วัดพระนารายณ์มหาราชวรวิหาร

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก วัดพระนารายณ์มหาราช)
วัดพระนารายณ์มหาราชวรวิหาร
ชื่อสามัญวัดพระนารายณ์, วัดกลางนคร, วัดกลาง
ที่ตั้งตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา 30000
ประเภทพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร
นิกายเถรวาท
พระประธานพระทศพลญาณประทานบารมี (หลวงพ่อใหญ่)
พระพุทธรูปสำคัญพระคันธารราษฎร์
เจ้าอาวาสพระธรรมวรนายก (โอภาส นิรุตฺติเมธี)
พระพุทธศาสนา ส่วนหนึ่งของสารานุกรมพระพุทธศาสนา

วัดพระนารายณ์มหาราช หรือ วัดกลางนคร เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร[1] อยู่ในเขตการปกครองคณะสงฆ์มหานิกายภาค 11ตั้งอยู่ที่ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา

ประวัติ วัดพระนารายณ์มหาราช วรวิหาร (วัดกลางนคร)[แก้]

วัดพระนารายณ์มหาราช วรวิหาร เป็นวัดที่ตั้งอยู่กลางใจเมือง ติดกลับศาลหลักเมือง เรียกกันมาตั้งแต่สมัยโบราณว่า “วัดกลาง” หรือ”วัดกลางนคร วรวิหาร” โดยถือเอาสถานที่ตั้งเป็นสำคัญ แล้วเรียกชื่อวัดอื่น ๆ ตามที่ตั้งอยู่ทิศต่าง ๆ ตามชื่อทิศ เช่น วัดบูรพ์ (บูรพา) วัดอิสาน วัดพายัพ และวัดบึง วัดสระแก้ว รวม 6 วัด ที่ตั้งอยู่ภายในกำแพงเมือง โดยถือเอาวัดพระนารายณ์เป็นจุดศูนย์กลาง

วัดพระนารายณ์มหาราชวรวิหาร หรือ วัดกลางนคร จัดเป็นวัดเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองที่ประชาชนให้ความเคารพนับถือ ในสมัยก่อนมีพิธีอย่างหนึ่งคือ พิธีที่ข้าราชการทุกแผนก จะต้องสาบานตนว่าตนจะต้องรับราชการสนองพระเดชพระคุณด้วยความจงรักภักดี ปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต พิธีนี้เรียกว่า พิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา ทางราชการได้ใช้วัดพระนารายณ์มหาราช วรวิหาร เป็นสถานที่ในการประกอบพิธี รวมทั้งให้เป็นสถานที่ทำพิธีสวดเสกน้ำพระพุทธมนต์ถวายในงานพระราชพิธีเสวยราชสมบัติ

เคยเป็นที่ตั้งอนุสาวรีย์บรรจุอัฐิของท้าวสุรนารี ตรงมุมทิศพายัพของวัด ต่อมา พ.ศ. 2477 จึงได้ย้ายออกจากวัดไปประดิษฐานที่ประตูชุมพล จนทุกวันนี้

ในปัจจุบันวัดพระนารยณ์ ยังมีศิลปะวัตถุ พร้อมทั้งแบบสถาปัตยกรรมของสมัยกรุงศรีอยุธยา และปูชนียสถานภายในวัดประกอบด้วย พระอุโบสถที่ตั้งอยู่เกาะกลางสระบัวทิศตะวันออกของวัด พระวิหารหลวงและเทวรูปพระนารายณ์สี่กร จำหลักด้วยหินทรายฝีมือขอมโบราณ อันเป็นสัญลักษณ์แสดงพระนามผู้สร้างวัด

ลำดับเจ้าอาวาส[แก้]

ลำดับที่ เจ้าอาวาส[2] ปี
1 เจ้าอธิการคง (บ้านสระทองหลาง)
2 เจ้าอธิการคง (บ้านเดิมอยู่อำเภอพิมาย)
3 พระครูสีหราช (ฉิม)
4 พระครูสีหราชสมาจารมุณี (นวน) พ.ศ. 2446 – 2483
5 พระครูธรรมวิจารยณ์มุณี พ.ศ. 2483 – 2488
6 พระมหานาค ยโสธโร พ.ศ. 2489 – 2491
7 พระพรหมคุณาภรณ์ (พุ่ม กิตฺติสาโร) พ.ศ. 2492 – 2534
8 พระธรรมวรนายก (โอภาส นิรุตฺติเมธี) พ.ศ. 2534 จนถึงปัจจุบัน

อาคารเสนาสนะ[แก้]

พระอุโบสถ[แก้]

พระอุโบสถถูกสร้างขึ้นพร้อมกับวัด สมัยก่อนนั้นทรงเดิมจะเป็นทรงเรือสำเภา ต่อมามีการบูรณะส่วนหลังคาและทาสีใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2494 และเมื่อประมาณเดือน เมษายน-พฤษภาคม พ.ศ. 2549 ทางวัดได้รื้อพระอุโบสถหลังเดิมลง

พระอุโบสถกลางน้ำในปัจจุบัน ตัวของพระอุโบสถได้ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ทั้งหมด โดยสร้างทับฐานเดิมของพระอุโบสถเก่า

