ข้ามไปเนื้อหา

ยุคทองของอิสลาม

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ยุคทองของอิสลาม
คริสต์ศตวรรษที่ 8  คริสต์ศตวรรษที่ 13
นักวิชาการจากห้องสมุดที่แบกแดด
สถานที่โลกมุสลิมแห่กันไปที่แบกแดด
พระมหากษัตริย์รัฐเคาะลีฟะฮ์อับบาซียะฮ์
ผู้นำรวมฮารูน อัรเราะชีด
 ก่อนหน้า
อัลฮาดี (786)
ถัดไป 
มองโกลรุกราน (1258)

ยุคทองของอิสลาม (อาหรับ: العصر الذهبي للإسلام) เป็นยุครุ่งเรืองทางวัฒนธรรม เศรษฐกิจ และวิทยาศาสตร์ในประวัติศาสตร์อิสลาม ตามธรรมเนียมถือว่าเริ่มตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 8 จนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 13[1][2][3]

ช่วงนี้ตามธรรมเนียมเข้าใจกันว่าเริ่มขึ้นในรัชสมัยของเคาะลีฟะฮ์ฮารูน อัรเราะชีด (ค.ศ. 786–809) แห่งราชวงศ์อับบาซียะฮ์ ด้วยการเปิดบัยตุลฮิกมะฮ์ ซึ่งนักวิชาการจากทั่วสารทิศในโลกมุสลิมหลั่งไหลมายังแบกแดด เมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลกในขณะนั้น เพื่อแปลความรู้สมัยคลาสสิกของโลกเป็นภาษาอาหรับและภาษาเปอร์เซีย[4] ตามธรรมเนียมถือกันว่ายุคทองของอิสลามสิ้นสุดลงพร้อมกับการล่มสลายของรัฐเคาะลีฟะฮ์อับบาซียะฮ์เนื่องจากการโจมตีของชาวมองโกลและการล้อมแบกแดดใน ค.ศ. 1258[5]

เส้นเวลายุคทองมีการระบุไว้แตกต่างกัน นักวิชาการจำนวนหนึ่งกำหนดจุดสิ้นสุดของยุคทองไว้ในราว ค.ศ. 1350 โดยเชื่อมกับสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาของตีมูร์[6][7] ในขณะที่อีกส่วนระบุจุดสิ้นสุดของยุคทองไว้ในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 15 ถึงคริสต์ศตวรรษที่ 16 โดยเชื่อมกับสมัยดินปืนอิสลาม[1][2][3]

ประวัติแนวคิด

[แก้]

อุปลักษณ์ยุคทองเริ่มใช้งานในวรรณกรรมเกี่ยวกับประวัติศาสตร์อิสลามเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 19 ในบริบทกระแสความงามแบบตะวันตกที่รู้จักกันในชื่อ คตินิยมแบบตะวันออก ผู้เขียน คู่มือสำหรับนักเดินทางในซีเรียและปาเลสไตน์ ใน ค.ศ. 1868 สังเกตว่ามัสยิดที่สวยงามที่สุดในดามัสกัสนั้น "เหมือนกับลัทธิโมฮัมเมดันเอง ซึ่งกำลังเสื่อมถอยอย่างรวดเร็ว" และเป็นซากโบราณของ "ยุคทองของอิสลาม"[8]

ไม่มีคำจำกัดความที่ชัดเจนสำหรับคำนี้ และคำนี้อาจถูกตีความว่าหมายถึงช่วงเวลาที่แตกต่างกันอย่างมาก ขึ้นอยู่กับว่าใช้ในบริบทของความสำเร็จทางวัฒนธรรมหรือทางทหาร เช่น นักเขียนในศตวรรษที่ 19 คนหนึ่งตีความว่าครอบคลุมถึงช่วงเวลาของการปกครองของรัฐเคาะลีฟะฮ์ หรือ "หกศตวรรษครึ่ง"[9] ในขณะที่อีกส่วนระบุว่ายุคนี้สิ้นสุดหลังการพิชิตของรอชิดูนเพียงไม่กี่ทศวรรษ ด้วยการเสียชีวิตของอุมัรถึงฟิตนะฮ์ครั้งที่หนึ่ง[10]

