หม่อมเจียงคำ ชุมพล ณ อยุธยา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
หม่อมเจียงคำ ชุมพล ณ อยุธยา
หม่อมเจียงคำ.jpg
เกิด 4 ธันวาคม พ.ศ. 2422
ถึงแก่กรรม 20 ตุลาคม พ.ศ. 2481 (58 ปี 320 วัน)
คู่สมรส พลตรี พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าชุมพลสมโภช กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์
บุตร หม่อมเจ้าอุปลีสาณ ชุมพล
หม่อมเจ้ากมลีสาณ ชุมพล
บิดามารดา ท้าวสุรินทรชมภู (หมั้น บุตโรบล)
อัญญาแม่ดวงจันทร์ บุตโรบล

หม่อมเจียงคำ ชุมพล ณ อยุธยา (ท.จ.) (4 ธันวาคม พ.ศ. 2422-20 ตุลาคม พ.ศ. 2481 ) มีนามเดิมว่า อาชญานางเจียงคำ สกุลเดิม บุตโรบล เป็นเจ้านายสตรีของเมืองอุบลราชธานีซึ่งเป็นเมืองประเทศราชของราชอาณาสยามมาตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) ที่ถวายตัวเป็นหม่อมใน พลตรี พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าชุมพลสมโภช กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ พระราชโอรสองค์ที่ 11 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) และองค์ที่ 3 ในเจ้าจอมมารดาพึ่ง[1] เพื่อเป็นการกระชับสัมพันธไมตรีระหว่างราชสำนักสยาม กับเจ้านายพื้นถิ่นเมืองอุบลราชธานีให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ในช่วงที่มีนโยบายปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5)

ชาติกำเนิดและราชตระกูล[แก้]

หม่อมเจียงคำ เกิดเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2422 ที่เมืองอุบลราชธานี เป็นธิดาลำดับที่ 9 หรือเป็นธิดาท่านสุดท้องของท้าวสุรินทรชมภู (หมั้น บุตโรบล) กับอาชญาแม่ดวงจันทร์ บุตโรบล หม่อมเจียงคำมีศักดิ์เป็นพระนัดดา (หลานปู่) ในเจ้าราชบุตร (สุ่ย บุตโรบล) เจ้าเมืองอุบลราชธานีองค์ที่ 3 (บรรดาศักดิ์เดิมที่ ท้าวสุริยะ) กับอาชญาแม่ทอง บุตโรบล มีศักดิ์เป็นพระปนัดดา (เหลนทวด) ในท้าวสีหาราช (พูลสุข หรือ พลสุข) กรมการเมืองอุบลราชธานีชั้นผู้ใหญ่ กับอาชญาแม่สุภา มีศักดิ์เป็นพระปทินัดดาในท้าวโคต ผู้เป็นพระราชโอรสในเจ้าพระตา (เจ้าพระวรราชปิตา) ผู้ครองนครเขื่อนขันฑ์กาบแก้วบัวบาน (จังหวัดหนองบัวลำภูในปัจจุบัน) นอกจากนี้ ท้าวโคตผู้เป็นต้นสกุล บุตโรบล ยังมีศักดิ์เป็นพระราชอนุชาร่วมพระราชบิดาพระราชมารดาเดียวกันกับเจ้าพระปทุมวรราชสุริยวงษ์ (คำผง) เจ้าเมืองอุบลราชธานีศรีวนาไลยประเทษราชองค์ที่ 1 กับเจ้าพระวิไชยราชสุริยวงษขัติยราช (ฝ่ายหน้า) เจ้าผู้ครองนครจำปาศักดิ์ (เมืองเก่าคันเกิง) องค์ที่ 3 ด้วย

