สมิงพระราม
สมิง
| |
|---|---|
สมิงพระราม จากภาพประกอบนำเรื่องราชาธิราช ฉบับหอสมุดแห่งชาติ จัดพิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงพระศพ พลเอก พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช ณ เมรุวัดเทพศิรินทราวาส วันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2497 | |
| เจ้าเมืองโดนวู่น? | |
| ดำรงตำแหน่ง ป. 1423 – ป. คริสต์ทศวรรษ 1440? | |
| กษัตริย์ |
|
| ก่อนหน้า | ? |
| ถัดไป | ? |
| เจ้าเมืองละเคิ่ง | |
| ดำรงตำแหน่ง 1415–1423 | |
| กษัตริย์ |
|
| ก่อนหน้า | ? |
| ถัดไป | ? |
| เจ้าเมืองปองนิน | |
| ดำรงตำแหน่ง 1402–1402 | |
| กษัตริย์ | พระเจ้าราชาธิราช |
| ข้อมูลส่วนบุคคล | |
| เกิด | ป. คริสต์ทศวรรษ 1380 อาณาจักรหงสาวดี |
| เสียชีวิต | ไม่ทราบ อาณาจักรหงสาวดี |
| คู่สมรส |
|
| ยศที่ได้รับการแต่งตั้ง | |
| รับใช้ |
|
| สังกัด |
|
| ประจำการ | ค.ศ. 1401–คริสต์ทศวรรษ 1430 |
| ยศ | นายพล |
| หน่วย | ทหารบก, ทหารเรือ |
| ผ่านศึก | |
สมิงพระราม (มอญ: သၟိၚ် ပရာံ; พม่า: သမိန် ဗရမ်း หรือ သမိန် ပရမ်း,[note 1] เสียงอ่านภาษาพม่า: [θəmèiɴ bəjáɴ]) บ้างก็เรียกว่า พระยาธะราม/พญาธะราม (มอญ: ဗညာဓရာံ, ဗညာဓရေမ်) เป็นผู้บัญชาการทหารในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 15 ซึ่งทำการรบให้กับทั้งสองฝ่ายในสงครามสี่สิบปี ระหว่างอาณาจักรหงสาวดีและอาณาจักรอังวะ เขาเป็นที่รู้จักอย่างดีในประวัติศาสตร์พม่าจากการขับไล่การรุกรานของจีน ใน ค.ศ. 1457–1458 (เหตุการณ์นี้รู้จักในชื่อ สมิงพระรามอาสา) ขณะรับใช้อดีตศัตรูของเขา อาณาจักรอังวะ
สมิงพระรามพระราชบุตรเขยของ พระเจ้าราชาธิราช แปรพักตร์ไปอังวะหลังจากถูกจับในการรบปี ค.ศ. 1414 จากความสำเร็จของเขาในการต่อสู้กับจีน ทำให้เขาได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าเมืองละเคิ่ง โดย พระเจ้าฝรั่งมังฆ้อง แห่งอังวะ ใน ค.ศ. 1423 สองปีหลังการเสด็จสวรรคตของ พระเจ้าฝรั่งมังฆ้อง และ พระเจ้าราชาธิราช สมิงพระรามเดินทางกลับมายังบ้านเกิดของเขา เขาประสบความสำเร็จในการนำกองทัพหงสาวดีเข้ารบเพื่อต่อต้านอังวะเมื่อปี ค.ศ. 1430–1431
ภูมิหลัง
[แก้]สมิงพระรามเป็นนามยศภาษามอญซึ่งแต่งตั้งให้แก่นายทหารผู้ประสบความสำเร็จในการรับราชการของอาณาจักรหงสาวดี [1] ในบทความนี้จะกล่าวถึงสมิงพระรามคนแรกจากจำนวน 2 คนที่ปรากฏบทบาทเด่นในพระราชพงศาวดารพม่า และเป็นสมิงพระรามคนเดียวกันกับที่ปรากฏชื่อเสียงในพงศาวดารมอญเรื่อง ราชาธิราช
พระราชพงศาวดารของพม่าให้ข้อมูลเกี่ยวกับภูมิหลังของสมิงพระรามคนแรกน้อยมาก เดิมสมิงพระรามผู้นี้มียศเป็น “สมิงอุบากอง” (သမိန် ဥပါကောင်း, เสียงอ่านภาษาพม่า: [θəmèiɴ ʔṵ bà gáʊ̯ɴ]),[note 2] และมีชื่อตัวว่า “อะตะยี” ตามสำเนียงภาษาพม่า หรือ “อะสะรี” ตามสำเนียงภาษามอญ (အသရီ, เสียงอ่านภาษาพม่า: [ʔəθəjì]).[note 3] เขามีพี่ชาย 1 คน เป็นผู้ดำรงยศสมิงอุบากองเช่นกัน (ในทางประวัติศาสตร์จึงเรียกว่า สมิงอุบากองผู้พี่หรือสมิงอุบากองผู้ใหญ่) ซึ่งได้เสกสมรสกับเจ้าหญิงตะละมีซอ พระราชธิดาของพระเจ้าราชาธิราชแห่งอาณาจักรหงสาวดี[2] อิงตามสำนวนความบรรยายในพระราชพงศาวดารพม่า สันนิษฐานได้ว่าเขาเกิดเมื่อราวคริสต์ทศวรรษที่ 1380[note 4] และมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับราชวงศ์ [note 5]
