อึ้งเซียะ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไบยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

อึ้งเซียะ (Huang Shang) เป็นตัวละครที่ถูกกล่าวอ้างถึงโดยตัวละครในนิยายเรื่อง มังกรหยก เท่านั้น ดังนั้นความเก่งกาจของอึ้งเซียะจึงมิอาจประเมินได้

การสร้างตัวละครอุปโลกน์อย่าง อึ้งเซียะ นั้น คาดว่าน่าจะได้อิทธิพลมาจากเทพบุตรงูทองแหเซาะหงี เนื่องจากทั้งสองคนนั้นมีบุคลิก และเหตุการณ์เกือบใกล้เคียงกัน กล่าวคือ ทั้งอึ้งเซียะและแหเซาะหงีนั้น ต่างก็ฝึกวิชาเพื่อนำไปใช้แก้แค้นแทนครอบครัวด้วยกันทั้งคู่, แนวทางวิชาของทั้งสองคนก็เป็นแบบผสมผสานวิชาของค่ายสำนักต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน, รวมกับบุคลิกที่แปลกประหลาดของทั้งสองคนก็ทำให้น่าเชื่อว่า อึ้งเซียะได้รับอิทธิพลมาจากแหเซาะหงีตัวละครอุปโลกน์จากเรื่อง เพ็กฮ้วยเกี้ยม มาสูงมากทีเดียว เนื่องจาก เพ็กฮ้วยเกี้ยม นั้นได้เขียนขึ้นมาก่อนเรื่อง มังกรหยก ภาค 1

การต่อสู้ระหว่าง อึ้งเซียะกับต๊กโกวคิ้วป้าย[แก้]

แฟนนิยายกิมย้งได้แต่งเนื้อเรื่องต่อเติมภายหลังอย่างออกรสออกชาติในตอน อึ้งเซียง Vs ต๊กโกวคิ้วป้าย โดยมีใจความตอนหนึ่งได้บรรยายถึงการสู้กันของทั้ง 2 ว่า

ต๊กโก "ท่านคืออึ้งเซียง?"
อึ้งเซียะ "ท่านต้องการอะไร?"
ต๊กโกว "ประลองกับท่าน"

กล่าวจบบุรุษผู้นั้นก็ชักกระบี่อ่อนประกายสีม่วงที่พันไว้รอบเอวออกมา เพียงสะบัดจู่โจม1กระบวนท่า นอกจากจะคุกคามให้อึ้งเซียงถอยไปได้แล้ว ตัวกระบี่ยังเลื้อยเลี้ยวราวกับมังกรที่มีชีวิต กระแทกทำลายดาบของเหล่าทหารนับสิบที่อยู่รอบๆจนหักสะบั้น พลังที่แฝงมาในกระบี่ยังทำให้ทหารทั้งหมดสิ้นสติไปพร้อมกันในพริบตา อึ้งเซียงถึงกับตื่นตกใจระคนเลื่อมใส เพราะนับตั้งแต่เขาเรียบเรียงศึกษาคัมภีร์เต๋ากว่า5พันเล่มทั่วทั้งแผ่นดิน จนสามารถคิดค้นและสำเร็จยอดวิชามีพลังภายในภายนอกแกร่งกร้าวสุดสูง ไม่เคยมีใครใช้เพียงกระบวนท่าเดียวคุกคามเขาได้เช่นนี้ อึ้งเซียงจึงร้องถามนามกรของอีกฝ่ายทันที

"คนในยุทธภพเรียกขานเราว่า เกี้ยมม้อ(มารกระบี่) แต่เราพอใจเรียกตัวเองว่า ต๊กโกวคิ้วป้าย(ต๊กโกวแสวงพ่าย)!"

