม่ย ในวัยใกล้ 50 ปี
ชื่อเกิดโจวไห่เม่ย
เกิด 6 ธันวาคม พ.ศ. 2509 (52 ปี)
ฮ่องกง
คู่สมรส หลี่ เหลี่ยงเหว่ย (พ.ศ. 2531-2532)
คู่ครอง -หลี่ หมิง (พ.ศ. 2533-2536)
-หลิน เหว่ยเหลียง (พ.ศ. 2537)
-มะซะโตชิ นะงะเซะ (พ.ศ. 2540)
- อู๋ ซีอหลง (พ.ศ. 2541-2542)
-โจว เจียเหวิน (周家文) (พ.ศ. 2543-2545)
-หลิวเซียง (พ.ศ. 2546-2559)
ชื่ออื่น แคที โจว (Kathy Chau)
อาชีพ นักแสดง,นางแบบ
ปีที่แสดง 2528-ปัจจุบัน
ผลงานเด่น -บท ฟางเซียะหนิง เรื่อง คู่ทรนง (พ.ศ. 2529)
-บท ฉีเจียอวี้ เรื่อง ค่าของคน (พ.ศ. 2530)
-บทเจ้าแม่วังผีเสื้อ เรื่อง อิทธิฤทธิ์เจ้ายุทธภพ (พ.ศ. 2531)
-บทอาหัว เรื่อง คู่แค้นสายโลหิต (พ.ศ 2532)
-บทเสิ่นเหวินอี้ เรื่อง เพื่อนรักเพื่อนแค้น (พ.ศ. 2534)
-บทจิวจี้เยียก เรื่อง ดาบมังกรหยก (พ.ศ. 2536-2537) ฉบับไต้หวัน
ค่าย สถานีโทรทัศน์ทีวีบี

(พ.ศ. 2528-2540, 2551-2552, 2555-2557)
สถานีโทรทัศน์เอทีวี (พ.ศ. 2541-2544)

ข้อมูลบนเว็บ IMDb

โจว ไห่เม่ย (อักษรจีน: 周海媚, พินอิน: Zhōu Hǎimèi, กวางตุ้ง:Chow1 Hoi2 Mei6) หรือในชื่อภาษาอังกฤษ แคที โจว (Kathy Chow) นักแสดงหญิงชื่อดังชาวฮ่องกง ที่อดีตเคยมีชื่อเสียงโด่งดังเป็นอย่างมากในระดับเอเชีย โดยในช่วงปลายทศวรรษ 1980 ถึง ต้นทศวรรษ 1990 (พ.ศ. 2532-2536) เธอได้รับการยกย่องให้เป็นนักแสดงหญิงที่โด่งดังทางสายงานละครมากที่สุดในฮ่องกง ติดต่อกันถึง 3 ปีและยังเคยได้รับการโหวตให้เป็นหญิงสาวในฝันของชายหนุ่มในไต้หวันอีกด้วย ช่วงแรก ๆ ที่เธอเพิ่งเข้าวงการด้วยบุคลิกที่ดูทั้งอ่อนหวานและอ่อนแอน่าทะนุถนอม จึงทำให้เธอเป็นขวัญใจหนุ่ม ๆ ในยุคสมัยนั้นมาก แต่ต่อมาเธอได้เปลี่ยนภาพลักษณ์เป็นสาวเซ็กซี่ โดยหันไปเป็นพรีเซนเตอร์ให้กับทางญี่ปุ่นและมีการถ่ายภาพแนวเซ็กซี่ออกมาเป็นอัลบั้ม ทำให้สื่อทั้งในฮ่องกง, ไต้หวันและญี่ปุ่น ตั้งฉายาให้เธอว่า "ชารอน สโตนแห่งเอเชีย" ขึ้นมาและกลายเป็นฉายาที่ใช้เรียกแทนตัวเธอมาจนถึงทุกวันนี้[1][2][3][4][5][6][7][8][9][10]

โจว ไห่เม่ย เกิดที่ฮ่องกงหลังเรียนจบระดับชั้นมัธยมปลายได้เริ่มเข้าสู่วงการบันเทิงจากการเข้าร่วมประกวดนางงามฮ่องกงเมื่อปีพ.ศ. 2528 แต่เธอไม่ติด 15 คนสุดท้าย เพราะเธอไม่มีไหวพริบในการตอบคำถามให้โดนใจคณะกรรมการแต่ความสวยที่โดดเด่นบนเวทีทำให้โชคเข้าข้างเธอเพราะต่อมาเธอได้ถูกติดต่อจากทางสถานีโทรทัศน์ทีวีบีให้เซ็นสัญญาเป็นนักแสดงและต้องเข้าไปอบรมการแสดงกับทางโรงเรียนการแสดงของทีวีบีในรุ่นที่ 15 และประเดิมบทตัวประกอบทันทีกับผลงานแสดงเรื่องแรก คือ ขุนศึกตระกูลหยาง (The Yang's Saga 1985) ฉบับปีพ.ศ. 2528 ที่มีเหล่ากลุ่ม 5 พยัคฆ์ทีวีบีแสดงนำ แต่มาแจ้งเกิดเต็มตัวกับบทบาทที่ร่วมเล่นในละครสากลยอดนิยมเรื่อง คู่ทรนง (The Feud of Two Brothers 1986) ในปีพ.ศ. 2529 หลังจากนั้นก็มีผลงานที่โดดเด่นตามมาอีกหลายเรื่องทั้งที่เป็นนางเอกและนางรอง เช่น เจ้าแม่ฮ่องกง (The Upheaval 1986), ลิขิตฮ่องเต้ (Heir to the Throne Is 1986), คนเหนือคน (The Superlative Affections 1986),ตู้ชินอู๋ ดร.ซุนยัดเซ็น (Fate Takes A Hand 1987), ค่าของคน (The Price of Growing Up 1987), อิทธิฤทธิ์เจ้ายุทธภพ (The Saga of the Lost Kingdom 1988) และเกิดมาเฮง (The Legend of Master Chan 1989) เป็นต้น

จนมาถึงในช่วงที่เธอได้รับความนิยมอย่างสูงสุดจนได้ก้าวขึ้นเป็นนางเอกเบอร์หนึ่งของทางสถานีโทรทัศน์ทีวีบี จากการได้ร่วมแสดงนำในละครสากลแนวดราม่าสุดฮิตเรื่อง คู่แค้นสายโลหิต (Looking Back in Anger 1989) ในปีพ.ศ. 2532 ที่ประสบความเร็จทางด้านเรตติ้งทั่วทั้งเอเชีย ส่งให้เธอมีชื่อเสียงเป็นอย่างมากในช่วงปีพ.ศ. 2532-2536 (1989-1993)[11] และในช่วงนั้นก็มีผลงานละครที่ดัง ๆ ตามมาอีกหลายเรื่อง ได้แก่ ฤทธิ์กระบี่ฟ้าคำรณ (The Sword Of Conquest 1991) โดยเฉพาะละครที่เธอได้ร่วมเล่นกับพระเอกหนุ่ม หลี่หมิง ซึ่งเป็นดารานักร้องชื่อดังแห่งยุคนั้นก็นำพาชื่อเสียงให้แก่เธอเป็นอย่างมาก เช่น ย้อนรักรอยอดีต (Cherished Moments 1990) และ เพื่อนรักเพื่อนแค้น (The Breaking Point 1991) ผลงานเหล่านี้ทำให้เธอได้รับความนิยมสูงสุดอย่างต่อเนื่องจนถึงปีพ.ศ. 2536 หลังจากนั้นชื่อเสียงของเธอก็เริ่มลดน้อยลง เธอจึงหันเข้าสู่วงการภาพยนตร์, ร้องเพลง และไปรับงานแสดงในไต้หวัน และญี่ปุ่นแทนอยู่พักใหญ่ก่อนที่จะกลับเข้ามารับงานแสดงในฮ่องกงอีกครั้งแต่ไม่โด่งดังเหมือนแต่ก่อน

หลังจากปีพ.ศ. 2544 (2000) โจวไห่เม่ยรับงานแสดงน้อยกว่าเดิม เนื่องจากมีปัญหาทางด้านสุขภาพทั้งโรคภูมิแพ้ที่เธอเป็นมาตั้งแต่เด็กจนโรคนี้พัฒนากลายมาเป็นโรคภูมิแพ้ตัวเองในปัจจุบันที่เธอเป็นอยู่ และโรคไซนัสอักเสบรวมไปถึงเธอมีเกร็ดเลือดต่ำที่เธอตรวจพบตั้งแต่สมัยวัยรุ่นและทั้งหมดนี้คือสาเหตุสำคัญที่ทำให้ให้เธอไม่อยากมีลูกนั้นเอง ถึงแม้ว่าสุขภาพจะไม่ดีอย่างไรเธอก็ยังคงรับงานแสดงที่เธอรักและมีผลงานละครออกมาอยู่เรื่อย ๆ ทั้งในฮ่องกง ไต้หวันและจีน แต่ระยะหลังเธอเน้นรับงานแสดงที่ไต้หวันกับจีนเป็นหลัก เนื่องจากค่าตอบแทนต่อตอนที่ดีกว่าในฮ่องกงและระบบการทำงานที่ไม่ยุ่งยากซึ่งส่งผลดีต่อสุขภาพของเธอ

ผลงานในยุคหลังของเธอที่โดดเด่นและพอจะเป็นที่รู้จักอยู่บ้าง ได้แก่ละครกำลังภายในรีเมคเรื่อง มังกรหยก ฉบับปีพ.ศ. 2551 (2008) ของไต้หวัน ที่เธอได้รับบท เปาเซียะเยียก, ละครแนวราชวงศ์เรื่อง บูเช็คเทียน ฉบับไต้หวัน พ.ศ. 2557 โดยเธอรับบทเป็น หยางซูเฟยและในเรื่องได้ประชันบทบาทเข้มข้นกับนักแสดงรุ่นน้องชื่อดัง ฟ่านปิงปิง และล่าสุดในปีพ.ศ. 2562 (2019) เธอก็กลับมามีกระแสฮือฮาอีกครั้งกับการรับบทแม่ชีมิกจ้อ ในละครกำลังภายในรีเมคเรื่อง ดาบมังกรหยก โดยเฉพาะเรื่องหลังนี้เธอแสดงได้อย่างยอดเยี่ยม [12][13][14]