การพัฒนาแอสโตรเลบเป็นหนึ่งในความสำเร็จทางวิทยาศาสตร์จากยุคนี้

ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 คำนี้ถูกใช้เพียงบางครั้ง และมักถูกอ้างถึงว่าเป็นความสำเร็จทางทหารในช่วงต้นของรัฐเคาะลีฟะฮ์รอชิดูน จนกระทั่งในช่วงครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 20 คำนี้จึงถูกนำมาใช้บ่อยขึ้น โดยส่วนใหญ่หมายถึงความเจริญรุ่งเรืองทางวัฒนธรรมของวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ภายใต้รัฐเคาะลีฟะฮ์ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 9 ถึง 11 (ระหว่างการก่อตั้งระบบการศึกษาในบัยตุลฮิกมะฮ์ถึงจุดเริ่มต้นสงครามครูเสด)[11] แต่บ่อยครั้งที่ขยายไปถึงช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 8 หรือต้นคริสต์ศตวรรษที่ 12 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 13[12] คำจำกัดความอาจยังคงแตกต่างกันอย่างมาก

การเทียบจุดสิ้นสุดของยุคทองกับจุดสิ้นสุดของรัฐเคาะลีฟะฮ์เป็นจุดตัดที่สะดวกโดยอิงจากเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ แต่สามารถโต้แย้งได้ว่าวัฒนธรรมอิสลามได้เข้าสู่ช่วงเสื่อมถอยอย่างค่อยเป็นค่อยไปก่อนหน้านั้นมาก ดังนั้น Khan (2003) จึงระบุยุคทองที่แท้จริงว่าเป็นช่วงสองศตวรรษระหว่าง ค.ศ. 750 ถึง 950 โดยให้เหตุผลว่า การสูญเสียดินแดนในช่วงเริ่มต้นของสมัยฮารูน อัรเราะชีด เลวร้ายลงหลังการสวรรคตของอัลมะอ์มูนเมื่อ ค.ศ. 833 และสงครามครูเสดในคริสต์ศตวรรษที่ 12 ส่งผลให้จักรวรรดิอิสลามอ่อนแอลงและไม่สามารถฟื้นตัวได้อีกเลย[13]

ในหัวเรื่องเกี่ยวกับจุดจบของยุคทอง Mohamad Abdalla โต้แย้งถึงแนวทางที่โดดเด่นของนักวิชาการคือ "ทฤษฎีความเสื่อมถอย":

ยุคทองถือได้ว่าเกิดขึ้นจากความพยายามอย่างมหาศาลในการแสวงหาและแปลความรู้ทางวิทยาศาสตร์โบราณของชาวกรีกระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 8 ถึง 9 ยุคแห่งการแปลนี้ตามมาด้วยช่วงเวลาแห่งความคิดและการมีส่วนร่วมอันยอดเยี่ยมสองศตวรรษ และเป็นที่รู้จักกันในชื่อ "ยุคทอง" ของวิทยาศาสตร์อิสลาม ยุคทองที่ว่านี้เชื่อกันว่ากินเวลาตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 9 ถึงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 11 ยุคหลังจากนั้นโดยทั่วไปเรียกว่า "ยุคแห่งความเสื่อมถอย" การสำรวจวรรณกรรมตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมาแสดงให้เห็นว่าทฤษฎีความเสื่อมถอยกลายเป็นกระบวนทัศน์ที่ได้รับความนิยมในแวดวงวิชาการโดยทั่วไป[14]

สาเหตุ

[แก้]
การขยายของรัฐเคาะลีฟะฮ์, ค.ศ. 622–750:
  การขยายในสมัยมุฮัมมัด, ค.ศ. 622–632
  การขยายในสมัยรัฐเคาะลีฟะฮ์รอชิดูน, ค.ศ. 632–661
  การขยายในสมัยรัฐเคาะลีฟะฮ์อุมัยยะฮ์, ค.ศ. 661–750

