ข้ามไปเนื้อหา

หม่อมราชวงศ์สังขดิศ ดิศกุล

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สังขดิศ ดิศกุล
เอกอัครราชทูตไทยประจำมาเลเซีย
ดำรงตำแหน่ง
19 มกราคม พ.ศ. 2513  27 กันยายน พ.ศ. 2516
กษัตริย์พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร
นายกรัฐมนตรีจอมพล ถนอม กิตติขจร
ก่อนหน้าเล็ก ตันเต็มทรัพย์
ถัดไปหม่อมเจ้ายุธิษเฐียร สวัสดิวัตน์
เอกอัครราชทูตไทยประจำสวิตเซอร์แลนด์
ดำรงตำแหน่ง
8 ตุลาคม พ.ศ. 2516  12 มกราคม พ.ศ. 2520
กษัตริย์พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร
นายกรัฐมนตรี
ก่อนหน้าอุปดิศร์ ปาจรียางกูร
ถัดไปกลศ วิเศษสุรการ
เอกอัครราชทูตไทยประจำนครรัฐวาติกัน[a]
ดำรงตำแหน่ง
14 มีนาคม พ.ศ. 2517  12 มกราคม พ.ศ. 2520
กษัตริย์พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร
นายกรัฐมนตรี
ก่อนหน้าอุปดิศร์ ปาจรียางกูร
ถัดไปกลศ วิเศษสุรการ
ข้อมูลส่วนบุคคล
เกิด
หม่อมราชวงศ์สังขดิศ ดิศกุล ณ กรุงเทพ[b]

12 กันยายน พ.ศ. 2460
วังวรดิศ จังหวัดพระนคร ประเทศไทย
เสียชีวิต22 ธันวาคม พ.ศ. 2545 (85 ปี)
โรงพยาบาลวิชัยยุทธ กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย
เชื้อชาติไทย
การเข้าร่วม
พรรคการเมืองอื่น
เสรีไทย
คู่สมรสมัณฑนา กุญชร ณ อยุธยา
บุตรหม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล
บุพการี
อาชีพ
วิชาชีพ
เป็นที่รู้จักจากก่อตั้งพิพิธภัณฑ์สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ วังวรดิศ และเข้าเฝ้าฯ รับพระราชทานรางวัลวังวรดิศอาคารอนุรักษ์ดีเด่น สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์
ยศที่ได้รับการแต่งตั้ง
รับใช้ ไทย
สังกัด กองทัพบกไทย
ประจำการพ.ศ. 2482 – พ.ศ. 2520
ยศ พลตรี
บังคับบัญชากรมข่าวทหารบก
ผ่านศึก

พลตรี หม่อมราชวงศ์สังขดิศ ดิศกุล (12 กันยายน พ.ศ. 2460 – 22 ธันวาคม พ.ศ. 2545) เป็นนายทหารและนักการทูตชาวไทย เคยดำรงตำแหน่งสำคัญ ๆ เช่น เอกอัครราชทูตไทยประจำมาเลเซีย สวิตเซอร์แลนด์ และนครรัฐวาติกัน

ประวัติ

[แก้]

พลตรี หม่อมราชวงศ์สังขดิศ ดิศกุล เกิดเมื่อวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2460 ที่วังวรดิศ จังหวัดพระนคร เป็นโอรสของหม่อมเจ้าจุลดิศ ดิศกุล และเป็นพระนัดดาสืบตระกูลในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ สมรสกับมัณฑนา ดิศกุล ณ อยุธยา (ราชสกุลเดิม กุญชร ณ อยุธยา) มีบุตรชายคนเดียว คือ หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล

พลตรี หม่อมราชวงศ์สังขดิศ ดิศกุล อุปสมบทเมื่อปี พ.ศ. 2492 ที่วัดเทพศิรินทราวาส โดยมีสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ ญาณวโร) เป็นพระอุปัชฌาย์ แล้วลาสิกขาเมื่อสิ้นพรรษาในปีเดียวกัน

