หม่อมราชวงศ์สังขดิศ ดิศกุล
สังขดิศ ดิศกุล | |
|---|---|
| เอกอัครราชทูตไทยประจำมาเลเซีย | |
| ดำรงตำแหน่ง 19 มกราคม พ.ศ. 2513 – 27 กันยายน พ.ศ. 2516 | |
| กษัตริย์ | พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร |
| นายกรัฐมนตรี | จอมพล ถนอม กิตติขจร |
| ก่อนหน้า | เล็ก ตันเต็มทรัพย์ |
| ถัดไป | หม่อมเจ้ายุธิษเฐียร สวัสดิวัตน์ |
| เอกอัครราชทูตไทยประจำสวิตเซอร์แลนด์ | |
| ดำรงตำแหน่ง 8 ตุลาคม พ.ศ. 2516 – 12 มกราคม พ.ศ. 2520 | |
| กษัตริย์ | พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร |
| นายกรัฐมนตรี | |
| ก่อนหน้า | อุปดิศร์ ปาจรียางกูร |
| ถัดไป | กลศ วิเศษสุรการ |
| เอกอัครราชทูตไทยประจำนครรัฐวาติกัน[a] | |
| ดำรงตำแหน่ง 14 มีนาคม พ.ศ. 2517 – 12 มกราคม พ.ศ. 2520 | |
| กษัตริย์ | พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร |
| นายกรัฐมนตรี | |
| ก่อนหน้า | อุปดิศร์ ปาจรียางกูร |
| ถัดไป | กลศ วิเศษสุรการ |
| ข้อมูลส่วนบุคคล | |
| เกิด | หม่อมราชวงศ์สังขดิศ ดิศกุล ณ กรุงเทพ[b] 12 กันยายน พ.ศ. 2460 วังวรดิศ จังหวัดพระนคร ประเทศไทย |
| เสียชีวิต | 22 ธันวาคม พ.ศ. 2545 (85 ปี) โรงพยาบาลวิชัยยุทธ กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย |
| เชื้อชาติ | ไทย |
| การเข้าร่วม พรรคการเมืองอื่น | เสรีไทย |
| คู่สมรส | มัณฑนา กุญชร ณ อยุธยา |
| บุตร | หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล |
| บุพการี |
|
| อาชีพ | |
| วิชาชีพ | |
| เป็นที่รู้จักจาก | ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ วังวรดิศ และเข้าเฝ้าฯ รับพระราชทานรางวัลวังวรดิศอาคารอนุรักษ์ดีเด่น สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ |
| ยศที่ได้รับการแต่งตั้ง | |
| รับใช้ | |
| สังกัด | |
| ประจำการ | พ.ศ. 2482 – พ.ศ. 2520 |
| ยศ | |
| บังคับบัญชา | กรมข่าวทหารบก |
| ผ่านศึก | |
พลตรี หม่อมราชวงศ์สังขดิศ ดิศกุล (12 กันยายน พ.ศ. 2460 – 22 ธันวาคม พ.ศ. 2545) เป็นนายทหารและนักการทูตชาวไทย เคยดำรงตำแหน่งสำคัญ ๆ เช่น เอกอัครราชทูตไทยประจำมาเลเซีย สวิตเซอร์แลนด์ และนครรัฐวาติกัน
ประวัติ
[แก้]พลตรี หม่อมราชวงศ์สังขดิศ ดิศกุล เกิดเมื่อวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2460 ที่วังวรดิศ จังหวัดพระนคร เป็นโอรสของหม่อมเจ้าจุลดิศ ดิศกุล และเป็นพระนัดดาสืบตระกูลในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ สมรสกับมัณฑนา ดิศกุล ณ อยุธยา (ราชสกุลเดิม กุญชร ณ อยุธยา) มีบุตรชายคนเดียว คือ หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล
พลตรี หม่อมราชวงศ์สังขดิศ ดิศกุล อุปสมบทเมื่อปี พ.ศ. 2492 ที่วัดเทพศิรินทราวาส โดยมีสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ ญาณวโร) เป็นพระอุปัชฌาย์ แล้วลาสิกขาเมื่อสิ้นพรรษาในปีเดียวกัน
