ยุทธการที่ปอลตาวา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
บทความนี้มีเนื้อหาที่สั้นมาก ต้องการเพิ่มเติมเนื้อหาหรือพิจารณารวมเข้ากับบทความอื่นแทน
ยุทธการปอลตาวา
เป็นส่วนหนึ่งของ มหาสงครามเหนือ
Marten's Poltava.jpg
The Battle of Poltava วาดโดย เดนนิส มาเทนส์ผู้ลูก ในปี ค.ศ. 1726
วันที่ 27 มิถุนายน ค.ศ. 1709
สถานที่ เมืองปอลตาวา ประเทศยูเครน
ผลลัพธ์ จักรวรรดิรัสเซียชนะอย่างเด็ดขาด

•กองทัพคาโรเลียนถูกทำลาย

•การสูญเสียสิทธิการปกครองตนเองของCossack Hetmanate

เดนมาร์ก-นอร์เวย์กับเครือจักรภพโปแลนด์-ลิทัวเนียกลับเข้าร่วมสงคราม

•จุดเปลี่ยนของมหาสงครามเหนือการเสื่อมถอยของจักรวรรดิสวีเดนและการเรือง อำนาจของจักรวรรดิรัสเซีย

คู่ขัดแย้ง
จักรวรรดิรัสเซีย จักรวรรดิรัสเซีย สวีเดน จักรวรรดิสวีเดน

Cossack Hetmanate

ผู้บัญชาการหรือผู้นำ
จักรวรรดิรัสเซียซาร์ปีเตอร์ที่ 1 แห่งรัสเซีย

จักรวรรดิรัสเซียBoris Sheremetev จักรวรรดิรัสเซียAlexander Menshikov

จักรวรรดิรัสเซียเจคอบ บรูซ

สวีเดน ชาร์ลที่12แห่งสวีเดน

สวีเดน Carl Gustaf Rehnskiöld

สวีเดน Adam Ludwig Lewenhaupt

กำลัง
กำลังพลรวม:
52,100 ทหารประจำการ
  (33,500 ทหารราบ
     18,600 ทหารม้า)[1]
23,000 ทหารนอกแบบ[1]
  (คอสแซคและคาลมิค,
   3,000 คาลมิค
   มาถึงในช่วงท้ายของการรบ)
ปืนใหญ่ 102 กระบอก

รวม: 75,000 นาย [1]


เข้าร่วมในการรบ:
24,500 ทหารราบ
14,600 ทหารม้าดรากูน[1]
3,000 คาลมิค[2]
ปืนใหญ่ 86 กระบอก


รวม: 42,000


กองกำลังที่ปอลตาวา:
4,200 ทหารราบ
2,000 คอสแซค
ปืนใหญ่ 28 กระบอก

กำลังพลทั้งหมด:
24,000 กำลังพลประจำการ
  (13,000 ทหารม้า
     11,000 ทหารราบ)[1][a]
6,000 ทหารนอกแบบ
  1,000 ทหารม้าโปแลนด์ vlach cavalry
    3,000–7,000     คอสแซค[b][2]
ปืนใหญ่ 34 กระบอก

รวม: up to 30,000[3][4][c]


เข้าร่วมในการรบ:
8,700 ทหารราบ[1]
7,800 ทหารม้า[1]
ปืนใหญ่ 4 กระบอก


รวม: 16,500 นาย


กองกำลังปิดล้อมเมืองปอลตาวา:
1,100 ทหารราบ
200 ทหารม้า

กำลังพลสูญเสีย
ข้อมูลอย่างเป็นทางการ: 1,345 นายเสียชีวิต, 3,290 นายบาดเจ็บ.[5][6]


บันทึกอื่นๆ: 5,953 นายเสียชีวิตและบาดเจ็บ.[7]

ข้อมูลของสวีเดน: 6,900 ตายและบาดเจ็บ, 2,800 นายตกเป็นเชลย.[8][5][9]


ข้อมูลของรัสเซีย: 9,234 นายเสียชีวิต, 2,864–2,977 นายตกเป็นเชลย.[10][6][11]