การรับราชการช่วงต้น
[แก้]
สงครามรุกรานอังวะ (ค.ศ. 1401–1402)
[แก้]ในปี ค.ศ. 1401 อะตะยีเป็นนายทหารในกองทัพหงสาวดีซึ่งเข้าร่วมปฏิบัติการรุกรานอาณาจักรอังวะที่อยู่ทางเหนือ อันเป็นการเปิดฉากสงครามสี่สิบปีระลอกใหม่ ในชั้นต้นเขามีหน้าที่เป็นรองผู้บังคับการกรมทหารซึ่งนำโดยสมิงอุบากองผู้เป็นพี่ชายของเขา แต่ไม่ช้าเขาก็ได้เลื่อนเป็นผู้บังคับการกรมทหารในช่วงต้นของยุทธการครั้งนี้ เนื่องจากพี่ชายของเขาเสียชีวิตในการรบที่มเยเด (Myede)[2] ถึงแม้ในช่วงต้นจะประสบความสำเร็จอยู่บ้าง แต่สุดท้ายแล้วการรุกรานของฝ่ายหงสาวดีครั้งนี้ก็ต้องหยุดชะงักลง ระหว่างการถอนทัพในปี ค.ศ. 1402 นี้เอง ที่อะตะยีได้สร้างชื่อเสียงขึ้น ครั้งหนึ่งในการทำหน้าที่กองระวังหลัง กล่าวกันว่ากองทหารม้าซึ่งมีจำนวนคนด้อยกว่าของเขาสามารถขับไล่หน่วยทหารม้าชั้นเลิศของฝ่ายอังวะได้ ณ ที่ใดที่หนึ่งระหว่างเมืองพุกาม[3] หรือเมืองสะเล[4] เรื่องราวฉบับหนึ่งกล่าวว่าเขาได้ต่อสู้กับทางทหารม้าชั้นยอดของอังวะ 2 นาย ชื่อ ชิต ซเว (Chit Swe) และชิต ทิน (Chit Thin)[4] ในขณะที่อีกฉบับหนึ่งกล่าวว่าเขาได้สู้กับทหารม้าอังวะหลายนาย แม้ว่าตนจะต้องคมหอกเข้าที่ขาข้างหนึ่งและพลัดตกจากหลังม้าก็ตาม จนทหารอังวะต้องถอยหนีไปเพราะเขารบได้ดุดันเหมือนมีปีศาจเข้าสิง[3] แต่ในเรื่องราวทั้งสองฉบับดังกล่าว เล่ากันว่าพระเจ้าราชาธิราชได้ทอดพระเนตรเห็นการต่อสู้เหล่านั้นโดยตลอด และทรงพอพระทัยในฝีมือการรบของนายทหารหนุ่มผู้นั้นอย่างยิ่ง[3][4]
ก้าวขึ้นมามีบทบาทสำคัญ
[แก้]เมื่อกลับมาถึงหงสาวดีแล้ว พระเจ้าราชาธิราชได้ทรงปูนบำเหน็จแก่บรรดาผู้ที่มีผลงานการรบโดดเด่น และลงพระราชอาญาแก่ผู้หนีทัพตามธรรมเนียมการสงคราม พระองค์มีพระบรมราชโองการให้ประหารชีวิตซอมะฮาริต (Saw Maha-Rit หรือเจ้ามหาราช) ซึ่งเป็นหนึ่งในพระราชบุตรเขยของพระองค์ โทษฐานหนีทัพในการรบที่เมืองแปร และเป็นเหตุต้องเสียเจ้าหญิงตะละมี้จ่อ (Tala Mi Kyaw) ให้แก่กองทัพอังวะ[4][5] ในอีกด้านหนึ่ง พระองค์ได้ทรงแต่งตั้งอะตะยีให้มียศเป็นสมิงอุบากองแทนพี่ชายที่เสียชีวิตในการรบ และพระราชทานเจ้าหญิงตะละมีซอให้เป็นภรรยาอีกด้วย [4] โดยเนื้อแท้แล้วก็คืออะตะยีได้รับสืบทอดทั้งยศและภรรยาต่อจากสมิงอุบากองผู้พี่นั่นเอง นอกจากนี้ พระองค์ยังตั้งให้พระราชบุตรเขยคนใหม่ผู้นี้เป็นเจ้าเมืองปองนิน (Hpaunghnin) อีกด้วย[4][5] อย่างไรก็ตาม สมิงอุบากองอะตะยีน่าจะมีอำนาจปกครองเหนือเขตเมืองดังกล่าวจริงเพียงแค่ไม่กี่เดือน เพราะเมืองปองนินอยู่ในเขตชายแดนตามประเพณีของอังวะ และกองทัพอังวะก็สามารถยึดคืนดินแดนอังวะดั้งเดิมกลับมาได้ทั้งหมดในช่วงสิ้นปี ค.ศ. 1402[6][7] ทั้งสองอาณาจักรได้ตกลงทำสัญญาพักรบกันในปี ค.ศ. 1403 กำหนดให้ยึดถือทางใต้ของเมืองแปรเป็นจุดบรรจบแดนของทั้งสองฝ่าย ซึ่งเป็นเขตแดนเดิมก่อนเกิดสงครามครั้งนี้[8][9] พระราชพงศาวดารพม่าไม่ได้ระบุว่าพระเจ้าราชาธิราชได้ทรงแต่งตั้งสมิงอุบากองอะตะยีให้ปกครองเมืองอื่นใดนอกจากตามที่กล่าวมานี้
