วัดศาลาทอง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

วัดศาลาทอง ตั้งอยู่ต.ในเมือง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา เป็นวัดราษฎร์ วัดศาลาทองเป็นวัดธรรมยุติกนิกาย เก่าแก่ตั้งแต่สมัยขอมยังเรืองอำนาจ ปกครองแผ่นดิน ปัจจุบัน ตั้งอยู่เลขที่ 12 ถ.เบญจรงค์ ต.ในเมือง อ.เมืองนครราชสีมา จ.นครราชสีมา 30000 ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของตัวเมืองนครราชสีมา มีเนื้อที่ประมาณ 50 ไร่เศษ ทิศตะวันออกติดกับโรงเรียนบ้านหัวทะเล ทิศตะวันตกตดิดกับวัดศาลาเย็น ทิศเหนือติดกับสระน้ำ ทิศใต้ติดกับบ้านหนองโสน วัดแห่งนี้ครั้นเมื่อสมัยขอมยังปกครองอยู่มีชื่อว่า "วัดป่าเลไลย์"ต่อมาเปลี่ยนมาเป็น"วัดป่าเลไลย์ทอง"และเมื่อครั้งแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงปกครองแผ่นดินสยาม โปรดให้สร้างเมือง"โคราฆปุระ"หรือเมืองโคราช จ.นครราชสีมาในปัจจุบัน จึงเปลี่ยนชื่อเป็น"วัดศาลาทอง"จวบจนปัจจุบัน สิ่งปลูกสร้างภายในวัด 1.พระอุโบสถทรงจตุรมุขหรือมีหน้าบัน 4 ด้าน อย่างพระปรางค์ปราสาทหินพิมาย ปราสาทหินพนมรุ้งถ้าตัดมุขทั้ง 4 ด้านออก ซึ่งจะไม่เหมือนรูปอุโบสถอย่างไทยนิยนในปัจจุบัน ซึ่งส่วนใหญ่สร้างเป็นรูปสี่เหลี่ยมมีหลังคาลาดชัน การบูรณปฏิสังขรณ์ เมื่อปีพุทธศักราช 2481 นางเลียบ ชิ้นในเมืองพร้อมด้วยผู้มีจิตศรัทธาทั้งหลาย ร่วมกันสละทุนทรัพย์สร้างพระอุโบสถหลังใหม่แทนหลังเก่าที่เป็นไม้ มีความทรุดโทรมไปตามกาลเวลา ตั้งแต่สัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เป็นลักษณะเดิมแต่เป็นคอนกรีตทั้งหลัง เพื่อคงรักษาลักษณะเด่นทางสถาปัตยกรรมอย่างขอมโบราณ ผู้ออกแบบพระอุโบสถคือ พระครูปลัดสัมพิพัฒน์วิริยาจารย์ (พระมหาสุทัศน์ สุทสสโน ป.ธ.6)ได้ป็นผู้ควบคุมการก่อสร้าง นำพระภิกษุสามเณรและพุทธศาสนิกชนร่วมกันก่อสร้างจนสำเร็จสมบูรณ์ เมื่อพุทธศักราช 2483 ต่อมาเมื่อพุทธศักราช 2535 ได้มีการบูรณะเปลี่ยนกระเบื้องหลังคาครั้งใหญ่แทสีใหม่ทั้งหลัง โดยการนำของพลตำรวจตรีชนัน ชานะมัย อดีตผู้บังคับการตำรวจภูธรภาค 3 อีกคราวหนึ่งเมื่อปีพุทธศักราช 2547 มีการบูรณะโครงหลังคาจากไม้เป็นโครงเหล็กทั้งหลัง รวมถึงบันไดทางขึ้นอุโบสถทั้ง 4 ด้านโดย พระครูสิริเจติยาภิบาล เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน 2.พระประธาน เป็นปางป่าเลไลย์ทรงนั่งห้อยพระบาททั้งสองเฉกเดียวกับปางปฐมเทศนา ซึ่งนิยมสร้างกันมากในสมัยทวาราวดี ผิดกันแต่พระกรขวาท่อนล่างพาดอยู่บนพระเพลา ทรงหงายพระหัตถ์ ส่วนปางปฐมเทศนานั้นพระหัตถ์ขวายกขึ้นจีบนิ้วเป็นรูปวงธรรมจักร แต่พระประธานวัดศาลาทองทรงประทับนั่งบนแท่นศิลาไม่พิงพนัก ทอดพระเนตรต่ำ สีพระวรกายเป็นสีทองอร่าม ริมพระโอษถ์สีแดงสด ความสูงจากพระบาทฐานถึงพระรัศมี 5.10เมตรวัดโดยรอบพระต้นพระกร รวมอุระ 3.10เมตรพระบาทสูงจากพื้น 0.50เมตรพื้นพระอุโบสถยกสูงจากพื้นดิน 1.80เมตรไม่มีดอกบัวรองรับพระบาท ครองผ้าเฉวียงอังสะ พาดสังฆาติคล้ายพระสงฆ์ลงโบสถ์ทำสังฆกรรม ผินพระพักต์ไปทางทิศตะวันออกพระกรทั้งสองพาดพระเพลา เป็นกิริยารับถวายน้ำเต้าและรวงผึ้งจากช้างและวานร

