ข้ามไปเนื้อหา

หม่อมเจ้าบุญจิราธร จุฑาธุช

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
หม่อมเจ้าบุญจิราธร จุฑาธุช
หม่อมเจ้า ชั้น 4
ประสูติ10 สิงหาคม พ.ศ. 2440
วังสงัด อุบลราชธานี
หม่อมเจ้าจิรบุญญ์ณี
ชีพิตักษัย19 มีนาคม พ.ศ. 2523 (82 ปี)
สวามีสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก กรมขุนเพ็ชรบูรณ์อินทราไชย (พ.ศ. 2465-2466)
ราชสกุลชุมพล (ประสูติ)
จุฑาธุช (เสกสมรส)
ราชวงศ์จักรี
พระบิดาพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์
พระมารดาหม่อมบุญยืน ชุมพล ณ อยุธยา

หม่อมเจ้าบุญจิราธร จุฑาธุช (เดิม หม่อมเจ้าจิรบุญญ์ณี; 10 สิงหาคม พ.ศ. 2440 – 19 มีนาคม พ.ศ. 2523) เป็นพระชายาในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก กรมขุนเพ็ชรบูรณ์อินทราไชย เป็นพระธิดาในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ ประสูติแต่หม่อมบุญยืน ชุมพล ณ อยุธยา

พระประวัติ

[แก้]

หม่อมเจ้าบุญจิราธร จุฑาธุช มีพระนามลำลองว่า “ท่านหญิงลาว” เป็นพระธิดาในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ ประสูติแต่หม่อมบุญยืน ชุมพล ณ อยุธยา (อัญญานางบุญยืน บุญรมย์) บุตรีท้าวไชยบุตร์ (บุดดี บุญรมย์) และอัญญาแม่คำพ่วย บุญรมย์ สืบเชื้อสายจากเจ้าพระวอพระตา แห่งเมืองหนองบัวลุ่มภู[1]

หม่อมเจ้าบุญจิราธรประสูติเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2440 ณ วังสงัด จังหวัดอุบลราชธานี[2] เดิมมีพระนามว่า “หม่อมเจ้าจิรบุญญ์ณี” มีโสทรานุชาและพระโสทรขนิษฐาสามองค์ คือ หม่อมเจ้าฐิตศักดิ์วิบูลย์, หม่อมเจ้าธานีเสิกสงัด ชุมพล และหม่อมเจ้านงนิตย์จำเนียร ต่อมาเมื่อเสด็จเข้ามายังกรุงเทพมหานครในช่วงพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระนามใหม่ว่า “บุญจิราธร” โดยทรงตรวจสอบปฏิทินโหราศาสตร์ประกอบแล้วจึงมีพระราชดำริพระราชทานพระนามนี้[3]

เมื่อมีพระชันษา 9 ปี ได้เสด็จเข้ามาในพระนครพร้อมพระบิดา เพื่อเข้าเฝ้าในงานพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก หลังพิธีสิ้นสุด พระบิดาประสงค์จะพากลับอุบลราชธานี แต่หม่อมเจ้าบุญจิราธรประทับอยู่กับสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามาลินีนภดารา ศิรินิภาพรรณวดี กรมขุนศรีสัชนาลัยสุรกัญญา จึงมิได้เสด็จกลับไป และภายหลังได้เข้าประทับในสำนักพระวิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดาวังสวนสุนันทา

หม่อมเจ้าบุญจิราธรทรงศึกษาที่โรงเรียนราชินี มีความสามารถด้านงานฝีมือและวาดเขียนเป็นอย่างดี ครั้นเมื่อย่างเข้าสู่วัยเบญจเพส ได้เป็นที่โปรดปรานของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก กรมขุนเพ็ชรบูรณ์อินทราไชย ซึ่งภายหลังพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จไปสู่ขอโดยพระองค์เอง และได้เสกสมรสกันในเวลาต่อมา

ระหว่าง พ.ศ. 2465–2467 หม่อมเจ้าบุญจิราธรต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักถึงสามพระองค์ ได้แก่ พระบิดา พระสวามี และสมเด็จเจ้าฟ้ามาลินีนพดารา ซึ่งเป็นผู้เลี้ยงดู จึงเป็นช่วงเวลาแห่งความโศกเศร้าอย่างยิ่ง

หลังเสกสมรส ทรงประทับที่วังเพ็ชรบูรณ์ พร้อมด้วยหม่อมบุญยืน พระมารดา ซึ่งเชี่ยวชาญงานทอผ้าแบบราชสำนักอุบล และได้ก่อตั้งโรงทอผ้าที่วังดังกล่าว ทำกิจการจนถึงแก่อนิจกรรมในปี พ.ศ. 2505

เมื่อเข้าสู่วัยชรา หม่อมเจ้าบุญจิราธรทรงประชวรด้วยพระโรคต่าง ๆ แต่ยังทรงสนพระทัยด้านการแพทย์และการสาธารณสุข โดยเคยประทานที่ดินให้แพทย์ชาวจีนเช่าทำสถานพยาบาล และภายหลังประทานเครื่องมือแพทย์แก่โรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์

หม่อมเจ้าบุญจิราธรทรงห่วงใยบ้านเกิดจังหวัดอุบลราชธานีอย่างมาก มักเสด็จกลับไปทรงเยี่ยมเยียนและช่วยเหลือกิจการต่าง ๆ ทั้งยังประทานทรัพย์เพื่อสร้างอาคารในโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์และโรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ เป็นที่ระลึกและเคารพรักจากประชาชนในพื้นที่ หน่วยงานราชการและประชาชนได้ร่วมกันสร้างพระอนุสาวรีย์หม่อมเจ้าบุญจิราธร ณ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์

หม่อมเจ้าบุญจิราธร จุฑาธุช สิ้นชีพิตักษัยด้วยพระโรคมะเร็งในลำไส้ เมื่อวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2523 สิริพระชันษา 83 ปี พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระโกศมณฑปทรงพระศพ ประดิษฐานพระโกศ ณ ศาลาบัณณรศภาค วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร ตั้งแต่วันที่ 19 มีนาคม - 24 มิถุนายน พ.ศ. 2523 และพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว, สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี, สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ไปในการพระราชทานเพลิงศพเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน ปีเดียวกัน ณ เมรุหลวงหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร[4]

เครื่องราชอิสริยาภรณ์

[แก้]

อนุสรณ์

[แก้]

พงศาวลี

[แก้]

อ้างอิง

[แก้]
  1. ที่ระลึกครบรอบ 150 ปี พลตรี กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์[ลิงก์เสีย]
  2. "สำเนาที่เก็บถาวร". ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2010-01-16. สืบค้นเมื่อ 2012-03-23.
  3. http://www.reurnthai.com/index.php?topic=4874.0
  4. ข่าวในพระราชสำนัก
  5. "แจ้งความสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายหน้าและฝ่ายใน ประจำปี 2493" (PDF). ราชกิจจานุเบกษา. 67 (25): 1807. 2 พฤษภาคม 2493.
  6. สำนักนายกรัฐมนตรี (22 เมษายน 2523). "ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์" (PDF). ratchakitcha.soc.go.th. เล่ม 97 (ตอน 65 ง). ราชกิจจานุเบกษา: หน้า 1315. สืบค้นเมื่อ 1 เมษายน 2564.