การสงครามครั้งใหม่ (ค.ศ. 1408–1414)
[แก้]
สมิงอุบากองอะตะยีถูกเรียกตัวเข้าสู่สนามรบอีกครั้งเมื่อพระเจ้าราชาธิราชทรงเปิดสงครามกับอังวะครั้งใหม่ในปี ค.ศ. 1408[10] เขาทำหน้าที่เป็นแม่ทัพในแนวหน้าอย่างโดดเด่นจนกระทั่งถูกศัตรูจับตัวเป็นเชลยได้ในปี ค.ศ. 1414
ก่อนที่จะถูกจับตัวได้ เบื้องบนของฝ่ายอังวะเองก็ได้ยินกิตติศัพท์ของสมิงอุบากองผู้นี้มานานแล้ว เขาเป็นหนึ่งในแม่ทัพที่มีผลงานขับไล่กองทัพพม่าภายใต้การนำของพระเจ้าฝรั่งมังฆ้องได้ในปี ค.ศ. 1408[11] และยังสามารถยันทัพของพระยุพราชมังรายกะยอฉะวามิให้รุกคืบเข้าใกล้เมืองแปรได้ในช่วงปี ค.ศ. 1412–1413[12][13] ฝีมือการรบดังกล่าวทำให้มังรายกะยอฉะวาทรงประทับพระทัยมากจนต้องทรงพยายามชักชวนให้สมิงอุบากองแปรพักตร์ พระองค์ได้ขอพบกับสมิงอุบากองแบบตัวต่อตัวโดยทรงอำพรางว่าเป็นการเจรจาเพื่อยุติศึก เมื่อทั้งสองฝ่ายพบกันที่ใกล้บ้านตะเลซี (Talezi) ริมแม่น้ำอิรวดีฝั่งตะวันตกใกล้เมืองแปร มังรายกะยอฉะวาได้ทรงยื่นข้อเสนอให้สมิงอุบากองได้เป็นเจ้าเมืองแปรและรับผลประโยชน์จากส่วยของเมืองแปร แต่สมิงอุบากองก็บอกปัดข้อเสนอดังกล่าวไป[12][13]
ถึงกระนั้นฝีมือการรบของเขาก็ไม่อาจเปลี่ยนกระแสสงครามได้ ในปี ค.ศ. 1414 ณ บัดนี้สมิงอุบากองได้รับนามยศใหม่เป็นสมิงพระรามแล้ว[note 6] เขาได้นำกำลังซุ่มโจมตีตัดกำลังกองเสบียงของทัพอังวะ แต่มังรายกะยอฉะวาทรงนำทัพตีโต้กลับและจับสมิงพระรามพร้อมกับนายทหารอาวุโสของฝ่ายมอญเป็นเชลยได้ถึง 20 นาย[14][15][16] องค์ยุพราชแห่งอังวะทรงเว้นวรรคในการยุทธชั่วคราว และใช้เวลาอีก 17 วัน ในการเดินทางเพื่อส่งตัวสมิงพระรามไปควบคุมไว้ที่อังวะด้วยพระองค์เอง ก่อนจะทรงเดินทางกลับมาสู่แนวรบทางตอนใต้อีกครั้ง[17]
รับใช้ฝ่ายอังวะ (1415–1423)
[แก้]ณ กรุงอังวะ ในชั้นต้นสมิงพระรามถูกจองจำในคุก แต่ไม่นานเขาก็หันมาแปรพักตร์ ยอมที่จะออกรบให้ฝ่ายอังวะเพื่อต่อต้านการรุกรานของกองทัพจีน ตามความในพระราชพงศาวดารพม่า เขาคือบุคคลสำคัญในการขับไล่ทหารจีนไปจากเขตแดนพม่า ชัยชนะครั้งนี้ทำให้เรื่องราวของเขากลายเป็นตำนานและถูกเล่าขานสืบมาในประวัติศาสตร์พม่า ในขณะที่พระราชพงศาวดารอาจจะกล่าวถึงอย่างเรียบง่ายว่าสมิงพระรามเลือกที่จะแปรพักตร์เพราะไม่ต้องการถูกคุมขังอยู่ตลอดไป[18][19] เรื่องเล่าของคนพม่าในยุคใหม่เลือกที่จะฉายภาพการตัดสินใจของสมิงพระรามในมุมมองของการสร้างความเป็นชาติพม่า โดยถือว่าเป็นการมองข้ามความขัดแย้งภายในระหว่างชาติพันธุ์ในรัฐพม่าเพื่อต่อสู้กับผู้รุกรานต่างชาติซึ่งเป็นศัตรูร่วมกัน[note 7]
การรุกรานของจีน (1414–1415)
[แก้]ไม่ว่าจะแปรพักตร์ด้วยเหตุผลใดก็ตาม สมิงพระรามก็ตกลงที่จะสู้กับกองทัพจีนซึ่งเป็นพันธมิตรกับหงสาวดี การที่อังวะพิชิตบรรดารัฐเจ้าฟ้าไทใหญ่ที่อยู่ใกล้เคียงในช่วงปี ค.ศ. 1403-1406 ได้ทำให้จีนราชวงศ์หมิงเกิดความตื่นตัว เนื่องจากจีนเองก็ถือว่ารัฐเจ้าฟ้าไทยใหญ่เหล่านั้นเป็นดินแดนรัฐบรรณาการหรือเมืองขึ้นของตนเช่นกัน[20] และจีนก็ให้การสนับสนุนพระเจ้าราชาธิราช โดยให้การรับรองอาณาจักรหงสาวดีอย่างเป็นทางการ และยอมรับว่าพระเจ้าราชาธิราชทรงเป็น “ข้าหลวง” ผู้มีอำนาจปกครองหงสาวดีตามระบบจิ้มก้องของจีน[21] นอกจากนี้ยังมีฝ่ายจีนยังอนุญาตให้มีการโจมตีรายปีโดยกองทัพจีนในยูนนานเช่นเดียวกับกลุ่มรัฐเจ้าฟ้าไทยใหญ่ที่เป็นเมืองขึ้น ตามแนวชายแดนตอนเหนือของอังวะตั้งแต่ปี ค.