หม่อมราชวงศ์สังขดิศเป็นทายาทสายตรงผู้สืบทอดดำรงรักษาวังวรดิศ ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ท่านได้ทุ่มเทเวลากว่า 20 ปีภายหลังเกษียณอายุราชการ ในความทุ่มเท เสียสละ ไม่เคยมีความคิดโลภโมโทสันที่จะขายพื้นที่วังวรดิศหรือให้เช่าตามสิทธิแห่งความเป็นเจ้าของ ทั้งที่มีผู้มาติดต่อขอซื้อขอเช่าด้วยการเสนอราคาค่างวดเป็นจำนวนมาก เป็นที่กล่าวขานกันโดยทั่วว่าคุณชายสังขดิศจะปฏิเสธด้วยความสุภาพเรียบร้อยเสมอมา หากแต่ได้ดำริก่อตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์เฉลิมพระเกียรติพระบรมราชจักรีวงศ์ และเสด็จปู่ของหม่อมราชวงศ์สังขดิศ คือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ตามที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ได้ทรงพระกรุณาพระราชทานแนวพระราชดำริแก่เอกอัครราชทูต หม่อมราชวงศ์สังขดิศ ดิศกุล เมื่อครั้งที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เยี่ยมทำเนียบเอกอัครราชทูต ณ กรุงแบร์น ประเทศสมาพันธรัฐสวิส รวมทั้งการให้เป็นโรงเรียนดำรงราชานุภาพ เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ และปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมแก่ลูกหลานเยาวชน ครูอาจารย์ อีกทั้งหลักสูตร 'การเป็นคนไทยที่ดี ตามรอยพระยุคลบาท' ให้กับข้าราชการจากหลายส่วนราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา ตราบจนปัจจุบัน ที่บุตรชายคนเดียว คือ หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สมรสกับอัมพร ดิศกุล ณ อยุธยา มีบุตรชายคนเดียว คือ วรดิศ ดิศกุล ณ อยุธยา ได้สืบสานปณิธานของบิดาด้วยวิริยภาพ และยึดมั่นพระราชปรัชญาความพอเพียงในการครองตน ครองคน และครองงาน ความเพียร ความเจียมเนื้อเจียมตัว ความอ่อนน้อมถ่อมตน ตามคำสอนของบิดา และสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพตลอดมา[1]

การศึกษา

[แก้]

พลตรี หม่อมราชวงศ์สังขดิศ ดิศกุล ได้รับการศึกษาเบื้องต้นจากวชิราวุธวิทยาลัยและโรงเรียนเทพศิรินทร์ ต่อมาได้ศึกษาวิชาทหารม้าที่ โรงเรียนนายร้อยทหารบกแซนด์เฮิสต์ และการศึกษาภาคทฤษฎีที่ มหาวิทยาลัยลิเวอร์พูล ผ่านการอบรมหลักสูตรครูฝึกม้าใหม่ และผ่านการศึกษาโรงเรียนนายทหารม้า ชั้นผู้บังคับกองร้อย จากนั้นได้เข้าศึกษาที่โรงเรียนเสนาธิการทหารบก รุ่นที่ 26 ผ่านการอบรมหลักสูตรข่าวกรองทางยุทธศาสตร์ของคณะที่ปรึกษาการช่วยเหลือทางทหารของสหรัฐ หลังจากนั้นได้เข้าศึกษาที่วิทยาลัยการทัพบก รุ่นที่ 3 และได้ศึกษาที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 8

การทำงาน

[แก้]

พลตรี หม่อมราชวงศ์สังขดิศ ดิศกุล รับราชการที่กองทัพบก ในปี พ.ศ. 2482 เป็นว่าที่ร้อยตรีเหล่าทหารม้า จนกระทั่งได้รับพระราชทานยศพลตรีในปี พ.ศ. 2507 และเกษียณอายุราชการในปี พ.ศ. 2520

การรับราชการทหาร

[แก้]