อิทธิพลศาสนา

[แก้]

คำสอนต่าง ๆ ในคัมภีร์อัลกุรอาน ซึ่งให้คุณค่าแก่การศึกษาและเน้นความสำคัญของการแสวงหาความรู้ มีบทบาทสำคัญในการชี้นำชาวมุสลิมในยุคนี้ในการแสวงหาความรู้และการพัฒนาวิทยาศาสตร์[15][16][17]

การสนับสนุนของรัฐ

[แก้]

จักรวรรดิอิสลามให้การสนับสนุนนักวิชาการอย่างมาก เงินที่ใช้ไปกับขบวนการแปลภาษาสำหรับงานแปลบางฉบับ คาดว่าเทียบเท่ากับงบประมาณการวิจัยประจำปีของสภาวิจัยทางการแพทย์แห่งสหราชอาณาจักรถึงสองเท่า[18] นักวิชาการที่ดีที่สุดและนักแปลที่มีชื่อเสียง เช่น ฮุนัยน์ อิบน์ อิสฮาก ได้รับเงินเดือนที่คาดว่าเทียบเท่ากับนักกีฬาอาชีพในปัจจุบัน[18] หอแห่งปัญญาเป็นหอสมุดที่ก่อตั้งขึ้นในแบกแดด ประเทศอิรักสมัยราชวงศ์อับบาซียะฮ์ โดยเคาะลีฟะฮ์อัลมันศูร[19] ใน ค.ศ. 825 โดยจำลองมาจากสถาบันการศึกษาญุนดีซาบูร์

เปิดกว้างต่ออิทธิพลที่หลากหลาย

[แก้]

ในช่วงเวลานี้ ชาวมุสลิมแสดงความสนใจในการนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์จากอารยธรรมที่ถูกพิชิตมาปรับใช้อย่างมาก ผลงานคลาสสิกโบราณจำนวนมากที่อาจสูญหายไปหากไม่ได้รับการแปล ถูกแปลจากภาษากรีกโบราณ ซีรีแอก เปอร์เซียสมัยกลาง และสันสกฤต ไปเป็นภาษาซีรีแอกและอาหรับ ซึ่งต่อมาผลงานบางส่วนก็ได้รับการแปลเป็นภาษาอื่น ๆ เช่น ภาษาฮีบรูและภาษาละติน[4]

ฮุนัยน์ อิบน์ อิสฮาก แพทย์ชาวคริสต์ เป็นผู้นำในการแปลผลงาน

ชาวคริสต์ โดยเฉพาะผู้ที่นับถือคริสตจักรแห่งตะวันออก (เนสโตเรียน) ได้มีส่วนร่วมในอารยธรรมอิสลามในช่วงราชวงศ์อุมัยยะฮ์และอับบาซียะฮ์ ด้วยการแปลงานของนักปรัชญากรีกและวิทยาศาสตร์โบราณเป็นภาษาซีรีแอก และต่อมาเป็นภาษาอาหรับ[20][21] พวกเขายังมีความเชี่ยวชาญในหลายสาขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านปรัชญา วิทยาศาสตร์ (เช่น ฮุนัยน์ อิบน์ อิสฮาก[22][23] ยูซุฟ อัลคูรี[24] อัลฮิมศี[25] กุสฏอ อิบน์ ลูกอ,[26] มาซะวัยฮ์,[27][28] อัครบิดรยูติคีอุส,[29] และญับรีล อิบน์ บุคตีชูอ์[30]) และเทววิทยา เป็นเวลานานที่แพทย์ส่วนพระองค์ของเคาะลีฟะฮ์อับบาซียะฮ์มักเป็นชาวอัสซีเรียที่นับถือศาสนาคริสต์[31][32] ในบรรดาตระกูลคริสเตียนที่มีชื่อเสียงที่สุดที่ทำหน้าที่เป็นแพทย์ประจำพระองค์ของกาหลิบนั้น มาจากตระกูล Bukhtishu[33][34] ตลอดช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 4 ถึง 7 งานวิชาการของคริสเตียนในภาษากรีกและซีรีแอกได้รับการแปลใหม่หรือได้รับการอนุรักษ์ไว้ตั้งแต่สมัยเฮลเลนิสติก ในบรรดาศูนย์กลางการเรียนรู้และการถ่ายทอดภูมิปัญญาคลาสสิกที่โดดเด่น ได้แก่ วิทยาลัยคริสเตียน เช่น สำนักนิซิบิส[35] และสำนักเอเดสซา[36] ศูนย์การเรียนรู้ของลัทธินอกศาสนาในฮัรรอน[37] และโรงพยาบาลกับสถาบันการแพทย์แห่งโกนเดชอพูร์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางปัญญา เทววิทยา และวิทยาศาสตร์ของคริสตจักรแห่งตะวันออก[38][39][40] นักวิชาการในบัยตุลฮิกมะฮ์หลายคนมีภูมิฐานเป็นชาวคริสต์ และนำโดยฮุนัยน์ อิบน์ อิสฮาก แพทย์ชาวคริสต์ ด้วยการสนับสนุนจากวงการการแพทย์ไบแซนไทน์ ผลงานทางปรัชญาและวิทยาศาสตร์ที่สำคัญที่สุดหลายชิ้นในโลกยุคโบราณได้รับการแปล รวมถึงผลงานของเกเลน ฮิปโปเครติส เพลโต อริสโตเติล ปโตเลมี และอาร์คิมิดีส[41]