ยุทธการปอลตาวา (รัสเซีย: Полта́вская би́тва, สวีเดน: Slaget vid Poltava. ยูเครน: Битва під Полтавою) เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน ค.ศ. 1709 (28 มิถุนายนตามปฏิทินของสวีเดน หรือ 8 กรกฎาคม ตามปฏิทินแบบใหม่) เป็นชัยชนะอย่างเด็ดขาดของซาร์ปีเตอร์ที่ 1 แห่งรัสเซีย เหนือจักรวรรรดิสวีเดน ในยุทธการอันมีชื่อเสียงที่สุดของมหาสงครามเหนือ นับเป็นจุดเริ่มต้นของความเสื่อมของจักรวรรรดิสวีเดนในฐานะมหาอำนาจ และรัสเซียเริ่มผงาดกลายเป็นชาติผู้นำในยุโรปเหนือแทน เช่นเดียวกับการยุติความทะเยอทะยานของยูเครนในการแสวงหาอิสรภาพชั่วคราว

ภูมิหลัง[แก้]

พระเจ้าคาร์ลที่ 12 แห่งสวีเดนได้รับชัยชนะอย่างรวดเร็วในแถบซีแลนด์และการรบที่นาวาช่วงเดือนพฤศจิกายน ปี ค.ศ.1700 ทำให้สวีเดนเป็นฝ่ายได้เปรียบในสงคราม แต่สวีเดนต้องเสียเวลาอีกกว่า6ปีทำสงครามในโปแลนด์ จึงจะสามารถเอาชนะพระเจ้าออกัสตัสที่2แห่งโปแลนด์ลงได้ พระเจ้าปีเตอร์ที่1แห่งรัสเซียถอยทัพออกจากโปแลนด์ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ปี ค.ศ.1706 และเสนอที่จะขอยอมแพ้และมอบดินแดนแถบบอลติก(ยกเว้นเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก)ให้กับสวีเดน อย่างไรก็ดีพระเจ้าชาร์ลตัดสินใจปฏิเสธข้อเสนอของทางฝั่งรัสเซีย และตัดสินใจบุกรัสเซียต่อ กองทัพพระเจ้าชาร์ลเดินทางออกจากแซกโซนีในวันที่22 สิงหาคม ค.ศ.1707และเริ่มเดินทางเข้าสู่รัสเซีย พระเจ้าปีเตอร์ใช้กลยุทธ ถอยทัพไปเรื่อยๆและเผาทำลายทุกอย่างเพื่อไม่ให้สวีเดนสามารถนำไปใช้ได้ ชาร์ลข้ามแม่นํ้าวิสตูลา ในวันที่ 25 ธันวาคม 1707 และบุกเข้ายึด เมืองGrodno ในวันที่ 26 มกราคม 1708 หลังจากที่กองทัพรัสเซียได้ทิ้งเมืองไป เพราะต้องไปรับมือกับกบฏชาวคอสแซคทางใต้ ทำให้กองทัพรัสเซียจะยุ่งไปตลอดช่วงฤดูหนาว . กองทัพสวีเดนยังคงเดินทัพต่อไปจนถึงพื้นที่บริเวณเมืองSmorgonและMinskกองทัพสวีเดนตัดสินใจตั้งทัพที่นี้ในช่วงฤดูหนาว. ชาร์ลทิ้งทหารม้าดรากูนไว้ 8,000 นายภายใต้การนำของ พลเอก Ernst Detlof von Krassow ในเขตโปแลนด์ตะวันตก.

สภาพอากาศที่ไม่ดีทำให้กองทัพสวีเดนต้องรอจนถึง เดือนมิถุนายน 1708. ในเดือนกรกฎาคมกองทัพสวีเดนเอาชนะกองทัพของ นายพล Boris Sheremetyev ในการรบที่ Holowczyn และเดินทัพต่อไปจนถึงแม่นํ้านีเปอร์ .ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ นายพลเลเวนฮอล์ป ได้รับคำสั่งจากพระเจ้าชาร์ลให้หาเสบียงจากดินแดนCourlandและนำทัพจำนวน12,000นาย มาสมทบกับพระเจ้าชาร์ล อย่างไรก็ดีด้วยสภาพอากาศที่ย่ำแย่ทำให้กองทัพของเลเวนฮอล์ปต้องรอจนภึงปลายเดือนมิถุนายนและเดินทางไปสมทบกับทัพหลักได้ในวันที่11 ตุลาคม