ความสำคัญ[แก้]

เป็นที่ประดิษฐานปูชยีย์สถานที่สำคัญ คือ พระสัมพุทธเจดีย์ศรีสิงหนาท ทำพิธีวางศิลาฤกษ์เมื่อ วันเสาร์ แรม 11 ค่ำ เดือน 10 ปีจอ อัฐศก ตรงกับวันที่ 22 กันยายน พุทธศักราช 2489 ทำการก่อสร้างพระเจดีย์ฯเป็นสององค์ครอบทับกันอยู่ องค์ใหญ่ความสูง 32.60 เมตรฐานวงกลมเส้นผ่านศูนย์กลาง 21.60 เมตร องค์เล็ก ความสูง 7.20 เมตร ฐานวงกลมเส็นผ่านศูนยบ์กลาง 4.80 เมตร ตามหลักฐานคำกล่าวรายงานของ พลโทส.ไสว แสนยากร ต่อ จอมพลผิน ชุณหะวัณ รองนายกรัฐมนตรีขณะนั้น ในโอกาสมาเป็นประธานพิธีบรรจุพระบรมสารริกธาตุ ณ วัดศาลาทอง จ.นครราชสีมา เมื่อวันอังคาร แรม 13 ค่ำ เดือน ยี่ ปีมะเส็ง เบญจศก ตรงกับวันที่ 13 มกราคม พุทธศักราช 2496 ความตอนหนึ่งว่า"ในวันที่ 15 มกราคม พุทธศักราช 2485 ขณะที่กองพลทหารที่ 3 (กองทัพภาคที่ 2 ค่ายสุรนารี ในปัจจุบัน)ขณะทำการปฏิบัติ ก่อสร้างสะพานสำรอง ข้ามแม่น้ำอิง ที่ อ.พะเยา จ.เชียงราย ร้อยโทวงศ์ เสริมธน ได้ขุดพบ ผอบ 7 ชั้น จำนวน 4 องค์ สันนิษฐานว่าน่าจะมี สิ่งสำคัญบรรจุอยู่ภายใน กองพลที่ 3 จึงได้ตั้งเรื่องตรวจสอบไปยังกรมศิลปากร โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิของกรมศิลปากร ขณะนั้น คือ หลวงบริบาลบุรีรภัณฑ์ ได้ทำการพิสูจน์และยืนยันว่า เป็นพระบรมสารีริกธาตุ" เมื่อเป็นที่ปรากฏฉะนี้ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ฝ่ายบ้านเมืองจึงได้จัดงานฉลองพระบรมสารีริกธาตุขึ้นที่ พระนคร จนเกิดความน่าอัศจรรย์ต่อการเคารพบูชาขึ้นหลายสิ่ง ต่อมา จอมพลผิน ชุณหะวัณ ท่านได้ขอแบ่งพระบรมสารีริกธาตุ ออกเป็นสองส่วน ส่วนนึง อัญเชิญไปประดิษฐานยัง วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน พระนคร อีกส่วนหนึ่งได้อัญเชิญมาประดิษฐานยัง มณฑลอิสาน ณ วัดศาลาทอง จ.นครราชสีมา เพื่อก่อให้เกิดมิ่งขวัญ และความเป็นสิริพิพัฒนมงคล แก่บรรดา เหล่าทหารและพุทธศาสนิกชนโดยทั่วไป อนึ่งท่านจอมพลผิน ชุณหะวัณ ได้ตั้งปณิธานไว้ว่า แม้นเมื่อเสร็จศึกสงครามมหาเอเชียบูรพาลงเมื่อใด แลบังเกิดความผาสุกขึ้นแก่ชาติบ้านเมือง ขึ้นอีกครั้งหนึ่ง จักได้สร้างพระเจดีย์อันเป็นเหมาะสม บังควรถวายเป็นศรีสง่า ให้พุทธบูชา ของประชาชนชาวอิสาน และประเทศชาติสืบไปเบื้องหน้า ดังที่ปรากฏเป็นสาระสำคัญที่ได้กล่าวมาแล้วในข้างต้น

