อัลลาต

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
อัลลาต
เทพีแห่งสงคราม, สันติสุข, การต่อสู้ และความเจริญ
Allat Palmyra RGZM 3369.jpg
อัลลาตกับกิ่งต้นปาล์มและสิงโตจากวิหารบาอัลชะมีน (Ba‘alshamîn temple) ในแพลไมรา, คริสต์ศตวรรษที่ 1. ดามัสกัส, ซีเรีย
ศูนย์กลางของลัทธิแพลไมรา, อัฏฏออิฟ, อิรอม[1]
สัญลักษณ์สิงโต, กาเซลล์, ดวงจันทร์เสี้ยว, ลูกบาศก์หิน
เป็นที่นับถือในอาระเบีย
ข้อมูลส่วนบุคคล
คู่ครองสิงโตแห่งอัลลาต (ธรรมเนียมพาลไมรีน)[2]
ดุชาระฮ์ (ธรรมเนียมแนบาเทียน)
บุตร - ธิดาดุชาระฮ์ (ธรรมเนียมแนบาเทียน)
พี่น้องอัลอุซซา, มะนาต
เทพที่เทียบเท่าในความเชื่ออื่น
เทียบเท่าในกรีกอะธีนา
เทียบเท่าในโรมันมิเนอร์วา

อัลลาต (อาหรับ: اللات‎, pronounced [alːaːt]) บางครั้งสะกดเป็น อัลลาตุ และ อะลิลาต เป็นเทพีของศาสนาในอาระเบียก่อนการมาของอิสลามที่ถูกบูชากันทั้งคาบสมุทร โดยรวมไปถึงมักกะฮ์ ซึ่งเป็นที่ที่พระองค์ถูกบูชาร่วมกับมะนาตกับอัลอุซซา คำว่า อัลลาต หรือ เอลาตถูกใช้ไว้อิงถึงเทพีองค์อื่นในตะวันออกใกล้โบราณ โดยรวมไปถึงเทพีอะเชียระฮ์

ลัทธิของเธอแพร่หลายไปไกลถึงซีเรีย[3] พระองค์ถูกบูชาโดยชาวแนบาเทีย และมีความสัมพันธ์กับอัลอุซซา ที่ตั้งหลักของลัทธินี้อยู่ในแพลไมรากับฮัตรา ภาพลักษณ์ของพระองค์ดูคล้ายกับอะธีนาในประมวลเรื่องปรัมปรากรีกกับมิเนอร์วาในประมวลเรื่องปรัมปราโรมัน

รายงานจากข้อมูลของอิสลาม เผ่าบนูษะกีฟในอัฏฏออิฟเป็นเผ่าที่ให้ความสำคัญกับพระองค์ ในธรรมเนียมอิสลาม การสักการะสิ้นสุดลงเมื่อวิหารของพระองค์ในอัฏฏออิฟถูกทำลายภายใต้คำสั่งของศาสดามุฮัมมัด

ศัพทมูลวิทยาและพระนาม[แก้]

มีความเป็นไปได้ทางศัพทมูลวิทยาของพระนามอัลลาตอยู่ 2 แบบ[4] ผู้รวบรวมพจนานุกรมชาวอาหรับยุคกลางกล่าวว่าคำนี้ได้มาจากคำกริยาว่า ลัตตา (ผสมหรือนวดอาหารจากข้าวบาร์เลย์) มันมีความสัมพันธ์กับ "รูปปั้นแห่งความอิจฉา" ที่ถูกกล่าวไว้ในหนังสือแห่งเอเสเคียล ซึ่งถูกสรุปไว้ในกิตาบอัลอัศนามของฮิชาม อิบน์ อัลกัลบี[4] นักศัพทมูลวิทยาอีกกลุ่มกล่าวว่าอัลลาตเป็นรูปแบบเพศหญิงของอัลลอฮ์ (ก่อนการมาของอิสลาม)[4] เธออาจเป็นที่รู้จักจาก อัล-อิลาต ของเฮอรอโดทัสที่กล่าวถึงพระองค์ว่า อะลิลาต[5]

อัลลาตอยู่ในตำแหน่งเดียวกันของเทพีอะเชียระฮ์หรืออะธีราต[6] โดยคำนี้คล้ายกันกับอิลาต ซึ่งเป็นพระนามพระมเหสีของเทพเซมิติกที่มีนามว่าเอล[7]ซึ่งตรงกับเทพีของชาวเมโสโปเตเมียที่มีนามว่าเอเรชกิกัล ซึ่งรู้จักกันในชื่อ อัลลาตุม และในคาร์เทจโบราณว่า อัลลาตุ[8]