พระเจ้าชาร์ลไม่ต้องการที่จะรอกองทัพของเลเวนฮอร์ปจึงตัดสินใจที่จะเดินทางลงใต้ไปยังยูเครนเพื่อสมทบกับพวกคอสแซคภายใต้การนำของ Mazepa พระเจ้าปีเตอร์ส่ง Sheremetev เพื่อเดินทัพติดตามกองทัพสวีเดนไป. กองทัพของSheremetevเดินทางไปพบกับกองทัพเลเวนฮอร์ปในขณะที่กำลังข้ามแม่นํ้าใกล้หมู่บ้านเล็กๆ เกิดเป็นการรบที่เลสนาย่า ซึ่งทำให้กองทัพของเลเวนฮอร์ปเสียหารไปกว่าครึ่งและเสบียงเกือบทั้งหมด พระเจ้าชาร์ลจึงตัดสินเดินทางไปเมือง Baturyn ฐานที่มั่นของ Mazepa เพื่อหาเสบียงเพิ่ม แต่กองทัพรัสเซียของ อเล็กซานเดอร์ เมนชิคอฟ เดินทางไปถึงเมืองก่อน. เมนชิคอฟสั่ง สังหารหมู่ประชากรในเมืองและทำลายเสบียงทั้งหมดเพื่อไม่เหลืออะไรไว้ให้กองทัพสวีเดนเลย

พอถึงฤดูใบไม้พบของปี 1709กองทัพสวีเดนถูกทำลายไปกว่าครึ่งจากฤดูหนาวที่หนาวที่สุดในยุโรปในรอบกว่า500ปี โดยเหลือทหารอีกราว 20,000 นาย และปืนใหญ่34 กระบอก. เนื่องจากขาดแคลนเสบียง พระเจ้าชาร์ลจึงตัดสินใจเข้าล้อมป้อมปอลตาวา ริมฝั่งแม่นํ้า Vorskla. กองทัพของพระเจ้าปีเตอร์จำนวน 80,000นายเดินทางมาถึงเพื่อข่วยเหลือป้อมปอลตาวาและตั้งค่ายขึ้นไป 4กม. ทางเหนือตามแนวแม่นํ้า Vorskla พระเจ้าชาร์ลเดินทางไปสำรวจกองทัพรัสเซีย ในวันที่ 20มิถุนายน แต่กลับถูกยิงเข้าที่ขาทำให้ พระเจ้าชาร์ลไม่สามารถลุกขึ้นยืนได้ ที่แย่ไปกว่านั้นกองหนุนที่ชาร์ลหวังไว้ ภายใต้การนำของ Von Krassow ไม่สามารถมาหนุนได้เนื่องจากต้องไปปราบปราม สมาพันธ์ Sandomierz ในโปแลนด์.

ระหว่างกองทัพทั้งสองฝ่ายมีป่า Yakovetski และBudyschenski ตั้งอยู่ซึ่งรัสเซียได้เสริมแนวป้องกันด้วยการสร้างป้อมเพิ่ม6ป้อม.พระเจ้าปีเตอร์ยังสั่งสร้างแนวตั้งรับเพิ่มอีก4ป้อม เพื่อทั้ง10ป้อมจะได้เกิดเป็นแนวรับรูปตัวT เพิ่มประสิทธิภาพในการยิงโจมตีกองทัพสวีเดนจากด้านข้าง อย่างไรก็ตามในวันที่เกิดการรบ ป้อม 2 ป้อมยังคงสร้างไม่เสร็จ แต่ทหารรัสเซียจำนวน4,000นาย ก็ได้เข้าประจำการอีก8ป้อมที่เหลือเรียบร้อยแล้วและมีทหารม้าอีก10,000นาย ภายใต้การนำของ นายพล อเล็กซานเดอร์ ดานิโลวิช เมนชิคอฟ คอยหนุนอยู่ด้านหลัง.

การรบ[แก้]