ปัจจุบันเธอโสดและยังคงมีความสุขดีกับงานแสดงที่เธอรัก ถึงแม้จะผิดหวังกับความรักมาหลายครั้งแล้วก็ตามว่ากันว่าเธอไม่อาจข้ามกำแพงความรู้สึกผิดหวังในความรักครั้งแรกกับอดีตพระเอกดัง หลี่เหลียงเหว่ย ซึ่งการแต่งงานที่ล้มเหลวในครั้งนั้นทำให้ต่อมาเธอเข็ดขยาดกับการที่จะแต่งงานใหม่กับคนอื่น ๆ ที่เธอเคยคบ อีกอย่างเธอเคยตรวจพบว่ามีเกล็ดเลือดต่ำมาก ซึ่งมีโอกาสสุ่มเสี่ยงที่จะเสียชีวิตจากการเสียเลือดมากในระหว่างการคลอดบุตร ดังนั้นเธอจึงไม่คิดที่จะมีบุตรและแต่งงานครั้งใหม่กับใครอีกเลย

ประวัติ[แก้]

ชีวิตช่วงต้นและการเข้าสู่วงการ (พ.ศ. 2509-2528)[แก้]

บรรพบุรุษดั้งเดิมของดาราสาวโจวไห่เม่ย เป็นขุนนางฝ่ายทหารชาวแมนจูผู้รับใช้ ราชวงศ์ชิง ใน แปดกองธง (八旗) ซึ่งเป็นกองกำลังทหารในยุคราชวงศ์ชิงในประวัติศาสตร์จีน ต่อมาพ่อและแม่ของโจวไห่เม่ยซึ่งแต่เดิมอาศัยอยู่ที่กวางโจวอันเป็นเมืองเอกของมลฑลกวางตุ้งในประเทศจีนได้ย้ายครอบครัวมาตั้งรกรากในประเทศฮ่องกง[15]

โจวไห่เม่ย เกิดเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2509 ที่ฮ่องกงในครอบครัวฐานะดี เธอมีชื่อเล่นว่า "อาเม่ย" (Amei) เป็นลูกคนกลางของครอบครัวโดยมีพี่ชายและน้องสาวอีกอย่างละ 1 คน ในวัยเด็กสุขภาพของเธอไม่ค่อยดีนักเพราะเธอมีโรคประจำตัวเป็นภูมิแพ้หรือไซนัส (Sinusitis) แต่เธอใฝ่ฝันที่จะเข้าวงการบันเทิง เพราะเธอชอบการเต้นรำเป็นอย่างมาก และมีกีฬาโปรดคือบาสเกตบอล เธอมักใช้เวลาว่างจากการเรียนไปเล่นบาสเกตบอลอยู่เป็นประจำจึงทำให้เธอตัวสูงกว่าเด็กสาวในวัยใกล้ ๆ กันแต่ด้วยปัญหาสุขภาพที่มีมาแต่เกิดทำให้เธอไม่สามารถเล่นบาสเก็ตบอลได้อย่างสม่ำเสมอ ด้วยความที่เธอสนิทกับพี่ชายและมักจะไปเล่นคลุกคลีกับเด็กผู้ชายเป็นประจำ จึงทำให้เธอมีนิสัยเหมือนเด็กผู้ชายที่ทั้งห้าวและซุกซนเป็นอย่างมาก ดังนั้นคุณพ่อของเธอซึ่งมีเชื้อสายบรรพบุรุษเป็นขุนนางเก่ามาก่อนจึงคอยอบรมเลี้ยงดูโจวไห่เม่ยอย่างเข็มงวดตั้งแต่วัยเด็กจนโตเป็นวัยรุ่นเพื่อที่จะปลูกฝังให้เธอมีนิสัยที่อ่อนหวานเรียบร้อยและเป็นกุลสตรี มากขึ้น

ด้วยวัย 18 ปีสุขภาพของเธอเริ่มดีขึ้นหลังจากเรียนจบในระดับชั้นมัธยมปลายแล้วในขณะที่เธอกำลังมองหามหาวิทยาลัยที่จะเข้าไปศึกษาต่อในระดับชั้นปริญญาตรีแต่แล้วพ่อของเธอได้ชวนเธอไปสมัครลงแข่งขันประกวดนางงามฮ่องกงในปีพ.ศ. 2528 (Miss Hong Kong Beauty Contest 1985) แต่ด้วยปัญหาสุขภาพที่เธอมีและเป็นคนไม่ค่อยมั่นใจในตัวเองเธอจึงลังเล ต่อมาพ่อของเธอจึงแอบไปสมัครให้กับเธอและบอกเธอในภายหลังเมื่อถึงวันคัดเลือกรอบแรก เธอไม่มีความมั่นใจเลยแต่พ่อของเธอสนับสนุนลูกสาวของเขาอย่างเต็มที่และพยายามสร้างความมั่นใจให้กับตัวเธอ และบนเวทีการประกวดด้วยหน้าตาที่จิ้มลิ้มน่ารักและสูงยาวเข่าดี ทำให้ในตอนแรกที่ลงเข้าแข่งขันเธอเป็นหนึ่งในตัวเก็งที่คาดว่าจะสามารถคว้ามงกุฎชนะเลิศของปีนั้นและเธอก็สามารถฝ่าด้านผู้สมัครหลายร้อยคนเข้าสู่รอบ 30คนได้อย่างง่ายดาย แต่พอมาถึงในวันคัดเลือกรอบชิงชนะเลิศจริงเธอกลับตกรอบและไม่มีรายชื่อติดใน 15 คนสุดท้ายที่เข้าชิงมงกุฎ สาเหตุเพราะด้วยบุคลิกของเธอที่ดูไม่ฉลาดโดยเฉพาะการตอบคำถามที่ขาดไหวพริบไม่โดนใจคณะกรรมการจึงทำให้เธอไม่สามารถฝ่าด่านผู้สมัครคนอื่น ๆ ที่ตอบคำถามได้ดีกว่าได้ อย่างไรก็ตามด้วยความสวยพร้อมที่เธอมีทำให้โชคเข้าข้างเธออยู่บ้าง เพราหลังจากการประกวดเสร็จสิ้นเธอก็ได้รับการติดต่อจากฝ่ายโปรดิวเซอร์ของทางสถานีโทรทัศน์ทีวีบีให้เข้าไปเซ็นต์สัญญาเป็นนักแสดง 2 ปีกับทางช่องทันทีและต้องเข้าฝึกอบรมการแสดงกับทางค่ายในหลักสูตรระยะสั้น 6 เดือนเมื่อแม่ของเธอรู้ว่าเธอเลือกที่จะเข้าสู่วงการบันเทิงและไม่คิดจะเรียนต่อในระดับปริญญาตรี ถึงกับโกรธมากและไม่เห็นด้วยแต่ในที่สุดแม่ของเธอก็ยินยอมโดยทั้งสองมีข้อตกลงกันว่า "ภายในสองปีนี้ถ้าเธอไม่สามารถเป็นดาราที่มีชื่อเสียงได้เมื่อหมดสัญญากับทางช่องทีวีบีให้เธอถอนตัวออกจากวงการและกลับไปศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีให้จบ" และโจวไห่เม่ยรับปากตกลงกับเงื่อนไขนี้

เมื่อเธอได้เข้าชั้นเรียนในโรงเรียนการแสดงของทีวีบี เพียง 3 เดือนต่อมาในขณะที่เธอยังคงเรียนการแสดงอยู่นั่น ทางช่องทีวีบี ก็ได้ให้เธอประเดิมบทบาทการแสดงครั้งแรกในชีวิต กับบท "หยางจิ่วเม่ย" น้องเล็กแห่งตระกูลหยาง ซึ่งเป็นบทตัวประกอบเล็ก ๆ ออกไม่กี่ฉากในละครดังเรื่องขุนศึกตระกูลหยาง (The Yang's Saga 1985) ซึ่งเป็นละครโปรเจกต์ใหญ่ประจำปีที่สร้างขึ้นมาเพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสพิเศษครบรอบ 18 ปีของทางสถานีโทรทัศน์ทีวีบี อีกทั้งยังเป็นละครที่สามารถเอานักแสดงดัง ๆ ในค่ายเกือบทั้งหมดมาร่วมแสดงด้วยกันโดยมีดาราชายกลุ่ม 5 พยัคฆ์ทีวีบีแสดงนำ นับได้ว่าเป็นผลงานละครเรื่องแรกในชีวิตการแสดงของเธอ

ช่วงไต่เต้า (พ.ศ. 2529-2531)[แก้]