การรับรอง[แก้]

ก่อนการมาของอิสลาม[แก้]

รูปั้นของอัลลาต-อะธีนา พบในวิหารอัลลาต, แพลไมรา. พิพิธภัณฑ์โบราณคดีแพลไมรา
รูปปั้นของอัลลาต-มิเนอร์วาที่ถูกปั้นในคริสต์ศตวรรษที่ 2 จากอัสซุวัยดาอ์, ซีเรีย พิพิธภัณฑ์แห่งชาติดามัสกัส

อัลลาตถูกกล่าวเป็น อะลิลาต โดยเฮอรอโดทัส นักประวัติศาสตร์กรีกที่กล่าวในหนังสือ ฮิสโตรีส ในศตวรรษที่ 5 ก่อนคริสตกาลว่า:[9]

ชาวอัสซีเรียโบราณเรียกแอโฟรไดทีว่า มีลิตตา ส่วนชาวอาหรับเรียกพระองค์ว่า อะลิลาต [สะกดแบบกรีก: Ἀλιλάτ] และชาวเปอร์เซียเรียกพระองค์ว่า มิถรา[10]

รายงานจากเฮอรอโดทัส ชาวอาหรับโบราณศรัทธาต่อสองเทพเจ้า:

พวกเขาไม่เชื่อมั่นพระเจ้าองค์ใดนอกจากไดอะไนซัสกับแอโฟรไดที;...พวกเขาเรียกไดอะไนซัสว่า โอโรทัลต์; และแอโฟรไดทีว่า อะลิลาต[11]

อัลลาตเป็นที่สักการะในอาระเบียตอนเหนือ แต่ในอาระเบียตอนใต้กลับไม่ได้รับความนิยม โดยมีแค่เครื่องรางสองอัน (อันหนึ่งเขียนว่า "ลาต"ส่วนอีกอันเขียนว่่า "ลาตัน") เป็นหลักฐานว่าเทพองค์นี้เคยมีผู้คนสักการะมาก่อน[12] อย่างไรก็ตาม พระองค์ยังคงเป็นที่เคารพในชนเผ่าอาหรับที่อยู่แถวชายแดนเยเมน[12] โดยพระองค์ถูกเรียกโดยชาวอาระเบียตะวันออกในพระนามว่า ตัยมัลลัต[13] ซึ่งเป็นชื่อของชายจากเมืองญัรฮาอ์[14]

ชาวเกดาไรต์ที่เป็นสหภาพชนเผ่าในอาระเบีนตอนเหนือ อาจบูชาพระองค์[15] ส่วนชาวแนบาเทียนกัับชาวฮัฎร์ก็บูชาพระองค์เช่นกัน[16] พระองค์มักถูกเรียกเป็น "เทพีที่ยิ่งใหญ่" ในจารึกภาษากรีก[16] ชาวแนบาเทียนถือว่าอัลลาตเป็นพระมารดาของเทพเจ้า และบางครั้ง ความสัมพันธ์ทางพระราชพงศาวลีถือเป็นพระมเหสีของดุชาเราะฮ์ และบางครั้งเป็นพระมารดาของดุชาเราะฮ์[3] จารึกอักษรนาบาทาเอียนกล่าวถึงพระองค์กับอัลอุซซาว่า "พธูแห่งดุชาเราะฮ์"[17]

วิหารที่สร้างแก่อัลลาตในอิรอม ถูกสร้างโดยชนเผ่าอ๊าด [18] อัลลาตถูกกล่าวเป็น "เทพีผู้สถิตในอิรอม" ในจารึกอักษรนาบาทาเอียน[1] บางครั้งถูกกล่าวเป็น "เทพีที่สถิตในบุศรอ"[1]

อัลลาตมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอัลอุซซา และในบางแคว้นของราชอาณาจักรแนบาเทีย ทั้งคู่ถือเป็นเทพีองค์เดียวกัน[3] จอห์น เอฟ. ฮีลีย์ (John F. Healey) เชื่อว่าอัลลาตกับอัลอุซซาว่าเป็นเทพีองค์เดียวกัน[3] ซูซาน โครน (Susan Krone) แนะนำว่าทั้งอัลลาตกับอัลอุซซาที่ผสมกันอยู่ในอาระเบียตอนกลาง[19]

