ข้ามไปเนื้อหา

ป่าดงพงไพร

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก พื้นที่ไร้มนุษย์อาศัย)
พื้นที่ป่าดงพงไพร ประเทศสวีเดน

ป่าดงพงไพร ป่าวิเวก ถิ่นวิเวก (อังกฤษ: wilderness) หรือ ที่ดินในสภาพธรรมชาติ (อังกฤษ: wild land) คือสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติของโลกที่ยังไม่ถูกดัดแปลงอย่างมีนัยสำคัญจากกิจกรรมของมนุษย์ หรือที่ดินที่ไม่มีการขยายเขตเมืองและไม่ได้มีการใช้ในทางเกษตรกรรมอย่างเข้มข้น[1][2] เดิมคำว่า wilderness มักใช้กับสิ่งแวดล้อมทางบก แต่ในปัจจุบันเริ่มมีการให้ความสนใจต่อถิ่นวิเวกทางทะเลมากขึ้น และแผนที่ของป่าดงพงไพรล่าสุด[3] แสดงให้เห็นว่าครอบคลุมประมาณหนึ่งในสี่ของพื้นผิวบนบกของโลก แต่กำลังถูกทำลายลงอย่างรวดเร็วจากกิจกรรมของมนุษย์[4] ส่วนในมหาสมุทร พื้นที่ที่ยังไม่ถูกรบกวนโดยกิจกรรมของมนุษย์อย่างเข้มข้นเหลือเพียงร้อยละ 13.2 เท่านั้น[5]

รัฐบาลบางประเทศมีการออกกฎหมายคุ้มครองพื้นที่ป่าดงพงไพรไม่เพียงเพื่อการอนุรักษ์สิ่งที่มีอยู่แล้วเท่านั้น แต่ยังเพื่อส่งเสริมและพัฒนาการแสดงออกและการเติบโตตามธรรมชาติของพื้นที่ด้วย พื้นที่เหล่านี้สามารถจัดให้เป็นพื้นที่สงวน พื้นที่สงวนเพื่อการอนุรักษ์ ป่าไม้แห่งชาติ อุทยานแห่งชาติ และกระทั่งในเขตเมืองตามแนวแม่น้ำ โกรกธารน้อย หรือพื้นที่ที่ยังไม่ได้รับการพัฒนา ในบางครั้งพื้นที่เหล่านี้ได้รับการพิจารณาว่ามีความสำคัญต่อการอยู่รอดของสิ่งมีชีวิตบางชนิด ความหลากหลายทางชีวภาพ การศึกษาทางนิเวศวิทยา การอนุรักษ์ธรรมชาติ ความสันโดษ และนันทนาการ[6] และยังช่วยสงวนลักษณะทางพันธุกรรมดั้งเดิมและแหล่งที่อยู่ของพฤกษชาติและสัตวชาติป่าที่อาจเป็นเรื่องยากในการเพาะพันธุ์ขึ้นใหม่ในสวนสัตว์ สวนรุกขชาติ หรือห้องปฏิบัติการ

ขอบเขต

[แก้]
พื้นที่ป่าดงพงไพรในรัฐอะแลสกา ประเทศสหรัฐ

ความพยายามล่าสุดในการจัดทำแผนที่ป่าดงพงไพร[3] แสดงให้เห็นว่า ขณะนี้เหลือพื้นที่ป่าดงพงไพรเพียงไม่ถึงหนึ่งในสี่ของพื้นที่โลก (ประมาณร้อยละ 23) และเกิดการเสื่อมโทรมอย่างหายนะในป่าดงพงไพร[7]ในช่วงสองศตวรรษที่ผ่านมา ซึ่งป่าดงพงไพรกว่า 3 ล้านตารางกิโลเมตร (ร้อยละ 10) ถูกเปลี่ยนไปใช้เพื่อกิจกรรมของมนุษย์ โดยป่าดิบชื้นแอมะซอนและคองโกได้รับผลกระทบมากที่สุด แรงกดดันจากกิจกรรมของมนุษย์กำลังแผ่ขยายไปเกือบทั่วทุกมุมโลก[8] และการสูญเสียป่าดงพงไพรสามารถส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพอีกด้วย

