เทพสามฤดู

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

เทพสามฤดู เป็นนิทานพื้นบ้านของไทย ปรากฏเป็นหนังสือครั้งแรก โดยพิมพ์ที่โรงพิมพ์วัดเกาะ

เนื้อเรื่อง [แก้ไขต้นฉบับ]

ณ นครอุดม มีท้าวตรีภพเป็นเจ้าผู้ครองเมือง มีพระมเหสี 2 พระองค์ คือพระมเหสีมณี และพระมเหสีทัศนีย์ แต่ยังไม่มีพระราชบุตรเพื่อสืบสันตติวงศ์ จึงได้ทำพิธีบวงสรวงต่อพระอิศวรเพื่อขอพระโอรส เมื่อพระอิศวรรับทราบด้วยญาณแล้ว จึงได้ให้มาตุลีไปตามพระพิรุณมาเฝ้า เพื่อเตรียมจุติลงไปยังเมืองมนุษย์ แต่ทว่าพระราหูและนางจินดาเมขลาต้องการเสด็จลงไปด้วย จึงได้ปรึกษากัน โดยพระราหูเสนอให้ทั้ง 3 พระองค์จุติยังเมืองมนุษย์ตามฤดูกาล โดยฤดูร้อนจะเป็นพระราหู ฤดูฝนเป็นพระพิรุณ ฤดูหนาวเป็นนางจินดาเมขลา

เวลาผ่านไป 5 ปี พระมเหสีมณีก็ยังไม่มีพระประสูติกาล โหรหลวงนึกได้ว่ายังไม่ได้แก้บน ท้าวตรีภพจึงได้จัดพิธีแก้บน พระอิศวรทราบจึงได้แจ้งให้เทพทั้งสามลงไปจุติยังมนุษย์ เมื่อพระมเหสีมณีมีพระประสูติกาลออกมาเป็นเด็กมีเขี้ยวเหมือนยักษ์ (เนื่องจากเป็นฤดูร้อน) ทำให้ทุกคนแปลกใจว่าทำไมพระโอรสเกิดมาเป็นยักษ์ ท้าวตรีภพจึงสั่งให้นำพระโอรสไปลอยแพ

แพของพระโอรสราหู มาเกยอยู่ที่ชายป่าแห่งหนึ่ง คืนนั้น งั่ง ผีกระหังซึ่งถูกขับไล่จากหมู่บ้าน เข้ามาพบพระโอรสราหู จึงหมายจะเอาไปกิน แต่ราหูตื่นขึ้นมาจึงรีบวิ่งหนี จนไปพบกับพระฤๅษี พระฤๅษีจึงทำการปราบงั่ง โดยโยนสร้อยประคำเข้าไปที่คอ และท่องคาถา "เก้าอี้ จู้จี้ แก้ได้ ใต้ตู้ บู้บี้ มีไข้ ไปป่า ได้เต่า" สร้อยประคำรัดที่คอของงั่งจนต้องยอมแพ้ พระฤๅษีจึงนำราหูกลับไปที่อาศรม ราหูจึงได้ศึกษาวิชาที่อาศรมของพระฤๅษี โดยมีงั่งเป็นพี่เลี้ยง

ฝ่ายพระมเหสีมณี หลังจากเสียลูกไป ก็ทรงโทมนัส พระมเหสีทัศนีย์เห็นว่ามณีประสูติพระโอรสเป็นยักษ์ จึงวางแผนทำการใส่ร้ายว่ามณีแอบคบยักษ์ ท้าวตรีภพทรงเชื่อจึงได้เนรเทศมณีออกจากเมือง และต่อมาได้สั่งให้ประหารเสีย แต่มีสัตว์ประหลาดชื่อว่าวิปริตเข้ามาหมายจะเอามณีเป็นเมีย วิปริตจัดการพวกเพชรฆาตจนหมด มณีหนีต่อไปจนพบลิงชื่อนันทเสนและยักษ์ชื่อสุระผัด นันทเสนฆ่าวิปริตตาย สุระผัดกับนันทเสนรบกันเองเพื่อแย่งมณี จนพระฤๅษีโคดมต้องมาห้ามศึก โดยให้สู้จนหมดแรง ทั้งสองจึงยอมรับผิดและมาขอโทษพระฤๅษีโคบุตร นันทเสนจึงพาพระฤๅษีโคบุตรไปยังศพของวิปริต พระฤๅษีโคดมจึงทำการรวมร่างของนันทเสนและวิปริตเข้าด้วยกันเพื่อเป็นการไถ่บาป