ด้วยบุคลิกที่ดูอ่อนหวานไม่ฉลาดทันคนบนเวทีการประกวดนางงามกลายเป็นคาแรกเตอร์ที่ทางช่องมอบให้กับเธอในการแสดง ซึ่งบทที่เธอได้รับมักจะเป็นหญิงสาวซื่อไร้เดียงสาไม่ทันคนโดนหลอกและถูกข่มขืนอยู่หลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการร่วมแสดงในผลงานละครเรื่อง คู่ทรนง ( The Feud of Two Brothers 1986) ที่แจ้งเกิดให้กับได้เธออย่างเต็มตัวกับบทบาทสมทบที่น่าเห็นใจ และค่าของคน (The Price of Growing Up 1987) ที่เธอได้รับบทคล้าย ๆ กันแต่โดดเด่นมากขึ้น รวมไปถึงผลงานละครสากลเรื่อง เจ้าแม่ฮ่องกง (The Upheaval 1986) ที่นางเอกในเรื่อง คือ เฉิน อวี้เหลียน ละครเรื่องนี้ทำให้เธอได้พบรักกลางกองถ่ายกับพระเอกของเรื่องนี้คือ หลี่เหลียงเหว่ย ซึ่งตอนนั้นโจวไห่เม่ยเพิ่งเข้าวงการมาได้ไม่นานและฝ่ายชายคอยดูแลเอาใจใส่เธออย่างมากในช่วงที่ถ่ายทำละครเรื่องนี้ด้วยกัน ทำให้โจวไห่เม่ยตกหลุมรักเขาและตัดสินใจคบหากับเขาในเวลาต่อมา และในช่วงนี้เธอมีผลงานเด่นเรื่อง อื่น ๆ ตามมา เช่น ลิขิตฮ่องเต้ (Heir to the Throne Is 1986) ที่มีนางเอกคือ หลันเจี๋ยอิง โดยหลายต่อหลายเรื่องที่ผ่านมาเธอจะได้เป็นแค่นางรองเท่านั้นเองจนเธอรู้สึกน้อยใจและคิดว่าถ้าภายในสองปีนี้เธอยังไม่ได้รับบทเป็นนางเอกเต็มตัว เธอจะถอนตัวออกจากวงการบันเทิงไปทำอย่างอื่น

และก็มาถึงโอกาสที่ทางช่องยื่นบทนางเอกเต็มตัวให้กับเธอเป็นครั้งแรกโดยให้เธอประกบกับดารานักร้อง หลี่ฟาง ในละครกึ่งสากลย้อนยุคเรื่อง คนเหนือคน (The Superlative Affections 1986) เมื่อละครได้ออนแอร์ ปรากฏว่าเรตติ้งละครเรื่องนี้ติด10 อันดับแรกของละครที่มีเรตติ้งสูงสุดของปีนั้น ส่งให้ โจวไห่เม่ยมีชื่อเข้าชิง 10นักแสดงยอดนิยมสูงสุดแห่งปีแต่ว่าไม่ได้ จากความสำเร็จของละครเรื่องนี้ทำให้ทางช่องได้ยื่นบทนางเอกให้กับเธออีกครั้งกับละครแนวสากลยุคใหม่เรื่อง รักของคนเมือง (Love in a decadent city 1987) แต่เรตติ้งของละครเรื่องนี้กลับไม่ประสบความสำเร็จเลย ทำให้เธอต้องกลับมารับบทนางรองหรือนางเอกร่วมในละครเรื่องอื่น ๆ ตามเดิมเช่น ตู้ชินอู๋ ดร.ซุนยัดเซ็น (Fate Takes A Hand 1987) นางเอกหลักคือ หลิวเจียหลิง, ไฟรัก ไฟลวง (Flame Of Fury 1988) นางเอกหลักคือ หลอฮุ่ยเจียน, อิทธิฤทธิ์เจ้ายุทธภพ (The Saga of the Lost Kingdom 1988) และเกิดมาเฮง (The Legend of Master Chan 1989) ทั้งสองเรื่องหลังนางเอกหลักในเรื่องคือ เจิ้ง หัวเชียน ซึ่งในตอนนั้นทางช่องทีวีบี รู้สึกว่า โจวไห่เม่ยจะไปได้ดีกับบทตัวเอกที่เป็นนางรองหรือนางเอกร่วมมากกว่า และในช่วงของปลายปีนั้นเอง ทางช่องได้คัดเลือกเธอให้เข้าร่วมแสดงนำกับบทนางรอง ประกบกับนางเอกหลักคือ หลิวเจียหลิง ในละครสากลแนวดราม่าฟอร์มใหญ่ 50 ตอนจบที่กำลังจะเปิดกล้องและจะออนแอร์ลงจอโทรทัศน์ในปีหน้าเรื่อง "คู่แค้นสายโลหิต" โดยมี หวงเย่อหัว แสดงนำเป็นพระเอก และดาราชายดาวรุ่ง เวินเจ้าหลุน รับบทนำเป็นตัวร้าย รวมถึงดาราสาวสวย เส้าเหม่ยฉี ได้เข้ามาร่วมแสดงในบทสมทบด้วยอีกคน

ยุคทอง (พ.ศ. 2532-2536)[แก้]

ในช่วงกลางปีพ.ศ. 2532 (1989) ผลงานละครสากลฟอร์มใหญ่แห่งปีเรื่อง คู่แค้นสายโลหิต (Looking Back in Anger 1989) ได้ออนแอร์ลงสู่จอโทรทัศน์และได้สร้างปรากฏการณ์เป็นละครสากลแนวดราม่าที่มีเรตติ้งผู้ชมสูงสุดประจำปีทำให้เหล่านักแสดงนำทั้ง 5 คนในเรื่องนี้ ได้แก่ หวงเย่อหัว เวินเจ้าหลุน หลิวเจียหลิง เส้าเหม่ยฉี และเธอ ต่างมีชื่อเสียงโด่งดังเป็นอย่างมากกับบทบาทที่แต่ละคนได้แสดง และจากความสำเร็จของละครเรื่องนี้ได้ทำให้หวงเย่อหัว กลับมาเป็นพระเอกเบอร์หนึ่งแห่งค่ายทีวีบีอีกครั้งหลังจากที่เขาได้เสียแชมป์ความนิยมทางด้านเรตติ้งละครให้กับเหลียงเฉาเหว่ยมานาน และยังทำให้นักแสดงชายที่ไม่ค่อยมีคนรู้จักมากนักอย่าง เวินเจ้าหลุน โด่งดังเป็นพลุแตกทั่วเอเชียกับบทบาทตัวร้ายที่แสดงได้อย่างดีเยี่ยม อีกทั้งยังส่งให้ หลิวเจียหลิง เส้าเหม่ยฉีและเธอได้ก้าวขึ้นมาเป็นนักแสดงหญิงเบอร์แรกของทางค่ายทีวีบีอีกด้วย ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ประจวบเหมาะพอดีกับเหล่านักแสดงหญิงแถวหน้าของทางช่องหลายคนได้ทยอยออกจากสถานีโทรทัศน์ทีวีบี เช่น เฉิน อวี้เหลียน เติ้ง ชุ่ยเหวิน เจิ้ง หัวเชียน ชี เหม่ยเจินและคนอื่น ๆ หรือแม้กระทั่งหลิวเจียหลิง ที่ดังสุด ๆ กับเรื่องคู่แค้นสายโลหิตเช่นกัน ก็หันไปเอาดีทางด้านเล่นภาพยนตร์ จึงเป็นโอกาสดีที่ทั้งโจวไห่เม่ย กับเส้าเหม่ยฉี ได้ขยับขึ้นมาเป็นนักแสดงหญิงเบอร์แรกได้อย่างง่ายดายหลังจากที่ทั้งสองดาราสาวเป็นนักแสดงเบอร์รองมานานหลายปี

ถัดมาในปีพ.ศ. 2533-34 (1990-1991) หลังจากประสบความสำเร็จอย่างสูงสุดกับการแสดงในละครเรื่อง คู่แค้นสายโลหิต แล้วนับตั้งแต่นั้นทางช่องทีวีบี ก็ได้ยื่นบทนางเอกให้กับเธอแทบทุกเรื่อง จนเธอกลายเป็นนางเอกคิวทองและมีผลงานยอดนิยมมากมาย ได้แก่ ละครสากลความยาว 30 ตอนเรื่อง เพลิงรักเพลิงแค้น (Where I Belong 1990) โดยเธอเล่นประกบ ว่านจื่อเหลียง และ จางเจ้าฮุยตามต่อด้วยละครยาวแนวสากลเรื่อง เลือดนักสู้ (Rain in the Heart 1990) ที่เธอได้แสดงนำร่วมกับ กัวจิ้นอันและหลินเจียหัว ซึ่งเรื่องหลังนี้ถือว่าประสบความสำเร็จมากเรื่องหนึ่งของปีนั้นว่ากันว่าเพราะมีโจวไห่เม่ยเล่นด้วย ปีนี้โจวไห่เม่ย ได้มีโอกาสแสดงนำร่วมกับดารานักร้องชายชื่อดัง หลี่หมิงในเรื่อง ย้อนรักรอยอดีต (Cherished Moments 1990) และยังเป็นผลงานที่ทำให้ทั้งคู่พบรักกันในระหว่างการถ่ายละครเรื่องนี้ หลังจากที่โจวไห่เม่ยเพิ่งเลิกลา กับ หลี่เหลี่ยงเหว่ย มาได้สักพักจนมาถึงละครที่ทำให้ทั้งสองยิ่งดังระเบิดกับผลงานเรื่องถัดมาที่ทั้งคู่ได้แสดงร่วมกันอีกครั้งในเรื่อง เพื่อนรักเพื่อนแค้น (The Breaking Point 1991) หลังจากละครเรื่องนี้ส่งให้ หลี่หมิงได้ก้าวขึ้นเป็นพระเอกยอดนิยมแถวหน้าคนหนึ่งของทางช่องทีวีบี ผลงานอื่น ๆ ที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ ฤทธิ์กระบี่ฟ้าคำรณ (The Sword Of Conquest 1991) หลังจากละครเรื่องนี้ในราวกลางปีพ.ศ. 2534 โจวไห่เม่ย เกิดรู้สึกเบื่อกับคาแรกเตอร์หญิงสาวผู้อ่อนหวาน ซึ่งเป็นบทเดิม ๆ ที่ทางสถานีโทรทัศน์ทีวีบีมอบให้เธอเล่น เมื่อหมดสัญญากับทางช่องเธอจึงตัดสินใจออกจากค่ายไปเพื่อจะหันไปรับงานแสดงทางด้านอื่น ๆ ดูบ้างเช่น งานทางด้านภาพยนตร์หรืองานละครกับค่ายอื่น ที่สามารถยื่นบทตัวละครที่แตกต่างบทตัวละครเดิม ๆ ที่เคยเล่นกับช่องทีวีบีเพราะเธออยากจะพัฒนาฝีมือการแสดง