จากการศึกษาก่อนหน้านี้เรื่อง Wilderness: Earth's Last Wild Places ซึ่งดำเนินการโดยองค์การอนุรักษ์ระหว่างประเทศ (Conservation International) พบว่าร้อยละ 46 ของมวลแผ่นดินโลกเป็นป่าดงพงไพร โดยในรายงานนี้ได้ให้คำจำกัดความของ "ป่าดงพงไพร" ว่าเป็นพื้นที่ที่ "มีพืชพรรณต้นกำเนิดสภาพเดิมเหลืออยู่ร้อยละ 70 ขึ้นไป ครอบคลุมพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 10,000 ตารางกิโลเมตร (3,900 ตารางไมล์)* และต้องมีประชากรอาศัยอยู่น้อยกว่าห้าคนต่อตารางกิโลเมตร"[9] อย่างไรก็ตาม จากรายงานของไอยูซีเอ็นหรือยูเอ็นอีพีที่ตีพิมพ์ใน ค.ศ. 2003 พบว่าปัจจุบันมีเพียงร้อยละ 10.9 ของมวลแผ่นดินโลกเท่านั้นที่อยู่ภายใต้การคุ้มครองในหมวดพื้นที่คุ้มครองประเภทที่ 1 ได้แก่ แหล่งสงวนธรรมชาติเข้มข้น (ร้อยละ 5.5) หรือ ป่าดงพงไพรคุ้มครอง (ร้อยละ 5.4)[10] พื้นที่เหล่านี้ยังไม่ได้รับผลกระทบจากมนุษย์มากนัก อย่างไรก็ตาม แม้ว่ามีพื้นที่ขนาดใหญ่ในอุทยานแห่งชาติและพื้นที่คุ้มครองอื่นที่สามารถจัดว่าเป็นป่าดงพงไพรได้ แต่ในหลายพื้นที่คุ้มครองมีการเปลี่ยนแปลงหรือกิจกรรมของมนุษย์ในระดับหนึ่งอยู่แล้ว จึงทำให้การประมาณค่าป่าดงพงไพรจริงอย่างเด็ดขาดเป็นเรื่องยาก

สมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า (Wildlife Conservation Society) ได้จัดทำ ดัชนีร่องรอยมนุษย์ (Human Footprint) โดยใช้ตัวชี้วัดหลายประการ ซึ่งการไม่มีตัวชี้วัดเหล่านี้บ่งชี้ถึงสภาพธรรมชาติ (wildness) ได้แก่ ความหนาแน่นของประชากรมนุษย์ การเข้าถึงของมนุษย์ผ่านทางถนนหนทางและแม่น้ำ โครงสร้างพื้นฐานของมนุษย์เพื่อการเกษตรและการตั้งถิ่นฐาน และการปรากฏของพลังงานอุตสาหกรรม (แสงไฟที่สามารถมองเห็นได้จากอวกาศ) ทางสมาคมฯ ประมาณค่าว่าร้อยละ 26 ของมวลแผ่นดินโลก เข้าข่ายเป็น "พื้นที่สุดท้ายของธรรมชาติ" (Last of the wild) โดยพื้นที่ที่มีสภาพธรรมชาติมากที่สุดในโลกได้แก่ อาร์กติก ทุนดรา ป่าไทกาแถบไซบีเรีย ป่าดิบชื้นแอมะซอน ที่ราบสูงทิเบต พื้นที่ชนบทห่างไกลของออสเตรเลีย และทะเลทราย เช่น ทะเลทรายสะฮาราและทะเลทรายโกบี[11] อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ทศวรรษ 1970 เป็นต้นมา ได้มีการค้นพบจีโอกลิฟ (geoglyphs – แม่ลายขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้นบนพื้นดินซึ่งสังเกตได้จากที่สูงเท่านั้น) มากมายบนที่ดินที่ถูกทำลายในป่าดิบชื้นแอมะซอน ซึ่งนำไปสู่การอ้างเกี่ยวกับการมีอยู่ของอารยธรรมก่อนยุคโคลัมบัส (Pre-Columbian era)[12][13] รายการ Unnatural Histories ของบรรษัทแพร่ภาพกระจายเสียงอังกฤษ (บีบีซี) อ้างว่าป่าดิบชื้นแอมะซอนอาจไม่ได้เป็นป่าดงพงไพรดั้งเดิม หากแต่ถูกปรับเปลี่ยนโดยมนุษย์มาแล้วนานกว่า 11,000 ปี ผ่านการทำสวนป่า (forest gardening) และการใช้ดินดำ (terra preta – ดินสีดำที่อุดมด้วยอินทรียวัตถุจากการปรับปรุงโดยมนุษย์)[14]