อนึ่ง หม่อมเจียงคำสืบเชื้อสายจากราชวงศ์ล้านช้างเวียงจันทน์ ผ่านทางพระชายาของเจ้าปางคำ เจ้าเมืองหนองบัวลุ่มภู (ผู้เป็นพระราชบิดาของเจ้าพระตาและเจ้าพระวอ) พระชายาองค์นี้มีศักดิ์เป็นพระราชนัดดาในพระเจ้าสุริยวงศาธรรมิกราชแห่งนครเวียงจันทน์ อีกทั้งหม่อมเจียงคำยังสืบเชื้อสายจากราชวงศ์เชียงรุ้งแสนหวีฟ้าผ่านทางเจ้าปางคำ เจ้าเมืองหนองบัวลุ่มภู ผู้เป็นพระราชโอรสของเจ้านครเชียงรุ้ง และเป็นพระอนุชาในเจ้าอินทกุมารกับเจ้านางจันทกุมารี[2] นอกจากนี้ หม่อมเจียงคำยังเป็นหลานตาและหลานยายของพระศรีโสภากับนางทุมมา พระศรีโสภาผู้เป็นตานั้นเป็นชาวจีนดำรงตำแหน่งนายอากรบ่อนเบี้ยเมืองอุบลราชธานี ปฐมบรรพบุรุษและเครือญาติทั้งหมดของหม่อมเจียงคำ ได้เคยเป็นผู้ปกครองหัวเมืองใหญ่น้อยตั้งแต่สมัยราชอาณาจักรล้านช้างจนเปลี่ยนแปลงการปกครองมาทั้งหมดนับได้ 19 หัวเมือง ได้แก่ เมืองเชียงรุ้งแสนหวีฟ้า เมืองหนองบัวลุ่มภู (เมืองหนองบัวลำภู) เมืองนครเขื่อนขันธ์กาบแก้วบัวบาน (เมืองจำปานครกาบแก้ว) เมืองอุบลราชธานี เมืองนครจำปาศักดิ์ เมืองนครพนม เมืองดอนมดแดง (บ้านดอนมดแดง) เมืองยศสุนทร (เมืองยโสธร) เมืองเขมราฐธานี เมืองหนองคาย เมืองอำนาจเจริญ เมืองวารินชำราบ เมืองพิมูลมังษาหาร (เมืองพิบูลมังสาหาร) เมืองตระการพืชผล เมืองมหาชนะชัย เมืองเสลภูมิ เมืองพนานิคม เมืองเกษมสีมา และเวียงฆ้อนกลองหรือเวียงดอนกอง (บ้านดู่บ้านแก)[3]

พี่น้อง[แก้]

หม่อมเจียงคำ มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน ดังนี้[4]

  1. อาชญานางก้อนคำ สมรสกับ พระอุบลการประชานิตย์ (บุญชู พรหมวงศานนท์) ปลัดเมืองอุบลราชธานี บรรดาศักดิ์เดิมที่ ท้าวสุทธิสาร ผู้ช่วยราชการคณะอาญาสี่เมืองอุบลราชธานี
  2. อาชญานางอบมา สมรสกับ ท้าววรกิติกา (คูณ) กรมการเมืองอุบลราชธานี
  3. อาชญานางเหมือนตา
  4. อาชญานางบุญอ้ม สมรสกับ ท้าวอักษรสุวรรณ กรมการเมืองอุบลราชธานี
  5. อาชญานางหล้า
  6. อาชญานางดวงคำ สมรสกับ รองอำมาตย์ตรี ขุนราชพิตรพิทักษ์ (ทองดี หิรัญภัทร์)
  7. อาชญาท่านคำม้าว โกณฺฑญฺโญ อดีตเจ้าอาวาสรูปแรกของวัดสารพัฒนึก ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี
  8. อาชญาไม่ปรากฏนาม (ถึงแก่กรรมเมื่อวัยเยาว์)
  9. อาชญานางเจียงคำ หรือหม่อมเจียงคำ ชุมพล ณ อยุธยา

เกี่ยวกับนามและสกุล[แก้]

เกี่ยวกับนามของหม่อมเจียงคำนั้น คำว่า เจียง เป็นภาษาลาวโบราณ ตรงกับภาษาบาลีว่า จาป หมายถึง ธนู ศร หน้าไม้ กระสุน แล่ง (ที่ทำสำหรับวางลูกธนูหรือหน้าไม้ หรือที่ใส่ลูกธนูหน้าไม้สำหรับสะพาย)[5] บางครั้งชาวลาวเรียกว่า หน้าเจียง หรือ เกียง ดังนั้น นามของหม่อมเจียงคำจึงหมายถึง ธนูทองคำ หม่อมเจียงคำ เดิมสกุล บุตโรบล นามสกุลบุตโรบลเป็นนามสกุลที่ทายาทบุตรหลานเจ้านายเมืองอุบลราชธานีได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) นามสกุลเลขที่ 2692 เขียนแบบอักษรโรมันคือ Putropala [6] ผู้ได้รับพระราชทานนามสกุลคือ นายร้อยโท พระอุบลกิจประชากร (บุญเพ็ง) นายทหารกองหนุน สังกัดกองสัสดีมณฑลอุบล และผู้ช่วยราชการเมืองอุบลราชธานี บิดาชื่อเจ้าราชบุตร (หนูคำ) ว่าที่เจ้าเมืองอุบลราชธานีองค์ที่ 6 ปู่ชื่อเจ้าราชบุตร (สุ่ย) เจ้าเมืองอุบลราชธานีองค์ที่ 3 หม่อมเจียงคำ ชุมพล ณ อยุธยา และนายร้อยโท พระอุบลกิจประชากร (บุญเพ็ง) เป็นลูกพี่ลูกน้องกันและทั้ง 2 ท่านเป็นพระนัดดา (หลานปู่) ในเจ้าราชบุตร (สุ่ย) เจ้าเมืองอุบลราชธานีองค์ที่ 3 นายร้อยโท พระอุบลกิจประชากร (บุญเพ็ง) นั้นสมรสกับเจ้าเฮือนทองพันธ์ ณ จำปาศักดิ์ พระราชธิดาในเสด็จเจ้ายั้งขะหม่อมยุติธรรมธรนครจำปาศักดิ์รักษาประชาธิบดี (คำสุก ณ จำปาศักดิ์) เจ้าผู้ครองนครจำปาศักดิ์องค์ที่ 12 กับพระชายาโซ้นพิมพ์