ศ. 1412[22] การรุกรานในช่วงปี ค.ศ. 1412–1413 และ ค.ศ. 1413–1414 รุนแรงมากพอที่จะทำให้พระเจ้าฝรั่งมังฆ้องต้องทรงส่งพระมหาอุปราชมังรายกะยอฉวาไปบัญชาการทัพในแนวหน้าทางภาคเหนือ ทำให้ฝ่ายพะโคหงสาวดีมีเวลาได้หายใจหายคอบ้าง เพราะจำเป็นต้องพักการสงครามเพื่อฟื้นฟูกองทัพของตนเอง[23]

ในช่วงปลาย ค.ศ. 1414 ขณะที่กองทัพอังวะเตรียมการบุกจู่โจมภาคกลางของมณฑลพะโค ฝ่ายจีนก็ได้เปิดแนวรบทางทิศเหนืออีกครั้ง ตามความในพระราชพงศาวดารพม่า พระเจ้าฝรั่งมังฆ้องในชั้นแรกมิได้ทรงใส่พระทัยกับการรุกรานครั้งนี้อย่างจริงจังนัก แทนที่จะทรงเรียกมังรายกะยอฉะวาและกองทัพหลวงกลับมารักษาพระนครอย่างศึกคราวก่อน พระองค์ทรงส่งเพียงกองทัพย่อยออกไปเพื่อรับมือกับกองทัพจีนในศึกครั้งนี้แทน แต่คราวนี้ทัพจีนได้ยกทัพรุกเข้ามาประชิดถึงกำแพงพระนครอังวะและตั้งค่ายล้อมเมืองไว้[27] หลังการปิดล้อมเมืองราว 1 เดือน ในช่วงราวเดือนมกราคม ค.ศ. 1415[note 8] ทั้งสองฝ่ายตกลงกันที่จะยุติศึกด้วยการประลองยุทธบนหลังม้า โดยส่งตัวแทนมารบกันฝ่ายละ 1 คน หากตัวแทนฝ่ายจีนพ่ายแพ้ กองทัพจีนจะยอมถอนทัพกลับไป แต่ถ้าตัวแทนของฝ่ายอังวะแพ้ รัฐอังวะต้องยอมส่งบรรณาการและเป็นเมืองขึ้นของจีน เนื้อความในพระราชพงศาวดารดำเนินต่อไปว่าพระเจ้าฝรั่งมังฆ้องทรงพยายามสรรหานักรบบนหลังม้าที่มีฝีมือดีที่สุดในพระนครอังวะ และโน้มน้าวให้สมิงพระรามซึ่งเป็นนายทหารม้าที่มีชื่อเสียงมาก่อนเข้ารับหน้าที่เป็นตัวแทนของฝ่ายอังวะด้วย[18] สมิงพระรามสามารถเอาชนะนายทหารที่เป็นตัวแทนของฝ่ายจีนได้ กองทัพจีนจึงถอนกำลังกลับไปตามคำสัญญา[19][28]
เรื่องราวตามที่บันทึกในพระราชพงศาวดารพม่านั้นมีปัญหาหลายประการ อย่างแรกคือ เอกสารหมิงสือลู่ของจีนไม่มีการระบุเลยว่าในยกทัพในช่วงคริสต์ทศวรรษที่ 1410 ได้ล่วงแดนเข้าไปถึงเมืองหลวงของอาณาจักรพม่า หรือบันทึกรายละเอียดอื่น ๆ ที่สอดคล้องกับเนื้อความในพระราชพงศาวดารพม่าเลย[22] ยิ่งไปกว่านั้น รายละเอียดในพระราชพงศาวดารก็มิได้อธิบายเลยว่าเพราะเหตุใดพระเจ้าฝรั่งมังฆ้องจึงไม่ทรงระลึกถึงกองทัพหลักของพระองค์ในช่วงเวลาที่มีการปิดล้อมนานนับเดือน ทำไมพระองค์จึงทรงเสี่ยงเดิมพันชะตาของพระราชอาณาจักรของพระองค์ไว้กับผลลัพธ์ในการประลองยุทธ จากตัวแทนของพระองค์ผู้ซึ่งเพิ่งจะแปรพักตร์มาจากฝ่ายหงสาวดี หรือเพราะอะไรผู้บัญชาการของกองทัพจีนจึงยอมตกลงเข้าร่วมการประลองยุทธด้วย หากว่ากองทัพของเขาสามารถยกล่วงล้ำเข้ามาลึกถึงเมืองหลวงของฝ่ายศัตรูเช่นนี้ จะอย่างไรก็แล้วแต่ ตามคำกล่าวของถั่น ตุน (Than Tun) นักประวัติศาสตร์ เรื่องราวเหล่านี้ถือได้ว่าขาดความน่าเชื่อถือและข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ (historicity)[note 9]
เจ้าเมืองละเคิ่ง (ค.ศ. 1415–1423)
[แก้]