เพราะบาดแผลของเขาพระเจ้าจึงต้องส่งต่อการบังคับบัญชาไปยัง จอมพล Carl Gustav Rehnskiöld. ในช่วงกลางคืนทหารราบ4คอลัมน์และทหารม้า6คอลัมน์ ได้เข้าประจำที่บริเวณ 600เมตร ทางใต้ของแนวรับรัสเซีย แผนคือการตีผ่านแนวรับรัสเซียอย่างรวดเร็วเพื่อเข้าโจมตีป้อม ทหารราบเข้าประจำที่ในเวลาตี2ครึ่ง แต่ทหารม้ามาได้ช้ากว่าเพราะหลงทาง.Axel Gyllenkrok ขี่ม้าล่วงหน้าไปสำรวจกองทัพรัสเซียและพบว่าป้อม2ป้อมที่ใกล้ที่สุดของรัสเซียยังสร้างไม่เสร็จและขี่ม้ากลับไปบอกนายพลRehnsikiöld. อย่างไรก็ตามการเดินทางไปลาดตระเวนของพลเอก Wolmar Anton Von Schlippenbach ได้ถูกตรวจพบโดยทหารรัสเซีย ทหารรัสเซียได้ยิงปืนเพื่อส่งสัญญานเตือน เมื่อเสียโอกาสการโจมตีแบบไม่ทันตั้งตัวไปแล้วและไม่มีปืนใหญ่มากพอจะฝ่าแนวตั้งรับของรัสเซียไป จึงเกิดการประชุมกันในกองบัญชาการสวีเดนว่าจะทำการบุกต่อไปไหม ในที่สุดนายพลRehnsikiöld ตัดสอนใจที่จะบุกต่อแบะกล่าวว่า"ในนามของพระเจ้า เราจะบุกไปข้างหน้า"ในตอนนั้นเป็นเวลาตีสี่ของวันที่ 28 มิถุนายน(ตามปฏิทินสวีเดน) และพระอาทิตย์กำลังจะขึ้นแล้ว

กองกำลังสวีเดนภายใต้การนำของ Carl Gustaf Roos บุกเข้ายึดสองป้อมแรกได้อย่างรวดเร็วและฆ่าทหารรัสเซียทุกคนในนั้น แต่การบุกเข้ายึดป้อมที่3 ในช่วงตีสี่ครึ่งถูกหยุดเอาไว้ได้. เลเวนฮอร์ปนำทหารจำนวน10กองพันเข้าบุกผ่าน4ป้อมแรกไป บุกต่อไปยังแนวหลังและทหารม้าเข้ามาช่วยยึดได้บางป้อมในขณะที่ผ่านป้อมอื่นๆไป สองกองพันจากแนวหลังของRoosเข้ามาช่วยพวกเขา แสดงให้เห็นถึงความไม่ชัดเจนในคำสั่งว่าให้หลีกเลี่ยงป้อมหรือบุกเข้ายึดป้อมเป็นลำดับไป ทหารม้าทางปีกซ้ายภายใต้การนำของพลเอกฮามิลตันได้บุกผ่านป้อมทางซ้ายและพุ่งเข้าใส่ทหารม้ารัสเซีย ทำให้ทหารม้ารัสเซียต้องถอยกลับ เมื่อถึงเวลาตีห้าปีกซ้ายและปีกขวาของสวีเดนสามารถบุกไปได้ถึงแนวหลังสุดของแนวตั้งรับ ผลักดันให้ทหารม้ารัสเซียถอยไป อย่างไรก็ตาม Rehnsikiöldสั่งให้ทหารม้าของเขาหยุดตามและให้นายพลเลเวนฮอร์ปที่ตอนนั้นบุกไปถึงป้อมหลักแล้วให้ถอยออกมาทางตะวันตกเพื่อรอกองหนุนจากกองพันของRoosเป็นเวลากว่า2 ชม เป็นโอกาสให้ทหารม้ารัสเซียและทหารม้าคอสแซคของพวกเขาขึ้นไปเตรียมตัวอยู่ทางเหนือพร้อมกับทหารราบอีก12กองพัน และมีทหารราบอีก10กองพันรออยู่ทางใต้ของค่ายพวกเขา เพื่อเตรียมตั้งรับการบุกของสวีเดน 

นายพลRoosกับทหารอีก6กองพันถูกตัดขาดจากกองทัพหลักขณะพยายามยึดป้อมที่3 หลังจากสูญเสียอย่างหนักขณะพยายามเข้าโจมตีหลายครั้ง นายพลRoosนำกำลังพลส่วนที่เหลือประมาณ1,500นาย จาก2,600นาย หลบไปทางป่าYakovetskiในเวลาประมาณ6โมงเช้า ทางฝั่งรัสเซียก็สามารถบุกเข้ายึด2ป้อมแรกคืนได้ และทำการโจมตีกลับด้วยทหารจำนวน10กรมในเวลา7โมงเช้า ผลักดันนายพลRoosให้ถอยไปทางปอลตาวาและยอมจำนนในที่สุด 