ร้อยละพื้นที่ของที่ดินที่ได้รับการกำหนดให้เป็นป่าดงพงไพรไม่ได้สะท้อนถึงระดับความหลากหลายทางชีวภาพโดยตรง ในบรรดาพื้นที่ป่าดงพงไพรที่ยังเหลืออยู่ ป่าไทกา—ที่ส่วนใหญ่ยังคงเป็นป่าดงพงไพร—คิดเป็นร้อยละ 11 ของมวลแผ่นดินทั้งหมดในซีกโลกเหนือ[15] ส่วนป่าดิบชื้นคิดเป็นอีกร้อยละ 7 ของพื้นที่ผิวโดยรวมของโลก[16] การประมาณป่าดงพงไพรที่เหลืออยู่ของโลกเน้นถึงอัตราการพัฒนาของพื้นที่เหล่านี้ ซึ่งทำให้ความหลากหลายทางชีวภาพลดลงอย่างมากเป็นผลที่ตามมา

ดูเพิ่มเติม

[แก้]

เชิงอรรถและอ้างอิง

[แก้]
  1. "Glossary". National Weather Service. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 15 March 2023. สืบค้นเมื่อ 28 December 2019.
  2. "What is a Wilderness Area". WILD Foundation. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 4 December 2012. สืบค้นเมื่อ 2009-02-20.
  3. 1 2 Allan, James R.; Venter, Oscar; Watson, James E. M. (2017-12-12). "Temporally inter-comparable maps of terrestrial wilderness and the Last of the Wild". Scientific Data (ภาษาอังกฤษ). 4 (1): 170187. Bibcode:2017NatSD...470187A. doi:10.1038/sdata.2017.187. ISSN 2052-4463. PMC 5726312. PMID 29231923.
  4. Watson, James E.M.; Shanahan, Danielle F.; Di Marco, Moreno; Allan, James; Laurance, William F.; Sanderson, Eric W.; Mackey, Brendan; Venter, Oscar (November 2016). "Catastrophic Declines in Wilderness Areas Undermine Global Environment Targets". Current Biology. 26 (21): 2929–2934. Bibcode:2016CBio...26.2929W. doi:10.1016/j.cub.2016.08.049. PMID 27618267.
  5. Jones, Kendall R.; Klein, Carissa J.; Halpern, Benjamin S.; Venter, Oscar; Grantham, Hedley; Kuempel, Caitlin D.; Shumway, Nicole; Friedlander, Alan M.; Possingham, Hugh P.; Watson, James E. M. (August 2018). "The Location and Protection Status of Earth's Diminishing Marine Wilderness". Current Biology. 28 (15): 2506–2512.e3. Bibcode:2018CBio...28E2506J. doi:10.1016/j.cub.2018.06.010. hdl:10072/417008. PMID 30057308.
  6. Botkin, Daniel B. No Man's Garden. pp. 155–157.
  7. Watson, James E. M.; Shanahan, Danielle F.; Di Marco, Moreno; Allan, James; Laurance, William F.; Sanderson, Eric W.; Mackey, Brendan; Venter, Oscar (2016-11-07). "Catastrophic Declines in Wilderness Areas Undermine Global Environment Targets". Current Biology (ภาษาอังกฤษ). 26 (21): 2929–2934. Bibcode:2016CBio...26.2929W. doi:10.1016/j.cub.2016.08.049. ISSN 0960-9822. PMID 27618267.
  8. Venter, Oscar; Sanderson, Eric W.; Magrach, Ainhoa; Allan, James R.; Beher, Jutta; Jones, Kendall R.; Possingham, Hugh P.; Laurance, William F.; Wood, Peter; Fekete, Balázs M.; Levy, Marc A. (2016-08-23). "Sixteen years of change in the global terrestrial human footprint and implications for biodiversity conservation". Nature Communications (ภาษาอังกฤษ). 7 (1): 12558. Bibcode:2016NatCo...712558V. doi:10.1038/ncomms12558. ISSN 2041-1723. PMC 4996975. PMID 27552116.