ในศตวรรษที่ 2 อัลลาตในแพลไมราเริ่มถูกวาดเป็นอะธีนา และถูกกล่าวเป็น "อะธีนา-อัลลาต"[20] วาบัลลาธุส จักรพรรดิแพลไมรีน ที่มีพระนามถูกแปลงเป็นอักษรลาตินจาก วะฮ์บัลลาต ("ของขวัญจากอัลลาต") เริ่มใช้นาม อะธีโนโดรุส ในฐานะชื่อกรีกของพระองค์[21]

ธรรมเนียมอิสลาม[แก้]

ในหลักฐานของศาสนาอิสลามได้กล่าวถึงอาระเบียก่อนการมาของอิสลาม อัลลาตถือเป็นหัวหน้าเทพีของเผ่าบนูษะกีฟ[22] พระองค์ถูกกล่าวว่าเป็นที่เลื่อมใสในอัฏฏออิฟ โดยพระองค์ถูกกล่าวเป็น อัรร็อบบะ ("สตรี"),[23][24] และถูกรายงานว่ามีวิหารที่ตกแต่งด้วยเครื่องประดับและทรัพย์สินที่เป็นทองกับพลอยโมรา[25] โดยตัวพระองค์มีรูปร่างเป็นลูกบาศก์หินแกรนิต[22][8] บริเวณรอบ ๆ วิหารจึงกลายเป็นที่ศักดิ์สิทธิ์ โดยห้ามตัดต้นไม้, ห้ามล่าสัตว์ และห้ามหลั่งเลือดในบริเวณนี้[26]

รายงานใน กิตาบ อัลอัศนาม ของฮิชาม อิบน์ อัลกัลบี วิหารของพระองค์อยู่ภายใต้การดูแลของบนูอัตตาบ อิบน์ มาลิก แห่งบนูษะกีฟ[13] ซึ่งถูกบูชาโดยชนเผ่าอาหรับอื่น ๆ โดยรวมไปถึงเผ่ากุเรช และตั้งชื่อลูกตามพระนามของเทพี เช่น ซัยด์ อัลลาต กับ ตัยม์ อัลลาต[13] อัลลาตถูกกล่าวในกวีอาหรับก่อนการมาของอิสลาม เช่น อัลมุตะลัมมิส ของ อัมร์ อิบน์ ฮินด์:[27]

เจ้าได้เนรเทศข้าเนื่องจากความกลัวแก่ถากถางและเสียดสี
ไม่! แด่อัลลาตและแบทิลส์ (อันศอบ) ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมด
เจ้าไม่มีวันหนีไปได้

อัลลาตบนสิงโต โดยมีสตรีสององค์อยู่ข้าง ๆ ซึ่งอาจเป็นอัลอุซซากับมะนาต รูปปั้นนูนจากฮัฏร์ในศตวรรษที่ 2

กวีที่เขียนโดยซัยด์ อิบน์ อัมร์ กล่าวถึงอัลลาต คู่กับอัลอุซซากับฮุบัลไว้ว่า:[28]

ข้าสักการะพระเจ้าองค์เดียวหรือพันองค์?
ถ้ามันมีมากตามที่คุณได้กล่าวอ้าง
ข้าละทิ้งอัลลาตและอัลอุซซา ทั้งสององค์
อย่างที่คนที่คิดได้ควรทำ
ข้าจะไม่สักการะอัลอุซซากับพระธิดาของพระองค์ทั้งสอง…
ข้าจะไมาสักการะฮุบัล, ถึงแม้ว่าพระองค์เป็นพระเจ้าของเรา
ในวันที่ข้ามีความรู้สึกเล็กน้อย

อัลลาตถูกกล่าวว่าเป็นพระธิดาของอัลลอฮ์ (ก่อนการมาของอิสลาม) คู่กับอัลอุซซากับมะนาต[29][30][31][32] รายงานจาก กิตาบ อัลอัศนาม ชาวกุเรชกล่าวคำสรรเสริญในขณะเดินวนรอบกะอ์บะฮ์ว่า:[33]

แด่อัลลาตและอัลอุซซา
และมะนาต สามเทวรูปเคียงคู่กัน
แท้จริงสามองค์นั้นคือ อัลเฆาะรอนีก
ซึ่งการขอร้องจะต้องแสวงหา

คำว่า เฆาะรอนีก ถูกแปลเป็น "สตรีที่ยกย่องที่สุด" โดยฟาริสใน กิตาบ อัลอัศนาม รุ่นแปลภาษาอังกฤษ แต่ได้เขียนหมายเหตุว่า "แปลตรงตัว: นกกระเรียนนูมีเดีย"[33]