การถวายตัว[แก้]

พลตรี พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าชุมพลสมโภช กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ ได้ดำรงตำแหน่งข้าหลวงต่างพระองค์ สำเร็จราชการมณฑลลาวกาว (ภายหลังเปลี่ยนเป็นมณฑลอีสาณ) เมื่อครั้งที่พระองค์ได้เสด็จมาปรับปรุงและจัดระบบราชการที่เมืองอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม ร.ศ. 112 (พ.ศ. 2436) ได้ทรงพอพระทัยต่ออาชญานางเจียงคำ ซึ่งเป็นธิดาของท้าวสุรินทรชมภู (หมั้น) กรมการชั้นผู้ใหญ่ของเมือง จึงได้ทรงขออาชญานางเจียงคำ ต่อเจ้านายผู้ใหญ่ในเมืองอุบลราชธานี คือ พระอุบลศักดิ์ประชาบาล (กุคำ สุวรรณกูฏ) พระอุบลการประชานิตย์ (บุญชู พรหมวงศานนท์) และได้เข้าพิธีบายศรีสู่ขวัญตามจารีตประเพณีของบ้านเมืองลาวดั้งเดิม ถวายตัวเป็นหม่อมห้ามใน พลตรี พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าชุมพลสมโภช กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ พระราชโอรสองค์ที่ 11 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และองค์ที่ 3 ใน เจ้าจอมมารดาพึ่ง เมื่อเดือนมีนาคม ร.ศ. 112 (พ.ศ. 2436) ต่อมาได้ให้กำเนิดพระโอรส 2 พระองค์

การถวายตัวเป็นหม่อมห้ามของเสด็จในกรมนั้น เท่ากับเป็นการสร้างการยอมรับอำนาจการปกครองจากส่วนกลางในหมู่เจ้านายเมืองอุบลราชธานีมากขึ้น และยังทำให้เจ้านายพื้นเมืองบางส่วนขยับฐานะตนเองจากการเป็นเจ้านายในราชวงศ์สายล้านช้างอันเก่าแก่ มาเป็นส่วนหนึ่งในพระราชวงศ์จักรีของสยาม[7] โดยระหว่างที่เสด็จในกรมทรงประทับอยู่ที่เมืองอุบลราชธานีนั้น ได้ทรงสร้างตำหนักชื่อว่า วังสงัด ขึ้นบนที่ดินของท้าวสุรินทรชมภู (หมั้น บุตโรบล) เมื่อ ร.ศ.112 และทรงประทับอยู่กับหม่อมเจียงคำเป็นเวลานาน 17 ปี ก่อนที่จะนิวัติคืนสู่กรุงเทพมหานคร ต่อมาทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงวังและเสนาบดีที่ปรึกษาในพระองค์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) เมื่อ ร.ศ. 129 (พ.ศ. 2453) ภายหลังจากนิวัติสู่กรุงเทพมหานคร พระองค์ก็มิได้กลับมาประทับที่เมืองอุบลราชธานีอีกเลย[8]

ฝีมือการทอผ้า[แก้]