กล่าวเพียงเท่านี้ การประลองยุทธที่ดุเดือดที่สุดในยุทธจักรก็อุบัติขึ้นโดยไม่มีผู้ใดล่วงรู้ การรุกรับหักล้างกันของทั้งสองดำเนินไปติดต่อกันถึง3วัน3คืน เปลี่ยนจากถนนสายนี้ไปสู่ป่าทึบ หุบเขาสูง และทุ่งหญ้ากินอาณาเขตบริเวณหลายสิบลี้ ท่ามกลางเวลาที่ผ่านไปรวดเร็วราวกับติดปีก ทั้งสองคนต่างก็นึกเลื่อมใสอีกฝ่ายจากใจจริง อึ้งเซียงนับถือในกระบวนท่ากระบี่อันล้ำลึกไร้ขอบเขตของต๊กโกวคิ้วป่าย ในขณะที่ต๊กโกวก็นึกชื่นชมในพลังปราณที่เข้มแข็งสมบูรณ์ของอึ้งเซียง จนต่างคนต่างมั่นใจแล้วว่าหากหักล้างเช่นนี้สืบไป ผลแพ้ชนะคงไม่อาจตัดสินได้แน่ อีกทั้งยังได้รับบาดเจ็บกันไม่น้อย จึงพลันหยุดมือพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย อึ้งเซียงประสานมือคำนับแล้วกล่าวว่า

"เพลงกระบี่ของพี่ต๊กโกว ลึกล้ำสูงส่งยิ่งนัก ข้าพเจ้านับถือยิ่ง"

"พลังภายในของเจ้าก็กร้าวแกร่งหนักแน่น นับเป็นหนึ่งในแผ่นดินได้โดยแท้ นับตั้งแต่ข้าท่องยุทธภพมา มีเจ้าเป็นคนแรกที่รับมือ8กระบี่ต๊กโกวได้ถึงเพียงนี้ เสียดายแต่ว่าเจ้ามีพลังภายในยอดเยี่ยม แต่กลับมีกระบวนท่าเรียบง่ายไม่เพียงพอต่อการฉกฉวยโอกาส มิเช่นนั้นความหวังที่จะพ่ายแพ้ของข้า คงพอจะมีอยู่บ้างแล้ว"

หากวัดกันตามนี้ ก็ต้องถือว่าอึ้งเซียะ คือผู้เป็นที่สุดแห่งยุคอีกคนหนึ่งก็ว่าได้ เพราะเป็นเพียงผู้เดียวที่สามารถทัดเทียมต๊กโกวผู้แสวงพ่ายได้ แม้ไม่อาจชนะแต่ก็มิปราชัยเช่นเดียวกัน และนี่ยังจินตนาการต่อว่า สายลมปราณหรือกระบี่ ใครคือผู้เป็นที่สุดแห่งยุคสมัย โดยผ่านตัวละครที่เป็นตำนานทั้ง 2 ท่าน หนึ่งคือผู้เดียวดายแสวงหาความพ่ายแพ้ อีกหนึ่งก็คือผู้มีพลังลมปราณเกรี้ยวกราดที่สุดในแผ่นดิน

จุดประกายสุดยอดวิชา และสหายผู้เป็นตำนาน[แก้]

หลังจากอึ้งเซียงได้ยินต๊กโกวพูดดังนี้ ก็คล้ายดั่งมีประกายสายฟ้าแวบขึ้นในหัว ที่ผ่านมาเขาสะดุดใจกับปัญหาข้อนี้อยู่เหมือนกัน แต่ด้วยความที่น้อยครั้งจะได้ประมือกับยอดฝีมือเนื่องเพราะเขาเป็นขุนนางมิใช่ชาวยุทธ อีกทั้งยังเชื่อมั่นในพลังภายในของตัวเองว่าเพียงพอต่อการสยบผู้คนแล้ว จึงไม่ได้ใส่ใจต่อท่าร่างมากนัก คำพูดของต๊กโกวในครั้งนี้ ช่วยให้เขาเห็นทางสว่างได้เด่นชัด แม้ทั้งคู่จะพึ่งพบหน้ากันได้ไม่นาน แต่หลังจากประมือและพูดคุยกัน ในใจของทั้งสองก็คล้ายดั่งรู้จักสนิทสนมกับอีกฝ่ายมาหลายสิบปี ทั้งสองจึงตัดสินใจคบหาเป็นสหายกัน อึ้งเซียงเล่าเรื่องราวความเป็นมาที่ตนเองมีวรยุทธจากการเรียบเรียงตำราลัทธิเต๋าให้ฮ่องเต้ โดยไม่มีใครสอนสั่ง ทำให้ต๊กโกวยิ่งชื่นชมภูมิปัญญาที่หลักแหลมของอึ้งเซียงขึ้นไปอีก ต๊กโกวจึงบอกกับอึ้งเซียงว่า