พลตรี หม่อมราชวงศ์สังขดิศ ดิศกุล รับราชการในตำแหน่งประจำแผนกที่ 2 กรมจเรทหารบก ผู้บังคับการหมวดกองพันทหารม้าที่ 1 รักษาพระองค์ นายทหารคนสนิทของผู้บัญชาการกองพลทหารม้า หัวหน้ากองบังคับการกองพลทหารม้าในกองทัพพายัพในกองทัพบกสนาม นายทหารฝ่ายเสนาธิการกองพลน้อยผสมที่ 18 รับมอบ 4 รัฐมลายาจากญี่ปุ่น นายทหารคนสนิทของเสนาธิการทหารบก อาจารย์ผู้ช่วยโรงเรียนเสนาธิการทหารบก แม่กองวิทยาการ แผนกที่ 2 กรมจเรทหารม้า อาจารย์กองวิชาข่าวกรอง โรงเรียนเสนาธิการทหารบก อาจารย์โรงเรียนเสนาธิการทหารบก หัวหน้าแผนกข่าว กรมข่าวทหารบก หัวหน้ากอง กรมข่าวทหารบก นายทหารฝ่ายเสนาธิการ กรมข่าวทหารบก เสนาธิการกองพลทหารม้า รองผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า หลังจากนั้นจึงโอนมาสังกัดกองบัญชาทหารสูงสุด ในตำแหน่งรองเจ้ากรมข่าวทหาร จากนั้นจึงโอนกลับมาสังกัดกองทัพบก ในตำแหน่งเจ้ากรมข่าวทหารบก หลังจากพ้นจากตำแหน่งเอกอัครราชทูต จึงมาสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมในตำแหน่งประจำกระทรวงกลาโหม และโอนมาสังกัดกองทัพบกอีกครั้ง โดยตำแหน่งสุดท้ายก่อนเกษียณอายุราชการคือ ประจำกองบัญชาการกองทัพบก

การรับราชการต่างประเทศ

[แก้]

นอกจากงานด้านการทหารแล้ว พลตรี หม่อมราชวงศ์สังขดิศ ทำงานด้านการทูตครั้งแรกในสมัยรับราชการทหาร ตำแหน่งผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารบกประจำสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอชิงตัน หลังจากพ้นจากราชการทหารครั้งแรกจึงโอนมาเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงการต่างประเทศ ในตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ในปี พ.ศ. 2513 หลังจากนั้นอีก 3 ปี จึงมารับตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงแบร์น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และประจำนครรัฐวาติกันด้วยอีกตำแหน่งในระหว่างปี พ.ศ. 2516 – พ.ศ. 2520 เป็นตำแหน่งทางการทูตครั้งสุดท้ายจากนั้นโอนกลับเข้ารับราชการทหารอีกครั้ง

การทำงานหลังเกษียณ

[แก้]

พลตรี หม่อมราชวงศ์สังขดิศ ดิศกุล ดำรงตำแหน่งหลังเกษียณอายุราชการ ดังนี้

ถึงแก่อนิจกรรม

[แก้]

พลตรี หม่อมราชวงศ์สังขดิศ ดิศกุล ได้ถึงแก่อนิจกรรมที่โรงพยาบาลวิชัยยุทธ ด้วยโรคเกี่ยวกับโลหิตในสมอง เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2545 สิริรวมอายุได้ 85 ปี 3 เดือน 10 วัน[2] พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งทรงดำรงพระราชอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมารเสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์พร้อมด้วยสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในการพระราชทานเพลิงศพ ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2546 ณ เมรุหลวงหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร อันนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณปกเกล้าปกกระหม่อมครอบครัวทายาทพลตรี หม่อมราชวงศ์สังขดิศ ดิศกุล และสมาชิกในราชสกุลดิศกุล หาที่สุดมิได้

เครื่องราชอิสริยาภรณ์

[แก้]

พลตรี หม่อมราชวงศ์สังขดิศ ดิศกุล ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ทั้งไทยและต่างประเทศ ดังนี้

ไทย

[แก้]