หม่อมเจียงคำเป็นเจ้านายสตรีเมืองอุบลราชธานีที่มีความรู้เรื่องวิชาการช่างทอผ้า และเป็นเจ้านายผู้มีฝีมือการทอผ้าพื้นเมืองเป็นอย่างสูง ในสมัยโบราณนั้น เจ้านายท้องถิ่นมักมีโรงทอผ้าในอาณาบริเวณโฮงของตนเอง หม่อมเจียงคำได้ถ่ายทอดวิชาการช่างทอผ้าพื้นถิ่นเมืองอุบลราชธานีให้บุตรหลานและบริวารจำนวนมาก หนึ่งในนั้นคือแม่เลื่อน เพื่อนำไปทอแข่งขันกับผ้าลายน้ำไหลของหัวเมืองประเทศราชทางล้านนา เช่น เมืองน่านและเมืองเชียงใหม่ ผ้าทออันเป็นที่นิยมของเจ้านายในสมัยนั้นคือ ผ้าจกและผ้ายกมุก ในปัจจุบัน ผ้ายกมุกที่มีชื่อเสียงของภาคอีสานมีอยู่ ๒ แห่ง คือผ้ายกมุกอำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม ซึ่งราษฎรชาวลาวได้ทูลเกล้าฯ ถวายแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตติ์ พระบรมราชินีนาถ และผ้ายกมุกเมืองอุบลราชธานี นอกจากผ้ายกมุกแล้ว ภายในโฮงของเจ้านายเมืองอุบลราชธานียังนิยมทอผ้าจก ผ้าจกลายเอกลักษณ์ของเมืองอุบลราชธานีอันเป็นที่นิยมมากคือผ้าลายจกดาว เมื่อนำลายจกดาวไปต่อเป็นหัวซิ่นหรือผ้านุ่ง เรียกว่า หัวจกดาว จกดาวมีอยู่ ๒ ประเภท คือลายจกดาวใหญ่และลายจกดาวน้อย ภายในโฮงของเจ้านายชั้นสูงนิยมนำไหมคำ (ไหมทองแล่ง) และไหมงิน มาฝั้นเป็นเส้นขนาดเล็ก เรียกว่า ไหมคำแลบ เพื่อทอเป็นลายจกดาว นอกจากจกหัวดาวซึ่งใช้ต่อบริเวณหัวซิ่นแล้ว ยังนิยมนำไปใช้ต่อเป็นลายตีนซิ่นด้วย เรียกว่า จกดาวตีนซิ่น เจ้านายสตรีเมืองอุบลราชธานีนิยมลายจกดาวตีนซิ่นเป็นลายเล็กๆ กว้างขนาด ๒ นิ้ว ใช้ประดับตีนซิ่น ต่อมา ผ้าจกดาวซึ่งได้รับการสืบทอดมาแต่ราชสำนักเมืองอุบลราชธานีจากฝีมือช่างของหม่อมเจียงคำนี้ คุณสุดา งามนิล ได้นำไปพัฒนาและเผยแพร่จนมีชื่อเสียงในปัจจุบัน

ครั้งหนึ่ง พลตรี พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าชุมพลสมโภช กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ เคยส่งผ้าซาระบับลาว (สยามเรียกว่า ผ้าเยียรบับลาว) ไปทูลเกล้าทูลถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) พระองค์ได้มีลายพระราชหัตถเลขาพระราชทานกลับมาว่า "...ผ้านี้ทอดีมาก เชียงใหม่สู้ไม้ได้เลย ถ้าจะยุให้ทำมาขายคงจะมีผู้ซื้อ ฉันจะรับเป็นนายน่า ส่วนที่ส่งมาจะให้ตัดเสื้อ ถ้ามีเวลาจะถ่ายรูปให้ดู..." เอกสารลายพระราชหัตถเลขานี้ได้ถูกเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอุบลราชธานีมาจนถึงทุกวันนี้ ทำให้สามารถสังเกตได้ว่า มีผู้กล่าวขวัญถึงผ้าไหมลาวอีสานมากกว่าผ้าไหมของทางเชียงใหม่เสียอีก

ขอพระโอรสจากพระพุทธวิเศษ[แก้]