จะอย่างไรก็แล้วแต่ ก็เป็นที่ชัดเจนว่าอดีตแม่ทัพอาณาจักรหงสาวดีผู้นี้คือผู้มีบทบาทสำคัญในการขับไล่กองทัพจีน แม้ว่าเดิมพันจริงอาจมิได้สูงเท่ากับที่ได้มีการบรรยายไว้ในเชิงละครอย่างที่ปรากฏในพระราชพงศาวดาร ผลงานความดีความชอบในครั้งนี้ทำให้สมิงพระรามได้รับบำเหน็จรางวัลจากพระเจ้าฝรั่งมังฆ้องเป็นตำแหน่งเจ้าเมืองละเคิ่ง พร้อมด้วยเครื่องอิสริยยศต่าง ๆ อันสมแก่ฐานะเจ้านาย และได้รับพระราชทานธิดาของราชสู เจ้าเมืองทะเลาะก์ (Yazathu of Talok) เป็นภรรยา[29][30] สมิงพระรามใช้ชีวิตอยู่ในอาณาจักรฝ่ายเหนือแห่งนี้เป็นเวลา 7 ปี แต่อย่างไรก็ตาม ชัดเจนว่าเขาไม่ยอมลงไปอยู่ในแนวรบทางใต้ตลอดช่วงเวลาที่พระเจ้าราชาธิราชยังทรงดำรงพระชนม์อยู่เลย[note 10]
สมิงพระรามกลับไปสู่แนวรบอีกครั้งหลังจากพระเจ้าฝรั่งมังฆ้องและพระเจ้าราชาธิราชสวรรคตไปแล้วเมื่อปี ค.ศ. 1421 โดยในต้นปี ค.ศ. 1423 เขาได้เคลื่อนทัพลงใต้ร่วมกับพระเจ้าฝรั่งมังศรี กษัตริย์แห่งอังวะพระองค์ใหม่ ในการเข้าแทรกแซงวิกฤตการณ์สืบราชสมบัติภายในกรุงหงสาวดี[31][32] การรุกรานครั้งนี้จบลงด้วยการทำสัญญาเป็นไมตรีกันระหว่างพระเจ้าฝรั่งมังศรีกับพระยาราม หนึ่งในผู้อ้างสิทธิแห่งราชบัลลังก์พะโค[33][34]
ในส่วนของสมิงพระรามนั้น เขาแลเห็นโอกาสที่จะได้กลับคืนมายังถิ่นเกิดของตนเองอีกครั้ง ระหว่างการถอนกำลังของกองทัพอังวะ สมิงพระรามได้ตามเสด็จพระเจ้าฝรั่งมังศรีในการคล้องช้างในเขตเมืองสารวดีซึ่งเป็นเมืองชายแดน เขาได้หักด่านข้ามแดนไปในระหว่างการเดินทาง และร้องตะโกนทูลพระเจ้าฝรั่งมังศรีว่าตนจำเป็นต้องกลับคืนสู่บ้านเกิด เพราะคิดถึงภรรยาและครอบครัวเดิมที่ยังอยู่ในหงสาวดี[33][34]
กลับคืนสู่บ้านเกิด
[แก้]ตามความในพระราชพงศาวดารพม่าฉบับหลัก สมิงพระรามกลับเข้ารับราชการกับอาณาจักรหงสาวดีอีกครั้งในรัชกาลพระยาราม ในปี ค.ศ. 1430 เขาได้บัญชาการกองทัพหงสาวดีโดยรวมในการบุกโจมตีเมืองแปร[35] การรบครั้งนี้ถือเป็นความพยายามฉวยโอกาสของพระยาราม (ครองราชย์ ค.ศ. 1424–1446) ในการช่วงชิงดินแดนทางตอนใต้ของอังวะระหว่างที่ภายในกรุงอังวะต้องเผชิญกับสถานการณ์วุ่นทางการเมืองเรื้อรัง พระยารามทรงเลือกเป็นพันธมิตรพระเจ้าอะทินคะยาที่ 3 แห่งตองอู ผู้ซึ่งประกาศตั้งตนเป็นอิสระจากอังวะตั้งแต่ปี ค.ศ. 1426 (นอกเหนือจากกำลังทหารทางบกของสมิงพระรามจำนวน 5,000 นายแล้ว พระยารามยังจัดให้มีกองทัพเรือมีกำลังพล 5,000 นาย เข้ามาเสริมด้วย ส่วนพระเจ้าอะทินคะยาก็ส่งทหารมาช่วยรบอีก 5,000 นาย)[35][36] การยุทธเป็นไปได้ด้วยดีสำหรับฝ่ายพันธมิตร และพระเจ้าโม่ญี่นตะโด้แห่งอังวะ (ครองราชย์ ค.ศ. 1426–1439) ต้องจำยอมตกลงตามข้อเสนอที่ฝ่ายพระยารามได้กำหนดไว้ ระหว่างที่การเจรจาสันติภาพกำลังดำเนินไปที่อังวะ สมิงพระรามก็ได้ไปเยือนค่ายของราซะทินจาน (Yazathingyan – ราชสังกรันต์) แม่ทัพใหญ่ของฝ่ายพม่า และมีโอกาสได้สังสรรค์กันอยู่หลายครั้ง เนื่องจากเขาเป็นสหายกับสมิงพระรามในช่วงที่ยังรับราชการอยู่ในอังวะหลายปี ทว่าพระเจ้าโม่ญี่นตะโด้ผู้ทรงขุ่นเคืองกับข้อเรียกร้องของพระยาราม ได้ทรงทำลายธรรมเนียมการศึกลง และมีพระราชบัญชาบังคับให้ราซะทินจานจับกุมตัวสมิงพระรามเมื่อมาเยือนค่ายครั้งต่อไป สมิงพระรามจึงถูกทัพพม่าคุมตัวไว้เมื่อมาเยือนที่ค่ายฝ่ายพม่าครั้งถัดมา อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นไม่นานเขาก็ได้รับการปล่อยตัว เนื่องจากพระเจ้าโม่ญี่นตะโด้สามารถบรรลุข้อตกลงกับพระยารามได้[37]
