แกเบรียล

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
แกเบรียล
Gabriellecardiff.jpg
ข้อมูลพื้นฐาน
ชื่อจริงหลุยส์ แกเบรียล บ็อบ
เกิด19 กรกฎาคม พ.ศ. 2512 (49 ปี)
ที่เกิดสหราชอาณาจักรแฮกนี่ย์ ลอนดอน ประเทศอังกฤษ
แนวเพลงป็อบ, อาร์แอนด์บี, โซล
อาชีพนักร้อง, นักแต่งเพลง
ช่วงปีพ.ศ. 2535 - ปัจจุบัน
ค่ายเพลงโกบีต
ไอซ์แลนด์
ยูนิเวอร์แซล
เว็บไซต์Gabrielle.co.uk

หลุยส์ แกเบรียล บ็อบ (อังกฤษ: Louise Gabrielle Bobb) (เกิดเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2512) หรือที่รู้จักกันในวงการเพลงคือ แกเบรียล (อังกฤษ: Gabrielle) เป็นศิลปินนักร้องและนักแต่งเพลงหญิงชาวอังกฤษ เกิดที่เมืองแฮกนี่ย์ ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เป็นบุคคลที่มีปัญหาเกี่ยวกับหนังตาตกด้านขวา[1] เธอเปิดตัวด้วยซิงเกิลแรกที่มีชื่อว่า "ดรีมส์" ซึ่งสามารถขึ้นสู่อันดับ 1 บนชาร์ตซิงเกิลแห่งสหราชอาณาจักร (อังกฤษ: UK Singles Chart) เมื่อปี พ.ศ. 2536 และมีผลงานซิงเกิลอื่นๆเช่น "โกอิงโนแวร์", "กิฟมีอะลิตเติลมอร์ไทม์", "วอล์กออนบาย" และ "อิฟยูเอเวอร์" ซึ่งร้องร่วมกับนักร้องกลุ่มบอยแบนด์ อีสต์ เซเวนทีน

หลังจากห่างหายไปจากวงการเพลงไม่กี่ปี แกเบรียลก็กลับมาอย่างงดงามด้วยซิงเกิล "ไรซ์" ซึ่งเป็นซิงเกิลที่ 2 ที่ขึ้นสู่อันดับ 1 ได้อีกครั้งบนชาร์ตซิงเกิลแห่งสหราชอาณาจักร เมื่อปี พ.ศ. 2543 และอัลบั้มที่ใช้ชื่อเดียวกันก็สามารถขึ้นสู่อันดับ 1 บนชาร์ตอัลบั้มแห่งสหราชอาณาจักร (อังกฤษ: UK Albums Chart) เป็นเวลา 3 สัปดาห์ หลังจากนั้นเธอก็ประสบความสำเร็จกับเพลง "เอาต์ออฟรีช" ซึ่งเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง "บันทึกรักพลิกล็อก" (อังกฤษ: Bridget Jones's Diary) สามารถขึ้นสู่อันดับที่ 4 บนชาร์ตซิงเกิลแห่งสหราชอาณาจักร และมีผลงานอัลบั้มรวมเพลง ดรีมส์แคนคัมทรู, เกรเทสฮิตส์ ชุดที่ 1 ซึ่งวางจำหน่ายในช่วงปี พ.ศ. 2544

อาชีพศิลปิน[แก้]

พ.ศ. 2536 - พ.ศ. 2541: อัลบั้มไฟนด์ยัวร์เวย์ และ อัลบั้มแกเบรียล[แก้]

ในช่วงเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2536 แกเบรียลได้ปล่อยซิงเกิลแรกในชีวิตของเธอที่ชื่อว่า "ดรีมส์" เพลงนี้แต่งโดยแกเบรียลร่วมกับทิม ลอส์ และโปรดิวซ์โดยริชชี เฟอร์มี ซึ่งเพลงนี้สามารถขึ้นสู่อันดับ 1 บน ชาร์ตซิงเกิลแห่งสหราชอาณาจักร เป็นเวลา 3 สัปดาห์ ในช่วงเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2536 [2] โดยเพลงนี้ได้เข้าไปขึ้นอยู่บนชาร์ตของเกาะอังกฤษเป็นครั้งแรกด้วยอันดับที่ 2 ซึ่งเป็นชาร์ตที่สูงที่สุดเท่าที่เคยมีมาเมื่อเทียบกับนักร้องหน้าใหม่คนอื่นๆของอังกฤษในขณะนั้น [3] เพลงนี้ได้เข้าสู่อันดับที่ 26 ในชาร์ต บิลบอร์ดฮอต 100 (อังกฤษ: Billboard Hot 100) ของสหรัฐอเมริกา และเข้าสู่อันดับที่ 1 ในชาร์ต ฮอตแดนซ์คลับเพลย์ (อังกฤษ: Billboard Hot Dance Club Play) [4] และในประเทศออสเตรเลีย เพลงนี้ได้เข้าสู่อันดับที่ 2 ใน ARIA Chart [5] ตามมาด้วยซิงเกิลที่ 2 "โกอิงโนแวร์" จากอัลบั้มเดียวกัน ซึ่งแต่งโดยแกเบรียลและจอส แมคฟาร์เลน โปรดิวซ์โดย พีช แครกกี้ เพลงนี้เข้าสู่อันดับที่ 9 ใน ชาร์ตซิงเกิลแห่งสหราชอาณาจักร และอยู่อันดับที่ 18 ในชาร์ตเพลงของประเทศไอร์แลนด์ เป็นเพลงที่สองที่โด่งดังไม่แพ้กันจากอัลบั้ม "ไฟด์ยัวร์เวย์"