ฝ่ายเทพสามฤดูได้ร่ำเรียนวิชากับพระฤๅษีจนครบถ้วนแล้วพระฤๅษีได้ขอประทานอาวุธจากพระอิศวร ให้ไว้ใช้ป้องกันตัว พระอิศวรประทานอาวุธคือ กระบองแก้วของพระราหู, พระขรรค์ของพิรุณ และลูกแก้วของจินดาเมขลา จากนั้นเทพสามฤดูจึงออกเดินทางตามที่พระฤๅษีได้แนะนำไว้ ไปพบถ้ำแห่งหนึ่ง ภายในมีสมบัติจำนวนมาก ด้วยความโลภงั่งจึงขนสมบัติออกมา ยักษ์หินที่เฝ้าปากถ้ำจึงออกอาละวาดงั่งกับราหู จนราหูต้องรีบนำสมบัติไปคืน แต่ก่อนจะถึงถ้ำ มีคนธรรพ์ตนหนึ่งรับสมอ้างว่าเป็นสมบัติของเขา ราหูไม่เชื่อจึงสู้กันจนคนธรรพ์หมดสภาพ จากนั้นราหูจึงเอาสมบัติที่ขโมยไปคืน ยักษ์หินจึงหมดฤทธิ์กลับไปที่ปากถ้ำเหมือนเดิม ต่อมาระหว่างเดินทางไปพบกับนันทเสนที่ป่ากล้วย นันทเสนเข้าใจว่ามีใครบินข้ามหัว จึงเข้ารบกับราหูจนถึงขั้นที่พระอิศวรต้องส่งมาตุลีไปห้ามศึก จากนั้นมาตุลีก็ให้ทั้ง 3 ไปยังอาศรมของพระฤๅษีโคบุตร

ที่อาศรมของพระฤๅษีโคบุตร มณีได้พบกับจินดาเมขลา จากนั้นทั้งหมดก็กราบลาพระฤๅษีเพื่อเดินทางกลับเมือง โดยพระฤๅษีได้มอบระฆังแก้วเพื่อไว้ใช้เรียกสุระผัดและนันทเสนเวลาเกิดปัญหา ระหว่างทางไปเจอเมืองยักษ์ มีท้าวอนันตวงศ์เป็นผู้ปกครอง มีนางโชตะนาเป็นมเหสี ท้าวอนันตวงศ์ต้องการหาภรรยาใหม่ จึงได้ลักพาตัวมณีกลับไปยังเมืองของตน ทำให้โชตะนาไม่พอใจ ตัดสินใจเดินทางไปหาท้าวจักรวรรดิผู้เป็นพี่ชาย ท้าวจักรวรรดิเดินทางมาเจอจินดาเมขลาก็ต่อสู้กัน ท้าวจักรวรรดิใช้พัดชีวิตพัดให้จินดาเมขลากับงั่งสลบ แล้วพาไปยังเมืองของท้าวอนันตวงศ์ เกิดการสู้กันระหว่างยักษ์ 2 ตน

การนำมาสร้างเป็นละครโทรทัศน์ [แก้ไขต้นฉบับ]

ปี พ.ศ. 2530 พ.ศ. 2546 พ.ศ. 2560
ออกอากาศทาง ช่อง 7 ช่อง 7 ช่อง 7
บทละครโทรทัศน์ พิกุลแก้ว ภาวิต/พิกุลแก้ว
กำกับการแสดง สมชาย สังข์สวัสดิ์ ภิภัชพนธ์ อภิวรสิทธิ์ ภิภัชพนธ์ อภิวรสิทธิ์
ออกอากาศ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2530 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2546 -

