พระรัตนธัชมุนี (ม่วง รตนทฺธโช)

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
พระรัตนธัชมุนี
(ม่วง รตนทฺธโช)
190px
เกิด 10 สิงหาคม พ.ศ. 2396
มรณภาพ 21 กันยายน พ.ศ. 2477
อายุ 81 ปี 42 วัน
อุปสมบท พ.ศ. 2432
ท้องที่ จังหวัดนครศรีธรรมราช
สังกัด ธรรมยุติกนิกาย
วุฒิการศึกษา เปรียญธรรม 4 ประโยค
ตำแหน่ง เจ้าอาวาสวัดท่าโพธิ์
เจ้าคณะมณฑลนครศรีธรรมราช

พระรัตนธัชมุนี นามเดิม ม่วง ฉายา รตนทฺธโช เป็นพระราชาคณะชั้นธรรมฝ่ายธรรมยุติกนิกาย เจ้าอาวาสรูปที่ 7 ของวัดท่าโพธิ์[1] ผู้มีบทบาทสำคัญในการจัดการศึกษาในภาคใต้ โดยก่อตั้งและร่วมก่อตั้งโรงเรียนขึ้น 21 แห่ง รวมทั้งโรงเรียนเบญจมราชูทิศ นครศรีธรรมราช[2]

ประวัติ[แก้]

วัยเยาว์[แก้]

พระรัตนธัชมุนี มีนามเดิม ม่วง เกิดเมื่อวันพุธที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2396 ตรงกับวันขึ้น 6 ค่ำ เดือน 9 ปีฉลู[3] เป็นบุตรคนสุดท้องในบรรดาบุตรทั้งหมด 8 คน (หญิง 2 ชาย 6) ของนายแก้วกับนางทองคำ ชาติภูมิอยู่บ้านหมาก ตำบลบ้านเพิง อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช[4]

การศึกษา[แก้]

เมื่ออายุ 9 ขวบ ได้ศึกษาภาษาไทยและภาษาบาลีตามลำดับในสำนักของพระอาจารย์เพ็ชร วัดแจ้ง จนอายุ 15 จึงบรรพชาเป็นสามเณรที่วัดแจ้ง จนอายุได้ 17 ปีจึงย้ายไปอยู่วัดมเหยงคณ์ ศึกษาภาษาบาลีในสำนักของพระครูการาม (จู) จนอายุ 20 ปีในปี พ.ศ. 2416 จึงอุปสมบทเป็นพระภิกษุโดยมีพระครูการาม (จู) เป็นพระอุปัชฌาย์ เมื่อพระครูการามย้ายมาเป็นเจ้าอาวาสวัดท่าโพธิ์ในปีต่อมา ท่านได้ตามมาอยู่ด้วย จนพระครูการามมรณภาพในปี พ.ศ. 2427 ท่านจึงได้เป็นเจ้าอาวาสแทน[3]

ปีฉลู พ.ศ. 2432 พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นวชิรญาณวโรรส เสด็จมาตรวจการพระศาสนาในหัวเมืองปักษ์ใต้ พระอธิการม่วงได้เข้าเฝ้าและตามเสด็จกลับมาศึกษาพระปริยัติธรรมที่กรุงเทพมหานคร ทรงให้ท่านอยู่วัดมกุฏกษัตริยารามราชวรวิหาร และในปีฉลูนั้นทรงให้ท่านทำทัฬหีกรรมบวชใหม่ในคณะธรรมยุตโดยมีพระพรหมมุนี (แฟง กิตฺติสาโร) เป็นพระอุปัชฌาย์ ส่วนพระองค์เองเป็นพระกรรมวาจาจารย์ บวชแล้วศึกษากับพระองค์ต่อ จนปีขาล พ.ศ. 2433 ได้เข้าสอบที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ได้เป็นเปรียญธรรม 4 ประโยค ปีต่อมาได้ทูลลากลับไปอยู่วัดท่าโพธิ์ตามเดิม[3]

ศาสนกิจ[แก้]