ในเดือนช่วงธันวาคม พ.ศ. 2536 แกเบรียลได้ปล่อยซิงเกิลที่ 3 คือเพง "ไอวิช" แต่งโดยแกเบรียลและจอน ดูกลาส แต่เพลงนี้กลับไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เมื่อเทียบกับสองเพลงก่อนหน้านี้ที่ติดอันดับ 1 ใน 10 ทั้งสองเพลง โดยเพลงนี้ได้แค่อันดับที่ 26 ของ ชาร์ตซิงเกิลแห่งสหราชอาณาจักร เท่านั้น และเป็นเพลงเดียวที่ได้อันดับที่ต่ำสุดของเธอ ตามมาด้วย "บีคอสออฟยู" ซึ่งเป็นซิงเกิลที่ 4 และเป็นซิงเกิลสุดท้ายจากอัลบั้มแรกนี้ เพลงนี้แต่งโดยแกเบรียล, จอส แมคฟาร์เลน และเรย์ เซนท์ จอห์น สามารถทำได้เพียงอันดับที่ 24 ของ ชาร์ตซิงเกิลแห่งสหราชอาณาจักร เท่านั้น ส่วนอัลบั้มเต็ม "ไฟด์ยัวร์เวย์" นั้น อันดับสูงสุดได้อันดับที่ 9 ใน ชาร์ตอัลบั้มแห่งสหราชอาณาจักร (อังกฤษ: UK Albums Chart)

ต่อมา พ.ศ. 2539 แกเบรียลได้ปล่อยอัลบั้มทีสอง ซึ่งใช้ชื่อของเธอเอง "แกเบรียล" เป็นชื่ออัลบั้ม อัลบั้มนี้เข้าสู่ ชาร์ตอัลบั้มแห่งสหราชอาณาจักร ในอันดับที่ 11 [6] จนกระทั่งมียอดขายในระดับ ทองคำขาว ภายในประเทศ อัลบั้ม "แกเบรียล" ยังสามารถเข้าสู่อันดับที่ 80 ใน ชาร์ต MegaCharts ของประเทศเนเธอร์แลนด์ด้วย[7] เปิดตัวด้วย "กิฟมีอะลิตเติลมอร์ไทม์" เป็นซิงเกิลแรก ทำให้แกเบรียลกลับมาติด ท็อป 10 ของชาร์ตเพลงในเกาะอังกฤษได้อีกครั้ง ซึ่งสูงสุดติดอยู่ในอันดับที่ 5 และเป็นเวลา 20 สัปดาห์ที่ติดอยู่ในท็อป 20 ของเกาะอังกฤษ เพลงนี้ติดในอันดับที่ 9 ในชาร์ตเพลงของประเทศไอร์แลนด์ และเป็นซิงเกิลที่ 4 ที่ขายดีในสหราชอาณาจักร ตามมาด้วย "ฟอร์เก็ตอะเบาต์เดอะเวิลด์" เป็นซิงเกิลที่สองจากอัลบัม แต่งโดย แกเบรียล, วูล์ฟ, ดีน, บาร์สัน ซึ่งเคยร่วมแต่งเพลง "กิฟมีอะลิตเติลมอร์ไทม์" มาแล้ว แต่เพลงนี้ก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าเพลงแรก สูงสุดได้แค่อันดับที่ 23 บนชาร์ตเพลงของเกาะอังกฤษเท่านั้น เป็นซิงเกิลที่ได้อันดับที่ต่ำที่สุดจากอัลบัมนี้ และเป็นซิงเกิลเดียวที่ไม่ติดท็อป 15 ตามมาด้วยซิงเกิลที่ 3 ด้วยเพลง "อิฟยูเรียลลีแคร์ด" ซึ่งแต่งโดย แกเบรียล, วูล์ฟ, ดีน, บาร์สัน เช่นเดียวกันกับสองเพลงแรก และเข้ามาติดอยู่ในท็อป 20 ของชาร์ตเพลงเกาะอังกฤษ โดยติดในอันดับที่ 15 บน ชาร์ตซิงเกิลแห่งสหราชอาณาจักร ตามมาด้วยเพลง "อิฟยูเอเวอร์" ที่ร้องร่วมกับวง อีสต์ เซเวนทีน (อังกฤษ: East 17) โดยเป็นเพลงที่นำเพลงเก่าเพลง "อีฟไอเอเวอร์ฟอลอินเลิฟ" มาร้องใหม่ เพลงนี้เข้าสู่อันดับที่ 2 ในชาร์ตเพลงของเกาะอังกฤษ และอยู่ในอันดับที่ 4 ในชาร์ตเพลงของประเทศลัตเวีย และเพลงนี้เป็น 1 ใน 3 เพลงของแกเบรียลที่ติดท็อป 20 ในประเทศออสเตรเลียด้วย โดยสูงสุดที่อันดับที่ 16 ซึ่งเป็นอันดับที่สูงที่สุดของซิงเกิลที่มาจากอัลบั้มสองอัลบั้มแรก และเพลงนี้ได้ติดอันดับที่ 11 ของซิงเกิลบอยแบนด์ที่มียอดขายยอดเยี่ยมแห่งยุค 90 ในประเทศอังกฤษด้วย โดยขายได้ถึง 510,000 ก็อปปี้ และได้รับสถิติยอดขายในระดับ ทองคำ ด้วย และในปี พ.ศ. 2540 แกเบรียลได้ปล่อยซิงเกิลสุดท้ายจากอัลบั้มนี้ ด้วยเพลง "วอล์กออนบาย" ซึ่งเพลงนี้ติดอยู่ในอันดับที่ 7 ในชาร์ตเพลงของประเทศอังกฤษ