4 มกราคม พ.ศ. 2547

1 กรกฎาคม พ.ศ. 2560 -
พระราหู (ตอนเด็ก) ด.ช. รัศมินทร์ แอดเดอร์ ด.ช.ถิรคุณ ศรีชู
จินดาเมขลา (ตอนเด็ก) ด.ญ. ปิยดา นามรัตน์ ด.ญ.ของขวัญ ลี้ปภาวัฒนะ
พระพิรุณ (ตอนเด็ก) ด.ช.จิรายุ ละอองมณี ด.ช.ธาวิน มงคลจักรวาฬ
พระอิศวร/องค์อิศรา ชัย ราชพงษ์ มาฬิศร์ เชยโสภณ พบศิลป์ โตสกุล
จินดาเมขลา ชไมพร จตุรภุช อุษณียาภรณ์ ผลเจริญ คริษฐา สังสะโอภาส
พระราหู ชาตรี พิญโณ ฆธาวุธ ปิ่นทอง พลพจน์ พูลนิล
สุวรรณอัมพร สินี หงษ์มานพ ธมลพรรณ์ ภานุชิตพุทธิวงศ์ กชกร ส่งแสงเติม
พระพิรุณ ศักดิ์สิทธิ์ ทวีกุล เลอสรรค์ คงเจริญ ธนเดช ดีสีสุข
อัปสรสวรรค์ ปิยะดา เพ็ญจินดา ประถมาภรณ์ รัตนภักดี ดาริน ดารากานต์
พระพาย โอฬาร ชูชาญ
นางยักษ์โชตะนา แอน มิตรชัย เกษรา ละม่อม
นางไม้ลักษณา ปณิตา พัฒนาหิรัญ วรัญภรณ์ ณ พัทลุง
ทุมมา ด.ช. นนท์ หงส์มานพ
ท้าวตรีภพ ศักดิ์สิทธิ์ ทวีกุล ไพโรจน์ สังวริบุตร
พระมเหสีมณี ธัญธารีย์ โรจนเรืองไชย น้ำทิพย์ เสียมทอง
พระมเหสีทัศนีย์ สุภัสสร มามีเกตุ ชนุชตรา สุขสันต์
โคธรรพ์ ภาค ภัทรพงษ์ พิพัฒน์พล โกมารทัต
สามสี สพล ชนวีร์ สวีเดน ทะสานนท์
สามสี (ตอนเด็ก) ด.ช. ชยากร โกศล
ขันธมาร กิตติ ดัสกร ภูธฤทธิ์ พรหมบันดาล
ปราบไตรจักร ฉัตรมงคล บำเพ็ญ รัฐศิลป์ นลินธนาพัฒน์
ท้าวจักรวรรดิ สุรพล ไพรวัลย์ ชาลี กรรณสูตร
ท้าวอนันตวงศ์ ชาห์ณี ยอดชัย ณพบ ประสบลาภ
พระฤๅษี บุญส่ง ดวงดารา สมชาย ปาตัน
งั่ง ถั่วแระ เชิญยิ้ม ภิภัชพนธ์ อภิวรสิทธิ์ ทับ ท่ากระดาน
สุระผัด พลกฤษณ์ จักรสุวรรณ โยกเยก เชิญยิ้ม
นันทเสน แฮมเมอร์ สมบูรณ์ ณธีพัฒน์ เปี่ยมคุโณดม
มาตุลี ท้าวดักแด้ ธรรมศักดิ์ สุริยน
ท้าวคันธมาศ สรยุทธ คณานุรักษ์ โอภาภูมิ ชิตาพัณณ์
พระมเหสีรัชฎา อำภา ภูษิต สุภัสสร มามีเกตุ
คุณท้าวเทพทอง
สมจิต
สมใจ
พระขนิษฐาดวงดารา ธิดา ธีระรัตน์ ปริษา ทนาวิวัฒน์
นางแช่ม ไพลิน นิลตระการ
นางช้อย
อำมาตย์เดชา สุระ มุรธานนท์
อำมาตย์อาจองค์ เสริมพันธ์ สุธิเนตร กิตติ ดัสกร
คุณท้าวผกา เมตตา รุ่งรัตน์ ทัศนีย์ สีดาสมุทร์
หมื่นมิตร อมต อินทานนท์
แม่หมอหลวง อรสา อิศรางกูร ณ อยุธยา
คุณท้าวนิภา น้ำเงิน บุญหนัก รุจิเรข พักตระเกษริน
คุณท้าววิไล วิไลลักษณ์ ไวงาน นิตยา ปานะถึก

 อ้างอิง[แก้ไขต้นฉบับ]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้ไขต้นฉบับ]


ลำดับรายการโทรทัศน์ [แก้ไขต้นฉบับ]

สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7: ละครวันวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 8:00–9:00
ก่อนหน้า เทพสามฤดู (พ.ศ. 2560) ถัดไป
อุทัยเทวี นางสิบสอง