รายงานจากธรรมเนียมของอิสลาม วิหารของอัลลาตที่อยู่ในอัฏฏออิฟถูกทำลายภายใตคำสั่งของศาสดามุฮัมมัด ในระหว่างการเดินทางของอบูซุฟยาน อิบน์ ฮัรบ์ ซึ่งเป็นปีเดียวกันกับสงครามตะบูก[25] (ซึ่งเกิดในเดือนตุลาคม ค.ศ. 630)[34] รายงานจาก กิตาบ อัลอัศนาม เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากเผ่าบนูษะกีฟเข้ารับอิสลาม และวิหาร "ถูกเผาทำลาย"[27]

อัลกุรอานกับอุบัติการณ์โองการชัยฏอน[แก้]

ดูบทความหลักที่: โองการชัยฏอน

ในอัลกุรอาน พระองค์ถูกกล่าวพร้อมกับอัลอุซซาและมะนาตในซูเราะฮ์ที่ 53:19–22,[35] โดยมีอยู่หลานรายงาน (ทั้งหมดไปยังรายงานของมุฮัมมัด อิบน์ กะอับ ซึ่งถูกลบออกไปสองรุ่นจากชีวประวัติของอิบน์อิสฮัก)[36] ซึ่งรายงานว่า ในขณะที่มุฮัมมัดกำลังอ่านซูเราะฮ์อันนัจม์ในอายะฮ์ที่ว่า:

แล้วพวกเจ้ามิได้เห็นอัลลาต และอัลอุซซา และตัวอื่นคือตัวที่สาม, มะนาต ดอกหรือ?

– ซูเราะฮ์ 53, 19–20

อิบลีสล่อให้ท่านไปอ่านประโยคอื่นแทนด้วย:[36]

แท้จริงสามองค์นั้นคือ อัลเฆาะรอนีก ซึ่งการขอร้องจะต้องแสวงหา (ภาษาอาหรับ:تلك الغرانيق العلى وإن شفاعتهن لترتجى)

เทวทูตญิบรีลตำหนิมุฮัมมัดในการอ่านประโยคนั้น และมีการประทานโองการใหม่ทับอันเก่าต่อด้วยคำว่า:[37]

สำหรับพวกเจ้ามีเพศชาย และสำหรับพระองค์ให้เพศหญิงกระนั้นหรือ? ดูซิ นั่น เป็นการแบ่งส่วนที่ไม่ยุติธรรม!

– ซูเราะฮ์ 53, 21–22

นักวิชาการมุสลิมส่วนใหญ่ปฏิเสธอุบัติการณ์นี้ ตามหลักคำสอนเทววิทยาของ อิศมะฮ์ (ความผิดพลาดของศาสดา เช่น โองการที่ประทานแก่มุฮัมมัดด้วยข้อผิดพลาด) และเป็น อิสนาด (สายรายงาน) ระดับอ่อน[38]

สัญลักษณ์[แก้]

สิงโตของอัลลาต

ในอัฏฏออิฟ ภาพหลักของลัทธิตือลูกบาศก์หิน[22] บางครั้งมีสีขาว[39] อัลวะกีดีกล่าวว่า 'เศียร' ของ อัรร็อบบะฮ์ เป็นหัวของมนุษย์หรือสัตว์ ถึงแม้ว่ายูเลียส เวลล์เฮาเซน (Julius Wellhausen) ปฏิเสธความคิดเห็นนี้ก็ตาม[39]

ภาพพระองค์ของชาวแพลไมราตอนต้นมีรูปร่างเหมือนกับอะทาร์กะติส (ขณะนั่ง) และอัสตาร์ตี (ขณะยืน)[40] สิงโตของอัลลาตที่เคยตั้งอยู่ที่วิหารมีรูปร่างของสิงโตกับกาเซลล์ โดยสิงโตแสดงถึงพระราชสวามี[2] และกาเซลล์แสดงถึงความอ่อนโยนและความรักของอัลลาต[41]