พ.ศ. 2542 - พ.ศ. 2544: อัลบั้มไรซ์ และ อัลบั้มรวมเพลง[แก้]

แกเบรียล เริ่มบันทึกเสียงเพื่อลงอัลบั้มที่ 3 ของเธอ ที่ใช้ชื่อว่า "ไรซ์" ในช่วง ปี พ.ศ. 2541 - พ.ศ. 2542 อัลบั้ม "ไรซ์" วางจำหน่ายเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2542 ภายในสหราชอาณาจักร และวางจำหน่ายในประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2543 และกลายเป็นอัลบั้มที่ขายดีที่สุดของเธอ เป็นอัลบั้มที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก สามารถทะยานขึ้นสู่อันดับที่ 1 ใน ชาร์ตอัลบั้มแห่งสหราชอาณาจักร ได้ถึง 3 สัปดาห์ และได้รับสถิติ 4x ทองคำขาว เปิดตัวด้วย "ซันไชน์" ซิงเกิลแรกจากอัลบั้มนี้ เข้ามาสู่อันดับที่ 9 เป็นเพลงที่ 6 ที่ติดท็อป 10 ตามมาด้วยซิงเกิล "ไรซ์" เป็นซิงเกิลที่ 2 ของอัลบั้มนี้ เพลงนี้ขึ้นสู่อันดับที่ 1 ได้อย่างงดงาม ซึ่งเป็นเพลงที่ 2 ที่ขึ้นอันดับ 1 ต่อจากเพลง "ดรีมส์" เพลง "ไรซ์" แต่งโดย แกเบรียล, ออลลี่ ดากอส, เฟอร์ดี้ อังเกอร์-ฮามิลตัน และ บ็อบ ดีแลน และโปรดิวซ์โดย จอนนี ดอลล่า เพลงนี้อิงทำนองมาจากเพลง "นอกกิงออนเฮเวนส์ดอร์" (อังกฤษ: Knockin' on Heaven's Door) ของ บ็อบ ดีแลน (อังกฤษ: Bob Dylan) เพลงนี้อยู่ในอันดับ 1 ใน ชาร์ตซิงเกิลแห่งสหราชอาณาจักร เป็นเวลา 2 สัปดาห์ ในช่วงเดือนมกราคม พ.ศ. 2543 จำหน่ายได้ถึง 460,000 ก็อปปี้ด้วยกัน ถือเป็นเพลงที่ขายดีอันดับที่ 14 ในช่วงปี พ.ศ. 2543 [6] ส่วนตัวอัลบั้มที่ใช้ชื่อเดียวกันนั้น ก็ติดท็อปอันดับ 1 อยู่ในชาร์ตอัลบั้มแห่งสหราชอาณาจักรเป็นเวลา 3 สัปดาห์ และอยู่ในชาร์ตนั้นรวมทั้งหมด 87 สัปดาห์ [6] และซิงเกิลต่อมา "เว็นอะวูแมน" เป็นซิงเกิลที่ 3 จากอัลบั้ม "ไรซ์" ปล่อยในช่วงเดือนมิถุนายน ปี พ.ศ. 2543 เพลงนี้ติดอันดับที่ 6 ใน ชาร์ตซิงเกิลแห่งสหราชอาณาจักร กลายเป็นเพลงที่ 8 ที่ติดท็อป 10 ต่อด้วยซิงเกิลสุดท้ายจากอัลบั้มนี้ "ชูดด์ไอสเตย์" เพลงนี้ติดอันดับที่ 13 ใน ชาร์ตซิงเกิลแห่งสหราชอาณาจักร เป็นเพลงที่ 4 ที่ติดท็อป 15 โดยตัวมิวสิควิดีโอเพลงนี้ให้อารมณ์ที่เศร้าเหมือนตัวเพลงได้อย่างดี และบางส่วนของเพลงได้ถูกตัดไปเป็นเพลงประกอบของช่องข่าว บีบีซีนิวส์ ด้วย และในปี พ.ศ. 2547 เพลงนี้ถูกใช้เป็นเพลงประกอบละครเพลงของช่อง บีบีซี เรื่อง "แบล็คพูล" (อังกฤษ: Blackpool)