"แม้ในใจของข้าจะแสวงหาความพ่ายแพ้เพราะไม่อาจพบพานคู่มือที่เปรียบติด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะยอมสยบให้ผู้คนโดยง่าย หลังจากนี้ข้าจะลองคิดค้นกระบวนท่าที่จะทำลายพลังลมปราณของเจ้าดูบ้าง! เมื่อเจ้าคิดค้นกระบวนท่าที่ยอดเยี่ยมได้บ้างแล้ว เราสองจงมาประลองกันอีกครั้ง ดูสิว่าใครจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ฮะๆๆ"

อึ้งเซียงจึงตกลงรับคำ จากนั้นทั้งสองก็แยกจากกันในราตรีของวันที่4 เพราะอึ้งเซียงติดภาระต้องไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้ เพื่อถวายรายงานผลการปราบปรามนิกายเม้งก่า แม้จะรู้สึกอาลัยที่ต้องจากกับผู้รู้ใจที่เพิ่งคบหาได้ไม่นาน แต่ในใจของต๊กโกวก็อิ่มเอิบยิ่งเนื่องเพราะพบพานผู้ที่จะมามอบความพ่ายแพ้ให้ตนได้แล้ว

แต่หารู้ไม่ว่านั้นเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่ 2 ยอดคนแห่งยุคจะได้เจอกัน

หลังจากถูกลอบทำร้าย[แก้]

ทางด้านอึ้งเซียงภายหลังจากถูกเหล่าจอมยุทธทำร้ายจนตกหน้าผา เคราะห์ดีที่ไปเกี่ยวเข้ากับกิ่งไม้ที่ยื่นออกมา ทำให้ลดแรงกระแทกก่อนจะร่วงหล่นลงกอไม้เบื้องล่าง แต่ทั่วร่างเขาได้รับบาดแผลจากอาวุธมากมายทำให้เสียเลือดไปมาก กว่าจะฟื้นฟูพลังภายในและเคลื่อนไหวกลับไปบ้านได้ ก็พบว่าครอบครวของตนถูกสังหารไปหมดแล้ว อึ้งเซียงพกพาความคับแค้นใจนี้ หนีไปหลบซ่อนตัวในป่าลึกที่ไร้ผู้คน อึ้งเซียงไม่ได้โกรธแค้นต๊กโกวเลยที่เป็นสาเหตุให้ตนพลาดท่าเหล่าจอมยุทธที่ต่ำช้าพวกนี้ แต่กลับสำนึกตื้นตันใจมากกว่าที่ต๊กโกวได้ให้คำชี้แนะเกี่ยวกับวรยุทธแก่เขา จึงหวนนึกถึงแนวทางวิชาที่เหล่าศัตรูของเขาใช้ แล้วเริ่มคิดค้นกระบวนท่าที่จะสยบทุกหลักวิชาให้ได้ แม้จะถูกกลุ้มรุมมากมายสักเพียงใด หรือต่อให้มีพลังลมปราณหลงเหลือเพียงน้อยนิด ก็ต้องสามารถใช้กระบวนท่านี้จัดการศัตรูได้ อึ้งเซียงจึงเริ่มพลิกแพลงใช้นิ้วหรือกรงเล็บต่างกระบี่ สร้างกระบวนท่าจู่โจมมากมาย กระทั่งเวลาผ่านพ้นไปราวติดปีก 40ปีต่อมาอึ้งเซียงพัฒนากระบวนท่าได้สมบูรณ์แบบ