ตามพงศาวดารมอญฉบับปากลัด เอกสารพงศาวดารมอญยุคคริสต์ศตวรรษที่ 20 ซึ่งมีที่มาไม่ชัดเจนและมีปัญหาในการยืนยันความน่าเชื่อถือ[38] สมิงพระรามได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าเมืองโดนวู่น (เมืองวาน) โดยพระยาเกียรติ์แห่งหงสาวดี และเสียชีวิตเนื่องจากถูกปีศาจกะโหลกศีรษะของโจรคนหนึ่งกัดเข้าที่ขา เรื่องราวการเสียชีวิตดังกล่าวนี้คล้ายคลึงกับการถึงแก่กรรมของซิเกิร์ด อีสเตนสัน (Sigurd Eysteinsson) เอิร์จแห่งออร์คนีย์ (Orkney – เป็นหมู่เกาะทางตอนเหนือของสกอตแลนด์) อย่างน่าสงสัย แต่แม้จะยกเรื่องการเสียชีวิตอย่างเหนือธรรมชาติออกไปแล้ว ก็ยังมีปัญหาในเชิงข้อเท็จจริงอยู่ว่าพระยาเกียรติ์นั้นเป็นเจ้าเมืองเมาะตะมะ มิได้เป็นกษัตริย์แห่งหงสาวดี แม้จะเป็นไปได้ว่าสมิงพระรามอาจดำรงตำแหน่งทางการปกครองที่สำคัญ แต่เมืองวานนั้นถือเป็นเมืองบรรพชนของวงศ์กษัตริย์แห่งหงสาวดี และโดยรวมแล้ว พงศาวดารมอญฉบับปากลัดมีข้อกล่าวอ้างที่ไม่มีหลักฐานหลายประการและลำดับเวลาที่บิดเบือน จนทำให้ยากที่จะแยกแยะได้ว่าส่วนใดของเรื่องราวเป็นความจริง[note 11]
หลังจากปี ค.ศ. 1431 สมิงพระรามก็มิได้ถูกกล่าวถึงในพระราชพงศาวดารอีกเลย เขาอาจจะยังมีชีวิตอยู่ในช่วงปี ค.ศ. 1442/43 เมื่อเจ้าหญิงตะละมีซอผู้เป็นภรรยาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ปกครองเมืองเมาะตะมะ กล่าวกันว่าพระนางยังคงใช้ชีวิตคู่ร่วมกับข้าราชการระดับสูงผู้หนึ่ง ซึ่งก็น่าจะเป็นตัวสมิงพระรามนั่นเอง[note 12]
เชิงอรรถ
[แก้]- ↑ รูปสะกดสมัยใหม่ သမိန် ဗရမ်း ตาม (MSK 1973: 33–37) และ (Ne Soe Htet 2011: 211–215). သမိန် ပရမ်း เป็นรูปสะกดที่ใช้ในพงศาวดารหลัก ดู (Maha Yazawin Vol. 2 2006: 35) (Yazawin Thit Vol. 1 2012: 249), (Hmannan Vol. 2 2003: 24).
- ↑ สารานุกรมพม่า Myanma Swezon Kyan (เมียนมา สเวซอน จัน) (MSK Vol. 13 1973: 33) กล่าวว่า ยศเดิมของสมิงพระรามคือ อุบากอง โดยอ้างอิงจากเอกสาร Kawi-Letkhana Thatpon Kyan (กะวี-เละคะนา ต๊ะปอน จัน) ซึ่งเป็นบทความที่ว่าด้วยอักขรวิธีของพม่าที่เขียนขึ้นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18 (Ne Soe Htet 2011: 215) ก็ระบุเช่นกันว่าสมิงพระรามเคยมียศเป็นสมิงอุบากอง อ้างตามคำกล่าวของ U Aw (อู้ออ) ผู้เขียนบทความในยุคคริสต์ศตวรรษที่ 18
- ↑ (Yazawin Thit Vol. 1 2012: 213); การสะกดชื่อตามเสียงว่า อะตะยี Athayi อ้างอิงตามวิธีการออกเสียงภาษาพม่าสมัยใหม่ ส่วนการสะกดชื่อตามเสียงภาษามอญ เสียงจะใกล้เดียงกับ อะสะรี Asari มากกว่า
- ↑ (Yazawin Thit Vol. 1 240–241) และ (Hmannan Vol. 2 2003: 11): อุบากองเรียกพระยุพราชมังรายกะยอชวา (ประสูติ ค.ศ. 1391) ว่า ญีดอ (ညီတော်, "พระอนุชา, พระน้อง") การใช้คำดังกล่าวนี้บ่งบอกว่าอุบากองมีอายุมากกว่าแต่ก็เป็นบุคคลในชั่วรุ่นเดียวกันกับมังรายกะยอชวา เขามีอายุมากพอจะเป็นแม่ทัพในแนวหน้าในช่วงปี ค.ศ. 1401–1402.