ทำเนียบรายนามเจ้าอาวาส 1. พระมหาถิน (ไม่ปรากฏฉายา) 2. พระคณุใบฎีกาหรั่ง ชินวํโส 3. พระครูใบฎีกาแอ๋ว จิตตมโล 4. พระครูพรหมจักร (พรหม พรหฺมสโร) 5. พระครูสุทธศิลสังวร (สุวรรณ นนฺทิโย) 6. พระครูสิริสารสุธี (พระมหาอุทิศ ไม่ปรากฏฉายา) 7. พระครูศรีเจติยาภิบาล (พระมหาใส สุธรรมโม) 8. พระครูสังฆรักษ์สนัด อนามโย 9. พระมหาคำมี สุขวัฒโน 10. พระครูวรญาณปรีชา (พระมหาปรีชา สุรญาโณ) 11. พระครูปลัดไวยตะวัน อรุโณ 12. พระมหาวุฒิกรณ์ กาญจโน 12. พระครูสิริเจติยาภิบาล (สมชัย ญาณวีโร)

งานวัดประจำปี[แก้]

ในทุกๆปี จะมีเทศกาลตรุษสงกรานต์ได้มีพิธีไหว้สรงน้ำพระประธานในพระอุโบสถ ปางป่าเลไลย์ เราออกพระนามท่านว่า " หลวงพ่อใหญ่ "(ปางป่าเลไลย์ หมายถึง ทรงนั่งบนพระแท่นพระหัต์ขวาวางหงายบนพระเพลา พระหัตถ์ซ้ายคว่ำ ทอดพระเนตรต่ำ เนื้อพระวรกายเป็นสีทองคำอร่าม ริมพระโอษฐ์เป็นสีแดงสดเบื้องลางด้านขวามีช้างหมอบอยู่นามว่าพญา"ปาลิไลย์กุญชร" ด้านซ้ายมีลิงท่านั่งถวายรังผึ้งนามว่า"พญามกุฏวานร"ดังปรากฏเป็นพุทธตำนาน ด้วยสัตว์เดียรัจฉานทั้งสองถึงความเลื่อมใส ศรัทธาใพพระพุทธองค์ แม้จักมีภพเป็นสัตว์แต่หาได้ลดละความสำเนียกซึมทราบใน พระปัญญาธิคุณ พระบริสุทธิคุณ และมหากรุณาธิคุณ ต่อเวนัยสัตว์ทั้งปวงไม่ จึงพากันปวารณาตนช่วยกันอุปฐากรับใช้พระพุทธองค์ขณะทรงบำเพ็ญพุทธบารมีในป่าจนถึงกาลเสด็จออกพ้น ทั้งพญาปาลิไลย์กุญชร พญามกุฏวานรได้รับพระบัญชาให้อยู่ในป่าต่อไปตามจริตของสัตว์ มิทรงพุทธานุญาตให้โดยเสด็จ จึงพากันใจขาดตายแล้วไปปฏิสนธิในภพ ภูมิสูงขึ้นด้วยบุญญานุภาพอานิสสงฆ์ดังที่กล่าวข้างต้น)ความสูงจากยอดพระเกศถึงฐานพื้นเบื้องล่าง ประมาณ 4.10 เมตร

ความสำคัญ[แก้]

มวลสารวัตถุจากโบราณสถาน และโบราณวัตถุในที่นี้ รัชกาลที่ 9 ได้นำมาเป็นส่วนประกอบในการทำพระสมเด็จจิตรลดา

อ้างอิง[แก้]