ปีพ.ศ. 2535-2536 (1992-1993) เมื่อ โจวไห่เม่ย หมดสัญญาการเป็นนักแสดงให้กับสถานีโทรทัศน์ทีวีบี และเธอตัดสินใจที่จะไม่ต่อสัญญากับทางช่องเพื่อหันไปรับงานแสดงภาพยนตร์และละครกับค่ายอื่นดูบ้าง ช่วงนี้เกิดกระแสข่าวว่าเธอได้รับการติดต่อทาบทาม จาก ฉีเคอะ ผู้กำกับชื่อดังให้เธอเข้ามาร่วมแสดงนำในภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่ที่กำลังจะเปิดกล้องเรื่อง เดชคัมภีร์เทวดา 2 (Swordsman II 1992) โดยมีนักแสดงชื่อดังมากมาย ได้แก่ หลี่ เหลียนเจี๋ย รับบท เล่งฮูชง พระเอกของเรื่อง และสามนักแสดงสาวสวยชื่อดังที่จะได้แสดงประชันบทบาทกันในเรื่อง คือ หลินชิงเสีย รับบท ตงฟางปุ๊ป้าย, กวนจือหลิน รับบท เยิ่นอิ๋งอิ๋ง และ บท งักเล้งซัง ที่ได้วางตัวให้ โจวไห่เม่ยแสดงซึ่งเธอเองก็ได้ตอบตกลงรับแสดงบทนี้ไปแล้ว เพราะการได้ร่วมแสดงนำในภาพยนตร์เรื่องนี้ถือเป็นโอกาสแจ้งเกิดของเธอในวงการภาพยนตร์ แต่น่าเสียดายที่ในเวลานั้น โจวไห่เม่ยดันเกิดประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ขึ้นมาจนได้รับบาดเจ็บที่ข้อมือและเท้า เธอเลยต้องพักรักษาตัวจึงไม่ได้ร่วมงานกัน ทำให้บทบาทนี้ตกไปเป็นของดาราสาวสวย หลี่ เจียซิน เข้ามาแสดงแทน แต่อย่างไรก็ตามในปีเดียวกันในขณะที่ โจวไห่เม่ยได้พักรักษาตัวจนหายดีแล้วเธอก็ได้รับการติดต่อให้เข้ามาร่วมแสดงภาพยนตร์ตลกฟอร์มใหญ่เรื่อง คนเล็กนักเรียนโต 3 (Fight Back to School III) ที่มีโจวซิงฉือ แสดงนำโดยในเรื่องนี้นับได้ว่าเป็นการพลิกบทบาทการแสดงของเธอมารับบทร้ายเป็นครั้งแรก และสร้างความฮือฮาในตอนออกฉายเป็นอย่างมาก ถือเป็นโอกาสให้โจวไห่เม่ยได้มีโอกาสพัฒนาฝีมือทางการแสดงและได้เปลี่ยนแปลงคาแรคเตอร์ ในผลงานเรื่องต่อ ๆ มาอย่างที่เธออยากจะให้เป็น ต่อมาทางสถานีโทรทัศน์ทีทีวีของทางประเทศไต้หวันได้เตรียมที่จะเปิดกล้องละครฟอร์มใหญ่ประจำปี เรื่อง เคยรักฉันบ้างไหม (The Imperial Wanderer 1992) ซึ่งเป็นละครที่สร้างมาเพื่อเฉลิมฉลองครบรอบวันก่อตั้งของสถานี จึงได้ให้ผู้กำกับมือทอง หยางเพ่ยเพ่ย (Yang Peipei) ซึ่งรับหน้าที่กำกับละครฟอร์มใหญ่เรื่องนี้ ได้ลองติดต่อทาบทามให้ โจวไห่เม่ย และ หวงเย่อหัว (ที่ตอนนั้นเขาออกจากทีวีบีและเป็นนักแสดงอิสระ) มาเล่นประกบคู่กัน และทั้งสองตอบตกลง เมื่อได้ออกฉายลงสู่จอโทรทัศน์เรทติ้งก็สูงมากเฉพาะในไต้หวัน ทำให้ในปีนั้นโจวไห่เม่ยได้รับการโหวตให้เป็นสาวในฝันของชาวไต้หวัน จากความสำเร็จของละครเรื่องนี้ในไต้หวันทำให้เธอได้มีโอกาสแสดงละครกับทางไต้หวันอีกเรื่อง คือ กระบี่ฟ้าดาบมังกร เวอร์ชันในปีพ.ศ. 2536 (1993) ที่มีความยาวถึง 64 ตอน กับการสวมบทบาทเป็น จิวจี้เยียก ร่วมแสดงนำกับ หม่าจิ่งเทา (Steve Ma) และเยี่ยถง (Cecilia Yip) ซึ่งทั้งสองคนเป็นดาราชื่อดังทางฝั่งไต้หวัน หลังจากละครกำลังภายในฟอร์มใหญ่เรื่องนี้ลงสู่จอทำให้ชื่อเสียงของโจวไห่เม่ยกลับมาโด่งดังทั่วเอเชียอีกครั้ง และเธอได้รับการโหวตจากสื่อไต้หวันว่าเธอเป็น จิวจี้เยียก ที่สวยที่สุดเท่าที่เคยสร้างเป็นละครมาและยังได้รับการโหวตเป็นนักแสดงทางฝั่งฮ่องกงที่โด่งดังที่สุดในไต้หวันประจำปีนั้นอีกด้วย

ความนิยมลดลง (พ.ศ. 2537-2538)[แก้]

แม้เธอจะโด่งดังในไต้หวันและประเทศในแถบเอเชีย กับบทบาท จิวจี้เยียก กับผลงานละครเรื่องกระบี่ฟ้าดาบมังกร ก็ตามแต่ทว่าชื่อเสียงของเธอทางฝั่งฮ่องกงกลับลดลงเป็นอย่างมาก และผลงานอีกเรื่องที่ได้รับความนิยมสูงในไต้หวัน คือเรื่อง ตำนานรักดอกเหมย ตอน เลือดแค้นต่างตระกูล ซึ่งเป็นการกลับมาร่วมแสดงนำกับ หม่าจิ่งเทา อีกครั้ง

ในปีพ.ศ. 2538 (1995) โจวไห่เม่ย ได้ก้าวเข้าสู่วงการเพลงครั้งแรกและออกอัลบั้มเพลงจีนกลางชุดแรกในชีวิตของเธอ ที่มีชื่ออัลบั้มว่า "รุ่งอรุณแห่งรัก" (日出爱情) โดยได้นาย "หวงกั๋วหลุน" ซึ่งเป็นโปรดิวเซอร์ชื่อดังของไต้หวันมาทำอัลบั้มชุดนี้ให้ และเมื่อได้ออกจำหน่ายปรากฏว่าสามารถทำยอดขายในไต้หวันได้มากกว่าทั้งอัลบั้มของ จางเซียะโหย่ว หนึ่งในสี่จตุรเทพฮ่องกง และของ เฉินซูหัว ราชินีเพลงไต้หวัน อีกทั้งเพลงโปรโมทที่มีชื่อเดียวกับอัลบั้มก็ทะยานขึ้นอันดับหนึ่งใน 'ท็อบชาร์จเรดิโอ ทางฝั่งไต้หวัน ได้อีกด้วย ถือได้ว่าเธอสามารถแจ้งเกิดได้อย่างเต็มตัวกับฐานะ นักร้อง ในวงการเพลง

แต่เพราะการเข้ามาเป็นนักร้องอย่างเต็มตัวของเธอในครั้งนี้ กลายเป็นสาเหตุทำให้โจวไห่เม่ย ไม่มีเวลาว่างพอที่จะเทคิวถ่ายละครชุดใหม่เรื่อง เดชคัมภีร์แดนพยัคฆ์ (新龙门客栈 1996) ฉบับไต้หวัน ที่กำลังจะเปิดกล้องของผู้กำกับ "หยางเพ่ยเพ่ย" ที่ได้มีการวางตัวเธอให้รับบทนำไว้แล้ว แต่เมื่อไม่สามารถรอเธอได้ทางผู้กำกับจึงตัดสินใจเปลี่ยนตัวนักแสดงโดยให้ดาราสาว เฉินหง (陈红) เข้ามาแสดงแทนในบทของเธอ ทำให้ โจวไห่เม่ยผิดใจกับผู้กำกับ ต่อมาก็เหมือนโชคร้ายอีกครั้ง เพราะในช่วงที่เธอกำลังไปได้ดีกับงานเพลงอยู่นั้น ทางค่ายเพลง หัวซิง ที่เธอสังกัดอยู่ก็ดันมาประสบปัญหาการเงินจึงจำเป็นต้องปิดตัวไป ทำให้งานเพลงชุดที่สองของเธอต้องหยุดชะงัก เมื่อหมดช่องทางทำมาหากินในไต้หวัน ในราวกลางปีพ.ศ. 2538 เธอจึงตัดสินใจกลับไปเป็นนักแสดงให้กับทางสถานีโทรทัศน์ทีวีบีอีกครั้งและเธอก็ยังคงได้รับโอกาสที่ดีจากทางช่องให้แสดงบทนางเอกเหมือนเคย

กลับมาดังในฮ่องกง (พ.ศ. 2538-2543)[แก้]

โจวไห่เม่ย กลับคืนสู่วงการจอแก้วฮ่องกงในสังกัดทีวีบีอีกครั้ง และแจ้งเกิดอีกรอบกับผลงานกึ่งสากลย้อนยุคเรื่อง ม่านรัก ม่านประเพณี (Plain Love 1995) ที่ร่วมแสดงนำกับ หลอเจียเหลียง ในบทพระเอก และจางจ้าวฮุย ในบทพระรอง ซึ่งเป็นผลงานที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีทั้งในฮ่องกงและประเทศอื่น ๆ ทั่วเอเชียทำให้ชื่อของเธอเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง แต่ทว่าก็มีข่าวซุบซิบออกมาในช่วงนั่นว่า ในระหว่างการถ่ายทำละครเรื่องนี่ โจวไห่เม่ยป่วยบ่อยและมากองสายตลอดจนทำให้เกิดมีปัญหากับพระรองของเรื่องนี้