หม่อมราชวงศ์สังขดิศเป็นทายาทสายตรงผู้สืบทอดดำรงรักษาวังวรดิศ ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ท่านได้ทุ่มเทเวลากว่า 20 ปีภายหลังเกษียณอายุราชการ ในความทุ่มเท เสียสละ ไม่เคยมีความคิดโลภโมโทสันที่จะขายพื้นที่วังวรดิศหรือให้เช่าตามสิทธิแห่งความเป็นเจ้าของ ทั้งที่มีผู้มาติดต่อขอซื้อขอเช่าด้วยการเสนอราคาค่างวดเป็นจำนวนมาก เป็นที่กล่าวขานกันโดยทั่วว่าคุณชายสังขดิศจะปฏิเสธด้วยความสุภาพเรียบร้อยเสมอมา หากแต่ได้ดำริก่อตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์เฉลิมพระเกียรติพระบรมราชจักรีวงศ์ และเสด็จปู่ของหม่อมราชวงศ์สังขดิศ คือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ตามที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ได้ทรงพระกรุณาพระราชทานแนวพระราชดำริแก่เอกอัครราชทูต หม่อมราชวงศ์สังขดิศ ดิศกุล เมื่อครั้งที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เยี่ยมทำเนียบเอกอัครราชทูต ณ กรุงแบร์น ประเทศสมาพันธรัฐสวิส รวมทั้งการให้เป็นโรงเรียนดำรงราชานุภาพ เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ และปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมแก่ลูกหลานเยาวชน ครูอาจารย์ อีกทั้งหลักสูตร 'การเป็นคนไทยที่ดี ตามรอยพระยุคลบาท' ให้กับข้าราชการจากหลายส่วนราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา ตราบจนปัจจุบัน ที่บุตรชายคนเดียว คือ หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สมรสกับอัมพร ดิศกุล ณ อยุธยา มีบุตรชายคนเดียว คือ วรดิศ ดิศกุล ณ อยุธยา ได้สืบสานปณิธานของบิดาด้วยวิริยภาพ และยึดมั่นพระราชปรัชญาความพอเพียงในการครองตน ครองคน และครองงาน ความเพียร ความเจียมเนื้อเจียมตัว ความอ่อนน้อมถ่อมตน ตามคำสอนของบิดา และสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพตลอดมา[1]
การศึกษา
[แก้]พลตรี หม่อมราชวงศ์สังขดิศ ดิศกุล ได้รับการศึกษาเบื้องต้นจากวชิราวุธวิทยาลัยและโรงเรียนเทพศิรินทร์ ต่อมาได้ศึกษาวิชาทหารม้าที่ โรงเรียนนายร้อยทหารบกแซนด์เฮิสต์ และการศึกษาภาคทฤษฎีที่ มหาวิทยาลัยลิเวอร์พูล ผ่านการอบรมหลักสูตรครูฝึกม้าใหม่ และผ่านการศึกษาโรงเรียนนายทหารม้า ชั้นผู้บังคับกองร้อย จากนั้นได้เข้าศึกษาที่โรงเรียนเสนาธิการทหารบก รุ่นที่ 26 ผ่านการอบรมหลักสูตรข่าวกรองทางยุทธศาสตร์ของคณะที่ปรึกษาการช่วยเหลือทางทหารของสหรัฐ หลังจากนั้นได้เข้าศึกษาที่วิทยาลัยการทัพบก รุ่นที่ 3 และได้ศึกษาที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 8
การทำงาน
[แก้]พลตรี หม่อมราชวงศ์สังขดิศ ดิศกุล รับราชการที่กองทัพบก ในปี พ.ศ. 2482 เป็นว่าที่ร้อยตรีเหล่าทหารม้า จนกระทั่งได้รับพระราชทานยศพลตรีในปี พ.ศ. 2507 และเกษียณอายุราชการในปี พ.ศ. 2520
การรับราชการทหาร
[แก้]พลตรี หม่อมราชวงศ์สังขดิศ ดิศกุล รับราชการในตำแหน่งประจำแผนกที่ 2 กรมจเรทหารบก ผู้บังคับการหมวดกองพันทหารม้าที่ 1 รักษาพระองค์ นายทหารคนสนิทของผู้บัญชาการกองพลทหารม้า หัวหน้ากองบังคับการกองพลทหารม้าในกองทัพพายัพในกองทัพบกสนาม นายทหารฝ่ายเสนาธิการกองพลน้อยผสมที่ 18 รับมอบ 4 รัฐมลายาจากญี่ปุ่น นายทหารคนสนิทของเสนาธิการทหารบก อาจารย์ผู้ช่วยโรงเรียนเสนาธิการทหารบก แม่กองวิทยาการ แผนกที่ 2 กรมจเรทหารม้า อาจารย์กองวิชาข่าวกรอง โรงเรียนเสนาธิการทหารบก อาจารย์โรงเรียนเสนาธิการทหารบก หัวหน้าแผนกข่าว กรมข่าวทหารบก หัวหน้ากอง กรมข่าวทหารบก นายทหารฝ่ายเสนาธิการ กรมข่าวทหารบก เสนาธิการกองพลทหารม้า รองผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า หลังจากนั้นจึงโอนมาสังกัดกองบัญชาทหารสูงสุด ในตำแหน่งรองเจ้ากรมข่าวทหาร จากนั้นจึงโอนกลับมาสังกัดกองทัพบก ในตำแหน่งเจ้ากรมข่าวทหารบก หลังจากพ้นจากตำแหน่งเอกอัครราชทูต จึงมาสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมในตำแหน่งประจำกระทรวงกลาโหม และโอนมาสังกัดกองทัพบกอีกครั้ง โดยตำแหน่งสุดท้ายก่อนเกษียณอายุราชการคือ ประจำกองบัญชาการกองทัพบก