- ↑ (Yazawin Thit Vol. 1 2012: 218): ให้ข้อมูลว่า พี่ชายของอะตะยีเสกสมรสกับเจ้าหญิงตะละมีซอ พระราชธิดาของพระเจ้าราชาธิราช และพระราชธิดาของพระเจ้าราชาธิราชอีกสองพระองค์ก็ทรงเสกสมรสกับพระญาติวงศ์เช่นกัน (Razadarit's half-nephews Saw Maha-Rit and Smin Sithu) ฉะนั้น อะตะยีและพี่ชายก็น่าจะเกี่ยวดองเป็นญาติกับพระราชวงศ์ด้วย
ยิ่งไปกว่านั้น ใน (Yazawin Thit Vol. 1 240–241) และ (Hmannan Vol. 2 2003: 11) อุบากองยังพูดถึงตนเองว่าเป็นราชบุตรเขยใน อะชีน บะจี้ดอ (အရှင် ဘကြီးတော်, "พระปิตุลาธิราชเจ้า") ราชาธิราช แน่นอนว่า การใช้ศัพท์เช่นนี้เพียงประการเดียวมิใช่ว่าจะระบุถึงการมีความสัมพันธ์ทางสายเลือดร่วมกับพระราชวงศ์ได้ อาจเป็นเพียงการใช้คำราชาศัพท์ตามราชประเพณี (เช่นกรณีที่เขาออกพระนามของมังรายกะยอชวาว่า “ญีดอ” ("พระอนุชา")) แต่จะอย่างไรก็ตาม บุคคลที่สืบสายเลือดจากสามัญชนไม่น่าจะใช้ศัพท์ “อะชีน บะจี้ดอ” ในการเอ่ยถึงพระมหากษัตริย์ หรือใช้ศัพท์ “ญีดอ” กับพระยุพราช หรือเสกสมรสกับพระราชธิดาของพระมหากษัตริย์ได้ - ↑ สมิงอุบากองอาจได้รับยศสมิงพระรามอย่างเร็วสุดในช่วงปี ค.ศ. 1413 ในพงศาวดาร หย่าซาดะริต อะเยดอว์บอง (Pan Hla 2005: 283-284) นามสมิงพระรามปรากฏขึ้นทันที่ภายหลังการเสียชีวิตของ สมิงพ่อเพชร (ราวเดือนมีนาคม ค.ศ. 1413) แต่ในพระราชพงศาวดารฉบับหลัก เช่น (Yazawin Thit Vol. 1 2012: 249) และ (Hmannan Vol. 2 2003: 23) นามสมิงพระรามปรากฏขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1414 และยิ่งไปกว่านั้น นามยศสมิงอุบากองก็ได้สืบทอดไปยังนายทหารอีกคนหนึ่ง ซึ่งเดิมมียศเป็น มินหละจอข่อง (Minhla Kyawkhaung)
- ↑ See the Burmese encyclopedia Myanma Swezon Kyan (MSK Vol. 13 1973: 33–37) and (Ne Soe Htet 2011): Bayan decided to fight for Ava because he feared Chinese domination more. The writings however do not mention that Pegu was in fact allied with China.
- ↑ According to chronicle reporting, (Maha Yazawin Vol. 2 2006: 38–39), (Yazawin Thit Vol. 1 2012: 252–253) and (Hmannan Vol. 2 2003: 30–31), Bayan's battle with the Chinese apparently took place ป. Tabodwe 776 ME (10 January 1415 to 7 February 1415) when Razadarit returned to Pegu from Martaban.
- ↑ (Than Tun 2011: 45): Both Bayan stories are too similar, and neither is credible; the second Bayan story is even less believable than the first. The "historicity"—Than Tun used the English word here—of both stories is highly questionable.
- ↑ His name is conspicuously absent from the commander lists of the campaigns in the following years of the war.
- ↑ Pak Lat makes several uncorroborated and unsubstantiated claims:
- (Pan Hla 2005: 363–365): Binnya Kyan was king of Pegu; Bayan as governor of Donwun attended the court of Kyan by commuting back-and-forth between Donwun and Pegu (130km by modern roads--one way) daily on horseback. One day, on his return trip to Donwun, he was attacked by a demon ghost, and he died three days later. However, per (Phayre 1873:120) and (Aung-Thwin 2017: 262), Kyan was viceroy of Martaban, not king of Pegu. If Bayan was indeed governor of Donwun as Pak Lat claims, he would have attended the court of Viceroy Binnya Kyan of Martaban since Donwun was part of the Martaban province. Nor did Bayan die shortly after; he was fighting a war in 1430–1431 against Ava per (Hmannan 2003: 71–73). Furthermore, per (MSK Vol. 13 1973: 37), it was the second Smin Bayan (not the first Smin Bayan) who died from wounds after being attacked on the road by a thief.
- Furthermore, Pak Lat (Pan Hla 2005: 365) claims that Bayan had married a daughter of Minkhaung, and the son from the union named Yama Yazawuntha (Rama Rajavamsa) became king of Ava succeeding Thihathu, and that Yama Yazawuntha's son also became king of Ava in 802 ME (1440/41) with the title of Minye Kyawswa. However, according to the main chronicles (Yazawin Thit Vol. 1 2012: 253) (Hmannan Vol. 2 2003: 30), Bayan was married to a daughter of Gov. Yazathu of Talok, not Minkhaung. King Thihathu was succeeded by his eldest son Min Hla (r. 1425), who in turn was succeeded by Kale Kye-Taung Nyo (r. 1425–1426). King Minye Kyawswa I of Ava (r. 1439–1442) was the eldest son of King Mohnyin Thado (r. 1426–1439).