ชาวเปอร์เซียยังเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีสัดส่วนสูงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อยุคทองของอิสลาม ตามที่เบอร์นาร์ด ลูอิสกล่าวไว้ว่า: "ในด้านวัฒนธรรม การเมือง และที่น่าทึ่งที่สุดคือด้านศาสนา การมีส่วนร่วมของชาวเปอร์เซียต่ออารยธรรมอิสลามใหม่นี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง ผลงานของชาวอิหร่านสามารถพบเห็นได้ในทุกสาขาของความพยายามทางวัฒนธรรม รวมถึงบทกวีภาษาอาหรับ ซึ่งกวีเชื้อสายอิหร่านที่แต่งบทกวีเป็นภาษาอาหรับได้สร้างคุณูปการอย่างมาก"[42]

ในอดีต อิทธิพลทางวัฒนธรรมแผ่ขยายออกไปจากแบกแดด หลังการทำลายล้างของมองโกลในรัฐเคาะลีฟะฮ์อับบาซียะฮ์ อิทธิพลอาหรับจึงลดลง[43] อิหร่านและเอเชียกลางได้รับประโยชน์จากการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมกับเอเชียตะวันออกที่เพิ่มมากขึ้นภายใต้การปกครองของมองโกล ทำให้มีความเจริญรุ่งเรืองและพัฒนาอย่างโดดเด่นจากอิทธิพลของชาวอาหรับ เช่น สมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาของตีมูร์ของราชวงศ์ตีมูร์[44]

เทคโนโลยีใหม่

[แก้]
เอกสารตัวเขียนบนกระดาษในสมัยอับบาซียะฮ์

ด้วยระบบการเขียนแบบใหม่และง่ายกว่า กับการนำเข้ากระดาษ ข้อมูลได้รับการเผยแพร่สู่สาธารณะอย่างกว้างขวาง จนกระทั่งมีความป็นไปได้ที่จะหาเลี้ยงชีพได้จากการเขียนและขายหนังสือเพียงอย่างเดียวเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์[45] การใช้กระดาษเผยแพร่จากจีนมายังภูมิภาคมุสลิมในคริสต์ศตวรรษที่ 8 ผ่านการผลิตจำนวนมากที่ซามาร์กันด์และโฆรอซอน[46] มาถึงอัลอันดะลุสที่คาบสมุทรไอบีเรีย (ปัจจุบันคือสเปนและโปรตุเกส) ในคริสต์ศตวรรษที่ 10 กระดาษชนิดนี้ผลิตได้ง่ายกว่าแผ่นหนังสัตว์ แตกยากกว่ากระดาษปาปิรุส และสามารถดูดซับหมึกได้ ทำให้ลบยากและเหมาะสำหรับการเก็บรักษาบันทึกอย่างยิ่ง ผู้ผลิตกระดาษชาวอิสลามได้คิดค้นวิธีการคัดลอกเอกสารตัวเขียนด้วยมือแบบสายการผลิต เพื่อผลิตสำเนาจำนวนมากกว่าที่มีอยู่ในยุโรปเป็นเวลาหลายศตวรรษ[47] ประเทศเหล่านี้เองที่เป็นแหล่งเรียนรู้การทำกระดาษจากผ้าลินินสำหรับประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก[48]