อัลลาตมีความเกี่ยวข้องกับเทพีกรีก อะธีนา (และอีกนัยหนึ่ง เทพีโรมันคือมิเนอร์วา) ในแนบาเทีย, ฮัฎเราะฮ์ กับแพลไมรา[20][16] พระองค์สามารถเทียบได้กับเทพีบาบิโลน อิชตาร์ โดยทั้งคู่มีส่วนเหมือนกันที่ให้ทั้งความมั่งคั่ง, สงคราม และถูกนำไปเชื่อมโยงกับแอโฟรไดทีกับอะธีนา ความเหมือนกันของทั้งสองพระองค์คือสัญลักษณ์ สิงโต ดาวประกายพรึก[42][43] และดวงจันทร์เสี้ยว[44]

ความสัมพันธ์กันในปัจจุบัน[แก้]

รูปปั้นสิงโตแห่งอัลลาตที่ตั้งไว้หน้าวิหารในแพลไมราถูกทำให้เสียหายโดยรัฐอิสลามอิรักและลิแวนต์ (ไอซิล) ในปีค.ศ. 2015 แต่มันได้รับการซ่อมแซมแล้ว[45] ปัจจุบันถูกจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์แห่งชาติดามัสกัส แต่ในอนาคต มันอาจจะส่งคืนที่แพลไมราได้[45]

ดูเพิ่ม[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 1.2 Healey 2001, p. 111.
  2. 2.0 2.1 Butcher 2003, p. 309.
  3. 3.0 3.1 3.2 3.3 Healey 2001, p. 114.
  4. 4.0 4.1 4.2 Fahd, T., "al-Lat", in Bosworth et al. 1986, pp. 692
  5. Healey 2001, p. 112.
  6. Monaghan 2014, p. 31.
  7. Sykes & Turner 2014, p. 7, 8, 63.
  8. 8.0 8.1 Jordan 2014, p. 13.
  9. Corrente, Paola, "Dushara and Allāt alias Dionysos and Aphrodite in Herodotus 3.8", in Bernabé et al. 2013, pp. 265, 266
  10. Histories I:131
  11. Histories III:8
  12. 12.0 12.1 Robin, Christian Julien, "South Arabia, Religions in Pre-Islamic", in McAuliffe 2005, pp. 88
  13. 13.0 13.1 13.2 al-Kalbi 2015, p. 14–15.
  14. Hoyland 2002, p. 25.
  15. Hoyland 2002, p. 63.
  16. 16.0 16.1 16.2 Healey 2001, p. 136.
  17. Corrente, Paola, "Dushara and Allāt alias Dionysos and Aphrodite in Herodotus 3.8", in Bernabé et al. 2013, pp. 263
  18. Zayadine and Farès 1998, p. 255-258.
  19. Frank 2006, p. 96.
  20. 20.0 20.1 Teixidor 1979, p. 62.
  21. Butcher 2003, p. 284.
  22. 22.0 22.1 22.2 al-Kalbi 2015, p. 14.
  23. Brockelmann 1960, p. 9.
  24. Hawting 1999, p. 107.
  25. 25.0 25.1 Tabari 1990, p. 46.
  26. Eckenstein 2018, p. 24.
  27. 27.0 27.1 al-Kalbi 2015, p. 15.
  28. Ishaq 1955, p. 100.
  29. Berkey 2003, p. 42.
  30. Robinson 2013, p. 75.
  31. Peters 1994, p. 110.
  32. Peterson 2007, p. 21.
  33. 33.0 33.1 al-Kalbi 2015, p. 17.
  34. Muir 1878, p. 207.
  35. Quran 53:19-22
  36. 36.0 36.1 Ishaq 1955, p. 165.
  37. Ishaq 1955, p. 166.
  38. Ahmed, Shahab (1998). "Ibn Taymiyyah and the Satanic Verses". Studia Islamica. Maisonneuve & Larose. 87 (87): 67–124. doi:10.2307/1595926. JSTOR 1595926.
  39. 39.0 39.1 Hawting 1999, p. 138.
  40. Teixidor 1979, p. 61.
  41. Baaren 1982, p. 70.
  42. Coulter, Charles Russell; Turner, Patricia (2013-07-04). Encyclopedia of Ancient Deities (in อังกฤษ). Routledge. ISBN 978-1-135-96390-3.
  43. Monaghan, Patricia (2009-12-18). Encyclopedia of Goddesses and Heroines [2 volumes] (in อังกฤษ). ABC-CLIO. ISBN 978-0-313-34990-4.
  44. Kanishk Tharoor; Maryam Maruf (2016-03-04). "Museum of Lost Objects: The Lion of al-Lat". BBC News (in อังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2020-03-13. Unknown parameter |url-status= ignored (help)
  45. 45.0 45.1 Makieh, Perry & Merriman 2017.

ข้อมูล[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]