กองทัพสวีเดนที่เหลือยังคงรอกองทัพของRoos อยู่โดนไม่รู้ถึงการยอมจำนน พระเจ้าปีเตอร์ใช้โอกาสนี้ นำทหาร42กองพัน กำลังพลกว่า22,000นายออกจากค่าย สนับสนุนด้วยผืนใหญ่3ปอนด์ 55กระบอกและปืน32กระบอกจากเชิงเทิน ทหารม้าเรากูน10กรมภายใต้ พลโทAdolt Fredrik Bauer อยู่ปีกขวาและ6กรมภายใต้นายพลเมนชิคอฟทางปีกซ้าย ประจันหน้ากับพวกเขาทางตะวันตกของค่ายคือทหารราบสวีเดน4,000นาย จัดกำลังเป็น10กองพัน สนับสนุนด้วยปืนใหญ่สามปอนด์4กระบอกและกองทหารม้าของCreutz อยู่บริเวณปีก กองทหารรัสเซียเริ่มเดินทางเข้ามาหากองทัพสวีเดนในช่วงที่อากาศร้อนจัดและชื้น.

เวลา9.45 Rehnskiöldสั่งให้เลเวนฮอล์ปและแนวทหารสวีเดนเคลื่อนที่ไปข้างหน้าและเปิดฉากยิงปืนใหญ่ที่ระยะ500เมตร เมื่อแนวของสวีเดนอยู่ห่างจากรัสเซียประมาณ50เมตร พวกเขาก็เริ่มเปิดฉากยิงด้วยปืนคาบศิลาจากทั้ง4แถวและเมื่อถึงระยะ30เมตร พวกเขาก็ทำการยิงแบบอิสระและบุกโจมตีด้วยดาบปลายปืนและพลหอก ทหารรัสเซียในแถวแรกทำการร่นถอยไปยังแถวที่2 กองกำลังสวีเดนกำลังจะตีฝ่าแนวรบรัสเซียออกไปได้และต้องการการสนับสนุนจากทหารม้าของCreutz แต่โชคไม่ดีนักเพราะกำลังทหารม้าทั้งหมดไม่อยู่ในสภาพที่จะรวมกลุ่มเข้าตีได้ แนวรบของรัสเซียนั้นยาวกว่า ทำให้ปีกซ้ายของสวีเดนบุกได้ช้ากว่าฝั่งขวาและสุดท้ายก็ตัดสินใจโยนอาวุธทิ้งและหลบหนีไปในที่สุด ปีกขวาของสวีเดนยังคงบุกต่อไปทำให้เกิดช่องว่างขึ้น ซึ่งรัสเซียได้บุกโจมตีช่องว่างนั้นและทำการล้อมกองทัสวีเดน ส่วนนายพลCreutzก็พยายามจะบุกต่อด้วยทหารม้าที่มีอยู่ แต่รัสเซียสามารถตั้งกระบวนทัพแบบจัตุรัสกลวงได้ทัน และนายพลเมนชิคอฟก็นำทหารม้าของเขาเข้าโจมตีบริเวณปีกและด้านหลังของกองทัพสวีเดน ณ จุดนี้กองทัพสวีเดนจุดนี้กองทัพสวีเดนไม่สามารถจัดตั้งกระบวนทัพได้อีกต่อไป ทัพสวีเดนแตกพ่าย ทหารสวีเดนจำนวนหนึ่งสามารถหลบหนีได้ออกไปได้ ในขณะที่ส่วนที่เหลือถูกสังหารหรือจับกุม


ตอนนี้กองกำลังของพระเจ้าชาร์ลคือทหารสวีเดนกลุ่มสุดท้ายที่ยังเหลืออยู่ พระเจ้าชาร์ลจึงรวมทหาร(รวมถึงทหารของCreutzด้วย)ที่เหลืออยู่และหลบหนีออกไปทางป่า ทางรัสเซียหยุดทัพที่ชายป่าและหยุดการยิงปืนใหญ่ลง มีเพียงแค่พวกคอสแซคกับคาลมิคเท่านั้นที่กระจายตัวอยู่ในทุ่งทางใต้ของป่า ทางพระเจ้าชาร์ลเดินทางออกจากป่าในช่วงบ่ายบนหลังม้าหลังจากแคร่ของเขาถูกทำลาย คุ้มกันโดยทหารประมาณ2ถึง3พันคน กองทัพสวีเดนที่เหลืออยู่เดินทางไปยังPushkaryovka พร้อมกับขบวนสัมภาระที่อยู่5กม.ไปทางใต้ พวกเขาเดินทางไปถึงประมาณบ่ายโมงเมื่อการรบจบไปแล้ว