กลับสู่ยุทธภพ และจุดเริ่มต้นของยุคสมัยอันวุ่นวาย[แก้]

อึ้งเซียะต้องการกลับมาเพื่อล้างแค้น แต่เหล่าศัตรูของเขาก็พากันแก่ตายไปหมดแล้ว สร้างความเสียใจแก่เขายิ่งนัก อึ้งเซียงได้ตามหาต๊กโกวเพื่อทำตามคำสัญญาที่ให้ไว้ แต่จนใจที่ไม่อาจพานพบ นั่นเพราะต๊กโกวได้ปลีกตัวไปอยู่หุบเขาเร้นลับกับอินทรียักษ์และเสียชีวิตไปนานแล้ว อึ้งเซียงสำนึกว่าตนเองยังมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน จึงไม่อยากไปให้ยอดวิชาที่ตนอุตส่าห์สร้างขึ้นมาสูญหายไป จึงได้คัดลอกเป็นคัมภีร์สองเล่ม เล่มแรกเขียนถึงหลักการฝึกปรือลมปราณที่ตนเรียนรู้มาในวัยหนุ่ม ส่วนเล่มหลังเป็นเคล็ดวิชาเกี่ยวกับกระบวนท่าที่ตนศึกษาค้นคว้ามาหลายสิบปีนี้ ตั้งชื่อคัมภีร์ทั้งสองเล่มนี้ว่า "เก้าอิมจินเก็ง"(สัจจะ9ปี) การสร้างคัมภีร์ทั้งสองเล่มนี้นอกจากจะต้องการให้คนรุ่นหลังได้รับรู้ถึงภูมิปัญญาของตนแล้ว ยังจงใจจะแก้แค้นเหล่าชนชาวยุทธที่ทำลายชีวิตของตน ทั่วทั้งใต้หล้าอีกด้วย เนื่องเพราะความซับซ้อนของเก้าอิมจินเก็งไม่อาจจะฝึกปรือให้บรรลุได้ง่ายๆ หากมันปรากฏในยุทธจักรเมื่อใด อึ้งเซียงมั่นใจว่าจะต้องเกิดการเข่นฆ่าแย่งชิงกันขึ้นในหมู่ผู้มีใจละโมภแน่ๆ ส่วนเหตุผลอีกข้อก็คือ..

อมตะวาจา[แก้]

ถ้ามีวันใดที่ผู้สืบทอดเพลงกระบี่ของพี่ต๊กโกวปรากฏกายขึ้นในยุทธภพ และได้ประลองกับผู้สำเร็จวิชาเก้าอิมจินเก็ง ไม่ว่าผลแพ้ชนะจะเป็นเช่นไร ก็นับว่าคำสัญญาของพวกเราบรรลุผลแล้ว

สิ้นแล้วยอดคนแห่งยุค[แก้]

จากนั้นอึ้งเซียงก็เขียนประวัติของตนและที่มาที่ไปของคัมภีร์นี้บักทึกลงไปด้วย โดยไม่กล่าวถึงต๊กโกวคิ้วป่ายเพราะไม่ต้องการให้ใครโทษว่าท่านเป็นต้นเหตุให้ตนเองประสบเคราะห์กรรม และไม่อยากรวมท่านเข้ากับพวกชาวยุทธจอมปลอมทั้งหลายในยุคนั้นด้วย แล้วอึ้งเซียงก็สิ้นอายุขัยลงอย่างสงบ

มังกรหยก ตอน อึ้งเซียง Vs ต๊กโกวคิ้วป้าย (กิมย้ง)

หมายเหตุ[แก้]

อึ้งเซียะแม้แซ่อึ้ง แต่ไม่ได้มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องทางเครื่อญาติกับอึ้งเอี๊ยะซือหรืออึ้งย้งเลย เพียงแค่มีแซ่คล้ายกันเท่านั้น