การศึกษา

[แก้]

เสื่อมถอย

[แก้]

ปัจจัยทางวัฒนธรรม

[แก้]

Joel Mokyr นักประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ ได้โต้แย้งว่า อัลเฆาะซาลี (ค.ศ. 1058–1111) นักปรัชญาอิสลาม ผู้เขียนหนังสือ ความไม่สอดคล้องกันของนักปรัชญา "เป็นบุคคลสำคัญในการเสื่อมถอยของวิทยาศาสตร์อิสลาม" และสิ่งนี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมที่หันเหออกจากการคิดเชิงวิทยาศาสตร์[49] อย่างไรก็ตาม มีการโต้แย้งว่า อัลเฆาะซาลีเป็นเพียงผู้ชื่นชมและยึดมั่นในปรัชญา แต่วิพากษ์วิจารณ์การใช้ปรัชญาในเรื่องทางศาสนาเท่านั้น[50] นอกจากนี้ Saliba (2007) ยังชี้ให้เห็นว่า ยุคทองไม่ได้ชะลอตัวลงหลังจากอัลเฆาะซาลี ผู้มีชีวิตอยู่ในคริสต์ศตวรรษที่ 11[51][52] ในขณะที่คนอื่น ๆ ขยายยุคทองไปจนถึงประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 16[3] ถึงคริสต์ศตวรรษที่ 17[53][54][55]

ปัจจัยทางการเมืองและเศรษฐกิจ

[แก้]

อะห์มัด วาย. อัลฮะซันได้ปฏิเสธวิทยานิพนธ์ที่ว่าการขาดความคิดสร้างสรรค์เป็นสาเหตุ โดยโต้แย้งว่าวิทยาศาสตร์นั้นแยกออกจากการโต้แย้งทางศาสนาเสมอ เขาจึงวิเคราะห์การลดลงในแง่ของปัจจัยทางเศรษฐกิจและการเมือง โดยอ้างอิงจากงานของอิบน์ ค็อลดูน นักเขียนในคริสต์ศตวรรษที่ 14[3]

นักวิชาการร่วมสมัยคนอื่น ๆ อีกหลายคนได้วิเคราะห์การเสื่อมถอยในแง่ของปัจจัยทางการเมืองและเศรษฐกิจ[1][2] งานวิจัยในปัจจุบันนำไปสู่ข้อสรุปว่า "หลักฐานที่มีอยู่สอดคล้องกับสมมติฐานที่ว่า อำนาจทางการเมืองที่เพิ่มขึ้นของชนชั้นนำเหล่านี้เป็นสาเหตุการลดลงของผลผลิตทางวิทยาศาสตร์ที่สังเกตได้"[56] การลดลงนี้อาจเป็นส่วนหนึ่งของแนวโน้มที่ใหญ่กว่าที่โลกมิใช่ตะวันตก ตกอยู่เบื้องหลังฝั่งตะวันตกด้วย Great Divergence ต่อมาใน ค.ศ. 1206 เจงกิสข่านได้สถาปนาจักรวรรดิมองโกล ซึ่งในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 13 ได้พิชิตดินแดนส่วนใหญ่ของทวีปยูเรเซีย รวมทั้งจีนทางตะวันออก และดินแดนส่วนใหญ่ของรัฐเคาะลีฟะฮ์อิสลามเก่า (รวมถึงเคียฟรุส) ทางตะวันตก บางคนมองว่าการทำลายเมืองแบกแดดและหอแห่งปัญญาโดยฮูลากู ข่านใน ค.ศ. 1258 เป็นจุดสิ้นสุดยุคทองของอิสลาม[57] อย่างไรก็ตาม ในขณะที่อิทธิพลทางวัฒนธรรมเคยแผ่ขยายออกไปจากแบกแดด หลังการล่มสลายของแบกแดด อิหร่านและเอเชียกลางกลับเจริญรุ่งเรืองทางวัฒนธรรม โดยได้รับประโยชน์จากการเข้าถึงทางวัฒนธรรมข้ามชาติที่เพิ่มขึ้นในเอเชียตะวันออกภายใต้การปกครองของมองโกล[43][44]