พระเจ้าพุทธวิเศษ หรือหลวงพ่อพระพุทธวิเศษ เป็นพระพุทธรูปหินศิลาแลงปางนาคปรก ขนาดหน้าตักกว้าง 55 เซนติเมตร สูง 90 เซนติเมตร เป็นศิลปะยุคศรีโคตรบูรร่วมสมัยกับทวาราวดีของสยาม อายุราวพันกว่าปี ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ในพระวิหารวัดทุ่งศรีวิไล บ้านชีทวน ตำบลชีทวน อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี นับถือกันว่าเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองของชาวบ้านชีทวนและตำบลใกล้เคียง ประชาชนนิยมจัดงานสมโภชเฉลิมฉลองหลวงพ่อพระพุทธวิเศษเป็นเวลา 3 วัน 3 คืน คือวันขึ้น 14 ค่ำ วันขึ้น 15 ค่ำ และวันแรม 1 ค่ำ เดือน 5 ของทุกปี เรียกว่า งานปิดทองหลวงพ่อพุทธวิเศษประจำปี ส่วนบ้านชีทวนนั้นเดิมเป็นเมืองขอมโบราณเรียกว่า เมืองซีซ่วน ภายหลังพระประทุมวรราชสุริยวงศ์ (คำผง) เจ้าเมืองอุบลราชธานีศรีวนาไลยประเทษราช ผู้เป็นต้นราชตระกูลของหม่อมเจียงคำ ได้โปรดให้ท้าวโหง่นคำพร้อมราษฎร 150 ครัวเรือน ยกมาตั้งเป็นบ้านเมืองอีกครั้งที่เมืองซีซ่วน[9] ชาวเมืองเชื่อกันสืบมาว่า ผู้ที่แต่งงานมีครอบครัวมานานแล้วแต่ไม่มีบุตรธิดาไว้สืบสกุล สามีภรรยาก็มักพากันมานมัสการหลวงพ่อพระพุทธวิเศษ เพื่อบนบานศาลกล่าวให้ตนมีบุตรธิดาไว้สืบสกุล ปรากฏว่าเป็นผลสำเร็จมากมาย ครั้งหนึ่ง พลตรี พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าชุมพลสมโภช กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ และหม่อมเจียงคำ ได้เสด็จออกไปเยี่ยมไพร่ฟ้าประชาชนตามหัวเมืองต่างๆ และได้เดินทางผ่านบ้านชีทวน ทราบข่าวว่าที่บ้านชีทวนมีพระพุทธศักดิ์สิทธิ์คือหลวงพ่อพระพุทธวิเศษ สามารถที่จะบนหรือขอสิ่งที่ปรารถนาได้ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์พร้อมหม่อมเจียงคำก็ดำริแก่กันว่า แต่เมื่อครั้งเสกสมรสมานานแล้วก็ยังหาได้มีพระโอรสพระธิดาไว้สืบสกุล ทั้งสองพระองค์จึงทรงนำดอกไม้ธูปเทียนและทองคำเปลวลงไปสักการบูชาขอพระโอรสพระธิดาจากหลวงพ่อพระพุทธวิเศษ ต่อมาไม่นานหม่อมเจียงคำก็ทรงพระครรภ์และได้ประสูติพระโอรส 2 พระองค์ ตามความปรารถนา คือหม่อมเจ้าอุปลีสานและหม่อมเจ้ากมลีสาน[10]

พระโอรส พระนัดดา และพระปนัดดา[แก้]

  • หม่อมเจ้าอุปลีสาณ ชุมพล (ท.จ.ว.) อดีตประธานกรรมการผู้อำนวยการทรัพย์สินส่วนพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และอดีตสมาชิกวุฒิสภา เสกสมรสกับหม่อมเจ้าหญิงพวงรัตนประไพ เทวกุล พระธิดาในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเทวัญอุทัยวงศ์ กรมพระยาเทววงศ์วโรปการ เสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศ ทรงมีพระโอรส-พระธิดา 3 ท่าน คือ
    • หม่อมราชวงศ์พัชรีสาณ ชุมพล (พ.บ.) สมรสกับคุณสุภาพรรณ ปันยารชุน มีบุตรธิดา 2 ท่าน คือ
      • หม่อมหลวงสุพัชร ชุมพล (พ.บ.)
      • หม่อมหลวงภัทรีศา ชุมพล
    • หม่อมราชวงศ์หญิงพวงแก้ว ชุมพล (พ.บ.) สมรสกับนายแพทย์กุณฑล สุนทรเวช มีบุตรธิดา 3 คน คือ
      • ทิพย์สุดา (สุนทรเวช) ถาวรามร
      • พิมพ์แก้ว (สุนทรเวช) มาโกด์
      • สิทธิ์สรรพ์ สุนทรเวช
    • หม่อมราชวงศ์จาตุรีสาณ ชุมพล สมรสกับนางชูศรี (คงเสรี) ชุมพล ณ อยุธยา มีบุตรธิดา 2 ท่าน คือ
      • หม่อมหลวงสุภสิทธิ์ ชุมพล
      • หม่อมหลวงสุทธิมาน (ชุมพล) โภคาชัยพัฒน์
  • หม่อมเจ้ากมลีสาณ ชุมพล เสกสมรสกับหม่อมเจ้าหญิงสีดาดำรวง สวัสดิวัฒน์ พระธิดาในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสวัสดิโสภณ กรมพระสวัสดิวัฒนวิศิษฏ์ และหม่อมเจ้าหญิงฉวีลิลัย สวัสดิวัฒน์ (ราชสกุลเดิม คัคณางค์) พระธิดาในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พะรองค์เจ้าคัคณางยุคล กรมหลวงพิชิตปรีชากร ทรงมีพระโอรส 2 ท่าน คือ
    • หม่อมราชวงศ์ศักดิสาณ ชุมพล สมรสกับนางวราภรณ์ บุณยรักษ์ มีบุตรธิดา 2 ท่าน คือ
      • หม่อมหลวงสิทธิสาณ ชุมพล
      • หม่อมหลวงวราภา ชุมพล
    • หม่อมราชวงศ์พฤทธิสาณ ชุมพล สมรสกับนางอรพันธ์ ชาติยานนท์ มีบุตรธิดา 4 ท่าน คือ
      • หม่อมหลวงวรารมณ์ ชุมพล
      • หม่อมหลวงสมรดา ชุมพล
      • หม่อมหลวงกมลพฤทธิ์ ชุมพล
      • หม่อมหลวงรัมภาพันธุ์ ชุมพล