พ.ศ. 2441 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ประพาสปักษ์ใต้ พระมหาม่วงได้เข้าเฝ้าและถวายรายงานเรื่องการพระศาสนาในเมืองนครศรีธรรมราชเป็นที่พอพระทัย และทรงเห็นว่าท่านมีคุณธรรมและอุตสาหะ จึงแต่งตั้งท่านเป็นพระราชาคณะเจ้าคณะใหญ่เมืองนครศรีธรรมราช[3][5] ต่อมาวันที่ 19 กรกฎาคม ร.ศ. 121 ได้รับโปรดเกล้าฯ ตั้งเป็นเจ้าคณะมณฑลนครศรีธรรมราช[6] และโปรดเกล้าฯ ให้พระยาวุฒิการบดีส่งสัญญาบัตรไปพระราชทาน[7] ต่อมาวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2469 ทรงประกาศให้รวมมณฑลสุราษฎ์และจังหวัดสตูลเข้ากับมณฑลนครศรีธรรมราช โดยโปรดให้ท่านเป็นเจ้าคณะมณฑลต่อตั้งแต่วันที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2469 เป็นต้นไป[8]

ในระหว่างดำรงตำแหน่งเจ้าคณะมณฑล นอกจากการปกครองสังฆมณฑลให้เรียบร้อย ท่านยังได้ทำงานสนองนโยบายของราชการโดยจัดการศึกษาแบบใหม่ขึ้นทั่วทั้งมณฑลนับแต่เมืองนครศรีธรรมราชไปจนถึงเมืองกลันตัน จนกระทั่งปี พ.ศ. 2472 ท่านจึงขอลาออกจากตำแหน่งเพราะชราภาพ[9] แต่ปรากฏว่าเกิดความไม่สงบขึ้น ท่านจึงได้รับโปรดเกล้าฯ ให้กลับมาดำรงตำแหน่งเจ้าคณะมณฑลอีกครั้งตั้งแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2467[10] เมื่อสะสางปัญหาต่าง ๆ เรียบร้อยท่านจึงขอลาออกอีกครั้งด้วยเหตุผลเดิม จึงพระราชทานพระบรมราชานุญาตและให้พระธรรมโกษาจารย์ (เซ่ง อุตฺตโม) เจ้าคณะมณฑลภูเก็ต ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะมณฑลนครศรีธรรมราชด้วยอีกตำแหน่งหนึ่งตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2471[11]

สมณศักดิ์[แก้]

  • 4 กรกฎาคม ร.ศ. 117 ได้รับพระราชทานสัญญาบัตรตั้งเป็นพระราชาคณะที่ พระศิริธรรมมุนี เจ้าคณะใหญ่เมืองนครศรีธรรมราช มีนิตยภัตรเดือนละ 4 ตำลึง[5]
  • 25 มกราคม ร.ศ. 129 ได้รับโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนเป็นพระราชาคณะชั้นเทพที่ พระเทพกวี ศรีวิสุทธิดิลก ตรีปิฎกบัณฑิต ยติคณิศร บวรสังฆารามคามวาสี มีนิตยภัตรเดือนละ 26 บาท[12]
  • 10 พฤศจิกายน ร.ศ. 131 ได้รับโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนเป็นพระราชาคณะชั้นธรรมที่ พระธรรมโกษาจารย์ สุนทรญาณดิลก ตรีปิฎกธรรมภูษิต ยติคณิศร บวรสังฆารามคามวาสี มีนิตยภัตรเดือนละ 28 บาท[13]
  • 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2466 ได้รับโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนเป็นพระราชาคณะชั้นธรรมพิเศษที่ พระรัตนธัชมุนีศรีธรรมราช สังฆนายกตรีปิฎกคุณาลังการ ศีลสมาจารวินัยสุนทร ยติคณิศรบวรสังฆาราม คามวาสี[14]

มรณภาพ[แก้]

พระรัตนธัชมุนี ถึงแก่มรณภาพด้วยโรคชราเมื่อวันที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2477 เวลา 4.20 น. ณ วัดท่าโพธิ์ สิริอายุได้ 81 ปี 42 วัน ได้รับพระราชทานเพลิงศพเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2478[15]

อ้างอิง[แก้]