อ้างอิง

[แก้]
  1. 1 2 3 Saliba, George (1994). A History of Arabic Astronomy: Planetary Theories During the Golden Age of Islam. New York University Press. pp. 245, 250, 256–257. ISBN 0-8147-8023-7.
  2. 1 2 3 King, David A. (1983). "The Astronomy of the Mamluks". Isis. 74 (4): 531–55. doi:10.1086/353360. S2CID 144315162.
  3. 1 2 3 4 Hassan, Ahmad Y (1996). "Factors Behind the Decline of Islamic Science After the Sixteenth Century". ใน Sharifah Shifa Al-Attas (บ.ก.). Islam and the Challenge of Modernity, Proceedings of the Inaugural Symposium on Islam and the Challenge of Modernity: Historical and Contemporary Contexts, Kuala Lumpur, 1–5 August 1994. International Institute of Islamic Thought and Civilization (ISTAC). pp. 351–99. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2 April 2015.
  4. 1 2 Gutas, Dimitri (1998). Greek Thought, Arabic Culture: The Graeco-Arabic Translation Movement in Baghdad and Early 'Abbāsid Society (2nd-4th/8th-10th Centuries). London: Routledge.[ต้องการเลขหน้า]
  5. Islamic Radicalism and Multicultural Politics. Taylor & Francis. 1 March 2011. p. 9. ISBN 978-1-136-95960-8. สืบค้นเมื่อ 26 August 2012.
  6. "Science and technology in Medieval Islam" (PDF). History of Science Museum. สืบค้นเมื่อ 31 October 2019.
  7. Ruggiero, Guido (15 April 2008). A Companion to the Worlds of the Renaissance, Guido Ruggiero. John Wiley & Sons. ISBN 978-0-470-75161-9. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 8 November 2016. สืบค้นเมื่อ 7 November 2016.
  8. Josias Leslie Porter, A Handbook for Travelers in Syria and Palestine, 1868, p. 49.
  9. New Outlook, vol. 45, 1892, p. 370, For six centuries and a half, through the golden age of Islam, lasted this Caliphate, till extinguished by the Osmanli sultans and in the death of the last of the blood of the house of Mahomet. The true Caliphate ended with the fall of Bagdad.
  10. The Literary World, vol. 36, 1887, p. 308, the golden age of Islam, as Mr. Gilman points out, ended with Omar, the second of the Kalifs.แม่แบบ:Title?
  11. "The Ninth, Tenth and Eleventh centuries were the golden age of Islam" Life magazine, 9 May 1955, .
  12. S. George, Linda (1998). The Golden Age of Islam (ภาษาอังกฤษ). Benchmark Books. ISBN 978-0-7614-0273-2.
  13. Khan, Arshad (2003). Islam, Muslims, and America: Understanding the Basis of Their Conflict (ภาษาอังกฤษ). Algora Publishing. p. 19. ISBN 978-0-87586-243-9.
  14. Mohamad Abdalla, "Ibn Khaldun on the Fate of Islamic Science after the 11th Century", Islam & Science 5.1 (2007). online
  15. Groth, Hans, บ.ก. (2012). Population Dynamics in Muslim Countries: Assembling the Jigsaw. Springer Science+Business Media. p. 45. ISBN 978-3-642-27881-5.
  16. Rafiabadi, Hamid Naseem, บ.ก. (2007). Challenges to Religions and Islam: A Study of Muslim Movements, Personalities, Issues and Trends, Part 1. Sarup & Sons. p. 1141. ISBN 978-81-7625-732-9.
  17. Salam, Abdus (1994). Renaissance of Sciences in Islamic Countries. World Scientific. p. 9. ISBN 978-9971-5-0946-0.
  18. 1 2 "In Our Time – Al-Kindi, James Montgomery". BBC. 28 June 2012. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 14 January 2014. สืบค้นเมื่อ 18 May 2013.
  19. Brentjes, Sonja; Robert G. Morrison (2010). "The Sciences in Islamic societies". The New Cambridge History of Islam. Vol. 4. Cambridge: Cambridge University Press. p. 569.