การบำเพ็ญสาธารณประโยชน์[แก้]

หลังการสิ้นพระชนม์ของพลตรี พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าชุมพลสมโภช กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ หม่อมเจียงคำและหม่อมเจ้าชายทั้ง 2 พระองค์ ผู้เป็นบุตร ได้อุทิศที่ดินจำนวน 27 ไร่ ซึ่งเป็นที่ดินอันเป็นมรดกตกทอดของพระญาติวงศ์เจ้านายเมืองอุบลราชธานีในดีต ได้แก่ ที่ดินของเจ้าราชบุตร์ (สุ่ย บุตโรบล) ที่ดินของพระอุบลศักดิ์ประชาบาล (กุคำ สุวรรณกูฏ) ที่ดินของพระลินจังคุลาทร (พั้ว บุตโรบล) ที่ดินของพระบริคุตคามเขต (โหง่นคำ สุวรรณกูฏ) ที่ดินของพระวิภาคย์พจนกิจ (เล็ก สิงหัษฐิต) ที่ดินของเจ้าอุปฮาต (โท ณ อุบล) ที่ดินของพระอุบลเดชประชารักษ์ (เสือ ณ อุบล) ไว้ให้เป็นสาธารณประโยชน์แก่แผ่นดิน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2474 ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของสถานที่ราชการที่สำคัญในจังหวัดอุบลราชธานีหลายแห่ง ได้แก่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อุบลราชธานี เทศบาลนครอุบลราชธานี ทุ่งศรีเมือง (อดีตสถานที่ถวายเพลิงพระศพเจ้าเมืองและพระราชทานเพลิงเจ้านายเมืองอุบลราชธานี) โรงเรียนอนุบาลอุบลราชธานี ศาลจังหวัดอุบลราชธานี ที่ว่าการอำเภอเมืองอุบลราชธานี ศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี (เดิมเป็นที่ตั้งโรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช) และโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์[1]

เกี่ยวกับที่ดินมรดก[แก้]

แปลงที่ 1[แก้]

ทิศเหนือติดกับถนนศรีณรงค์ ทิศใต้ติดกับถนนเขื่อนธานี ทิศตะวันออกติดกับถนนราชบุตร ทิศตะวันตกติดกับที่ดินของเจ้าอุปฮาด (โท) พระบิดาของพระอุบลเดชประชารักษ์ (เสือ ณ อุบล) กรมการเมืองชั้นผู้ใหญ่ ที่ดินแปลงใหญ่นี้เป็นเดิมเป็นมรดกจากเจ้าราชบุตร (สุ่ย) เจ้าเมืองอุบลราชธานีองค์ที่ 3 เดิมเป็นที่ตั้งศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี ปัจจุบันเป็นที่ตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอุบลราชธานี กรมศิลปากร

แปลงที่ 2[แก้]

ทิศเหนือติดกับถนนศรีณรงค์ ทิศใต้ติดกับถนนเขื่อนธานี ทิศตะวันออกติดกับถนนหลวง ทิศตะวันตกติดกับถนนราชบุตร (เดิมคือที่ตั้งสโมสรข้าราชการเมืองอุบลราชธานี) ที่ดินแปลงนี้เป็นเดิมเป็นมรดกจากเจ้าราชบุตร (สุ่ย) เจ้าเมืองอุบลราชธานีองค์ที่ 3 และเป็นผืนเดียวกันกับที่ดินแปลงที่ 1 เมื่อราชการขยายผังบ้านเมืองออกไปและมีการตัดถนนผ่าน จึงทำให้เกิดเป็นที่ดิน 2 แปลงดังปรากฏในปัจจุบัน