ปีถัดมาพ.ศ. 2539 อาการป่วยด้วยโรคไซนัสอักเสบกำเริบตั้งแต่ปีก่อนและอาการของเธอก็ยังไม่ดีขึ้นเลยต้องหยุดรับงานแสดงเพื่อพักรักษาตัว

และมาถึงช่วงที่ฮ่องกงเปลี่ยนแปลงการปกครองพอดี หลังจากที่ฮ่องกงได้เปลี่ยนแปลงการปกครองจากอังกฤษกลับคืนสู่ประเทศจีน เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2540 (1997) วงการบันเทิงฮ่องกงก็ค่อย ๆ เริ่มเข้าสู่ยุคตกต่ำในตลาดเอเชียมาตั้งแต่นั้น โดยถูกส่วนแบ่งการตลาดเอเชียกับละครซีรีส์จากประเทศอื่น ๆ เช่น ไต้หวัน, จีน และเกาหลี โดยเฉพาะซีรีส์เกาหลี ในตอนนั้นสามารถไปตีตลาดนอกประเทศเกาหลีได้สำเร็จและไปดังในหลาย ๆ ประเทศในแถบเอเชีย และเกิดกระแสฟีเวอร์ซีรีส์เกาหลีขึ้นมาแทนละครชุดฮ่องกงโดยเฉพาะในประเทศไทย เป็นผลทำให้ละครดังในฮ่องกงหลายเรื่องไม่ได้ไปแพร่หลายตามตลาดเอเชีย และถึงแม้จะมีละครดังในฮ่องกงบางเรื่องได้นำออกสู่ตลาดเอเชีย แต่ก็ไม่ได้รับความนิยมหรือประสบความสำเร็จเหมือนดั่งในอดีตอีกเลย

ผลงานละครที่เธอประสบความสำเร็จในเฉพาะ ฮ่องกงอย่างมากในช่วงเวลานั้น ได้แก่ ละครกึ่งสากลแนวแฟนตาซีอภินิหารเรื่อง "อาถรรพณ์รักวิญญาณสาว" (Time Before Time 1997) โดยเธอแสดงนำคู่กับหลินเจียต้ง (Gordon Lam) นอกจากเรื่องนี้จะทำให้ชื่อของเธอกลับมาได้รับความนิยมอย่างสูงอีกครั้งในฮ่องกง ทั้งสองคู่พระ-นางในเรื่องก็ได้รับการโหวตจากสื่อฮ่องกง ให้เป็น คู่ขวัญในจอโทรทัศน์ยอดนิยมแห่งปี อีกทั้งโจวไห่เม่ยยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมประจำปีนั้นอีกด้วย

ในปีเดียวกันเมื่อเธอกลับมารุ่งอีกครั้ง โจวไห่เม่ยได้ถูกติดต่อให้ถ่ายโฆษณามือถือกับมาซาโตชิ นางาเสะ (Masatoshi Nagase) ในตอนนั้นเขาคนนี้เป็นดาราภาพยนตร์ชื่อดังของญี่ปุ่น ซึ่งภาพยนตร์โฆษณาดังกล่าวสร้างกระแสตอบรับดีมาก ๆ ตอนที่ฉายที่ญี่ปุ่น จนมีสายโทรศัพท์จากทางบ้านจำนวนมากได้โทรเข้ามาสอบถามสถานีโทรทัศน์ว่านางเอกโฆษณาเป็นใคร จึงกลายเป็นก้าวแรกที่ทำให้โจวไห่เม่ย สามารถเข้าไปเจาะตลาดญี่ปุ่นต่อได้ และต่อมาเธอได้เข้าเซ็นสัญญากับผู้จัดการส่วนตัวชาวญี่ปุ่น อีกทั้งมีการนำเข้าผลงานของเธอทั้งงานเพลง และมิวสิควิดีโอเข้ามาเผยแพร่ ขณะที่บริษัทมือถือก็ต่อสัญญากับเธอ และออกโฆษณาชุดที่ 2 และ 3 ตามออกมา แถมเธอยังได้ออกอัลบั้มภาพสุดหวือหวาและกลายเป็นดาราเซ็กซี่ไปในพริบตา ฉีกภาพลักษณ์สาวอ่อนหวานเดิม ๆ โดยสิ้นเชิง รวมทั้งมีงานถ่ายแบบนิตยสารและโฆษณาต่างๆ นับว่าโจวไห่เม่ยไปโกยเงินในประเทศญี่ปุ่นได้เป็นกอบเป็นกำ ด้วยภาพลักษณ์สุดเซ็กซี่ทำให้สื่อของทางไต้หวันและฮ่องกง ถึงขนาดยกให้เธอเป็น "ชาลอน สโตนแห่งเอเชีย" อีกทั้งเธอยังกลายเป็นพรีเซนเตอร์ชาวเอเชียคนแรกให้แก่นาฬิกายี่ห้อดัง EBEL (คนที่ 2 คือ จางม่านอวี้)

เมื่อหมดงานกับทางญี่ปุ่นเธอต้องรีบกลับมาฮ่องกง เพื่อเข้าร่วมถ่ายทำในละครสากลฟอร์มใหญ่ประจำปีที่มีความยาว 62 ตอนจบเรื่อง เลือดรักเลือดทรนง (Secret of the Heart 1998) ที่เธอได้ร่วมแสดงนำกับ หวงเย่อหัว, หลอเจียเหลียง และ กัวอ้ายหมิง แต่ในขณะที่กำลังถ่ายทำละครเรื่องนี้อยู่ จู่ ๆ โจวไห่เม่ยก็เกิดล้มป่วยขึ้นมาและถูกตรวจพบว่าเป็นโรคเอสแอลอี หมอจึงสั่งให้เธอรับงานน้อยลงจนกว่าร่างกายจะดีขึ้น ทำให้ในช่วงนั้นระหว่างการถ่ายทำละครเรื่องนี้จึงเกิดปัญหาขึ้นมาเพราะเธอมาเข้ากองถ่ายสายเป็นประจำ ดังนั้นทางผู้กำกับจึงตัดสินใจสั่งให้คนเขียนบทเขียนให้เธอตายในตอนที่ 40 และเขียนบทใหม่ให้ดาราสาว กัวอ้ายหมิง นักแสดงหญิงในเรื่องนี้อีกคนเป็นนางเอกแทนเธอ จากเหตุการณ์ดังกล่าวเมื่อหมดสัญญากับช่องทีวีบีในช่วงกลางปีเธอจึงตัดสินใจออกจากช่องไปรับงานอิสระแทนโดยช่วงนั้นเธอกลับมามีสุขภาพที่แข็งแรงอีกครั้งและได้รับงานแสดงทางด้านภาพยนตร์ฮ่องกงอีก 4 เรื่องและที่ญี่ปุ่นอีก 1 เรื่อง และในปีเดียวกันเธอได้เข้าเซ็นสัญญาเป็นนักแสดงให้กับทางสถานีโทรทัศน์เอทีวีเป็นระยะเวลา 3 ปีพอปลายปีเธอได้เข้าถ่ายละครสากลแนวแอ็คชั่นของค่ายเอทีวีเรื่อง ตีแสกตะวัน 《纵横四海) แต่เนื่องด้วยอาการโรคภูมิแพ้ตัวเองเกิดกำเริบขึ้นมา เพราะที่ผ่านมาเธอรับงานติด ๆ กันทำให้เธอล้มป่วยกะทันหันในระหว่างการถ่ายทำละครชุดนี้ หลังจากที่เธอได้ถ่ายทำไปได้แค่กลางเรื่อง ผู้กำกับเลยต้องเขียนบทให้เธอเสียชีวิตก่อนที่จะปิดกล้อง

ถัดมาปีพ.ศ. 2542 (1999) เมื่อผลงานละครเรื่อง ตีแสกตะวัน ลงสู่จอปรากฏว่าเรทติ้งของละครเรื่องนี้สูงลิ่ว ช่วยให้ช่องเอทีวีสามารถเอาชนะเรตติ้งของทางช่องทีวีบีได้สำเร็จเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปีจากสุขภาพที่แย่ลงทำให้เธอไม่สามารถรับงานแสดงละครได้ปีละหลายเรื่องเหมือนในอดีต แต่เธอก็ยังคงมีผลงานละครกับทางสถานีโทรทัศน์เอทีวี อีก 2 เรื่องตามมาและหนึ่งในนั้นคือเรื่อง เมืองมายา (Showbiz Tycoon 2000) โดยเธอร่วมแสดงนำกับเถาต้าหวี่,ฟางจงซิน และ หลีเหย้าเสียง ซึ่งก็ประสบความสำเร็จเช่นกัน

ยุคหลัง (พ.ศ. 2544-ปัจจุบัน)[แก้]