การรับราชการต่างประเทศ
[แก้]นอกจากงานด้านการทหารแล้ว พลตรี หม่อมราชวงศ์สังขดิศ ทำงานด้านการทูตครั้งแรกในสมัยรับราชการทหาร ตำแหน่งผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารบกประจำสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอชิงตัน หลังจากพ้นจากราชการทหารครั้งแรกจึงโอนมาเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงการต่างประเทศ ในตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ในปี พ.ศ. 2513 หลังจากนั้นอีก 3 ปี จึงมารับตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงแบร์น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และประจำนครรัฐวาติกันด้วยอีกตำแหน่งในระหว่างปี พ.ศ. 2516 – พ.ศ. 2520 เป็นตำแหน่งทางการทูตครั้งสุดท้ายจากนั้นโอนกลับเข้ารับราชการทหารอีกครั้ง
การทำงานหลังเกษียณ
[แก้]พลตรี หม่อมราชวงศ์สังขดิศ ดิศกุล ดำรงตำแหน่งหลังเกษียณอายุราชการ ดังนี้
- ประธานกรรมการมูลนิธิพิพิธภัณฑ์วังวรดิศ ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
- ประธานกรรมการพิทักษ์รักษาหอสมุดสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
- ประธานกรรมการมูลนิธิหม่อมเจ้าพูนพิศมัย ดิศกุล
- อาจารย์พิเศษ ณ สถาบันการศึกษาหลายแห่ง
ถึงแก่อนิจกรรม
[แก้]พลตรี หม่อมราชวงศ์สังขดิศ ดิศกุล ได้ถึงแก่อนิจกรรมที่โรงพยาบาลวิชัยยุทธ ด้วยโรคเกี่ยวกับโลหิตในสมอง เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2545 สิริรวมอายุได้ 85 ปี 3 เดือน 10 วัน[2] พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งทรงดำรงพระราชอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมารเสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์พร้อมด้วยสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในการพระราชทานเพลิงศพ ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2546 ณ เมรุหลวงหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร อันนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณปกเกล้าปกกระหม่อมครอบครัวทายาทพลตรี หม่อมราชวงศ์สังขดิศ ดิศกุล และสมาชิกในราชสกุลดิศกุล หาที่สุดมิได้
เครื่องราชอิสริยาภรณ์
[แก้]พลตรี หม่อมราชวงศ์สังขดิศ ดิศกุล ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ทั้งไทยและต่างประเทศ ดังนี้
ไทย
[แก้]- พ.ศ. 2491 –
เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ชั้นที่ 3 ตติยจุลจอมเกล้า (ต.จ.) (ฝ่ายหน้า)[3] - พ.ศ. 2514 –
เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นสูงสุด มหาวชิรมงกุฎ (ม.ว.ม.)[4] - พ.ศ. 2511 –
เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ชั้นที่ 1 ประถมาภรณ์ช้างเผือก (ป.ช.)[5] - พ.ศ. 2511 –
เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 9 ชั้นที่ 3 (ภ.ป.ร.3)[6] - พ.ศ. 2484 –
เหรียญชัยสมรภูมิ สงครามอินโดจีน (ช.ส.)[7] - พ.ศ. 2508 –
เหรียญชัยสมรภูมิ สงครามมหาเอเชียบูรพา (ช.ส.)[8] - พ.ศ. 2513 –
เหรียญพิทักษ์เสรีชน ชั้นที่ 2 ประเภทที่ 2 (ส.ช.)[9] - พ.ศ. 2486 –
เหรียญช่วยราชการเขตภายใน การรบสงครามมหาเอเชียบูรพา (ช.ร.)[10] - พ.ศ. 2511 –
เหรียญราชการชายแดน (ช.ด.)[11] - พ.ศ. 2498 –
เหรียญจักรมาลา (ร.จ.ม.)[12] - พ.ศ. 2493 –
เหรียญพระราชพิธีบรมราชาภิเษก รัชกาลที่ 9 (ร.ร.ศ.9) - พ.ศ. 2500 –
เหรียญงานฉลอง 25 พุทธศตวรรษ
ต่างประเทศ
[แก้]
สหรัฐ :
- พ.ศ. 2505 –
ลีเจียนออฟเมอริต ชั้นนายทหาร[13]
- พ.ศ. 2505 –
นครรัฐวาติกัน :
เอธิโอเปีย :
มาเลเซีย :
เกาหลีใต้ :
ไต้หวัน :
รัฐกลันตัน :
ลำดับสาแหรก
[แก้]| ลำดับสาแหรกของหม่อมราชวงศ์สังขดิศ ดิศกุล | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
อ้างอิง
[แก้]- ↑ "สำเนาที่เก็บถาวร". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2016-03-04. สืบค้นเมื่อ 2009-12-14.
- ↑ "สำเนาที่เก็บถาวร". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2005-05-09. สืบค้นเมื่อ 2009-12-14.
- ↑ ราชกิจจานุเบกษา, แจ้งความสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์, เล่ม ๖๕ ตอนที่ ๗๑ ง หน้า ๓๙๙๗, ๗ ธันวาคม ๒๔๙๑
- ↑ ราชกิจจานุเบกษา, แจ้งความสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์, เล่ม ๘๘ ตอนที่ ๑๕๑ ง ฉบับพิเศษ หน้า ๓๒, ๓๑ ธันวาคม ๒๕๑๔
- ↑ ราชกิจจานุเบกษา, แจ้งความสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์, เล่ม ๘๕ ตอนที่ ๑๒๒ ง ฉบับพิเศษ หน้า ๒๘, ๓๑ ธันวาคม ๒๕๑๑
- ↑ ราชกิจจานุเบกษา, แจ้งความสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเหรียญรัตนาภรณ์, เล่ม ๘๕ ตอนที่ ๒๕ ง หน้า ๘๘๓, ๑๙ มีนาคม ๒๕๑๑
- ↑ ราชกิจจานุเบกษา, แจ้งความสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเหรียญชัยสมรภูมิ, เล่ม ๕๘ ตอนที่ ๐ ง หน้า ๔๕๘๙, ๙ ธันวาคม ๒๔๘๔
- ↑ ราชกิจจานุเบกษา, แจ้งความสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเหรียญชัยสมรภูมิ, เล่ม ๘๒ ตอนที่ ๙๗ ง ฉบับพิเศษ หน้า ๑๑, ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๐๘
- ↑ ราชกิจจานุเบกษา, แจ้งความสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเหรียญพิทักษ์เสรีชน, เล่ม ๘๗ ตอนที่ ๙๗ ง ฉบับพิเศษ หน้า ๒๙, ๒๑ ตุลาคม ๒๕๑๓
- ↑ ราชกิจจานุเบกษา, แจ้งความสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเหรียญช่วยราชการเขตภายใน, เล่ม ๖๐ ตอนที่ ๔๔ ง หน้า ๒๖๙๗, ๒๔ สิงหาคม ๒๔๘๖
- ↑ ราชกิจจานุเบกษา, แจ้งความสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเหรียญราชการชายแดน, เล่ม ๘๕ ตอนที่ ๘๙ ง ฉบับพิเศษ หน้า ๒, ๓ ตุลาคม ๒๕๑๑
- ↑ ราชกิจจานุเบกษา, แจ้งความสำนักคณะรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์, เล่ม ๗๒ ตอนที่ ๙๙ ง ฉบับพิเศษ หน้า ๓๐๕, ๒๙ ธันวาคม ๒๔๙๘
- ↑ "AGO 1962-16 — HQDA GENERAL ORDER: AWARDS" (PDF). คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 2024-03-06. สืบค้นเมื่อ 2023-12-07.