แกเบรียล ออกผลงานอัลบั้มรวมเพลงเป็นครั้งแรก และวางจำหน่ายเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2545 โดยใช้ชื่อว่า "ดรีมส์แคนคัมทรู, เกรเทสฮิตส์ ชุดที่ 1" อัลบั้มนี้ประสบความสำเร็จในสหราชอาณาจักรเป็นอย่างมาก มียอดขายในระดับ ทองคำขาว ถึง 4 ครั้ง และกลายเป็นอัลบั้มที่ขายดีที่สุดเป็นอันดับที่ 5 ของปี พ.ศ. 2544 และเป็นอัลบั้มที่ขายดีที่สุดอันดับที่ 76 ในรอบทศวรรษของสหราชอาณาจักร ซิงเกิลแรกจากอัลบั้มนี้คือ "เอาต์ออฟรีช" ซึ่งใช้เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง "บันทึกรักพลิกล็อก" (อังกฤษ: Bridget Jones's Diary) ด้วย เพลงนี้เข้าสู่อันดับที่ 4 ในชาร์ตของอังกฤษ และอันดับที่ 9 ในชาร์ตของประเทศออสเตรเลีย กลายเป็นซิงเกิลที่ 2 ที่โด่งดังที่สุดในประเทศนี้ และเป็นซิงเกิลที่ขายดีที่สุดเป็นอันดับที่ 37 ของปี พ.ศ. 2544 และยังคงอยู่ในชาร์ตเป็นเวลามากว่า 20 สัปดาห์ ส่วนในประเทศนิวซีแลนด์ เพลงนี้ถูกจัดให้เป็นซิงเกิลที่ประสบความสำเร็จที่สุดในช่วงปี พ.ศ. 2544 ในอันดับที่ 10 ด้วย [8] เพลงนี้ขายได้ 320,000 ก็อปปี้ ในสหราชอาณาจักร และตามมาด้วยซิงเกิลสุดท้ายจากอัลบั้มรวมฮิตนี้คือเพลง "ดอนต์นีตเดอะซันทูไชน์ (ทูเมกมีสไมล์)" เพลงนี้เข้ามาสู่อันดับที่ 9 ในชาร์ตของเกาะอังกฤษ และเป็นเพลงที่ 10 ที่ติดท็อป 10

ในช่วงเดือนมิถุนายน ปี พ.ศ. 2545 มีทัวร์คอนเสิร์ตภายในสหราชอาณาจักรขึ้นมา

พ.ศ. 2547 - พ.ศ. 2552: อัลบั้มเพลย์ทูวิน, อัลบั้มออลเวส์ และ การออกทัวร์คอนเสิร์ต[แก้]

เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2547 แกเบรียลได้ปล่อยอัลบั้มสตูดิโอลำดับที่ 4 ของเธอ ชื่อว่า "เพลย์ทูวิน" อัลบั้มนี้เข้ามาอยู่ในอันดับที่ 10 ในสหราชอาณาจักร และเป็นอัลบั้มที่มียอดขายดีที่สุดของปี พ.ศ. 2547 เป็นลำดับที่ 191 "สเตย์เดอะเซม" เป็นซิงเกิลแรกจากอัลบั้มนี้ สามารถเข้ามาอยู่ในอันดับที่ 20 บน ชาร์ตซิงเกิลแห่งสหราชอาณาจักร ช่วยทำให้อัลบั้มเข้ามาติดท็อป 10 ของสหราชอาณาจักร อย่างไรก็ตาม "สเตย์เดอะเซม" ถือได้ว่าเป็นซิงเกิลที่ได้ลำดับชาร์ตที่ต่ำที่สุดในรอบ 8 ปี ต่อมาซิงเกิลที่สองจากอัลบั้ม เพลย์ทูวินคือ "เท็นเยียส์ไทม์" เป็นซิงเกิลสุดท้ายที่มีการโปรโมทจากอัลบั้มนี้ เป็นซิงเกิลที่ได้ลำดับชาร์ตต่ำที่สุด และเป็นครั้งแรกที่เธอพลาดชาร์ตท็อป 40 ของชาร์ตเพลงในสหราชอาณาจักรไป ทำได้เพียงอันดับที่ 43 และอยู่ในท็อป 75 ได้เพียงหนึ่งสัปดาห์เท่านั้น และอีกหนึ่งซิงเกิลที่เพิ่มเติมเข้ามา เพื่อใช้โปรโมทอัลบั้มเพลย์ทูวิน แต่ไม่ได้ถ่ายทำเป็นมิวสิกวิดีโอเพื่อออกเผยแพร่แต่อย่างใด คือเพลง "ยูยูสด์ทูเลิฟมี" และต่อมาก็มีการจัดทัวร์คอนเสิร์ตภายในสหราชอาณาจักรขึ้นมา ส่วนเพลง "ซัมไทม์" จากอัลบัมนี้ ได้ถูกนำไปบรรจุอยู่ในอัลบัมรวมเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง ทุกหัวใจมีรัก (อังกฤษ: Love Actually)[9] ด้วย

