พระยานรรัตนราชมานิต (ตรึก จินตยานนท์)

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
พระภิกษุ ธมฺมวิตกฺโก มหาเสวกตรี
พระยานรรัตนราชมานิต
(ตรึก จินตยานนท์)
เจ้าคุณนรฯ
Dhammavitakko Bhikkhu (Phraya Noraratanarajamanit, Truek).jpg
เกิด5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2441
มรณภาพ8 มกราคม พ.ศ. 2514
อายุ72
อุปสมบท24 มีนาคม พ.ศ. 2469
พรรษา44
วัดวัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร
จังหวัดกรุงเทพมหานคร
สังกัดธรรมยุติกนิกาย
พระพุทธศาสนา ส่วนหนึ่งของสารานุกรมพระพุทธศาสนา

พระภิกษุ ธมฺมวิตกฺโก มหาเสวกตรี พระยานรรัตนราชมานิต นามเดิม ตรึก จินตยานนท์ เป็นมหาดเล็กในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ภายหลังได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ จำพรรษา ณ วัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร ตราบจนมรณภาพ

ประวัติ[แก้]

ปฐมวัย[แก้]

พระนรราชภักดี (ตรอง จินตยานนท์) เมื่อครั้งมีบรรดาศักดิ์ ขุนชาญสุพรรณเขต บิดาของพระยานรรัตนราชมานิต (ตรึก จินตยานนท์)

พระพระยานรรัตนราชมานิต[1] มีนามเดิมว่า ตรึก จินตยานนท์ (นามสกุลพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว) เป็นบุตรของพระนรราชภักดี (ตรอง จินตยานนท์ ภายหลังบวชเป็นพระภิกษุ ฉายา สทฺธมฺมวิจาโร) และนางนรราชภักดี (พุก จินตยานนท์) มีพี่น้องรวมทั้งสิ้น 5 คน เกิดเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2440 เวลา 7.40 น. ตรงกับวันเสาร์ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 ปีระกา และเป็นวันมาฆบูชาในปีนั้น ที่กรุงเทพมหานคร วัยถึงขั้นสมควร เล่าเรียนหนังสือชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนวัดโสมนัสวิหาร และชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียนวัดเบญจมบพิตร (โรงเรียนมัธยมวัดเบญจมบพิตรในปัจจุบัน) จนสอบได้ชั้นมัธยมปลาย 5 ได้ลำดับที่ 1 ของประเทศ

ข้าราชการพลเรือน[แก้]

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าทรงฉายพระรูปร่วมกับสมาชิกกองเสือป่าระหว่างการซ้อมรบที่ค่ายหลวงบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี เมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2457 (ตามปฏิทินในขณะนั้น) แถวยืน คนที่ 7 จากซ้าย (นับเป็นคนที่ 4 จากขวา) คือพระยานรรัตนราชมานิต (ตรึก จินตยานนท์) ขณะนั้นเป็นนักเรียนเสือป่าปีสุดท้าย ก่อนจะบรรจุเข้ารับราชการสังกัดกรมมหาดเล็กในปีเดียวกัน
พระภิกษุพระยานรรัตนราชมานิต "ธมฺมวิตกฺโกภิกขุ" ขณะบวชได้พรรษาที่ 2 เมื่อ พ.ศ. 2469

ภายหลังจากที่ท่านได้จบการศึกษาจากโรงเรียนข้าราชการพลเรือน (ภายหลังคือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) ได้รับประกาศนียบัตรวิชารัฐศาสตร์ มีบัณฑิตร่วมรุ่น 12 นาย โดยสอบได้ลำดับที่ 1 ในปีการศึกษาสุดท้าย ท่านได้เข้าร่วมซ้อมรบในฐานะสมาชิกกองเสือป่า ที่อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี โดยรับหน้าที่ กองส่งข่าวหลวงรักษาพระองค์ ซึ่งในการซ้อมรบนี้เองได้เปลี่ยนวิถีชีวิต ทำให้มีโอกาสเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เข้ารับราชการประจำห้องที่พระบรรทม หลังท่านศึกษาจบ เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2459 ท่านเป็นผู้ที่ได้รับการไว้วางพระราชหฤทัยเป็นอย่างมาก กระทั่งได้รับการแต่งตั้งบรรดาศักดิ์เป็นพระยานรรัตนราชมานิต ซึ่งแปลว่า "คนดีที่พระเจ้าแผ่นดินทรงยกย่องนับถือ" เมื่ออายุเพียง 25 ปี เมื่อปี 2465 สมกับที่ท่านได้รับราชการสนองพระเดชพระคุณอย่างใกล้ชิด

ประวัติการรับราชการของพระยานรรัตนราชมานิตโดยละเอียดมีดังนี้

  • 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2457 - โปรดเกล้าฯ ให้รับราชการในกรมมหาดเล็ก แผนกตั้งเครื่อง ยศ มหาดเล็กวิเศษ[2]
  • 1 เมษายน พ.ศ. 2458 - เงินเดือน 40 บาท
  • 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2458 - รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น นายรองเสนองานประภาษ[3]เงินเดือน 60 บาท
  • รับพระราชทานยศ รองหุ้มแพร
  • 1 เมษายน พ.ศ. 2459 - ย้ายไปอยู่กองห้องที่พระบรรทม
  • รับพระราชทานยศ หุ้มแพร
  • 30 สิงหาคม พ.ศ. 2459 - รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น นายเสนองานประภาษ ถือศักดินา ๔๐๐[4]
  • 1 กันยายน พ.ศ. 2459 - เงินเดือน 100 บาท
  • 1 มกราคม พ.ศ. 2460 - เงินเดือน 200 บาท
  • 31 ธันวาคม พ.ศ. 2460 รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น นายจ่ายง มหาดเล็กเวรศักดิ์ ถือศักดินา ๖๐๐[5]
  • 31 ตุลาคม พ.ศ. 2461 - รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น หลวงศักดิ์นายเวร ถือศักดินา ๘๐๐[6]
  • 1 มกราคม พ.ศ. 2461 - เงินเดือน 300 บาท
  • 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2462 - นายหมวดโท[7]
  • 1 เมษายน พ.ศ. 2463 - เงินเดือน 340 บาท
  • 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2463 - นายหมวดเอก[8]
  • 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2464 - รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น เจ้าหมื่นสรรเพธภักดี หัวหมื่นมหาดเล็กต้นเชือกเวรศักดิ์ ถือศักดินา ๑๐๐๐[9]
  • 1 เมษายน พ.ศ. 2465 - เงินเดือน 500 บาท
  • 1 ธันวาคม พ.ศ. 2465 - เจ้ากรมห้องที่พระบรรทม[10]
  • 30 ธันวาคม พ.ศ. 2465 - รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น พระยานรรัตนราชมานิต จางวางมหาดเล็ก ถือศักดินา ๓๐๐๐[11]
  • 4 เมษายน พ.ศ. 2467 - องคมนตรีในรัชกาลที่ 6[12]
  • 1 มกราคม พ.ศ. 2467 - รับพระราชทานยศ จางวางตรี[13]
  • 6 มีนาคม พ.ศ. 2468 กราบถวายบังคมลาอุปสมบท[14]
  • 24 มีนาคม พ.ศ. 2468 - อุปสมบทถวายเป็นพระราชกุศล ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
  • 1 เมษายน พ.ศ. 2469 - เงินเดือน 700 บาท
  • 1 เมษายน พ.ศ. 2469 - โปรดเกล้าฯ ให้ยุบเลิกตำแหน่งหน้าที่ราชการกรมมหาดเล็กหลวง ให้รับพระราชทานบำนาญเดือนละ 84 บาท 66 2/3 สตางค์
  • 4 เมษายน พ.ศ. 2469 - องคมนตรีในรัชกาลที่ 7 (แต่ท่านไม่สึกออกมารับตำแหน่ง ยังคงอยู่ในสมณเพศต่อไป)

บวชอุทิศถวายเป็นพระราชกุศล[แก้]

ท่านได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความวิริยะ สุจริต และกตัญญูกตเวที อย่างยากที่จะหาผู้ใดเสมอเหมือน ดังที่ท่านเคยกล่าวถึงความภักดีต่อองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ว่า "ต้องตายแทนกันได้" ความกตัญญูกตเวทีที่ท่านได้แสดงนี้ ได้ประจักษ์ชัดเมื่อท่านได้บวชอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลในวันถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2468 ณ วัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร โดยมีสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ ญาณวโร) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระพุทธวิริยากร (จันทร์ จนฺทกนฺโต) เจ้าอาวาสวัดโสมนัสวิหาาร และพระอุดมศีลคุณ (อิน อคฺคิทตฺโต) วัดเทพศิรินทราวาส เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ท่านดำรงเพศสมณะด้วยความเคร่งครัดต่อศีล เป็นผู้ที่บริสุทธิ์ปราศจากมลทินด่างพร้อยทั้งกาย ใจ เป็นผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ มีปฏิปทาที่มั่นคง เด็ดเดี่ยว เป็นที่ยอมรับ และได้รับความเคารพนับถือจากพุทธศาสนิกชนว่า ท่านเป็นพระแท้ ที่หาได้ยากยิ่ง เป็นตัวอย่างของสงฆ์ผู้ทรงศีลบริสุทธิ์ ไม่ใฝ่หาลาภสักการะ ใฝ่หาชื่อเสียงเกียรติคุณ เป็นผู้ปฏิบัติตรงต่อ พระธรรมวินัย มีความกตัญญูเป็นเลิศ ยากที่จะหาผู้ใดทัดเทียมได้

มรณภาพ[แก้]

ร่างของพระภิกษุพระยานรรัตนราชมานิต ขณะทำพิธีสรงน้ำศพในวันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2514 หลังจากถึงแก่มรณภาพแล้ว 1 วัน

พระภิกษุพระยานรรัตนราชมานิต ป.ม.,ท.จ. มรณภาพเมื่อวันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2514 ด้วยความชรา จากหนังสือสำนักพระราชวัง ที่ 314 ลว 11 มกราคม 2514 สิริอายุ 74 ปี พรรษา 46 ในการนี้พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมพลฑิฆัมพร เสด็จแทนพระองค์ในการพระราชทานน้ำหลวงสรงศพ พร้อมทั้งพระราชทานโกศโถ ฉัตรเบญจา ประกอบเกียรติยศ

และในวันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2516 พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินพระราชทานเพลิงศพ ณ สุสานหลวงวัดเทพศิรินทราวาส

คำสอน[แก้]

"ด้วยอานุภาพของไตรสิกขา คือ "ศีล สมาธิ ปัญญา" จึงจะชนะ ข้าศึก คือ กิเลสอย่างหยาบ อย่างกลาง อย่างละเอียดได้

- ชนะความหยาบคาย ซึ่งเป็นกิเลสอย่างหยาบที่ล่วง ทางกาย วาจา ได้ด้วย "ศีล"
- ชนะความยินดียินร้าย และหลงรักหลงชัง เป็นกิเลสอย่างกลางที่เกิดในใจได้ด้วย "สมาธิ"
- ชนะความเข้าใจ รู้ผิดเห็นผิดจากความเป็นจริงของ สังขาร ซึ่งเป็นกิเลสอย่างละเอียดได้ด้วย "ปัญญา"

ผู้ศึกษาปฏิบัติตามไตรสิกขา คือ "ศีล สมาธิ ปัญญา" บริบูรณ์ สมบูรณ์แล้ว ผู้นั้นจึงเป็นผู้พ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้เป็นแน่นอน ไม่ต้องสงสัยเลย "

เครื่องราชอิสริยาภรณ์[แก้]

อ้างอิง[แก้]

เชิงอรรถ
  1. ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง ให้อำนาจจัดตั้ง "มูลนิธิพระพระยานรรัตนราชมานิต ตรึก จินตยานนท์" เป็นนิติบุคคล
  2. พระราชทานยศ
  3. พระราชทานสัญญาบัตรบรรดาศักดิ์ (หน้า ๑๙๐๗)
  4. พระราชทานสัญญาบัตรบรรดาศักดิ์
  5. พระราชทานสัญญาบัตรบรรดาศักดิ์
  6. พระราชทานบรรดาศักดิ์
  7. พระราชทานยศเสือป่า
  8. พระราชทานยศเสือป่า
  9. พระราชทานสัญญาบัตรบรรดาศักดิ์
  10. ประกาศกรมบัญชาการกลางมหาดเล็ก
  11. พระราชทานสัญญาบัตรบรรดาศักดิ์
  12. การพระราชพิธีตั้งองคมนตรี พระพุทธศักราช ๒๔๖๗ (หน้า ๖๙)
  13. พระราชทานยศ (หน้า ๓๓๖๒)
  14. ข้าราชการกราบถวายบังคมลาอุปสมบท
  15. ราชกิจจานุเบกษา, พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์, เล่ม ๔๒ ตอนที่ ๐ ง หน้า ๒๕๑๒, ๑๕ พฤศจิกายน ๒๔๖๘
  16. ราชกิจจานุเบกษา, พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้าฝ่ายหน้า, เล่ม ๔๐ ตอนที่ ๐ ง หน้า ๒๖๒๙, ๒๕ พฤศจิกายน ๒๔๖๖
  17. ราชกิจจานุเบกษา, พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์, เล่ม ๓๔ ตอนที่ ๐ ง หน้า ๓๒๑๕, ๓ กุมภาพันธ์ ๒๔๖๐
  18. ราชกิจจานุเบกษา, พระราชทานตราวชิรมาลา, เล่ม ๓๔ ตอนที่ ๐ ง หน้า ๔๗๗, ๑๓ พฤษภาคม ๒๔๖๐
  19. ราชกิจจานุเบกษา, พระราชทานเหรียญรัตนาภรณ์, เล่ม ๓๘ ตอนที่ ๐ ง หน้า ๒๘๓๕, ๒๐ พฤศจิกายน ๒๔๖๔
  20. ราชกิจจานุเบกษา, พระราชทานเหรียญราชรุจิ, เล่ม ๓๑ ตอนที่ ๐ ง หน้า ๒๕๗๗, ๓๑ มกราคม ๒๔๕๗
บรรณานุกรม