หลังจากปีพ.ศ. 2544 (2000) ด้วยสุขภาพที่อ่อนแอทำให้เธอไม่ค่อยรับงานเหมือนก่อน แต่ในยุคหลัง ๆ เธอยังคงมีผลงานละครกับทั้งทางฝั่งฮ่องกง, ไต้หวันและจีน แต่ส่วนใหญ่จะเน้นรับงานแสดงละครกับทางประเทศจึนและไต้หวันเป็นหลัก และละครต่าง ๆ เหล่านั้นก็จะดังเฉพาะในประเทศที่ตนเองผลิต ผลงานในยุคหลังของเธอที่โดดเด่นและพอจะเป็นที่รู้จักอยู่บ้าง ได้แก่ละครกำลังภายในรีเมคเรื่อง มังกรหยก ฉบับปีพ.ศ. 2551 (2008) ของไต้หวัน ที่เธอได้รับบท เปาเซียะเยียก, ละครแนวราชวงศ์เรื่อง บูเช็คเทียน ฉบับไต้หวัน พ.ศ. 2557 โดยเธอรับบทเป็น หยางซูเฟย(พระชายาลำดับที่ 2 ในองค์จักรพรรดิ) โดยเรื่องนี้เธอได้ประชันบทบาทเข้มข้นกับดาราสาวชื่อดัง ฟ่านปิงปิง และในปีพ.ศ. 2562 (2019) เธอก็กลับมาเป็นที่เกรียวกราวอีกครั้งกับการสวมบทบาทแม่ชีมิกจ้อ ในละครกำลังภายในรีเมคเรื่อง ดาบมังกรหยก โดยเฉพาะเรื่องหลังนี้เธอแสดงแบบสุดชีวิต ถึงขนาดคนดูละครเรื่องนี้มากมายอินกับการแสดงของเธอจนพาลเกลียดเธอเลยจริง ๆ จนมีข่าวว่ามีผู้ชมจำนวนหนึ่งอินกับการแสดงบทนี้ของเธอมากจนถึงขนาดล็อกอินเข้าไปต่อว่าเธออย่างรุนแรงในเว็บไซต์ที่เธอได้เปิดบัญชีไว้กับ ซินล่างเวย์ปั๋ว (Sina Weibo) ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่เหล่าคนดังของทางจีน, ไต้หวันและฮ่องกงนิยมใช้กันมากที่สุด หลังจากถูกคนดูละครเข้ามาโจมตีเธอและบอกให้เธอปิดบัญชีทิ้งไปซะ ต่อมา โจวไห่เม่ยตัดสินใจทำการบล็อกการส่งข้อความเข้ามาหาเธอเพื่อเป็นหลีกเลี่ยงการปะทะ จากเหตุการณ์ที่เกิดในครั้งนี้ ถ้ามองในมุมมองของนักแสดงแล้วถือได้ว่าเธอพบกับความสำเร็จอย่างมากอีกครั้งจากการสวมบทบาท แม่ชีมิกจ้อ

นอกจากงานแสดงแล้ว ปัจจุบันเธอได้เปิดสตูดิโอเป็นของตัวเอง ซึ่งเป็นความใฝ่ฝันของเธอมานาน

ชีวิตส่วนตัว[แก้]

ย้อนกลับไปในยุคทศวรรษที่ 80 เป็นที่ทราบกันดีว่าดาราสาว โจวไห่เม่ย เป็นแฟนกับดาราชายชื่อดัง หลี่ เหลี่ยงเหว่ย ตั้งแต่เธอเพิ่งเข้าวงการใหม่ ๆ ทั้งสองพบรักกันเมื่อตอนถ่ายละครด้วยกันในเรื่อง เจ้าแม่ฮ่องกง (The Upheaval 1986) เมื่อปีพ.ศ. 2529 ว่ากันว่าตอนนั้นฝ่ายชายตกหลุมรักเธอทันทีตั้งแต่แรกเห็น และพยายามดูแลเอาใจเธอเป็นอย่างมากจนทำให้ดาราสาว โจวไห่เม่ยที่เพิ่งเข้าวงการมาได้ไม่นานรู้สึกประทับใจและรับรักเขาทันทีเช่นกัน หลังจากถ่ายทำละครเรื่องนี้เสร็จฝ่ายชายได้เปิดตัวกับสื่อว่ากำลังคบหาดูใจกับดาราสาวดาวรุ่งคนนี้ ซึ่งเป็นที่ฮือฮาในตอนนั้นเป็นอย่างมาก และเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของสื่อเพราะทั้งคู่มีอายุที่ห่างกันนับสิบปี และในช่วงแรก ๆ ที่ทั้งสองคบกันดูหวานชื่นมากและดูเหมือนกับว่าทุกอย่างราบรื่นและกำลังไปได้ด้วยดี

จนกระทั่งในปีพ.ศ. 2531 (1988) ความรักของทั้งสองสุกงอม และในช่วงเวลานั้นฝ่ายหญิงมีชื่อเสียงมากขึ้น และเพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อชื่อเสียงของเธอ ทั้งคู่ได้ตัดสินใจแอบไปจดทะเบียนสมรสกันแบบเงียบ ๆ ที่ลาสเวกัส ประเทศอเมริกาซึ่งตรงกับวันครบรอบวันเกิดของฝ่ายชายพอดี โดยที่สื่อไม่รู้เกี่ยวกับเรื่องนี้เลย หลังจากแต่งงานทั้งสองได้อยู่ร่วมกันฉันท์สามีภรรยาแบบจริง ๆ จัง ๆ และแน่นอนด้วยนิสัยที่แตกต่างกันมากย่อมมีปากเสียงทะเลาะกันประจำจนความสัมพันธ์ของทั้งคู่แย่ลงและช่วงนี้เองที่พ่อของหลี่เหลียงเหว่ยเกิดป่วยหนักขึ้นมา ฝ่ายชายต้องการให้โจวไห่เม่ยออกจากวงการบันเทิงเพื่อมาทำหน้าที่ภรรยาเต็มที่และดูแลพ่อของเขา แต่ในตอนนั้นฝ่ายหญิงโด่งดังเป็นพลุแตกกับผลงานละครเรื่อง คู่แค้นสายโลหิต (Looking Back in Anger 1989) และอยู่ในช่วงที่ชื่อเสียงพีคสุด ๆ และก้าวขึ้นมาเป็นนางเอกเบอร์หนึ่งของทางช่อง แน่นอนเธอไม่เห็นด้วยกับความคิดนี้และกลายเป็นจุดแตกหักของทั้งสอง ประจวบกับช่วงนั้นที่ฝ่ายหญิงกำลังถ่ายทำละครร่วมกับหลี่หมิงในเรื่อง ย้อนรักรอยอดีต (Cherished Moments 1990) อยู่พอดีการแสดงร่วมกันในครั้งนี้ทำให้ทั้งคู่สนิทสนมกันขึ้นมาอย่างรวดเร็วและในตอนนั้นเวลาที่ฝ่ายหญิงมีเรื่องทุกข์ใจเกี่ยวกับความรักเธอก็จะมักไปปรับทุกข์ให้ หลี่หมิงฟังอยู่เสมอ จนต่อมามีข่าวฉาวว่าทั้งคู่ปิ๊งกันในกองถ่าย แต่ต่อมาโจวไห่เม่ยให้สัมภาษณ์ว่า เธอรู้สึกสบายใจเมื่อได้คุยกับหลี่หมิง เขาเป็นผู้ชายที่สุภาพอบอุ่นแต่เราทั้งสองอยู่ในฐานะเพื่อน

ถัดมาในช่วงปีพ.ศ. 2532 (1990) หลังจากแต่งงานไม่ถึงปี ทั้งหลี่เหลี่ยงเหว่ย และ โจวไห่เม่ยได้ตัดสินใจแยกทาง และในวันที่ทั้งคู่ไปดำเนินการทำเรื่องหย่าร้าง ปรากฏว่ามีปาปารัสซี่สามารถถ่ายภาพของคนทั้งสองเอาไว้ได้ จนทำให้ความลับเกี่ยวกับการแต่งงานของคนทั้งคู่ที่อุตส่าห์ปกปิดถูกสื่อนำไปโยงจนกลายเป็นข่าวอื้อฉาวในตอนนั้นเป็นอย่างมาก เพราะไม่มีใครรู้เลยว่าทั้งคู่ได้แต่งงานกันจริงหรือไม่ แต่ทั้งสองคนก็ออกมาปฏิเสธในตอนนั้นว่าข่าวการแต่งงานไม่ใช่ความจริงเป็นแค่ข่าวลือเท่านั้น แต่เราทั้งสองคนได้เลิกลากันจริงเพราะนิสัยเข้ากันไม่ได้ จนข่าวลืออือฉาวต่าง ๆ ก็เงียบหายไป ท่ามกลางความฉงนของผู้คน (ภายหลัง 20 ปีต่อมาเธอถึงจะกล้าออกมายอมรับกับสื่อเองเลยว่า ข่าวลือเมื่อยี่สิบปีก่อน ที่ว่าเราทั้งสองคนได้บินไปแอบแต่งงานกันที่สหรัฐอเมริกาในตอนนั้นที่จริงแล้วไม่ใช่ความลือ แต่มันเป็นเรื่องจริง)

แต่ความเจ็บปวดในครั้งนั้นสร้างความเสียใจให้กับทั้ง หลี่เหลียงเหว่ย และโจวไห่เม่ยมากและช่วงเวลานั้นก็ดันมีข่าวลือไปทั่วว่า จริง ๆ แล้วที่ทั้งสองเลิกกันไม่ได้เกี่ยวกับฝ่ายหญิงเข้ากับพ่อแฟนไม่ได้แต่เป็นเพราะมีมือที่สามเข้ามา นั่นคือหลี่หมิง เพราะทั้งโจวไห่เม่ยและหลี่หมิงเพิ่งมีข่าวว่าปิ๊งกันในตอนถ่ายละครด้วยกันในเรื่อง ย้อนรักรอยอดีต (Cherished Moments 1990) ต่อมาก็มีข่าวลือว่าในงานเฉลิมฉลองครบรอบวันเกิดของสถานีโทรทัศน์ทีวีบีประจำปีพ.ศ. 2532 หลี่เหลียงเหว่ย ทะเลาะถึงขั้นลงมือลงไม้กับหลี่หมิง ด้านหลังเวทีกลายเป็นข่าวฮือฮาในตอนนั้นมาก แต่ต่อมาทุกอย่างก็จบลงได้ด้วยดีเพราะที่เธอเลิกกับหลี่เหลี่ยงเหว่ยไม่ได้เกี่ยวข้องกับหลี่หมิงแต่อย่างใด

เมื่อเลิกลากับหลี่เหลี่ยงเหว่ยแล้ว เธอได้แอบคบหาดูใจกับหลี่หมิง อย่างเงียบ ๆ ถึงแม้จะมีข่าวถึงความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่ออกมาเป็นระยะ ๆ ก็ตามแต่คนทั้งสองก็ได้แต่ยอมรับกลาย ๆ แค่นั้นเพราะในตอนนั้นฝ่ายชายอยู่ในช่วงที่กำลังโด่งดังสุดขีดและเป็นถึงหนึ่งในสี่ จตุรเทพฮ่องกงโดยเฉพาะเขาจะมีแฟนคลับเป็นผู้หญิงซะส่วนใหญ่ และทางค่ายเพลงต้นสังกัดของ หลี่หมิงเองก็ไม่ต้องการให้เขาเปิดเผยความสัมพันธ์ของคนทั้งสองมากนักเพราะกลัวเสียฐานแฟนคลับที่เป็นผู้หญิง ทำให้สร้างความอึดอึดใจไม่น้อยโดยเฉพาะกับโจวไห่เม่ย ยิ่งเวลาจะไปไหนมาไหนกันสองต่อสองก็ลำบากเพราะกลัวเป็นข่าว จนเข้าสู่ปีที่ 3 ที่ทั้งสองได้คบหาดูใจกัน ในที่สุดความสัมพันธ์รักครั้งนี้ก็มีอันต้องจบลง โดยที่คนทั้งคู่ก็ไม่ได้ระบุชัดเจนถึงสาเหตุที่เลิกกัน

ในปีพ.ศ. 2537 (1994) โจวไห่เม่ย มีข่าวถึงความสัมพันธ์รักกับนักแสดงชายสมทบ หลินเหว่ยเหลียง (林伟亮) หรือ ไมเคิล ลาม (Michael Lam)มีข่าวว่าเธอจ้างเขามาเป็นโค้ชสอนว่ายน้ำให้กับเธอและเกิดปิ๊งกันขึ้นมา แต่ทั้งสองก็คบกันได้ไม่นาน

ต่อมาในปีพ.ศ. 2540 (1997) ในช่วงเวลางนั้นโจวไห่เม่ย ได้ถูกติดต่อจากทางญี่ปุ่นให้ถ่ายโฆษณามือถือกับดาราชาย มาซาโตชิ นางาเสะ (Masatoshi Nagase) ในตอนนั้นเขาคนนี้เป็นดาราภาพยนตร์ชื่อดังคนหนึ่งของญี่ปุ่น มีข่าวว่าทั้งสองปิ๊งกันในตอนที่ถ่ายโฆษณาชิ้นนี้ด้วยกันและแอบคบหาดูใจกันอยู่ จนกลายเป็นข่าวฉาวในเวลาต่อมาเพราะฝ่ายชายมีภรรยาอยู่แล้วคือดาราสาว โคอิสุมิ เคียวโกะ (Koizumi Kyoko) ไม่นานก็มีข่าวว่าฝ่ายชายมีปัญหากับภรรยาของเขาทำให้สื่อญี่ปุ่นตีข่าวว่า โจวไห่เม่ยคือมือที่สาม ทำให้ โจวไห่เม่ยได้ตัดสินใจยุติความสัมพันธ์ในครั้งนี้ลงทันที เป็นการปิดฉากความรักอันแสนสั้นไม่กี่เดือน

ในปีพ.ศ. 2541 (1998) โจวไห่เม่ยได้ถูกเชิญให้ไปออกงานแห่งหนึ่ง และในงานเลี้ยงทำให้เธอได้พบกับนักธุรกิจผู้ร่ำรวยชื่อว่า อู๋ซื่อหลง (Wu Shirong) ซึ่งในขณะนั้นเขามีตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการบริหารของบริษัท ตี้เซิง เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (Disheng Enterprise) เป็นบริษัทที่อยู่ ในเครือของ ดิกสัน กรุ๊ป (Dickson Group) ที่มีชื่อเสียง หลังจากที่ได้พูดคุยกันในงานฝ่ายชายชอบเธอมาก แต่ โจวไห่เม่ยกลับรู้สึกไม่ค่อยถูกชะตานัก ต่อมาฝ่ายชายก็พยายามตามจีบและทำทุกวิถีทางเพื่อให้เธอรับรักเขา แรก ๆ ฝ่ายหญิงก็รู้สึกรำคาญใจ แต่แล้วในที่สุดเธอก็ใจอ่อนจนได้และตกลงคบหากับเขาในฐานะคนพิเศษ ทั้งคู่มักจะไปไหนมาไหนออกสื่อด้วยกันเสมอและดูหวานชื่นมาก จนใครต่อใครคาดกันว่าอีกไม่นานคงมีข่าวดีของคนทั้งสอง แต่แล้วจู่ ๆ โจวไห่เม่ยเกิดล้มป่วยขึ้นมากะทันหันและต่อมาตรวจพบว่าเธอป่วยเป็นโรคเอสแอลอี (Systemic Lupus Erythematosus) หรือโรคพุ่มพวง เมื่อฝ่ายชายได้ยินว่าด้วยโรคนี้ทำให้เธอไม่สามารถมีลูกได้ เป็นสาเหตุให้เขาเริ่มตีตัวออกห่างจากเธอ และในช่วงที่เธอกำลังรักษาตัวฝ่ายชายก็ไม่ค่อยมาหาเธอเหมือนแต่ก่อนและยังมีข่าวออกมาอีกว่าฝ่ายชายได้เรื่มควงนักแสดงสาวคนใหม่ จนในที่สุดความรู้สึกที่มีให้กันไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ต่อมาทั้งคู่ก็แยกทางกันในช่วงปลายปีพ.ศ. 2542 (1999) เป็นการปิดฉากความรักที่คบหากันไม่ถึง 1 ปี

ปีพ.ศ. 2543 (2000) ความรักครั้งใหม่ได้เกิดขึ้นหลังจากที่เธอได้หมดสัญญากับสถานีโทรทัศน์ทีวีบีเมื่อปีกลาย เธอก็ได้ย้ายตัวเองเข้าไปเป็นนักแสดงให้กับทางสถานีโทรทัศน์เอทีวี (ATV) และช่วงนี่เองที่ทำให้เธอได้รู้จักกับนาย โจวเจียเหวิน (周家文) ซึ่งในตอนนั้นเขาเป็นผู้กำกับหนุ่มไฟแรงของทางค่ายเอทีวี ทั้งสองแรกเริ่มคบกันแบบพี่น้องแต่ต่อมาไม่นานก็กลายเป็นความรักที่ก่อตัวขึ้นมาและได้คบหาดูใจกันในฐานะคนรู้ใจอยู่ช่วงระยะเวลาหนึ่ง และมีข่าวว่าฝ่ายชายซื้อคอนโดหรูในย่านเกาลูนไว้เป็นรังรัก แต่น่าเสียดายที่ความสัมพันธ์ระหว่างคนทั้งสองหวานชื่นเป็นเวลาแค่สองปีเท่านั้น เพราะทั้งคู่ได้เลิกลากันในช่วงต้นปีพ.ศ. 2545

ปีพ.ศ. 2546 (2003) โจวไห่เหม่ยได้เดินทางไปที่จีนแผ่นดินใหญ่เพื่อรับงานแสดงละครเรื่องหนึ่งและในช่วงที่อยู่ที่นั้นก็ได้บังเอิญพบกับหนุ่มสถาปนิกชาวปักกิ่งคนหนึ่งชื่อว่า "หลิวเซียง" (Liu Xiang) เขาคนนี้อายุอ่อนกว่าเธอ 7 ปี ทั้งสองปิ๊งกันขึ้นมาทันทีตั้งแต่แรกเห็นซึ่ง โจวไห่เม่ยเองก็ชอบเขามาก จากนั้นทั้งคู่ก็ได้ตกลงคบหากันในฐานะคนรู้ใจ ต่อมาในช่วงต้นปีพ.ศ. 2547 (2004) หลังจากที่คบหากับฝ่ายชายได้ไม่นาน โจวไห่เม่ยก็ตัดสินใจย้ายออกจากฮ่องกงทันทีเพื่อไปอาศัยอยู่กับฝ่ายชายที่ปักกิ่งและเน้นรับงานแสดงที่นั้นเป็นหลัก ถึงแม้จะมีเสียงคัดค้านจากครอบครัวและเพื่อนฝูงก็ตามแต่เธอก็ไม่สน ซึ่งในตอนนั้นที่ทั้งสองคบหากันสื่อเองก็ไม่รู้เกี่ยวกับเรื่องนี้เลยไม่เป็นข่าว จนกระทั่งในปีพ.ศ. 2554 (2011) มีปาปารัสซี่สามารถถ่ายภาพคนทั้งสองที่ดูเหมือนพี่กับน้องเอาไว้ได้และนำมาลงเป็นข่าวสร้างความแปลกใจให้คนที่รับรู้ข่าวนี้เป็นอย่างมาก และ โจวไห่เม่ยเองก็ไม่ได้ให้สัมภาษณ์อะไรจนเรื่องราวหายไป

ต่อมาในเดือนกันยายน พ.ศ. 2556 (2013) โจวไห่เม่ย ได้ยอมรับว่าเธอมีแฟนที่อายุน้อยกว่า 7 ปี ซึ่งเป็นการประกาศกับสื่อครั้งแรกหลังจากที่ทั้งคู่คบกันมาเกิน 10 ปี และในเดือนธันวาคม 2558 (2015) ภาพของ โจวไห่เม่ยกับแฟนหนุ่มที่เดินอยู่บนท้องถนนในประเทศเกาหลี ถูกนำมาตีพิมพ์ออกสื่อ ล่าสุดในปีพ.ศ. 2559 (2017) เธอได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อว่าได้ยุติความสัมพันธ์ครั้งนี้ลงมาได้ระยะหนึ่งแล้วหลังจากคบหาดูใจกันนานเกือบ 13 ปี โดยเธอได้เปรยถึงสาเหตุที่เลิกลาในครั้งนี้ว่า ฝ่ายชายได้ขอเธอแต่งงานนับเป็นสิบ ๆ ครั้งในช่วงที่คบหากันแต่เธอก็ปฏิเสธเขาไปทุกครั้ง เพราะเธอก็ไม่เคยคิดที่อยากจะแต่งงานใหม่อีกรอบ เพราะปัญหาทางด้านสุขภาพไม่เอื้ออำนวยให้เธอมีบุตร จนครั้งล่าสุดฝ่ายชายหมดความอดทนจึงเป็นจุดสิ้นสุดของความรักครั้งนี้และจากกันด้วยดี