ต่างประเทศ

[แก้]
  •  สหรัฐ :
  •  นครรัฐวาติกัน :
    • พ.ศ. 2512 – เครื่องอิสริยาภรณ์นักบุญเกรกอรีมหาสมณะ ชั้นที่ 1
  •  เอธิโอเปีย :
    • พ.ศ. 2508 – เครื่องราชอิสริยาภรณ์ดาราแห่งเอธิโอเปีย ชั้นที่ 2
  •  มาเลเซีย :
    • พ.ศ. 2517 – เครื่องราชอิสริยาภรณ์ยัง มูเลีย ปังกวน เนการา ชั้นที่ 2
  •  เกาหลีใต้ :
    • พ.ศ. 2515 – เครื่องอิสริยาภรณ์กิตติคุณสำหรับการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ ชั้นที่ 3
  •  ไต้หวัน :
    • พ.ศ. 2517 – เครื่องอิสริยาภรณ์เมฆและแบนเนอร์ ชั้นที่ 3
  •  รัฐกลันตัน :
    • พ.ศ. 2521 – เครื่องราชอิสริยาภรณ์ดาร์จาห์ เสรี ปาดูกา จิวา มาห์โกตา ชั้นที่ 1

ลำดับสาแหรก

[แก้]

อ้างอิง

[แก้]
  1. "สำเนาที่เก็บถาวร". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2016-03-04. สืบค้นเมื่อ 2009-12-14.
  2. "สำเนาที่เก็บถาวร". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2005-05-09. สืบค้นเมื่อ 2009-12-14.
  3. ราชกิจจานุเบกษา, แจ้งความสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์, เล่ม ๖๕ ตอนที่ ๗๑ ง หน้า ๓๙๙๗, ๗ ธันวาคม ๒๔๙๑
  4. ราชกิจจานุเบกษา, แจ้งความสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์, เล่ม ๘๘ ตอนที่ ๑๕๑ ง ฉบับพิเศษ หน้า ๓๒, ๓๑ ธันวาคม ๒๕๑๔
  5. ราชกิจจานุเบกษา, แจ้งความสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์, เล่ม ๘๕ ตอนที่ ๑๒๒ ง ฉบับพิเศษ หน้า ๒๘, ๓๑ ธันวาคม ๒๕๑๑
  6. ราชกิจจานุเบกษา, แจ้งความสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเหรียญรัตนาภรณ์, เล่ม ๘๕ ตอนที่ ๒๕ ง หน้า ๘๘๓, ๑๙ มีนาคม ๒๕๑๑
  7. ราชกิจจานุเบกษา, แจ้งความสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเหรียญชัยสมรภูมิ, เล่ม ๕๘ ตอนที่ ๐ ง หน้า ๔๕๘๙, ๙ ธันวาคม ๒๔๘๔
  8. ราชกิจจานุเบกษา, แจ้งความสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเหรียญชัยสมรภูมิ, เล่ม ๘๒ ตอนที่ ๙๗ ง ฉบับพิเศษ หน้า ๑๑, ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๐๘
  9. ราชกิจจานุเบกษา, แจ้งความสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเหรียญพิทักษ์เสรีชน, เล่ม ๘๗ ตอนที่ ๙๗ ง ฉบับพิเศษ หน้า ๒๙, ๒๑ ตุลาคม ๒๕๑๓
  10. ราชกิจจานุเบกษา, แจ้งความสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเหรียญช่วยราชการเขตภายใน, เล่ม ๖๐ ตอนที่ ๔๔ ง หน้า ๒๖๙๗, ๒๔ สิงหาคม ๒๔๘๖
  11. ราชกิจจานุเบกษา, แจ้งความสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเหรียญราชการชายแดน, เล่ม ๘๕ ตอนที่ ๘๙ ง ฉบับพิเศษ หน้า ๒, ๓ ตุลาคม ๒๕๑๑
  12. ราชกิจจานุเบกษา, แจ้งความสำนักคณะรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์, เล่ม ๗๒ ตอนที่ ๙๙ ง ฉบับพิเศษ หน้า ๓๐๕, ๒๙ ธันวาคม ๒๔๙๘
  13. "AGO 1962-16 — HQDA GENERAL ORDER: AWARDS" (PDF). คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 2024-03-06. สืบค้นเมื่อ 2023-12-07.
  1. เป็นตำแหน่งเอกอัครราชทูตที่มีถิ่นพำนักที่กรุงแบร์น
  2. เป็นชื่อสกุลในสมัยปี พ.ศ. 2460