เชิงอรรถ
  1. ประวัติพระอารามหลวง เล่ม ๒, หน้า 544
  2. "ประวัติโรงเรียน". โรงเรียนเบญจมราชูทิศ นครศรีธรรมราช. สืบค้นเมื่อ 6 ธันวาคม 2558.
  3. 3.0 3.1 3.2 3.3 เรื่องตั้งพระราชาคณะผู้ใหญ่ในกรุงรัตนโกสินทร์ เล่ม ๑, หน้า 235
  4. พระรัตนธัชมุนีนามนี้คือสมณปราชญ์, หน้า 19-20
  5. 5.0 5.1 ราชกิจจานุเบกษา, พระราชทานสัญญาบัตรสงฆ์, เล่ม 15, ตอน 16, 17 กรกฎาคม ร.ศ. 117, หน้า 180
  6. ราชกิจจานุเบกษา, พระบรมราชโองการ ประกาศ ตั้งราชาคณะเจ้าคณะมณฑล, เล่ม 19, ตอน 16, 20 กรกฎาคม ร.ศ. 121, หน้า 296-297
  7. ราชกิจจานุเบกษา, พระราชทานสัญญาบัตรเจ้าคณะมณฑล, เล่ม 19, ตอน 17, 27 กรกฎาคม ร.ศ. 121, หน้า 334
  8. ราชกิจจานุเบกษา, แจ้งความกระทรวงธรรมการ แผนกกรมวิสามัญศึกษา เรื่อง ตั้งเจ้าอาวาสพระอารามหลวงและเจ้าคณะ, เล่ม 43, ตอน 0 ง, 23 พฤษภาคม 2469, หน้า 891-893
  9. ราชกิจจานุเบกษา, แจ้งความกรมธรรมการ เรื่อง เจ้าคณะมณฑลลาออกจากตำแหน่งและย้ายตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัด, เล่ม 36, ตอน 0, 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2462, หน้า 3,713
  10. ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศกรมธรรมการ เรื่อง ตั้งเจ้าคณะมณฑล, เล่ม 41, ตอน 0 ง, 8 มีนาคม พ.ศ. 2467, หน้า 4,347
  11. ราชกิจจานุเบกษา, แจ้งความกระทรวงธรรมการ แผนกกรมธรรมการ เรื่อง เจ้าคณะมณฑลลาออกและตั้งเจ้าคณะมณฑลใหม่, เล่ม 45, ตอน 0 ง, 24 มิถุนายน พ.ศ. 2471, หน้า 1,034
  12. ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศเลื่อนและตั้งสมณศักดิ์ สมเด็จพระราชาคณะและราชาคณะ, เล่ม 27, ตอน 0 ง, 29 มกราคม ร.ศ. 129, หน้า 2637
  13. ราชกิจจานุเบกษา, พระบรมราชโองการ ประกาศ ตั้งพระราชาคณะ, เล่ม 29, ตอน ก, 13 พฤศจิกายน ร.ศ. 131, หน้า 237
  14. ราชกิจจานุเบกษา, พระบรมราชโองการ ประกาศ ตั้งพระราชาคณะ, เล่ม 40, ตอน 0 ง, 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2466, หน้า 2,594
  15. พระรัตนธัชมุนีนามนี้คือสมณปราชญ์, หน้า 83
บรรณานุกรม
  • กองพุทธศาสนสถาน สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ. ประวัติพระอารามหลวง เล่ม ๒. กรุงเทพฯ : สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ, 2548. 622 หน้า. หน้า 313-314.
  • คัมภีร์ ทองพูน. พระรัตนธัชมุนี(ม่วง รตนธชเถร) กับการจัดการศึกษาในหัวเมืองภาคใต้. มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ : บทความวิจัย เสนอในการประชุมหาดใหญ่วิชาการ ครั้งที่ 4, 10 พฤษภาคม 2556.
  • ฉลอง เจยาคม. พระรัตนธัชมุนีนามนี้คือสมณปราชญ์. กรุงเทพฯ : มหรรรพ, 2539. 175 หน้า. หน้า 15-93. ISBN 974-89824-2-4
  • สมมอมรพันธุ์, พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระ. เรื่องตั้งพระราชาคณะผู้ใหญ่ในกรุงรัตนโกสินทร์ เล่ม ๑. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, 2545. 428 หน้า. หน้า 235-236. ISBN 974-417-530-3