  20. Hill, Donald (1993). Islamic Science and Engineering. Edinburgh University Press. p. 4. ISBN 0-7486-0455-3.
  21. "Nestorian – Christian sect". เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 28 October 2016. สืบค้นเมื่อ 5 November 2016.
  22. Rashed, Roshdi (2015). Classical Mathematics from Al-Khwarizmi to Descartes. Routledge. p. 33. ISBN 978-0-415-83388-2.
  23. "Hunayn ibn Ishaq – Arab scholar". เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 31 May 2016. สืบค้นเมื่อ 12 July 2016.
  24. O'Leary, De Lacy (2016). How greek science passed on to the arabs. Routledge. ISBN 978-1-138-97205-6. OCLC 1039098187.[ต้องการเลขหน้า]
  25. Sarton, George. "History of Islamic Science". เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 12 August 2016.
  26. Siraisi, Nancy G. (2001). Medicine and the Italian Universities, 1250–1600. Brill Academic Publishers. p. 134.
  27. Beeston, Alfred Felix Landon (1983). Arabic literature to the end of the Umayyad period. Cambridge University Press. p. 501. ISBN 978-0-521-24015-4. สืบค้นเมื่อ 20 January 2011.
  28. "Compendium of Medical Texts by Mesue, with Additional Writings by Various Authors". World Digital Library. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 4 March 2014. สืบค้นเมื่อ 1 March 2014.
  29. Griffith, Sidney H. (15 December 1998). "Eutychius of Alexandria". Encyclopædia Iranica. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2 January 2017. สืบค้นเมื่อ 7 February 2011.
  30. Contadini, Anna (2003). "A Bestiary Tale: Text and Image of the Unicorn in the Kitāb naʿt al-hayawān (British Library, or. 2784)" (PDF). Muqarnas. 20: 17–33. doi:10.1163/22118993-90000037. JSTOR 1523325.
  31. Bonner, Bonner; Ener, Mine; Singer, Amy (2003). Poverty and charity in Middle Eastern contexts. SUNY Press. p. 97. ISBN 978-0-7914-5737-5.
  32. Ruano, Eloy Benito; Burgos, Manuel Espadas (1992). 17e Congrès international des sciences historiques: Madrid, du 26 août au 2 septembre 1990. Comité international des sciences historiques. p. 527. ISBN 978-84-600-8154-8.
  33. Rémi Brague, Assyrians contributions to the Islamic civilization เก็บถาวร 27 กันยายน 2013 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน
  34. Britannica, Nestorian เก็บถาวร 30 มีนาคม 2014 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน
  35. Foster, John (1939). The Church of the T'ang Dynasty. Great Britain: Society for Promoting Christian Knowledge. p. 31. The school was twice closed, in 431 and 489
  36. The School of Edessa เก็บถาวร 2 กันยายน 2016 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, Nestorian.org.
  37. Frew, Donald (2012). "Harran: Last Refuge of Classical Paganism". The Pomegranate: The International Journal of Pagan Studies. 13 (9): 17–29. doi:10.1558/pome.v13i9.17.
  38. University of Tehran Overview/Historical Events เก็บถาวร 3 กุมภาพันธ์ 2011 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน
  39. Kaser, Karl The Balkans and the Near East: Introduction to a Shared History เก็บถาวร 18 พฤศจิกายน 2022 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน p. 135.