  9. Conservation International (2002) Global Analysis Finds Nearly Half The Earth Is Still Wilderness. Retrieved on 6 Nov 2017.
  10. Chape, S., S. Blyth, L. Fish, P. Fox and M. Spalding (compilers) (2003). 2003 United Nations List of Protected Areas. IUCN, Gland, Switzerland and Cambridge, UK and UNEP-WCMC, Cambridge, UK. PDF เก็บถาวร 1 กรกฎาคม 2004 ที่ Library of Congress Web Archives
  11. Wildlife Conservation Society. 2005. State of the Wild 2006: A Global Portrait of Wildlife, Wildlands and Oceans. Washington, D.C. Island Press. pp. 16 &17.
  12. Simon Romero (14 January 2012). "Once Hidden by Forest, Carvings in Land Attest to Amazon's Lost World". The New York Times.
  13. Martti Pärssinen; Denise Schaan & Alceu Ranzi (2009). "Pre-Columbian geometric earthworks in the upper Purús: a complex society in western Amazonia". Antiquity. 83 (322): 1084–1095. doi:10.1017/S0003598X00099373. S2CID 55741813.
  14. "Unnatural Histories – Amazon". BBC Four.
  15. University of Manitoba Taiga Biological Station. 2004. Frequently answered questions. Retrieved: 2006-07-04.
  16. Rainforest Foundation US. 2006. Commonly asked questions. เก็บถาวร 1 ตุลาคม 2006 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน Retrieved: 2006-07-04.

อ่านเพิ่มเติม

[แก้]
ป่าหนามที่อีฟาตี (Ifaty) ประเทศมาดากัสการ์ มีชนิดพันธุ์พืชที่หลากหลายเช่น ต้นเบาบับหลายชนิด, Alluaudia procera (ต้นมาดากัสการ์โอโคทิลโล) และชนิดพันธุ์อื่น
  • Bryson, B. (1998). A Walk in the Woods. ISBN 0-7679-0251-3
  • Casson, S. et al. (Ed.s). (2016). Wilderness Protected Areas: Management Guidelines for IUCN Category 1b (wilderness) Protected Areas ISBN 978-2-8317-1817-0
  • Gutkind, L (Ed). (2002). On Nature: Great Writers on the Great Outdoors. ISBN 1-58542-173-1
  • Kammer, Sean. "Coming to terms with wilderness: The Wilderness Act and the problem of wildlife restoration." Environmental Law (2013): 83-124. online
  • Kirchhoff, Thomas/ Vicenzotti, Vera 2014: A historical and systematic survey of European perceptions of wilderness. Environmental Values 23 (4): 443–464.
  • Nash, Roderick Frazier [1967] 2014: Wilderness and the American Mind. Fifth Edition. New Haven & London, Yale University Press / Yale Nota Bene.
  • Oelschlaeger, Max 1991: The Idea of Wilderness. From Prehistory to the Age of Ecology. New Haven & London, Yale University Press.

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]

การนิยาม

[แก้]