ในปี พ.ศ. 2550 แกเบรียลได้ปล่อยซิงเกิลใหม่ มีชื่อว่า "วาย" ซึ่งเธอได้นำไปร้องสดในรายการ "เดอะ เนชันนัล ล็อตเตอรี่" (อังกฤษ: The National Lottery)เมื่อวันที่ 19 กันยายน เช่นเดียวกับรายการต่างๆในช่องโทรทัศน์ด้วย ซึ่งเพลง "วาย" ไม่สามารถเข้ามาติดบนท็อป 40 ได้ จากนั้นเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2550 อัลบั้มสตูดิโอลำดับที่ห้าที่ชื่อว่า "ออลเวส์" ก็ได้ถูกวางจำหน่ายออกมาภายในสหราชอาณาจักร อัลบั้มนี้ได้รับคำชมจากนักวิจารณ์ดนตรีในเชิงบวก สามารถเข้ามาอยู่ในชาร์ตอัลบั้มแห่งสหราชอาณาจักร ในอันดับที่ 11 และอีกเพียง 12 ก๊อปปี้เท่านั้นก็จะเข้ามาในอันดับที่ 10 "ออลเวส์" เข้ามาอยู่ใน ชาร์ตอัลบั้มอาร์แอนด์บีแห่งสหราชอาณาจักรในอันดับที่ 4 ภายในอัลบั้มมีเพลง "วาย" ในแบบฉบับที่ร้องร่วมกับ พอล เวลเลอร์ (อังกฤษ: Paul Weller) และซิงเกิลสุดท้ายที่ปล่อยออกมาจากอัลบั้มนี้คือ "เอเวอรีลิตเติลเทียร์ดรอป" ซึ่งพลาดจากชาร์ตต่างๆไป

แกเบรียลได้วางกำหนดการออกทัวร์คอนเสิร์ตภายในสหราชอาณาจักร เป็นเวลา 14 วัน ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 และนักวิจารณ์ก็ได้ให้ความคิดเห็นในเชิงบวกเกี่ยวกับการแสดงสดของเธอ หลังจากที่แกเบรียลไม่ประสบความสำเร็จกับซิงเกิล "วาย" และ "เอเวอรีลิตเติลเทียร์ดรอป" แกเบรียลก็ได้กล่าวเอาไว้ว่า "ในเมื่อคนส่วนใหญ่ไม่ได้ชอบฟังเพลงเหล่านั้น แต่ฉันก็จะพบกับคนที่ชอบฟังเพลงของฉัน เพราะฉันได้ทำมันมาก่อน และฉันก็จะทำมันต่อไปอีกเรื่อยๆ ฉันเคยกล่าวไว้อย่างนั้น หากในครั้งแรกคุณไม่ได้ประสบความสำเร็จ ก็จงพยายามต่อไปเรื่อยๆ ซึ่งนั่นแหละตัวฉัน เพราะฉันเป็นนักสู้ไม่ใช่คนขี้แพ้"[10] แกเบรียลได้เข้าร่วมและร้องสดในงานเทศกาลดนตรี "เซอร์แมท อันปลักด์" (อังกฤษ: Zermatt Unplugged) เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2551 พร้อมกับ อลานิส มอริสเซตต์[11] นอกจากนี้ยังไปแสดงสดในงาน "เบอร์มิงแฮม ไพรด์" (อังกฤษ: Birmingham Pride)[12] ด้วยในปีเดียวกัน เมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2551 แกเบรียลได้ชนะรางวัล ไอเวอร์ โนเวลโล อะวอร์ด ในสาขา คอลเลคชันเพลงยอดเยี่ยม (อังกฤษ: Best Song Collection) จากการให้สัมภาษณ์ แกเบรียลได้เปิดเผยเกี่ยวกับการเขียนเพลงของเธอให้กับศิลปินคนหนึ่งว่า "มันเป็นอะไรที่ดีมากๆ ที่ได้ถูกขอให้ทำในสิ่งที่อยากทำ ซึ่งมันก็ไม่ได้กดดันอะไรมากมาย" ซึ่งก็ยังมีคำกล่าวที่แสดงให้เห็นว่าการเดินทางในสายด้านดนตรีของเธอยังคงอีกยาวไกล อย่างที่เธอได้กล่าวว่า "ฉันได้มองไปที่ใครหลายๆคนอย่าง ดิออน วอร์วิค และ มาดอนน่า ในเรื่องการรักษางานสายอาชีพที่ตนเองรักให้ยาวนานได้อย่างไร ฉันไม่ได้ตามหลังมาดอนน่าสักเท่าไรนัก จริงๆนะ" แกเบรียล นักร้องอายุ 38 ได้กล่าวไว้ "มันเป็นอะไรที่ดีมากๆที่ยังได้ทำงานเพลงที่ฉันรักเช่นเดียวกับพวกเขาเหล่านั้น"[13] แกเบรียลยังได้เป็นศิลปินรับเชิญพิเศษในทัวร์คอนเสิร์ตของ อัล กรีน ในสหราชอาณาจักร ในช่วง พ.ศ. 2551[14] ด้วย