ชาร์ลรวมทหารและเสบียงที่เหลือทั้งหมดและถอยทัพลงใต้ ตอนประมาณ1ทุ่ม เขายกเลิกการปิดล้อมที่ปอลตาวา เลเวนฮอร์ปนำทหารสวีเดนที่เหลืออีกกลุ่มหนึ่งพร้อมทหารคอสแซคพันธมิตรหนีไปทางแม่นํ้านีเปอร์ แต่ถูกติดตามโดยทหารม้ารัสเซียและทหารม้าคาลมิคอีกว่า3,000นาย และถูกต้อนให้ยอมแพ้3วันต่อมา ในวันที่ 1 กรกฎาคมที่ Perevolochna

หลังจากการรบ[แก้]

นายทหารระดับสูงจำนวนมากของสวีเดนถูกจับกุม ในจำนวนนี้มี จอมพลRehnskiöld,พลเอกSchlippenbach,พลเอกStackelberg,พลเอกฮามิลตัน,เจ้าชายแม็กซิมิเลียน เอมมานูเอลและคาร์ล ไพเพอร์ พระเจ้าปีเตอร์จัดเต็นท์ขึ้น2เต็นท์บนสนามรบเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองชัยชนะ  วอลแตร์ในภายหลังคาดการว่าการกระทำของปีเตอร์เป็นไปเพื่อยกย่องให้นายพลสวีเดนในฐานะที่ได้สู้อย่างกล้าหาญและส่งสัญญานถึงนายพลของเขาเองถ้าหากเกิดความไม่จงรักภักดี หลุมฝังศพขนาดใหญ่สิงหลุมได้ถูกสร้างขึ้น500เมตรทางตะวันตกเฉียงใต้ของค่ายรัสเซีย เพื่อฝังศพทหารรัสเซียที่เสียชีวิต เนื่องจากพระเจ้าชาร์ลหลบหนีไปไกลแล้ว พระเจ้าปีเตอร์จึงเลิกติดตามและส่งเชลยศึกสวีเดนไปยังไซบีเรีย 

พระเจ้าชาร์ลและMazepaหลบหนีไปพร้อมกับทหารประมาณ1,500คน ไปยัง Bendery ,Moldavia ซึ่งตอนนั้นอยู่ภายใต้การปกครองของจักวรรดิออตโตมัน พระเจ้าชาร์ลใช้เวลาห้าปีอยู่ที่นั้นก่อนจะเดินทางกลับสวีเดนในเดือนธันวาคม ปี 1715 ตลอดช่วงเวลานั้นพระเจ้าชาร์ลยังคงแสดงออกถึวความเป็นพระมหากษัตริย์นักการทหารอยู่ตลอดเวลา ด้วยบุคลิกที่เยือกเย็น ทำให้สามารถรอดพ้นจากสถานการณ์ต่างๆไปได้ รวมถึงจากความพยายามของ High Vizierของออตโตมัน ในการวางอุบายลับหลัง

  1. 1.0 1.1 1.2 1.3 1.4 1.5 1.6 Moltusov, Valerij Aleksejevitj (2009). Poltava 1709: Vändpunkten (in Swedish). SMB. p. 93. ISBN 978-91-85789-75-7.
  2. 2.0 2.1 О составе русской и шведской армий в Полтавском сражении (รัสเซีย)
  3. Ericson, p. 297.
  4. Istorīia Petra Velikago, by Nikolai Alekseevich Polevoi, 1843, p. 38 (รัสเซีย)
  5. 5.0 5.1 Christer Kuvaja: Karolinska krigare 1660–1721, p. 192. Schildts Förlags AB 2008. ISBN 978-951-50-1823-6. (สวีเดน)
  6. 6.0 6.1 "Poltava, Battle of". สืบค้นเมื่อ 12 December 2016.
  7. Gordon A. The History of Peter the Great, Emperor of Russia: To which is Prefixed a Short General History of the Country from the Rise of that Monarchy: and an Account of the Author's Life, Volume 1. Aberdeen. 1755. pp. 301–02
  8. Englund (1988), p. 215.
  9. Derek Wilson (March 9, 2009). "Poltava : the Battle that Changed the World". History Today. London. 59 (3): 23–29.
  10. Битва под Полтавой Archived 2005-02-25 at the Wayback Machine. (รัสเซีย)
  11. Istorīia Petra Velikago, p. 355 (รัสเซีย)


อ้างอิงผิดพลาด: มีป้ายระบุ <ref> สำหรับกลุ่มชื่อ "lower-alpha" แต่ไม่พบป้ายระบุ <references group="lower-alpha"/> ที่สอดคล้องกัน หรือไม่มีการปิด </ref>