แปลงที่ 3[แก้]

เดิมเป็นที่ตั้งของโรงเรียนนารีนุกูล ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของโรงเรียนอนุบาลอุบลราชธานี เดิมที่ดินแปลงนี้เป็นบริเวณเดียวกันกับทุ่งศรีเมือง แต่ปัจจุบันได้ถูกตัดถนนผ่านหน้าโรงเรียน ทำให้พื้นที่ของโรงเรียนอนุบาลอุบลราชธานีถูกแยกออกไปจากทุ่งศรีเมือง บริเวณกลางทุ่งศรีเมืองนี้เดิมเป็นสถานที่ราชการของเมือง ใช้สำหรับจัดงานพิธีสำคัญต่างๆ ของบ้านเมือง ตลอดจนงานพระราชทานเพลิงศพเจ้าเมือง คณะอาญาสี่ และกรมการเมืองชั้นผู้ใหญ่ เป็นต้น ทุ่งศรีเมืองในปัจจุบันมีทิศเหนือติดกับถนนพโลรังฤทธิ์ ทิศใต้ติดกับถนนศรีณรงค์ ทิศตะวันออกติดกับถนนนครบาล ทิศตะวันตกติดกับถนนอุปราช ปัจจุบันทุ่งศรีเมืองใช้สำหรับเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ ประกอบรัฐพิธีต่างๆ เช่น วันเฉลิมพระชนพรรษาธันวาคมของทุกปี ตลอดจนประกอบพิธีกรรมสำคัญทางศาสนา ประกอบพิธีทางประเพณีวัฒนธรรมของจังหวัด เช่น เทศกาลวันแห่เทียนเข้าพรรษาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศไทย เป็นต้น

แปลงที่ 4[แก้]

ทิศเหนือติดกับถนนพิชิตรังสรรค์ ทิศใต้ติดกับถนนพโลรังฤทธิ์ ทิศตะวันตกติดกับวัดสุทัศนาราม ปัจจุบันเป็นที่ตั้งศาลจังหวัดอุบลราชธานี ศาลแขวงจังหวัดอุบลราชธานี และด้านหลังของศาลจังหวัดอุบลราชธานี เป็นบริเวณบ้านพักผู้พิพากษาศาล ที่ดินแปลงนี้เดิมเป็นมรดกจากเจ้าราชบุตร (สุ่ย) เจ้าเมืองอุบลราชธานีองค์ที่ 3 พระอุบลศักดิ์ประชาบาล (กุคำ สุวรรณกูฏ) พระลินจังคุลาทร (พั้ว บุตโรบล) พระบริคุตคามเขต (โหง่นคำ สุวรรณกูฏ) และพระวิภาคย์พจนกิจ (เล็ก สิงหัษฐิต)

แปลงที่ 5[แก้]

ทิศเหนือติดกับถนนศรีณรงค์ ทิศใต้ติดกับถนนเขื่อนธานี ทิศตะวันออกติดกับที่ดินของเจ้าราชบุตร (สุ่ย) ทิศตะวันตกติดกับถนนอุปราช เป็นที่ตั้งที่ว่าการอำเภอเมืองอุบลราชธานี แล้วย้ายไปสร้างใหม่ ณ สำนักงานปัจจุบัน เมื่อ พ.ศ. 2553 ตั้งอยู่ข้างสำนักงานธนารักษ์จังหวัดอุบลราชธานี ที่ดินแปลงนี้เดิมเป็นมรดกจากเจ้าอุปฮาด (โท) พระบิดาของพระอุบลเดชประชารักษ์ (เสือ ณ อุบล) กรมการเมืองชั้นผู้ใหญ่

แปลงที่ 6[แก้]

ทิศเหนือติดกับวัดไชยมงคล ทิศใต้ติดกับถนนศรีณรงค์ ทิศตะวันออกติดกับถนนอุปราช ทิศตะวันตกติดกับสุสานโรมันคาทอลิก เดิมเป็นที่ตั้งของโรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี

แปลงที่ 7[แก้]