พ.ศ. 2553 - ปัจจุบัน: อัลบั้มนาวแอนด์ออลเวส์: ทเวนตี้เยียส์ออฟดรีมมิง และ อัลบั้มอันเดอร์มายสกิน[แก้]

ในช่วงเดือนเมษายน พ.ศ. 2553 ได้มีประกาศออกมาว่า แกเบรียลได้กลับเข้าสตูดิโออีกครั้งเพื่อเริ่มทำผลงานเพลงในอัลบั้มสตูดิโอชุดที่ 6 ของเธอเอง แกเบรียลได้กล่าวไว้ในบทสัมภาษณNว่า อัลบั้มใหม่นี้จะเป็นการทำงานเพลงร่วมกันกับโปรดิวเชอร์สองคน และเธอก็ได้ร่วมงานกับโปรดิวเซอร์ใหม่หลายๆคน ซึ่งก็มี ซิเอ็น (อังกฤษ: Syienc)(เคยโปรดิวซ์ให้กับ บียอนเซ่ และ แมรี เจ. ไบลจ์) และ นอติบอย (อังกฤษ: Naughty Boy)(เคยโปรดิวซ์ให้กับ เอเมลี แซนดี้) รวมถึงโปรดิวเซอร์คนอื่นๆด้วย เธอได้พูดถึงอัลบั้มใหม่นี้ว่า เป็นสไตล์ของแกเบรียลที่ทันใหม่มากขึ้น และวางแผนไว้ว่าจะเปิดตัวอัลบั้มในช่วงปี พ.ศ. 2556 ซึ่งนับว่าเป็นเวลา 6 ปีพอดี ตั้งแต่อัลบั้มสตูดิโอชุดล่าสุด Always เมื่อปี พ.ศ. 2550 และนับว่าเป็นเวลา 20 ปีแล้วตั้งแต่ที่เธอเข้าสู่วงการด้วยซิงเกิลเปิดตัว "ดรีมส์"[15]

ได้มีการประกาศในหนังสือพิมพ์ ซันเดย์ มิเรอ ว่า แกเบรียลได้ร่วมร้องเพลงในอัลบั้ม "โฮเทลคาบานา" ที่กำลังจะออกจำหน่ายของนอติบอยด้วย มีชื่อเพลงว่า "ฮอลลีวูด" เพลงนี้แต่งโดย เอเมลี แซนดี้ และโปรดิวซ์โดยนอติบอย เนื้อหาในเพลงเกี่ยวข้องกับเรื่องราวของเกียรติยศที่มีเข้ามาและก็ต้องจากไป โดยอัลบั้มนี้คาดไว้ว่าจะเปิดตัวในช่วงไตรมาสที่สี่ของปี พ.ศ. 2556[16]

ในบทสัมภาษณ์ของ บีบีซี วันเอ็กซ์ตร้า มีการประกาศว่านอติบอยได้มีส่วนร่วมในการทำอัลบั้มครบรอบ 20 ปีของเธอด้วย[17]

แกเบรียลจะเปิดตัวอัลบั้ม Now and Always: 20 Years of Dreaming ในวันที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556 ตามด้วยการวางจำหน่าบซิงเกิล "เซย์กู๊ดบาย" ในวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556[18] โดยอัลบั้มใหม่นี้จะมีเพลงใหม่จำนวน 7 เพลงด้วยกัน รวมทั้งเพลงฮิตในอดีต เพลงในอัลบั้มก่อนๆ และเพลงรีมิกซ์

วันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2561 แกเบรียลได้ออกผลงานเพลงชุดใหม่ อันเดอร์มายสกิน ออกจำหน่ายพร้อมกันทั่วโลก เป็นผลงานในรอบ 11 ปี และเป็นผลงานที่วางจำหน่ายผ่านสังกัดใหม่คือ BMG Rights Management นับว่าเป็นเวลา 25 ปีแล้วตั้งแต่ที่เธอออกซิงเกิลแรกในชีวิตคือ "Dreams" อัลบั้มนี้เปิดตัวด้วยซิงเกิลแรกชื่อว่า "Show Me"

ภาพลักษณ์[แก้]

แนวเพลง[แก้]

สองอัลบั้มแรกของแกเบรียลนั้นได้แรงบันดาลใจจาก ศิลปินสไตล์เพลงคลาสสิกโซล อย่างเช่น มาร์วิน เกย์, แบร์รี ไวต์ และ บ็อบบี้ วอแมค อย่างไรก็ตาม ส่วนหนึ่งในอัลบั้มนี้ก็ได้รับอิทธิพลจากสไตล์เพลงป็อปอังกฤษในช่วงต้นของยุค 80 อย่าง โซลทูโซล, ลิซา สแตนส์ฟิลด์ และ แมนทรอนนิก ส่วน "ไรซ์" อัลบั้มที่สามของแกเบรียลนั้นกล่าวถึง "การมองโลกในแง่ดี, ความโรแมนติก, ความศรัทธา, และความกระตือรือร้นในสัญชาตญาณของการอยู่รอด"[19] ส่วนอัลบั้ม "เพลย์ทูวิน" นั้นเป็นการผสมผสานกันของสไตล์เพลงต่างๆ ซึ่งแกเบรียลได้กล่าวถึงอิทธิพลที่ได้รับว่า "อัลบั้มนี้มีส่วนผสมของแนวเพลง "คันทรี" มากขึ้น ดังนั้นมันจึงฟังดูน่าสนใจมาก" เพราะนี่คือยุคปัจจุบัน ซึ่งเป็นเหตุผลที่แกเบรียลได้ตัดสินใจนำแนวเพลงคันทรีมาผสมผสานในผลงานเพลงของเธอเอง "เพลงคันทรีไม่ใช่อะไรที่ผิด ใช่! ถึงฉันจะเป็นผู้หญิงผิวดำก็ตาม แต่ฉันก็ชอบคิดว่าฉันสามารถร้องเพลงสไตล์นี้ได้ อัลบั้มนี้จึงดูมีความหลากหลาย และคนที่ซื้ออัลบั้มนี้ไปฟังจะคาดหวังกันต่างๆนานาว่า มันคงเกี่ยวกับความรัก ชีวิตและเรื่องของการมองโลกในแง่ดี"[20]

อิทธิพลทางดนตรี[แก้]

แกเบรียลกล่าวถึงคุณครูในโรงเรียนสมัยมัธยมปลายของเธอเอง ว่าเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลต่อเธอมาก แกเบรียลบอกว่าเธอเป็นดั่ง "แรงบันดาลใจ เมื่อช่วงตอนที่ครูของเธอขอให้เธอนั้นแต่งบทกลอนเป็นครั้งแรก บทกลอนของเธอเริ่มที่จะพัฒนาไปสู่บท​​เพลงและหลังจากนั้นเธอก็เริ่มร้องเพลง"และแรงบันดาลใจจากคนอื่นๆ คือศิลปินสไตล์ป๊อปยุค 80 อย่างเช่น มาดอนน่า, คัลเจอร์ คลับ, แฮร์คัท วันฮันเดรด, ดูแรน ดูแรน, อดัมแอนด์ดิแอนท์ และ แวม! "มันคือสไตล์เพลงป๊อป และฉันก็เป็นแฟนคลับตังยงของ ไมเคิล แจ็กสัน ด้วย เมื่อตอนที่ฉันยังเป็นเด็ก ฉันมีรูปภาพของเขาเก็บไว้ มันสวยงามมาก มันเหมือนกับช้อคโกแลตแท่งดำสนิทที่แม้แต่คุณก็อยากจะลิ้มรสความหวาน มันเป็นความคิดที่ไร้เดียงสาเอามากๆในตอนนั้น"[20]

ชีวิตส่วนตัว[แก้]

แกเบรียลเคยศึกษาที่โรงเรียน "จอห์นเซนเนอร์" เมื่อสมัยชั้นประถมศึกษา และต่อด้วยชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียนหญิงล้วน "โคลลิงวู๊ด" ในย่านเพคแฮม อยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงลอนดอน

แกเบรียลได้สนับสนุน พรรคแรงงาน (Labour Party) [21]อย่างเปิดเผยต่อสาธารณชน ในช่วงการเลือกตั้งทั่วไปของสหราชอาณาจักร เมื่อปี พ.ศ. 2544