  40. Yazberdiyev, Almaz Libraries of Ancient Merv เก็บถาวร 4 มีนาคม 2016 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน Yazberdiyev is Director of the Library of the Academy of Sciences of Turkmenistan, Ashgabat.
  41. Hyman and Walsh Philosophy in the Middle Ages Indianapolis, 1973, p. 204' Meri, Josef W. and Jere L. Bacharach, Editors, Medieval Islamic Civilization Vol. 1, A–K, Index, 2006, p. 304.
  42. Lewis, Bernard (2004). From Babel to Dragomans: Interpreting the Middle East. Oxford University Press. p. 44. ISBN 978-0-19-517336-9.
  43. 1 2 Bulliet, Richard (2005). The Earth and Its Peoples. Boston: Houghton Mifflin. p. 497. ISBN 0-618-42770-8.
  44. 1 2 Subtelny, Maria Eva (November 1988). "Socioeconomic Bases of Cultural Patronage under the Later Timurids". International Journal of Middle East Studies. 20 (4): 479–505. doi:10.1017/S0020743800053861. S2CID 162411014. สืบค้นเมื่อ 7 November 2016.
  45. "In Our Time – Al-Kindi, Hugh Kennedy". BBC. 28 June 2012. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 14 January 2014. สืบค้นเมื่อ 18 May 2013.
  46. Bloom, Jonathan (2001). Paper Before Print: The History and Impact of Paper in the Islamic World. New Haven: Yale University Press. pp. 8–10, 42–45. ISBN 0-300-08955-4.
  47. "Islam's Gift of Paper to the West". Web.utk.edu. 29 December 2001. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 27 May 2015. สืบค้นเมื่อ 11 April 2014.
  48. Kevin M. Dunn, Caveman chemistry: 28 projects, from the creation of fire to the production of plastics. Universal-Publishers. 2003. p. 166. ISBN 978-1-58112-566-5. สืบค้นเมื่อ 11 April 2014.
  49. Mokyr, Joel (12 June 2018). Mokyr, J.: A Culture of Growth: The Origins of the Modern Economy. (eBook and Hardcover). press.princeton.edu. Princeton University Press. p. 67. ISBN 978-0-691-18096-0. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 24 March 2017. สืบค้นเมื่อ 9 March 2017.
  50. "Bringing Muslims back to science". Al Jazeera. 11 April 2014. สืบค้นเมื่อ 11 June 2022.
  51. "Did al-Ghazali Kill the Science in Islam?". Fountain Magazine. 1 May 2012.
  52. "The Fountain Magazine – Issue – Did al-Ghazali Kill the Science in Islam?". www.fountainmagazine.com (ภาษาอังกฤษ). คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 30 April 2015. สืบค้นเมื่อ 8 March 2018.
  53. El-Rouayheb, Khaled (2008). "The Myth of "The Triumph of Fanaticism" in the Seventeenth-Century Ottoman Empire". Die Welt des Islams. 48 (2): 196–221. doi:10.1163/157006008x335930.
  54. El-Rouayheb, Khaled (2006). "Opening the Gate of Verification: The Forgotten Arab-Islamic Florescence of the 17th Century". International Journal of Middle East Studies. 38 (2): 263–81. doi:10.1017/s0020743806412344. S2CID 162679546.
  55. El-Rouhayeb, Khaled (2015). Islamic Intellectual History in the Seventeenth Century: Scholarly Currents in the Ottoman Empire and the Maghreb. Cambridge: Cambridge University Press. pp. 1–10. ISBN 978-1-107-04296-4.
  56. "Religion and the Rise and Fall of Islamic Science". scholar.harvard.edu. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 22 December 2015. สืบค้นเมื่อ 20 December 2015.
  57. Cooper, William W.; Yue, Piyu (2008). Challenges of the Muslim world: present, future and past. Emerald Group Publishing. ISBN 978-0-444-53243-5. สืบค้นเมื่อ 11 April 2014.

อ่านเพิ่ม

[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]