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย[แก้]

โจวไห่เม่ย ประสบความสำเร็จในอาชีพนักแสดงกับงานละครเป็นอย่างมากและเคยได้รับความนิยมถึงจุดสูงสุดมาแล้ว สวนทางกับงานทางด้านภาพยนตร์ที่เธอกลับไม่พบกับความความสำเร็จ

ผลงานละครของเธอที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในฮ่องกง คือเรื่อง "คู่แค้นสายโลหิต " กับบทบาท อาหัว แต่ผลงานละครที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของเธอในไต้หวันและจีนแผ่นดินใหญ่ คือเรื่อง "ดาบมังกรหยก" ฉบับไต้หวัน เวอร์ชันปีพ.ศ. 2537 (1994) กับบทบาท จิวจี้เยียก

ผลงานด้านการแสดง[แก้]

ภาพยนตร์[แก้]

ปี เรื่อง รับบท หมายเหตุ
1986 Cadets on the Beat (豬仔出更) Jojo
1988 How to Pick Girls Up! (求愛敢死隊) Didi
1988 The Truth (法內情) Eve
1989 Nobody's Hero (情義我心知)
1989 My Dear Son (我要富貴)
1990 The Wildgoose Chase (不文小丈夫) May
1990 King of Gambler (賭王) Bobo
1991 The Holy Virgin Versus the Evil Dead (魔唇劫) Director Cho
1992 James Wong in Japan & Korea (帶你嫖韓日) May
1993 Insanity (觸目驚心) John's wife
1993 Fight Back to School III (逃學威龍Ⅲ之龍過雞年) Man Ching
1994 The Private Eye Blues (非常偵探) PI's wife
1994 Love Recipe (愛情色香味)
1995 Don't Give a Damn (冇面俾) Yau Ching
1996 First Option (飛虎) Sue
1997 Cause We Are So Young (求戀期) Mrs. Chan
1998 The Love and Sex of the Eastern Hollywood (愛在娛樂圈的日子) Maggie Shum
1998 Cheap Killers (愈墮落愈英雄) Ling
1998 Beast Cops (野獸刑警) Yo-yo
1998 The Sleepless Town (不夜城) Xiu Hong
1998 Nude Fear (追兇20年) Joyce Chan Jing-yee
2000 Sound from the Dark (陰風耳) DVD
2000 A Game of No Rule (無法無天) Jeanie Fok
2001 Vampire Controller (趕屍先生) Tien Gee
2002 Memento (35米厘兇心人) Fun
2003 We're Not the Worst (五個墮落的男女) Moon
2004 City Crisis (中年危機) Siu Ling
2004 A Decisive Move (同步凶間) Siu Lui
2007 Crazy Money & Funny Men (大話股神) Xiao Ling
2011 To Love or Not (一夜未了情) Song Mei
2011 Legendary Amazons (楊門女將之軍令如山) Ma Saiying
2013 The Legend of Dunhuang (敦煌傳奇)
2015 Hot Blood Band

ละครโทรทัศน์[แก้]

ปี เรื่อง รับบท TVB Anniversary Awards
1985 The Yang's Saga
《楊家將》
Yeung Yin-ying
楊延瑛
1986 The Feud of Two Brothers
《流氓大亨》
Fong Hok-ning
方學寧
คนเหนือคน
《赤腳紳士》
Superlative Affections
Heir to the Throne Is...
《真命天子》
Qing Lian
1987 The Journey of Life
《生命之旅》
Wat Ka-yu
屈家裕
1988 How to Pick Girls Up Didi
1988 The Saga of the Lost Kingdom Madame Butterfly
蝴蝶夫人
1989 Nobody's Hero Jane
Looking Back in Anger[16]
My Dear Son
1990 Where I Belong
《笑傲在明天》
On Ching
安靖
Cherished Moments
《回到未嫁時》
Yeung Bak-mui
楊八妹
Rain in the Heart
《成功路上》
Tung Yiu
童瑤
1991 Holy Virgin vs. the Evil Dead Chor Yi-Yin
The Breaking Point
《今生無悔》
Sum Mun Yee
沈文薏
1992 The Sword Of Conquest
《怒劍嘯狂沙》
Cheuk Ma
卓瑪
1993 Insanity Mrs. Wong
The Heaven Sword and Dragon Saber[17]
Fight Back to School III Man Ching
Imperial Wanderer
1994 The Private Eye Blues Detective's Wife
Love Recipe Ann
1995 Don't Give a Damn Yau-Ching
1996 The Legend of the Dragonslayer Sword 3
1997 Cause We Are So Young
Time Before Time Siu Fu Yung Won - TVB Anniversary Award for Best On-screen Couple (with Gordon Lam)
Nominated - TVB Anniversary Award for Best Actress (Top 7)
1998 Sleepless Town Xiu Hong
Chasing Criminal 20 Years
Flaming Brothers
Beast Cops Yoyo
Love & Sex of the Eastern Hollywood
Cheap Killers Ling
Secret Of The Heart Ching Ka-wai
1999 Criss-Cross Over Four Seas Lo Wan
2000 Sound from the Dark
Showbiz Tycoon
2001 Vampire Controller Tien Gee
2003 Asian Heroes Cheng Yi-wun
2006 Ba Zhen Tu Han Die Yi
2008 The Legend of the Condor Heroes Bao Xiruo
2009 E.U. Ching Yeuk-Sam Nominated - TVB Anniversary Award for Best Actress (Top 15)
Nominated - TVB Anniversary Award for My Favourite Female Character (Top 15)
In the Chamber of Bliss Cheung Fung-wan
2013 Sniper Standoff Wong Yeuk-ling
2014 The Empress of China Consort Yang
2015 The Cage of Love
2017 Xuan-Yuan Sword Legend: The Clouds of Han Gu Yuxiang

รางวัลที่ได้รับ[แก้]

ปีพ.ศ. รางวัล
2531 รางวัลไต้หวัน Golden Dragon Award ฮ่องกงรางวัลนักแสดงทีวียอดเยี่ยม
2533 ศิลปินหญิงทีวียอดนิยมอันดับสองจัดโดย second Weekly
2534 ศิลปินทีวียอดนิยมอันดับสี่จัดทำโดย壹 Weekly
Minsheng Daily เป็นเจ้าภาพศิลปินทีวีสิบอันดับแรกในปีที่ 91 ของละครดราม่าไร้สาย
2536 Minsheng Daily - ศิลปินหญิงที่โด่งดังที่สุดในไต้หวัน
2537 ไต้หวัน - ศิลปินหญิงที่โด่งดังที่สุดในฮ่องกง
ไต้หวัน - สถานที่ที่สี่ในคนรักในฝัน
2540 ดาวนับพัน Hui He Taiqing - รางวัลการแสดงยอดเยี่ยม "Grand Changlong"
8 มกราคม 2545 People's Car Alliance Award (จัดทำโดยนิตยสาร Che Wang)
26 เมษายน 2545 บารมีพิเศษรางวัล (เป็นเจ้าภาพโดยนิตยสารสุภาพบุรุษ)
14 กันยายน 2553 รางวัลเทศกาลแฟชั่นสาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมรางวัลภาพยนตร์แฟชั่น
16 ตุลาคม 2553 รางวัลที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในปี 1990 ในรายการภาพยนตร์จีน - ฝรั่งเศส
24 พฤศจิกายน 2553 ปีกล่องหนสำหรับงานการกุศลสำหรับผู้พิการ
18 มกราคม 2554 การประชุมวิชาการนักสังคมสงเคราะห์ของจีนครั้งที่ 2 ประจำปี 2553
24 มีนาคม 2558 TV World 2015 "รางวัลศิลปะ

อ้างอิง[แก้]

  1. ยังช้ำรัก'หลี่เหลียงเหว่ย 'โจวไห่เม่ย ประกาศชาตินี้ไม่ขอมีสามีอีก
  2. ประวัติดาราสาวโจวไห่เม่ย
  3. การเปลี่ยนตัวนักแสดงในเดชคัมภีร์เทวดา ภาค2
  4. ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อสามีและสะไภ้
  5. เธอจะไม่สามารถมีลูกได้ในชีวิตนี้มิฉะนั้นจะมีความเสี่ยงต่อการมีเลือดออก
  6. เกล็ดเลือดต่ำทำให้เธอมีบุตรไม่ได้
  7. รักทั้ง 7 ของโจวไห่เหม่ย
  8. เรื่องราวในอดีตของเธอ
  9. ประวัติของเธอ
  10. เรื่องราวในอดีตของเธอ
  11. “โจวไห่เม่ย” ถึง 40 ก็ยังแจ๋ว / หมิงซิงคลับ
  12. 'หยังกงหยู' เผย 'โจวไห่เม่ย' หายหน้า เหตุป่วยเป็นโรคร้าย!
  13. เรื่องราวความรักของหลี่เหลียงเหว่ย กับเธอ
  14. ความรักทั้ง9 ของโจวไห่เม่ย
  15. ประวัติความเป็นมาของเธอ
  16. "10 ละครชุดเรตติ้งสูง". Time Out. 2013-10-17. สืบค้นเมื่อ 2015-03-16.
  17. Yau, Yan Shuang (2015-01-19). ดายมังกรหยก ฉบับไต้หวัน [รำลึกดาบมังกรหยด ไต้หวัน]. ETtoday. Eastern Television. สืบค้นเมื่อ 2015-03-16.

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]