เธอเป็นผู้อุปถัมป์องค์กร เอเอซี รีเสิร์ช ทรัสท์ (อังกฤษ: AADC Research Trust) ซึ่งเป็นองค์กรการกุศลที่อุทิศตนเพื่อช่วยเหลือเด็กและครอบครัวของพวกเขาทั่วทั้งโลก ที่ได้รับผลกระทบจากโรคการขาดธาตุ เอ็นไซม์อะโรมาติคอะมิโนแอสิดดีคาร์บ็อกซีเล (อังกฤษ: Aromatic Amino Acid Decarboxylase) (เอเอดีซี) ซึ่งเป็นโรคทางระบบประสาทที่ได้รับการถ่ายทอดทางพันธุกรรม ที่มีผลกระทบต่อความสามารถทางด้านสมองในการผลิตสารเคมี [22]

ผลงานเพลง[แก้]

รางวัล[แก้]

BRIT Awards

  • พ.ศ. 2537: รางวัลศิลปินหน้าใหม่ยอดเยี่ยม (British Breakthrough Act)
  • พ.ศ. 2540: รางวัลศิลปินหญิงยอดเยี่ยม (Best British Female)

Black Music Awards

  • พ.ศ. 2537: รางวัลศิลปินอาร์แอนด์บีหน้าใหม่ยอดเยี่ยม (Best R&B Newcomer)

MOBO Awards

  • พ.ศ. 2539: รางวัลซิงเกิลยอดเยี่ยม (Best Single)
  • พ.ศ. 2543: รางวัลอัลบั้มยอดเยี่ยม (Best Album)

Urban Music Awards

  • พ.ศ. 2550: รางวัลประสบความสำเร็จยอดเยี่ยม (Outstanding Achievement)

Ivor Novello Awards

  • พ.ศ. 2551: รางวัลคอลเลกชันเพลงยอดเยี่ยม (Outstanding Song Collection)

สมาชิกวงดนตรี[แก้]

  • Gabrielle: นักร้องนำ
  • Mac Douglas: กีต้าร์
  • Jesse Grant: เพอร์คัชชัน
  • Dan Ezard : เบส
  • Iziah Yarde: คีย์บอร์ด
  • Natalie Palmer: เสียงคอรัส
  • Louise Chambers: เสียงคอรัส

อ้างอิง[แก้]

  1. "Is the pop singer Gabrielle blind? She never shows her eyes". Funtrivia.com. สืบค้นเมื่อ 2012-05-14.
  2. "UK charts archive". chartstats.com. Archived from the original on 2013-01-02. สืบค้นเมื่อ 2010-03-01.
  3. [แกเบรียล ที่ออลมิวสิก "Allmusic bio"] Check |url= value (help). All Media Guide. สืบค้นเมื่อ 2010-03-01.
  4. [แกเบรียล ที่ออลมิวสิก "Billboard Singles"] Check |url= value (help). All Media Guide / Billboard. สืบค้นเมื่อ 2010-03-01.
  5. "Australian charts archive". Hung Medien. สืบค้นเมื่อ 2010-03-01.
  6. 6.0 6.1 6.2 อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ British Hit Singles & Albums
  7. "Dutch Album Charts > Gabrielle" (in Dutch). dutchcharts.nl Hung Medien. สืบค้นเมื่อ 2011-02-01.
  8. "The Official New Zealand Music Chart". Rianz.org.nz. สืบค้นเมื่อ 2012-12-27.
  9. "Love Actually: Amazon.co.uk: Music". Amazon.co.uk. สืบค้นเมื่อ 2012-12-27.
  10. "Diva's happy with an iron in her hand". Icwales.icnetwrok.co.uk. สืบค้นเมื่อ 2012-12-27.
  11. [1][ลิงก์เสีย]
  12. [2][ลิงก์เสีย]
  13. [3][ลิงก์เสีย]
  14. "Gabrielle is Al Green's special guest « Express & Star". Expressandstar.com. 15 August 2008. สืบค้นเมื่อ 2011-12-31.
  15. ""Gabrielle on her greatest hits" – Scene Interview". Gabrielle.co.uk. สืบค้นเมื่อ 2012-12-27.
  16. "Gabrielle to feature on Naughty Boy song "Hollywood"". Gabrielle.co.uk. สืบค้นเมื่อ 2012-05-14.
  17. http://www.bbc.co.uk/programmes/p01dn837
  18. http://www.gabrielle.co.uk/gabrielle-celebrates-20-years-with-new-album/
  19. "the biography of Gabrielle - singer life story". Poemhunter.com. 14 December 2007. สืบค้นเมื่อ 2012-12-27.
  20. 20.0 20.1 "Gabrielle". Thesituation.co.uk. สืบค้นเมื่อ 2012-12-27.
  21. "Mandela inspires Labour troops". BBC News. 28 September 2000.
  22. %time%. "AADC Research Trust | Home". Aadcresearch.org. สืบค้นเมื่อ 2012-12-27.

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]