รูปแบบพระอุโบสถ

รูปแบบของพระอุโบสถหลังปัจจุบัน มีการลอกเลียนแบบมาจากรูปแบบเดิมอยู่บ้าง โดยหลังคาจะเป็นแบบหน้าจั่วลดหลั่นสามชั้น ทางด้านทิศตะวันออกหน้าบันเป็นรูปพระนารายณ์ทรงครุฑ ฝาผนังเป็นรูปพระพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญเพียร มีประตูสามบาน ส่วนทางด้านทิศตะวันตกทางเดินจากสะพาน หน้าบันเป็นรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ ฝาผนังเป็นรูปเจ้าชายสิทธัตถะทรงออกผนวก มีประตูสองบาน บริเวณรอบๆพระอุโบสถมีใบเสมาที่ล้อมรอบ จำนวน 8 ใบ ซึ่งใบเสมาเหล่านี้เป็นการจำลองขึ้นเพราะใบเสมาเดิมผุพังลง[3]

พระวิหารหลวง[แก้]

เป็นพระวิหารที่ใหญ่ที่สุดในภาคอีสาน สร้างขึ้นพร้อมกับการสร้างเมืองนครราชสีมา และผู้สร้างมีเจตนาให้เป็นพระประธานของวัดเพราะเป็นถาวรวัตถุใหญ่โตที่สุดในวัด สร้างไว้บนเนินตรงกลาง

เมื่อปี พ.ศ. 2369 พระวิหารหลังเดิมได้ถูกข้าศึกทำลาย ในสมัยพระยามหาสุภาพ (อิ่ม สิงหเสนี) มาเป็นผู้ปกครองเมืองนครราชสีมา ได้มีการสร้างขึ้นใหม่

ต่อมาวิหารหลังเก่าถูกไฟไหม้เสียหาย เมื่อคราวสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ เสด็จประพาสนครราชสีมา ได้ทรงพระราชทานพระทานเงิน 400 บาท เพื่อบูรณะวิหารขึ้นมาใหม่[3]

ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัย พระทศพลญาณประทานบารมี หรือ หลวงพ่อใหญ่ เป็นพระประธาน ถือเป็นพระประธานองค์แรกของจังหวัด ที่มีความสวยงามและใหญ่มากแห่งหนึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ[4]

พระเจดีย์[แก้]

ตามประวัตินั้นมีเจดีย์อยู่สององค์ด้านซ้ายขวา ตั้งคู่กับพระวิหารด้านทิศตะวันตกพระวิหารหลวงหลังเดิม ได้ถูกข้าศึกทำลายในปี พ.ศ. 2369 พร้อมกับพระวิหาร

ต่อมาพันเอกพระยาประสิทธิศิลการ (สะอาด สิงหเสนี) ได้จัดการบูรณะขณะดำรงตำแหน่งเทศาภิบาลสำเร็จราชการมณฑลนครราชสีมา จวนจะสำเร็จแต่มีเหตุสุดวิสัย พระเจดีย์ได้พังทลายลงมา เป็นอันต้องทิ้งให้พังอยู่ไม่มีใครทำขึ้นใหม่[4]

สมัยของพระพรหมคุณาภรณ์ ( พุ่ม กิตติสารมหาเถร ) อดีตเจ้าอาวาส ก็ได้มีดำริในการสร้างพระเจดีย์โดยการใช้สถานที่เดิมเป็นสถานที่ก่อสร้าง โดยเอาระหว่างกลางของเจดีย์เดิม แต่ก็ยังไม่สามารถสร้างได้เสร็จเนื่องจากพระพรหมคุณาภรณ์ ได้อาพาธเสียก่อนในปี พ.ศ. 2533

จนกระทั่ง พระสีหราชสมาจารมุณี รองเจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา ได้เข้ามาดูแลจึงได้มีดำริที่สานต่อในการดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จกระทั่งในปี พ.ศ. 2560 จึงได้มีการบูรณะพระเจดีย์ และจะได้ทำพิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุไปไว้บนพระเจดีย์ต่อไป

รูปแบบพระเจดีย์

เป็นลักษณะระฆังคว่ำมีบัลลังก์และบัวกลุ่ม ซึ่งจากเดิมที่มีขนาด 24 เมตร ก็ได้มีการขยายออกไปเป็น 38 เมตร และจะมีการดำเนินการสร้างฉัตรประดับยอดเจดีย์ในอนาคต

อ้างอิง[แก้]

  1. ราชกิจจานุเบกษา, แจ้งความกระทรวงธรรมการ แผนกกรมธรรมการ ให้จัดชั้นพระอารามหลวง, เล่ม ๕๒, ตอน ๐ ง, ๒๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๘, หน้า ๓๙๘๓
  2. "ลำดับเจ้าอาวาสวัดพระนารายณ์มหาราช วรวิหาร".
  3. 3.0 3.1 "อาคารเสนาสนะ วัดพระนารายณ์มหาราช วรวิหาร". แหล่งศิลปกรรมอันควรอนุรักษ์.
  4. 4.0 4.1 "อาคารเสนาสนะ วัดพระนารายณ์มหาราช วรวิหาร". สารสนเทศท้องถิ่นนครราชสีมา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี.