ประวัติศาสตร์เทคโนโลยี

ประวัติศาสตร์ของเทคโนโลยี คือประวัติศาสตร์ของการประดิษฐ์ เครื่องมือ เทคนิค ระบบการผลิต และความรู้เชิงปฏิบัติที่มนุษย์ใช้เปลี่ยนแปลงธรรมชาติและสังคม ตั้งแต่เครื่องมือหินอย่างง่ายของมนุษย์ยุคแรก ไปจนถึงเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น พันธุวิศวกรรม คอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต เทคโนโลยีอวกาศ และปัญญาประดิษฐ์ เทคโนโลยีจึงไม่ได้หมายถึงเครื่องจักรหรืออุปกรณ์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงวิธีการจัดการพลังงาน วัสดุ ข้อมูล แรงงาน การสื่อสาร และระบบสังคมที่ทำให้ความรู้สามารถนำไปใช้งานได้จริง[1]
คำว่า "เทคโนโลยี" มาจากรากศัพท์ภาษากรีก technē (τέχνη) หมายถึงศิลปะ หรือ งานฝึมือ และ logos (λόγος) หมายถึงถ้อยคำ คำนี้เคยใช้ในความหมายใกล้กับ "ศิลปะประยุกต์" ก่อนจะขยายความหมายมาใช้กับเครื่องมือ วิธีการ และระบบความรู้ที่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่อชีวิตมนุษย์และสิ่งแวดล้อม[1]
ประวัติศาสตร์เทคโนโลยีเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ ประวัติศาสตร์สังคม และประวัติศาสตร์สิ่งแวดล้อม เพราะเทคโนโลยีอาศัยทรัพยากร แรงงาน ความรู้ และสถาบันทางสังคมในการเกิดขึ้นและแพร่กระจาย ในทางกลับกัน เทคโนโลยีใหม่ ๆ ก็ทำให้เกิดความรู้ใหม่ เช่น กล้องจุลทรรศน์ทำให้มนุษย์เห็นโลกของจุลชีพ กล้องโทรทรรศน์ขยายขอบเขตความเข้าใจจักรวาล และเครื่องคำนวณกับคอมพิวเตอร์ทำให้วิทยาศาสตร์เชิงคำนวณกลายเป็นสาขาสำคัญของความรู้สมัยใหม่
การวัดความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของอารยธรรม
[แก้]นักมานุษยวิทยาและนักสังคมวิทยาหลายคนเสนอว่าเทคโนโลยีเป็นปัจจัยสำคัญในการเปลี่ยนแปลงของสังคมมนุษย์ เช่น ลูว์อิส เอช. มอร์แกน (Lewis H. Morgan), เลสลีย์ ไวท์ (Leslie White) และเกอร์ฮาร์ด เล็นสกี้ (Gerhard Lenski) มอร์แกนแบ่งพัฒนาการของสังคมเป็นขั้นใหญ่ ๆ เช่น สังคมป่าเถื่อน สังคมไร้อารยธรรม และสังคมอารยธรรม โดยเชื่อมโยงกับหลักหมุดทางเทคโนโลยี เช่น ไฟ ธนู เครื่องปั้นดินเผา โลหะ และการเขียน ส่วนไวท์เสนอว่าความสามารถในการเก็บเกี่ยวและใช้พลังงานเป็นตัวชี้วัดหนึ่งของพัฒนาการทางวัฒนธรรม[2]

ไวท์เสนอสูตร P = E × T โดย P คือระดับพัฒนาการทางวัฒนธรรม E คือพลังงานที่สังคมใช้ต่อหัว และ T คือประสิทธิภาพของเครื่องมือหรือระบบเทคโนโลยีในการนำพลังงานไปใช้งาน แนวคิดนี้ไม่ใช่มาตรวัดที่ใช้แทนประวัติศาสตร์ทั้งหมดได้ แต่ทำให้เห็นว่าการใช้พลังงานจากกล้ามเนื้อมนุษย์ สัตว์เลี้ยง พืช เชื้อเพลิงฟอสซิล และพลังงานนิวเคลียร์สัมพันธ์กับรูปแบบสังคมที่แตกต่างกันอย่างไร แนวคิดด้านพลังงานยังถูกขยายต่อในมาตรวัดคาร์ดาชอฟของนักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ชาวโซเวียต นิโคไล คาร์ดาชอฟ ซึ่งจัดระดับอารยธรรมสมมุติตามพลังงานระดับดาวเคราะห์ ระดับดาวฤกษ์ และระดับกาแล็กซี
เล็นสกี้ให้ความสำคัญกับข้อมูลและการสื่อสาร เขาเสนอว่าสังคมที่สามารถเก็บ ส่งต่อ และจัดการข้อมูลได้มากขึ้น ย่อมมีโครงสร้างเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรมที่ซับซ้อนขึ้น พัฒนาการจากการถ่ายทอดข้อมูลทางยีน ไปสู่การเรียนรู้จากประสบการณ์ ภาษา สัญลักษณ์ การเขียน การพิมพ์ และการสื่อสารดิจิทัล จึงเป็นแกนสำคัญอีกแกนหนึ่งในการศึกษาความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี
ในทางเศรษฐศาสตร์ ผลิตภาพ (productivity) มักใช้เป็นตัวชี้วัดความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี กล่าวคือเมื่อสังคมใช้ปัจจัยการผลิตน้อยลงแต่ผลิตสินค้าและบริการได้มากขึ้น หรือสร้างสินค้าและบริการชนิดใหม่ได้ ความเปลี่ยนแปลงนั้นสะท้อนความก้าวหน้าของเทคนิค เครื่องจักร องค์กร และความรู้ อย่างไรก็ตาม การวัดความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีด้วยผลิตภาพเพียงอย่างเดียวมีข้อจำกัด เพราะเทคโนโลยีบางอย่างสร้างผลกระทบด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อม อำนาจทางการเมือง หรือคุณภาพชีวิต ซึ่งไม่อาจวัดด้วยผลผลิตทางเศรษฐกิจโดยตรง[3]
การแบ่งยุคของอารยธรรมด้วยเทคโนโลยี
[แก้]
การแบ่งยุคทางเทคโนโลยีมักใช้หลักหมุดด้านวัสดุ พลังงาน การคมนาคม และการสื่อสาร เช่น ยุคหิน ยุคสัมฤทธิ์ ยุคเหล็ก ยุคกลาง ยุคอุตสาหกรรม และยุคสารสนเทศ แต่การแบ่งเช่นนี้เป็นการสรุปอย่างกว้าง เพราะแต่ละภูมิภาคไม่ได้พัฒนาเทคโนโลยีในเวลาเดียวกัน และบางสังคมรับหรือปรับใช้เทคโนโลยีผ่านการค้า การอพยพ การพิชิต หรือการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม มากกว่าจะ "คิดค้น" ขึ้นเองทุกอย่าง
ลำดับเหตุการณ์ต่อไปนี้เป็นภาพรวมโดยประมาณของเทคโนโลยีสำคัญในประวัติศาสตร์มนุษย์ วันที่จำนวนมากยังเป็นข้อถกเถียงทางโบราณคดีและอาจเปลี่ยนแปลงได้เมื่อพบหลักฐานใหม่:
- เทคโนโลยีหินโลเมกวี ประมาณ 3.3 ล้านปีก่อน ในแอฟริกาตะวันออก[4]
- เครื่องมือหินโอลโดวาน ประมาณ 2.6–2.5 ล้านปีก่อน ใช้ตัด ชำแหละ และทุบกระดูก
- เครื่องมือหินแบบเออชูเลียน ประมาณ 1.76–1.6 ล้านปีก่อน เช่น ขวานมือ
- การควบคุมไฟของมนุษย์ยุคแรก อาจเก่าแก่กว่า 1 ล้านปี แต่หลักฐานและการตีความแตกต่างกันตามแหล่งโบราณคดี
- การประกอบอาหารและการใช้ความร้อน มีหลักฐานชัดเจนขึ้นในยุคหินเก่า
- หอกและอาวุธล่าสัตว์ ประมาณหลายแสนปีก่อน
- กาวและวัสดุประสานจากยางไม้หรือยางเบิร์ช ประมาณ 200,000 ปีก่อน
- เสื้อผ้า อย่างน้อยประมาณ 170,000 ปีก่อนจากหลักฐานพันธุกรรมของเหาเสื้อผ้า[5]
- ฉมวก เข็มเย็บผ้า เครื่องประดับ และศิลปะถ้ำ ในยุคหินเก่าตอนปลาย
- เครื่องดนตรี เช่น ขลุ่ยกระดูก ประมาณ 40,000 ปีก่อน
- เชือก ตาข่าย และเครื่องมือประกอบหลายชิ้นในยุคหินเก่าตอนปลาย
- เครื่องปั้นดินเผาในจีนตอนใต้ มีหลักฐานเก่าแก่ประมาณ 18,300–17,500 ปีก่อนปัจจุบัน[6]
- การเลี้ยงสัตว์และการเพาะปลูก เริ่มเป็นระบบในหลายภูมิภาคหลังยุคน้ำแข็งครั้งสุดท้าย
- อิฐดินดิบและสถาปัตยกรรมถาวร ในตะวันออกใกล้ยุคก่อนประวัติศาสตร์
- คันไถ ล้อ และยานพาหนะมีล้อ ประมาณสหัสวรรษที่ 4 ก่อนคริสตกาล
- ระบบการเขียนในเมโสโปเตเมียและอียิปต์ ประมาณปลายสหัสวรรษที่ 4 ก่อนคริสตกาล
- การถลุงทองแดงและโลหกรรมยุคแรก ประมาณสหัสวรรษที่ 5–4 ก่อนคริสตกาล
- สัมฤทธิ์ รถม้า และเครือข่ายการค้าโลหะ ระหว่างสหัสวรรษที่ 3–2 ก่อนคริสตกาล
- เหล็กและเทคโนโลยีถลุงเหล็ก แพร่หลายมากขึ้นหลังประมาณ 1200 ปีก่อนคริสตกาลในหลายพื้นที่ของยูเรเชีย
- กระดาษ ดินปืน เข็มทิศ และการพิมพ์ พัฒนาในจีนและแพร่กระจายสู่ภูมิภาคอื่นในเวลาต่อมา
- แท่นพิมพ์แบบตัวเรียงโลหะในยุโรป กลางคริสต์ศตวรรษที่ 15[7]
- เครื่องจักรไอน้ำเชิงพาณิชย์ในคริสต์ศตวรรษที่ 18
- ไฟฟ้า โทรเลข โทรศัพท์ เหล็กกล้า และเครื่องยนต์สันดาปภายในในคริสต์ศตวรรษที่ 19
- อากาศยาน อิเล็กทรอนิกส์ พลังงานนิวเคลียร์ คอมพิวเตอร์ และยานอวกาศในคริสต์ศตวรรษที่ 20
- เวิลด์ไวด์เว็บ สมาร์ตโฟน จีโนมิกส์ นาโนเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ และเทคโนโลยีแก้ไขยีนในคริสต์ศตวรรษที่ 21
ยุคหิน
[แก้]
ยุคหินกินเวลาส่วนใหญ่ของประวัติศาสตร์มนุษย์และบรรพบุรุษของมนุษย์ เครื่องมือสำคัญในช่วงแรกเกี่ยวข้องกับการเอาชีวิตรอด การล่าสัตว์ การตัด การขูด การทุบ และการเตรียมอาหาร หลักฐานเก่าแก่ที่สุดของเครื่องมือหินที่รู้จักในปัจจุบันคือชุดเครื่องมือจากโลเมกวี 3 ทางตะวันตกของเคนยา อายุประมาณ 3.3 ล้านปี ซึ่งเก่ากว่าเครื่องมือแบบโอลโดวาน และแสดงว่าพฤติกรรมการทำเครื่องมืออาจเกิดก่อนสกุล Homo[4]

Homo sapiens หรือมนุษย์ปัจจุบันวิวัฒน์ขึ้นในแอฟริกาอย่างน้อยประมาณ 300,000 ปีก่อน[8] แต่การใช้เครื่องมือหินเริ่มก่อนมนุษย์ปัจจุบันเป็นเวลานาน การทำเครื่องมือหินต้องอาศัยความเข้าใจคุณสมบัติของหิน การกระเทาะให้เกิดคม และการเลือกวัตถุดิบที่เหมาะสม เช่น หินเหล็กไฟ หินควอร์ตไซต์ หรือหินภูเขาไฟ เครื่องมือเหล่านี้ช่วยให้มนุษย์ยุคแรกชำแหละซากสัตว์ หักกระดูกเพื่อกินไขกระดูก ถลกหนัง ตัดไม้ และสร้างเครื่องมือจากไม้หรือกระดูก[9]
การควบคุมไฟเป็นหลักหมุดสำคัญ เพราะทำให้มนุษย์อบอุ่น ป้องกันสัตว์ร้าย เตรียมอาหาร สร้างพื้นที่สังคมยามค่ำคืน และเปลี่ยนอาหารให้ย่อยง่ายขึ้น ในยุคหินกลางและยุคหินเก่าตอนปลายเกิดเทคนิคการทำเครื่องมือที่ซับซ้อนขึ้น เช่น การเตรียมแกนหิน (prepared-core technique) การทำใบมีด การกดกระเทาะ และการทำเครื่องมือประกอบที่ใช้หิน ไม้ กระดูก เขาสัตว์ เส้นใย และกาวร่วมกัน
ปลายยุคหินยังเห็นเทคโนโลยีเชิงวัฒนธรรม เช่น เครื่องประดับ ภาพเขียนถ้ำ รูปแกะสลัก เครื่องดนตรี และการฝังศพซับซ้อน หลักฐานเหล่านี้แสดงว่าเทคโนโลยีไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือทางกายภาพ แต่เกี่ยวข้องกับสัญลักษณ์ พิธีกรรม การแบ่งงาน และการถ่ายทอดความรู้ด้วย
เมื่อภูมิอากาศหลังยุคน้ำแข็งเริ่มคงที่ขึ้น มนุษย์บางกลุ่มเปลี่ยนจากการล่าสัตว์และเก็บของป่าไปสู่การตั้งถิ่นฐานถาวรและการเพาะปลูก ยุคหินใหม่จึงมีเทคโนโลยีอย่างขวานหินขัด เครื่องปั้นดินเผา ยุ้งฉาง การเลี้ยงสัตว์ การทอผ้า และสถาปัตยกรรมถาวร การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้นำไปสู่ประชากรหนาแน่นขึ้น การเกิดหมู่บ้าน เมือง และโครงสร้างสังคมที่ซับซ้อน
ยุคโบราณ
[แก้]ยุคทองแดงและยุคสัมฤทธิ์
[แก้]
โลหกรรมเริ่มจากการใช้โลหะธรรมชาติที่พบบนผิวโลก เช่น ทองแดง ก่อนจะพัฒนาไปสู่การถลุงแร่ การหล่อ และการทำโลหะผสม ทองแดงมีข้อดีคือขึ้นรูปได้ง่าย แต่เมื่อผสมกับดีบุกหรือสารหนูจะได้สัมฤทธิ์ซึ่งแข็งแรงและทนทานกว่า สัมฤทธิ์จึงเป็นวัสดุสำคัญสำหรับอาวุธ เครื่องมือ ภาชนะ พิธีกรรม และงานศิลป์
ยุคสัมฤทธิ์ไม่ได้เกิดพร้อมกันทั่วโลก เมโสโปเตเมีย อียิปต์ อนาโตเลีย ลุ่มแม่น้ำสินธุ จีน และภูมิภาคอื่น ๆ พัฒนาโลหกรรมในบริบทต่างกัน เทคโนโลยีโลหะทำให้เกิดเครือข่ายการค้าไกล เพราะทองแดงและดีบุกไม่ได้อยู่ในแหล่งเดียวกันเสมอไป การผลิตสัมฤทธิ์จึงสัมพันธ์กับเหมือง การขนส่งทางเรือ การชั่งตวงวัด และอำนาจรัฐ
สัมฤทธิ์ยังส่งผลต่อการต่อเรือและการค้า เครื่องมือโลหะช่วยให้ตัดไม้ เจาะรู ทำตะปู และประกอบเรือได้ดีขึ้น เรือที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นทำให้สินค้า เทคโนโลยี ผู้คน และความคิดเดินทางได้ไกลขึ้น[10]
ยุคเหล็ก
[แก้]
ก่อนการถลุงเหล็ก มนุษย์รู้จักเหล็กจากอุกกาบาตซึ่งมีนิกเกิลปนและหาได้ยาก การถลุงแร่เหล็กทำให้เหล็กกลายเป็นวัสดุที่ใช้ได้กว้างขวางกว่า เพราะแร่เหล็กมีมากกว่าทองแดงและดีบุกในหลายภูมิภาค อย่างไรก็ตาม การผลิตเหล็กในระยะแรกยังไม่ใช่การหล่อเหล็กหลอมเหลวแบบสมัยใหม่ เตาหลอมแบบบลูเมอรี่ให้ก้อนเหล็กพรุนหรือบลูมที่ต้องตีและกำจัดสิ่งเจือปนออก
เหล็กไม่ได้เหนือกว่าสัมฤทธิ์ในทุกกรณีทันที แต่เมื่อเทคนิคการถลุง การตี และการทำเหล็กกล้าพัฒนาขึ้น เครื่องมือเหล็กช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเกษตร การถางป่า การทำสงคราม และงานช่าง ยุคเหล็กในหลายภูมิภาคของยูเรเชียจึงสัมพันธ์กับการขยายประชากร เมือง ป้อมปราการ การค้า และรัฐขนาดใหญ่
เมโสโปเตเมีย
[แก้]เมโสโปเตเมียระหว่างแม่น้ำไทกริสและยูเฟรทีสเป็นแหล่งเมืองยุคแรกของโลก ชาวซูเมอร์ อัคคัด บาบิโลน และอัสซีเรียพัฒนาระบบชลประทาน คลอง การระบายน้ำ อิฐดินดิบ สถาปัตยกรรมเมือง และอักษรลิ่ม การเขียนบนแผ่นดินเหนียวทำให้เกิดการบันทึกบัญชี กฎหมาย วรรณกรรม และดาราศาสตร์ระยะยาว[11]
เมโสโปเตเมียยังสัมพันธ์กับเครื่องจักรง่ายหลายชนิด เช่น ล้อกับเพลา คันชักน้ำแบบชาดูฟ คาน รอก และสกรูน้ำในสมัยหลัง ล้อช่างหม้อและรถมีล้อเป็นเทคโนโลยีที่เปลี่ยนทั้งการผลิตและการคมนาคม การชลประทานในเมโสโปเตเมียทำให้เกิดผลผลิตเกษตรสูง แต่ก็ต้องอาศัยการจัดการแรงงานและระบบราชการซับซ้อน
อียิปต์โบราณ
[แก้]อียิปต์โบราณพัฒนาเทคโนโลยีที่สัมพันธ์กับแม่น้ำไนล์ เช่น การชลประทาน การวัดระดับน้ำ การทำปฏิทิน การทำเรือ การทำกระดาษปาปิรุส การก่อสร้างหินขนาดใหญ่ และการแพทย์ หลักฐานจากพีระมิด วิหาร หลุมศพ และเอกสารปาปิรุสแสดงความรู้ด้านเรขาคณิต แรงงาน วิศวกรรม การจัดการวัสดุ และการบริหารโครงการขนาดใหญ่
เทคโนโลยีอียิปต์ไม่ได้เกิดจากเครื่องจักรซับซ้อนเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการรวมแรงงาน เครื่องมือง่าย เช่น ทางลาด คาน ลิ่ม เชือก เลื่อน และการจัดการองค์กร งานก่อสร้างขนาดใหญ่จึงเป็นตัวอย่างของเทคโนโลยีเชิงสังคมพอ ๆ กับเทคโนโลยีเชิงวัตถุ
อารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ
[แก้]อารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ เช่น ฮารัปปาและโมเฮนโจ-ดาโร มีผังเมืองที่เป็นระเบียบ ระบบระบายน้ำ อ่างอาบน้ำสาธารณะ อิฐเผามาตรฐาน น้ำหนักมาตรฐาน และการค้ากับเมโสโปเตเมีย เมืองเหล่านี้แสดงความสามารถด้านวิศวกรรมเมืองและสุขาภิบาลที่โดดเด่นในโลกโบราณ แม้ระบบอักษรสินธุยังอ่านไม่ได้แน่ชัด ทำให้ความเข้าใจด้านการเมืองและสังคมของอารยธรรมนี้ยังมีข้อจำกัด
จีนโบราณ
[แก้]จีนโบราณพัฒนาเทคโนโลยีสำคัญหลายอย่าง เช่น การหล่อสัมฤทธิ์ขนาดใหญ่ เหล็กหล่อ กระดาษ เข็มทิศ ดินปืน การพิมพ์ เครื่องกลดาราศาสตร์ รถเข็นล้อเดียว ระบบชลประทาน และสะพานรูปแบบต่าง ๆ การผลิตกระดาษในจีนช่วยลดต้นทุนการเขียนและเก็บความรู้ ขณะที่เข็มทิศและดินปืนมีผลต่อการเดินเรือและการสงครามทั่วโลกเมื่อแพร่ไปยังโลกอิสลามและยุโรปในสมัยต่อมา
กรีกโบราณยุคเฮเลนิสต์
[แก้]โลกกรีกและเฮเลนิสต์มีความก้าวหน้าด้านคณิตศาสตร์ กลศาสตร์ ดาราศาสตร์ และเครื่องจักรง่าย เมืองอเล็กซานเดรียเป็นศูนย์กลางความรู้สำคัญ นักวิชาการอย่างอาร์คิมิดีส คเทซิบิอุส และเฮรอนแห่งอเล็กซานเดรียศึกษาเครื่องสูบน้ำ ปั๊มลม นาฬิกาน้ำ รอก คาน และอุปกรณ์อัตโนมัติ
กลไกแอนติคีเธอราเป็นตัวอย่างเครื่องคำนวณเชิงกลที่ซับซ้อนมาก ใช้เฟืองเพื่อแสดงวัฏจักรดาราศาสตร์และปฏิทิน เทคโนโลยีกรีกจึงแสดงความเชื่อมโยงระหว่างคณิตศาสตร์ ทฤษฎี และงานช่าง แม้เครื่องจักรจำนวนมากไม่ได้ถูกนำไปสู่การผลิตอุตสาหกรรมแบบสมัยใหม่
จักรวรรดิโรมัน
[แก้]
จักรวรรดิโรมันมีชื่อเสียงด้านวิศวกรรมโยธาและโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน สะพาน ท่อส่งน้ำ ท่อระบายน้ำ โรงอาบน้ำ ท่าเรือ เหมือง เขื่อน และคอนกรีตโรมัน ถนนโรมันช่วยให้กองทัพ ราชการ การค้า และการสื่อสารเคลื่อนที่ได้รวดเร็วทั่วจักรวรรดิ ส่วนระบบท่อส่งน้ำทำให้เมืองขนาดใหญ่มีน้ำใช้และสุขาภิบาลดีขึ้น
โรมันพัฒนาและใช้เครื่องจักรจำนวนมาก เช่น กังหันน้ำ โรงสี ปั้นจั่น รอก และเครื่องสูบน้ำ สิ่งประดิษฐ์อย่างโคเดกซ์ (รูปเล่มหนังสือที่มีหน้าพับเย็บ) การเป่าแก้ว และคอนกรีตมีผลระยะยาวต่อวัฒนธรรมวัตถุของยุโรปและเมดิเตอร์เรเนียน
อินคา มายา และแอซเท็ก
[แก้]
ในทวีปอเมริกาก่อนโคลัมบัส อินคา มายา และแอซเท็กพัฒนาเทคโนโลยีตามทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมของตน อินคาโดดเด่นด้านถนนภูเขา สะพานเชือก คลังอาหาร ระบบราชการ และการประกอบหินขนาดใหญ่โดยไม่ใช้ปูน ชาวมายามีระบบการเขียน ดาราศาสตร์ ปฏิทิน และสถาปัตยกรรมเมือง ส่วนแอซเท็กพัฒนาการเกษตรแบบชินัมปา ตลาดเมืองหลวง และระบบส่งสารด้วยคนวิ่ง
แม้อารยธรรมเหล่านี้ไม่ได้ใช้ล้อเป็นยานพาหนะและไม่ได้ใช้โลหะเหล็กแพร่หลายในระดับยูเรเชีย แต่เทคโนโลยีของพวกเขามีความซับซ้อนสูงในด้านเกษตรกรรม เมือง พิธีกรรม ปฏิทิน และการบริหารภูมิประเทศที่ท้าทาย
ยุคกลาง - ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา
[แก้]ยุคกลางและยุคต้นสมัยใหม่ไม่ได้เป็นช่วงหยุดนิ่งทางเทคโนโลยี ตรงกันข้าม โลกยูเรเชียและแอฟริกาเหนือมีการแลกเปลี่ยนความรู้ วัสดุ พืชผล เครื่องมือ และตำราผ่านเส้นทางการค้า การแปล และการพิชิต เทคโนโลยีด้านน้ำ ลม กระดาษ การพิมพ์ ดินปืน เข็มทิศ เลนส์ นาฬิกา และเรือเดินสมุทรพัฒนาอย่างต่อเนื่องและวางพื้นฐานให้ยุคอุตสาหกรรม
เอเชียตะวันออก
[แก้]จีน เกาหลี และญี่ปุ่นมีบทบาทสำคัญต่อประวัติศาสตร์เทคโนโลยี กระดาษ การพิมพ์แกะไม้ ตัวพิมพ์เคลื่อนที่ เข็มทิศ และดินปืนเป็นเทคโนโลยีจีนที่แพร่ไปไกลกว่าภูมิภาคเดิม เกาหลีมีตัวพิมพ์โลหะเคลื่อนที่ก่อนยุโรป และญี่ปุ่นพัฒนาเทคนิคโลหะ ดาบ กระดาษ งานไม้ และการพิมพ์ในบริบทของตนเอง เทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยเพิ่มการรู้หนังสือ การบริหารราชการ การค้า และวัฒนธรรมสิ่งพิมพ์
อนุทวีปอินเดีย
[แก้]อนุทวีปอินเดียมีเทคโนโลยีสำคัญด้านโลหกรรม คณิตศาสตร์ สิ่งทอ น้ำตาล การแพทย์ และสถาปัตยกรรม เหล็กกล้าแบบวูตซ์ (wootz steel) ของอินเดียมีชื่อเสียงในโลกโบราณและยุคกลาง สิ่งทอฝ้ายและเทคนิคการย้อมสีจากอินเดียเป็นสินค้าสำคัญในเครือข่ายการค้าโลกก่อนยุคอุตสาหกรรม ความรู้คณิตศาสตร์ เช่น ระบบเลขฐานสิบและศูนย์ มีผลต่อวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทั่วโลกเมื่อแพร่ผ่านโลกอิสลามและยุโรป
โลกมุสลิม
[แก้]
โลกมุสลิมยุคกลางเชื่อมภูมิภาคขนาดใหญ่ตั้งแต่คาบสมุทรไอบีเรีย แอฟริกาเหนือ ตะวันออกกลาง เอเชียกลาง ไปจนถึงบางส่วนของอนุทวีปอินเดีย การแปลตำรากรีก เปอร์เซีย อินเดีย และซีเรียกเป็นภาษาอาหรับ ทำให้ความรู้ด้านคณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์ แพทยศาสตร์ และวิศวกรรมถูกเก็บรักษาและพัฒนาต่อ
ด้านเทคโนโลยี โลกมุสลิมมีบทบาทในการแพร่กระดาษ การพัฒนาเครื่องมือดาราศาสตร์ เช่น แอสโทรเลบ การแพทย์ โรงพยาบาล การชลประทาน กังหันลม เครื่องสูบน้ำ กลไกนาฬิกา และตำราเครื่องกลของวิศวกรอย่างบานูมูซาและอัล-จาซารี งานของอัล-จาซารีในคริสต์ศตวรรษที่ 13 อธิบายเครื่องกลอัตโนมัติ นาฬิกาน้ำ เพลาลูกเบี้ยว และระบบควบคุมเชิงกลหลายรูปแบบ[12]
ยุโรป
[แก้]ยุโรปยุคกลางใช้และพัฒนาเทคโนโลยีน้ำและลมอย่างกว้างขวาง โรงสีน้ำ โรงสีลม นาฬิกากล ยุ้งฉาง เครื่องมือเกษตร คันไถหนัก ปลอกคอม้า และระบบหมุนเวียนพืชช่วยเพิ่มผลผลิตในบางพื้นที่ บันทึก Domesday Book ในอังกฤษปี ค.ศ. 1086 แสดงให้เห็นจำนวนโรงสีน้ำจำนวนมาก สะท้อนความสำคัญของพลังงานน้ำต่อเศรษฐกิจยุคกลาง
สถาปัตยกรรมกอทิก เช่น มหาวิหาร สะพาน และป้อมปราการ ใช้ความรู้เชิงโครงสร้างเรื่องค้ำยัน โค้งแหลม ซี่โครงโค้ง และกระจกสี มหาวิทยาลัยยุโรปยุคกลาง การแปลตำราอาหรับ-ละติน และการผลิตต้นฉบับมีบทบาทในการสะสมและส่งต่อความรู้ทางเทคนิค
เทคโนโลยียุคฟื้นฟูศิลปวิทยา
[แก้]
ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาเชื่อมศิลปะ วิทยาศาสตร์ และช่างฝีมือเข้าด้วยกัน วิศวกรและศิลปินอย่างเลโอนาร์โด ดา วินชีออกแบบเครื่องจักร ป้อมปราการ เครื่องยก อาวุธ และอุปกรณ์บิน แม้หลายแบบไม่ได้สร้างจริง แต่แสดงวัฒนธรรมการบันทึก ทดลอง และวาดแบบทางเทคนิค หนังสือภาพทางเทคนิค เช่น De re metallica ของจอร์จิอุส อากริโคลา ทำให้ความรู้เหมืองแร่ โลหกรรม และเครื่องจักรเผยแพร่เป็นระบบมากขึ้น
แท่นพิมพ์ของโยฮันเนส กูเทนแบร์กในคริสต์ศตวรรษที่ 15 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของยุโรป เพราะลดต้นทุนการคัดลอกหนังสือ เพิ่มการแพร่กระจายความรู้ สนับสนุนการปฏิรูปศาสนา วิทยาศาสตร์สมัยใหม่ และวัฒนธรรมการอ่านในระยะยาว[13]
การสำรวจโลกของชาวยุโรป
[แก้]เรือใบแบบคาร์รักและคาราเวล การใช้เข็มทิศ แผนที่ทะเล แอสโทรเลบ และความรู้ลมมรสุมทำให้ชาวยุโรปเดินทางไกลข้ามมหาสมุทรได้มากขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 15–16 การเดินทางของคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส วาสโก ดา กามา เฟอร์ดินานด์ มาเจลลัน และนักเดินเรือคนอื่น ๆ เปิดเครือข่ายการค้าโลกใหม่ แต่ก็สัมพันธ์กับการล่าอาณานิคม การค้าทาส การทำลายสังคมพื้นเมือง และการแลกเปลี่ยนพืช สัตว์ โรค และเทคโนโลยีระหว่างทวีป
ก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม
[แก้]ก่อนคริสต์ศตวรรษที่ 18 ยุโรปมีการสะสมปัจจัยหลายอย่างที่เอื้อต่อการปฏิวัติอุตสาหกรรม เช่น ตลาดการค้าเมือง ความรู้ช่าง เครื่องมือวัด การเงิน สิทธิบัตร การใช้ถ่านหิน การทำเหมืองลึก และการปรับปรุงเครื่องจักรสิ่งทอ เครื่องจักรไอน้ำยุคแรกของโธมัส นิวโคเมนในปี ค.ศ. 1712 ใช้สูบน้ำออกจากเหมือง และกลายเป็นพื้นฐานสำคัญให้เจมส์ วัตต์ปรับปรุงเครื่องจักรไอน้ำให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นในเวลาต่อมา[14]
การปฏิวัติอุตสาหกรรม (ค.ศ. 1760 - 1830)
[แก้]
การปฏิวัติอุตสาหกรรมเริ่มในบริเตนราวกลางคริสต์ศตวรรษที่ 18 และค่อย ๆ แพร่ไปยุโรปตะวันตก อเมริกาเหนือ และภูมิภาคอื่น เทคโนโลยีหลัก ได้แก่ เครื่องจักรสิ่งทอ เครื่องปั่นด้าย เครื่องทอผ้า เครื่องจักรไอน้ำ การใช้ถ่านหิน การถลุงเหล็กด้วยโค้ก คลอง ทางรถไฟ และโรงงาน การผลิตเปลี่ยนจากงานฝีมือและการผลิตในครัวเรือนไปสู่ระบบโรงงานที่ใช้เครื่องจักรและแรงงานจำนวนมาก
เครื่องจักรไอน้ำทำให้มนุษย์มีแหล่งพลังงานที่ไม่ขึ้นกับกล้ามเนื้อ น้ำ หรือลมโดยตรง เครื่องจักรนี้เริ่มจากการสูบน้ำในเหมือง ก่อนขยายไปสู่โรงงาน เรือกลไฟ และรถไฟ พลังงานไอน้ำทำให้การผลิตและการคมนาคมมีความเร็วและขนาดใหญ่ขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน[15]
ผลของการปฏิวัติอุตสาหกรรมมีทั้งด้านบวกและลบ ด้านหนึ่งคือผลผลิตสูงขึ้น ราคาสินค้าลดลง เมืองและตลาดขยายตัว อีกด้านหนึ่งคือแรงงานโรงงาน สภาพเมืองแออัด มลพิษ อุบัติเหตุ การใช้แรงงานเด็ก และความเหลื่อมล้ำทางสังคม เทคโนโลยีอุตสาหกรรมจึงเป็นทั้งปัจจัยของความมั่งคั่งและต้นกำเนิดปัญหาสังคมสมัยใหม่หลายประการ
การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 2 (ค.ศ. 1860 - 1914)
[แก้]
การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สองเกิดจากการผสานเทคโนโลยีหลายชุด ได้แก่ เหล็กกล้าราคาถูก ไฟฟ้า เคมีภัณฑ์ ปิโตรเลียม เครื่องยนต์สันดาปภายใน โทรเลข โทรศัพท์ ระบบรถไฟ เรือกลไฟ และการผลิตจำนวนมาก กระบวนการเบสเซเมอร์และเตาเปิดทำให้เหล็กกล้าผลิตได้มากและถูกลง ส่งผลต่อทางรถไฟ สะพาน เรือ อาคารสูง และเครื่องจักรหนัก
ไฟฟ้าเปลี่ยนเมืองและโรงงานอย่างลึกซึ้ง เพราะสามารถส่งพลังงานไปยังสถานที่ต่าง ๆ และควบคุมเครื่องจักรเป็นหน่วยย่อยได้ดีกว่าเพลาส่งกำลังแบบเดิม โทรเลขและโทรศัพท์ลดระยะเวลาการสื่อสารจากวันหรือสัปดาห์เหลือเป็นนาที ทำให้ตลาด การเงิน ข่าวสาร และการบริหารรัฐเปลี่ยนรูปแบบ
ในเวลาเดียวกัน อุตสาหกรรมเคมีสมัยใหม่ผลิตสีย้อม ปุ๋ย วัตถุระเบิด ยา และวัสดุใหม่ ส่วนเครื่องยนต์สันดาปภายในนำไปสู่รถยนต์ เครื่องบิน และอุตสาหกรรมน้ำมัน เฮนรี ฟอร์ดและระบบสายพานการผลิตต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 แสดงให้เห็นการรวมเครื่องจักร มาตรฐานชิ้นส่วน และการจัดการแรงงานเพื่อผลิตสินค้าจำนวนมาก
ศตวรรษที่ 20
[แก้]
คริสต์ศตวรรษที่ 20 เป็นยุคของไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ อากาศยาน วิทยุ โทรทัศน์ พลาสติก ยาปฏิชีวนะ พลังงานนิวเคลียร์ คอมพิวเตอร์ และอวกาศ เทคโนโลยีจำนวนมากเกิดจากการวิจัยของรัฐ อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ มหาวิทยาลัย และกองทัพ โดยเฉพาะในช่วงสงครามโลกและสงครามเย็น
การประดิษฐ์ทรานซิสเตอร์ที่เบลล์แล็บส์ในปี ค.ศ. 1947 โดยจอห์น บาร์ดีน วอลเตอร์ แบรตเทน และวิลเลียม ช็อกลีย์ เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของอิเล็กทรอนิกส์ เพราะทรานซิสเตอร์เล็กกว่า ทนกว่า และใช้พลังงานน้อยกว่าหลอดสุญญากาศ จนนำไปสู่วงจรรวม คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล โทรศัพท์มือถือ และเศรษฐกิจดิจิทัล[16][17]
เทคโนโลยีอวกาศเป็นอีกหลักหมุดหนึ่งของศตวรรษที่ 20 โครงการอะพอลโลของนาซาทำให้มนุษย์ลงจอดบนดวงจันทร์ครั้งแรกในภารกิจอะพอลโล 11 เมื่อเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1969[18] ภารกิจดังกล่าวพึ่งพาจรวดขนาดใหญ่ คอมพิวเตอร์นำร่อง วัสดุน้ำหนักเบา ระบบสื่อสาร และการจัดการโครงการวิศวกรรมขนาดมหึมา
ปลายศตวรรษที่ 20 คอมพิวเตอร์และเครือข่ายข้อมูลเปลี่ยนโครงสร้างการทำงาน วิทยาศาสตร์ การเงิน และวัฒนธรรม อินเทอร์เน็ตเริ่มจากเครือข่ายวิจัยและทหาร ก่อนแพร่สู่มหาชนหลังการเกิดเวิลด์ไวด์เว็บในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 20
ศตวรรษที่ 21
[แก้]คริสต์ศตวรรษที่ 21 มีลักษณะเด่นคือการบรรจบกันของเทคโนโลยีดิจิทัล ชีวภาพ วัสดุ และพลังงาน เทคโนโลยีสารสนเทศขยายจากคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะไปสู่สมาร์ตโฟน คลาวด์คอมพิวติง เครือข่ายสังคม ปัญญาประดิษฐ์ อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง และระบบอัตโนมัติ เวิลด์ไวด์เว็บซึ่งทิม เบอร์เนิร์ส-ลีคิดขึ้นที่ CERN ในปี ค.ศ. 1989 และเปิดใช้เครื่องมือเว็บชุดแรกช่วง ค.ศ. 1990–1991 กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของการสื่อสารร่วมสมัย[19]
ด้านชีวภาพ การถอดรหัสจีโนม การสังเคราะห์ชีวภาพ และเครื่องมือแก้ไขยีน เช่น CRISPR-Cas9 ทำให้มนุษย์สามารถปรับเปลี่ยนสารพันธุกรรมได้แม่นยำขึ้น รางวัลโนเบลสาขาเคมี ค.ศ. 2020 มอบให้เอ็มมานูแอล ชาร์ป็องตีเยและเจนนิเฟอร์ ดาวด์นา จากการพัฒนา CRISPR-Cas9 เป็น "กรรไกรพันธุกรรม" ที่ใช้ตัดต่อดีเอ็นเออย่างแม่นยำ[20]
เทคโนโลยีสมัยใหม่ยังเผชิญคำถามด้านจริยธรรมและสิ่งแวดล้อม เช่น ความเป็นส่วนตัว อคติของอัลกอริทึม การผูกขาดแพลตฟอร์ม การใช้พลังงานของศูนย์ข้อมูล ขยะอิเล็กทรอนิกส์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความเสี่ยงจากเทคโนโลยีชีวภาพ ประวัติศาสตร์เทคโนโลยีในศตวรรษที่ 21 จึงไม่ใช่เรื่องของความก้าวหน้าเชิงเครื่องมือเท่านั้น แต่รวมถึงการกำกับดูแล ความยุติธรรมทางสังคม และความยั่งยืนด้วย
ประวัติศาสตร์ย่อยของเทคโนโลยีประเภทต่าง ๆ
[แก้]ประวัติศาสตร์เทคโนโลยีสามารถศึกษาแยกตามแขนงได้ แต่แต่ละแขนงมักเชื่อมโยงกัน เช่น การพัฒนาคอมพิวเตอร์อาศัยไฟฟ้า วัสดุศาสตร์ คณิตศาสตร์ และการสื่อสาร ขณะที่เทคโนโลยีการแพทย์อาศัยเคมี ชีววิทยา เครื่องมือวัด และระบบสาธารณสุข
- ประวัติศาสตร์เทคโนโลยีชีวภาพ — เริ่มจากการหมักอาหาร การคัดเลือกพันธุ์พืชและสัตว์ ไปสู่จุลชีววิทยา วัคซีน ยาปฏิชีวนะ พันธุวิศวกรรม จีโนมิกส์ และการแก้ไขยีน
- ประวัติศาสตร์วิศวกรรมโยธา — ครอบคลุมถนน สะพาน เขื่อน คลอง ท่อส่งน้ำ อาคารสูง ระบบสุขาภิบาล และโครงสร้างพื้นฐานเมือง
- ประวัติศาสตร์การก่อสร้าง — ศึกษาวัสดุ เทคนิคแรงงาน เครื่องมือยก คอนกรีต เหล็กกล้า กระจก และระบบก่อสร้างอุตสาหกรรม
- ประวัติศาสตร์การสื่อสาร — จากภาษา การเขียน ไปรษณีย์ การพิมพ์ โทรเลข โทรศัพท์ วิทยุ โทรทัศน์ อินเทอร์เน็ต และเครือข่ายสังคม
- ประวัติศาสตร์โทรศัพท์มือถือ — จากวิทยุสื่อสารและโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคแรก ไปสู่เครือข่าย 2G, 3G, 4G, 5G และสมาร์ตโฟน
- ประวัติศาสตร์คอมพิวเตอร์ — จากเครื่องคำนวณเชิงกล ตารางคำนวณ เครื่องวิเคราะห์ของแบบเบจ เครื่องคอมพิวเตอร์หลอดสุญญากาศ ทรานซิสเตอร์ วงจรรวม ไมโครโปรเซสเซอร์ และคลาวด์คอมพิวติง
- ประวัติศาสตร์วิศวกรรมไฟฟ้า — จากการศึกษากระแสไฟฟ้า แม่เหล็กไฟฟ้า โทรเลข เครื่องกำเนิดไฟฟ้า มอเตอร์ ระบบไฟฟ้ากำลัง อิเล็กทรอนิกส์ และเซมิคอนดักเตอร์
- ประวัติศาสตร์พลังงาน — จากไฟ ฟืน ถ่านไม้ สัตว์ น้ำ ลม ถ่านหิน น้ำมัน ก๊าซ ไฟฟ้า นิวเคลียร์ พลังงานหมุนเวียน และระบบกักเก็บพลังงาน
- ประวัติศาสตร์การแพทย์ — จากสมุนไพรและศัลยกรรมโบราณ ไปสู่กายวิภาค วัคซีน ยาสลบ ยาปฏิชีวนะ การถ่ายภาพทางการแพทย์ อวัยวะเทียม และเวชศาสตร์แม่นยำ
- ประวัติศาสตร์การขนส่ง — จากการเดินเท้า สัตว์เลี้ยง ล้อ เรือใบ รถไฟ รถยนต์ เครื่องบิน จรวด และระบบขนส่งอัตโนมัติ
ดูเพิ่ม
[แก้]ประวัติศาสตร์
[แก้]แนวคิดที่เกี่ยวข้อง
[แก้]อ้างอิง
[แก้]- 1 2 "History of technology". Encyclopaedia Britannica. สืบค้นเมื่อ 3 July 2026.
- ↑ Knight, Elliot; Smith, Karen. "American Materialism". The University of Alabama – Department of Anthropology. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2 October 2017. สืบค้นเมื่อ 9 April 2015.
- ↑ Bjork, Gordon J. (1999). The Way It Worked and Why It Won't: Structural Change and the Slowdown of U.S. Economic Growth. Westport, CT; London: Praeger. pp. 2, 67. ISBN 978-0-275-96532-7.
- 1 2 Harmand, Sonia; Lewis, Jason E.; Feibel, Craig S.; Lepre, Christopher J.; Prat, Sandrine; Lenoble, Arnaud; Boës, Xavier; Quinn, Rhonda L.; Brenet, Michel; Arroyo, Adrian (2015). "3.3-million-year-old stone tools from Lomekwi 3, West Turkana, Kenya". Nature. 521 (7552): 310–315. doi:10.1038/nature14464.
- ↑ Toups, M. A.; Kitchen, A.; Light, J. E.; Reed, D. L. (2011). "Origin of Clothing Lice Indicates Early Clothing Use by Anatomically Modern Humans in Africa". Molecular Biology and Evolution. 28 (1): 29–32. doi:10.1093/molbev/msq234. PMC 3002236. PMID 20823373.
- ↑ Boaretto, E.; Wu, X.; Yuan, J.; Bar-Yosef, O.; Chu, V.; Pan, Y.; Liu, K.; Cohen, D.; Jiao, T.; Li, S.; Gu, H.; Goldberg, P.; Weiner, S. (2009). "Radiocarbon dating of charcoal and bone collagen associated with early pottery at Yuchanyan Cave, Hunan Province, China". Proceedings of the National Academy of Sciences. 106 (24): 9595–9600. doi:10.1073/pnas.0900539106. PMC 2689310. PMID 19487667.
- ↑ Hellinga, Lotte (2019). "The Gutenberg Revolutions". ใน Eliot, Simon; Rose, Jonathan (บ.ก.). A Companion to the History of the Book. Wiley-Blackwell. pp. 377–392. doi:10.1002/9781119018193.ch25. ISBN 9781119018193.
- ↑ "Homo sapiens". The Smithsonian Institution's Human Origins Program. สืบค้นเมื่อ 3 July 2026.
- ↑ Plummer, Thomas (2004). "Flaked Stones and Old Bones: Biological and Cultural Evolution at the Dawn of Technology". American Journal of Physical Anthropology. Suppl 39 (47): 118–164. doi:10.1002/ajpa.20157. PMID 15605391.
- ↑ Paine, Lincoln (2013). The Sea and Civilization: A Maritime History of the World. Knopf. ISBN 978-1400044092.
- ↑ Postgate, J. N. (1992). Early Mesopotamia: Society and Economy at the Dawn of History. Routledge. ISBN 978-0415110327.
- ↑ Hill, Donald R. (1998). Studies in Medieval Islamic Technology. Variorum. ISBN 978-0860786061.
- ↑ Eisenstein, Elizabeth L. (1979). The Printing Press as an Agent of Change. Cambridge University Press. ISBN 978-0521299558.
- ↑ Andrew, Jim (2015). "Thomas Newcomen (1664–1729) and the first recorded steam engine". Proceedings of the Institution of Civil Engineers - Transport. 168 (6): 570–578. doi:10.1680/jtran.13.00061.
- ↑ "Steaming Through The Centuries". Science Museum Group. 27 February 2012. สืบค้นเมื่อ 3 July 2026.
- ↑ "1956 Nobel Prize in Physics". Nokia Bell Labs. สืบค้นเมื่อ 3 July 2026.
- ↑ "Inventing the Transistor". Computer History Museum. สืบค้นเมื่อ 3 July 2026.
- ↑ "Apollo 11". NASA. สืบค้นเมื่อ 3 July 2026.
- ↑ "A short history of the Web". CERN. สืบค้นเมื่อ 3 July 2026.
- ↑ "The Nobel Prize in Chemistry 2020: Genetic scissors: a tool for rewriting the code of life". NobelPrize.org. 7 October 2020. สืบค้นเมื่อ 3 July 2026.
บรรณานุกรมเพิ่มเติม
[แก้]- Basalla, George. The Evolution of Technology. Cambridge University Press, 1988.
- Mokyr, Joel. The Lever of Riches: Technological Creativity and Economic Progress. Oxford University Press, 1990.
- Pacey, Arnold. Technology in World Civilization: A Thousand-Year History. MIT Press, 1990.
- Singer, Charles; Holmyard, E. J.; Hall, A. R.; and Williams, Trevor I. (eds.). A History of Technology. Oxford University Press, 1954–1978.
- Smil, Vaclav. Energy and Civilization: A History. MIT Press, 2017.
แหล่งข้อมูลอื่น
[แก้]
วิกิมีเดียคอมมอนส์มีสื่อเกี่ยวกับ History of technology