- ↑ (Phayre 1873: 120) and (Aung-Thwin 2017: 262) say that Binnya Kyan was succeeded by his sister who was married to a high ranking official. Neither source explicitly names the sister. The chronicle Razadarit Ayedawbon (Pan Hla 2005) mentions only three daughters of Razadarit: Tala Mi Kyaw, Tala Mi Saw and Shin Saw Pu. The succeeding sister could not be Tala Mi Kyaw, who per (Pan Hla 2005: 224) was captured by Ava forces in 1402. Nor could she be Princess Shin Saw Pu, who had been unmarried since 1429, and later became queen regnant of Hanthawaddy per (Hmannan Vol. 2 2003: 92). None of the main chronicles mentions Shin Saw Pu's stay at Martaban in any case. This leaves Tala Mi Saw, who was married to Smin Bayan. If Tala Mi Saw did become governor, Bayan was likely still alive at the time of her accession.
อ้างอิง
[แก้]- ↑ MSK Vol. 13 1973: 33–37
- 1 2 Yazawin Thit Vol. 1 2012: 213
- 1 2 3 Pan Hla 2005: 223
- 1 2 3 4 5 6 Yazawin Thit Vol. 1 2012: 218
- 1 2 Pan Hla 2005: 224
- ↑ Yazawin Thit Vol. 1 2012: 219–220
- ↑ Pan Hla 2005: 228
- ↑ Yazawin Thit Vol. 1 2012: 223
- ↑ Harvey 1925: 89–90
- ↑ Yazawin Thit Vol. 1 2012: 228
- ↑ อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ
<ref>ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อnph-265 - 1 2 Pan Hla 2005: 279–281
- 1 2 Yazawin Thit Vol. 1 2012: 240
- ↑ Hmannan Vol. 2 2003: 23–24
- ↑ Yazawin Thit Vol. 1 2012: 250
- ↑ Fernquest Spring 2006: 19
- ↑ Hmannan Vol. 2 2003: 26
- 1 2 Hmannan Vol. 2 2003: 28–29
- 1 2 Yazawin Thit Vol. 1 2012: 252–253
- ↑ Fernquest autumn 2006: 51–52
- ↑ Harvey 1925: 115
- 1 2 Fernquest Autumn 2006: 53–54
- ↑ Hmannan Vol. 2 2003: 9, 21
- ↑ Yazawin Thit Vol. 1 2012: 252
- 1 2 Hmannan Vol. 2 2003: 28
- ↑ Fernquest Autumn 2006: 54
- ↑ The chronicle narrative is inconsistent. First, chronicles say the Chinese army only reached the main fort guarding the invasion route. Chronicles do not name the fort. Instead, they provide the names of the outposts outside the fort that the Chinese army had captured: Yaw-Wa (or Nga Ya-wa),[24] Kyei-myin-daing, Taung-Bilu, Lon-daw-bauk.[25][26] Afterwards, the narrative changes to the capital being under siege.[25]
- ↑ Hmannan Vol. 2 2003: 29–30
- ↑ Yazawin Thit Vol. 1 2012: 253
- ↑ Hmannan Vol. 2 2003: 30
- ↑ Yazawin Thit Vol. 1 2012: 268
- ↑ Hmannan Vol. 2 2003: 56
- 1 2 Yazawin Thit Vol. 1 2012: 269
- 1 2 Hmannan Vol. 2 2003: 57
- 1 2 อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ
<ref>ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อhy-2-71 - ↑ Sein Lwin Lay 2006: 28
- ↑ อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ
<ref>ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อhy-2-73 - ↑ Aung-Thwin 2017: 228–229
บรรณานุกรม
[แก้]- Aung-Thwin, Michael A. (2017). Myanmar in the Fifteenth Century. Honolulu: University of Hawai'i Press. ISBN 978-0-8248-6783-6.
- Burma Translation Society (1973). "Thamein Bayan". Myanma Swezon Kyan (ภาษาพม่า). Vol. 13 (1 ed.). Yangon: Sarpay Beikman. pp. 33–37.
- Fernquest, Jon (Spring 2006). "Rajadhirat's Mask of Command: Military Leadership in Burma (c. 1348–1421)" (PDF). SBBR. 4 (1).
- Fernquest, Jon (Autumn 2006). "Crucible of War: Burma and the Ming in the Tai Frontier Zone (1382–1454)" (PDF). SOAS Bulletin of Burma Research. 4 (2).
- Harvey, G. E. (1925). History of Burma: From the Earliest Times to 10 March 1824. London: Frank Cass & Co. Ltd.
- Kala, U (2006) [1724]. Maha Yazawin (ภาษาพม่า). Vol. 1–3 (4th printing ed.). Yangon: Ya-Pyei Publishing.
- Maha Sithu (2012) [1798]. Kyaw Win; Thein Hlaing (บ.ก.). Yazawin Thit (ภาษาพม่า). Vol. 1–3 (2nd ed.). Yangon: Ya-Pyei Publishing.
- Ne Soe Htet (2011). Myanma Sit Theninga-Byuha Hnint Myanma Sit Bayin Thuyegaung Mya (ภาษาพม่า) (1 ed.). Yangon: Myo Myanmar Sarpay. pp. 211–215.
- Pan Hla, Nai (2005) [1968]. Razadarit Ayedawbon (ภาษาพม่า) (8th printing ed.). Yangon: Armanthit Sarpay.
- Phayre, Major Gen. Sir Arthur P. (1873). "The History of Pegu". Journal of the Asiatic Society of Bengal. Oxford University. 42.
- Royal Historical Commission of Burma (2003) [1832]. Hmannan Yazawin (ภาษาพม่า). Vol. 1–3. Yangon: Ministry of Information, Myanmar.
- Than Tun (2011). "Myanma Thamaing Ato-ahtwa (Burmese History Shorts)". Thamein Bayan Hso-Da Da-Ge-La (Was Thamein Bayan Real?) (ภาษาพม่า). Yangon: Gangaw Myaing Sarpay: 44–46.