ที่ดินแปลงนี้มีทั้งหมด 27 ไร่ ซึ่งตกทอดเป็นมรดกของพระโอรสทั้ง 2 พระองค์ คือ หม่อมเจ้าอุปลีสาณ ชุมพล (ท.จ.ว.) และหม่อมเจ้ากมลีสาณ ชุมพล พระโอรสทั้ง 2 ได้มอบให้ทางราชการเมื่อ พ.ศ. 2474 ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นโรงพยาบาลศูนย์อีสานใต้ที่ทันสมัยแห่งหนึ่งของภาคอีสานหรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และมีผู้ใช้บริการอยู่เป็นจำนวนมาก [11]

อนิจกรรม[แก้]

หม่อมเจียงคำ ถึงแก่อนิจกรรมด้วยโรคอัมพาต เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2481 สิริอายุ 59 ปี[12] ณ โฮงพระวิภาคย์พจนกิจ (เล็ก สิงหัษฐิต) เลขานุการในพระองค์กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ ผู้เป็นญาติใกล้ชิดของหม่อมเจียงคำ ซึ่งตั้งอยู่ ณ ถนนพิชิตรังสรรค์ อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี[13] แต่บ้างก็กล่าวว่าหม่อมเจียงคำได้ถึงแก่อนิจกรรม ณ วังสงัด[14] ซึ่งเป็นที่ประทับของพระองค์เมื่อครั้งพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าชุมพลสมโภช กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ได้เสด็จมาพระทับเมืองอุบลราชธานี ปัจจุบันทายาทได้นำพระอัฐิของท่านบรรจุไว้ ณ บริเวณฐานตั้งใบเสมาหน้าพระอุโบสถ วัดสุทัศนาราม อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นวัดที่เจ้าราชบุตร (สุ่ย บุตโรบล) ผู้เป็นพระอัยกาและพระญาติวงศ์เมืองอุบลราชธานี ได้ร่วมกันสร้างไว้ตั้งแต่ครั้ง พ.ศ. 2396 ก่อนที่เจ้าราชบุตร (สุ่ย บุตโรบล) จะไปราชการศึกสงครามเมืองญวนที่ประเทศเขมร[15]

อนุสรณ์เกี่ยวกับพระองค์[แก้]

พงศาวลี[แก้]

พงศาวลีต้นราชตระกูล[แก้]

พงศาวลีต้นราชตระกูลทรรศนะที่ 1[แก้]

พงศาวลีต้นราชตระกูลทรรศนะที่ 2[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 ที่ระลึกครบรอบ 150 ปี พลตรี กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์
  2. http://e-shann.com/?p=6048
  3. https://th.wikisource.org/wiki/
  4. เติม วิภาคย์พจนกิจ. ประวัติศาสตร์อีสาน. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์, 2542.
  5. http://dictionary.sanook.com/search/dict-th-th-pleang/%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%9B
  6. http://phyathaipalace.org.a33.readyplanet.net/
  7. เอี่ยมกมล จันทะประเทศ. สถานภาพเจ้านายพื้นเมืองอุบลราชธานี ระหว่างพ.ศ. 2425-2476. วิทยานิพนธ์ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์. บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. 2538
  8. http://guideubon.com/news/view.php?t=14&s_id=14&d_id=14
  9. http://www.komchadluek.net/detail/20141026/194690.html
  10. http://guideubon.com/news/view.php?t=18&s_id=10&d_id=26
  11. กลุ่มสืบสานนำฮอย หม่อมเจียงคำ ชุมพล ณ อยุธยา, หม่อมเจียงคำ ชุมพล ณ อยุธยา (ท.จ.) : สตรีเมืองดอกบัวงามผู้เดินตามจารีตประเพณีไทยอิสาณ ที่ระลึก 20 ตุลาคม 2553, (อุบลราชธานี : ศิริธรรมออฟเซ็ท, 2553), หน้า 29-33.
  12. http://guideubon.com/news/view.php?t=14&s_id=10&d_id=10
  13. สัมภาษณ์นางผลา ณ อุบล หลานพระวิภาคย์พจนกิจ บ้านเลขที่ 114 ถนนพิชิตรังสรรค์ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี วันที่16 เมษายน 2555, วิศปัตย์ ชัยช่วย และคำล่า มุสิกา, ผู้สัมภาษณ์
  14. http://guideubon.com/news/view.php?t=14&s_id=10&d_id=10
  15. https://www.facebook.com/media/set/?set=a.
  16. http://guideubon.com/news/view.php?t=92&s_id=639&d_id=639
  17. http://guideubon.com/news/view.php?t=15&s_id=29&d_id=29&page=3&start=1
  18. http://www.guideubon.com/2.0/ubon-story/319/