ประวัติศาสตร์รัฐชัมมูและกัษมีระ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

ประวัติศาสตร์รัฐชัมมูและกัษมีระ มีความเป็นมายาวนาน รัฐชัมมูและกัษมีระเคยเป็นดินแดนที่เป็นศูนย์กลางของพระพุทธศาสนา ต่อมาได้เปลี่ยนไปนับถือศาสนาอิสลาม เคยอยู่ภายใต้การปกครองของจักรวรรดิดุรรานีในอัฟกานิสถาน จักรวรรดิโมกุล ในอินเดีย และเคยอยู่ภายใต้การปกครองของชาวสิกข์ ภายหลังขับไล่ชาวสิกข์ออกไปได้ ในยุคที่อังกฤษเข้ามา กษัตริย์ของชัมมูและกัษมีระช่วยอังกฤษรบกับชาวสิกข์และได้เป็นรัฐในอารักขาของอังกฤษ เมื่ออังกฤษให้เอกราชแก่อินเดียและมีการแบ่งเป็นอินเดียและปากีสถาน รัฐชัมมูและกัษมีระกลายเป็นกรณีพิพาทของทั้งสองประเทศจวบจนปัจจุบัน

ตำนาน[แก้]

คำว่า "กัษมีระ" หมายถึงแผ่นดินแห้ง (มาจากภาษาสันสกฤต กะ หมายถึงน้ำ และ ษิมีระ แปลว่าแห้ง) ตามความเชื่อของศาสนาฮินดู พระกัศยปะเป็นผู้ถ่ายน้ำออกจากทะเลสาบเพื่อสร้างแผ่นดินกัษมีระขึ้นมา

ในราชตรังคินี ประวัติศาสตร์กัษมีระที่เขียนโดยกัลหนะเมื่อพุทธศตวรรษที่ 17 กล่าวว่าหุบเขากัษมีระสร้างมาจากทะเลสาบที่ถุกทำให้แห้งโดยพระกัศยปะผู้เป็นบุตรแห่งพระพรหม โดยการตัดช่องเขาที่วรหะ-มุลละ เมื่อแผ่นดินแห้งแล้ว พระกัศยปะได้ขอให้พระพรหมสร้างเมืองขึ้นในบริเวณนั้น ดินแดนนี้กลายเป็นดินแดนที่มีความสำคัญทางการค้า เมืองสำคัญในหุบเขามีชื่อว่า "กัศยปปุระ" ตามตำนาน เฮโรโดตัสเรียกดินแดนนี้ว่า Kaspatyros ส่วนปโตเลมีเรียกดินแดนนี้ว่า Kao-1r6. nupos

ประวัติศาสตร์ยุคต้น[แก้]

กัษมีระเคยเป็นศูนย์กลางสำคัญของนักวิชาการภาษาสันสกฤต จากหลักฐานในมหาภารตะ กัมโพชัสเป็นผู้ปกครองกัษมีระในยุคมหากาพย์โดยเป็นการปกครองในระบบสาธารณรัฐในชื่อกัมโพช เมืองหลวงในยุคนั้นคือราชปุระ[1] [2]. นอกจากนั้นยังมีบางส่วนของรัฐปัญจาละรวมอยู่ในกัษมีระปัจจุบันด้วย[3]. จากชื่อ เปียร์ ปัญจาละ ซึ่งปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของกัษมีระ โดยชื่อปัญจาละมาจากชื่อเผ่าปัญจาละ ในภาษาสันสกฤต ส่วน เปียร์เป็นคำที่เพิ่มเข้ามาเมื่อมุสลิมเข้ามามีอิทธิพลในดินแดนนี้แล้ว[4]

พระเจ้าอโศกมหาราชแห่งราชวงศ์เมารยะเป็นผู้สร้างเมืองศรีนครและกัษมีระเป็นแคว้นที่นับถือพุทธศาสนาในยุคนั้นโดยนิกายสรวาสติวาทน่าจะเป็นนิกายสำคัญ พระภิกษุจากเอเชียตะวันออกและเอเชียกลางเข้ามาแวะพักที่นี่เสมอ ในพุทธศตวรรษที่ 9 พระกุมารชีพเข้ามาศึกษาพุทธศาสนาในกัษมีระและเป็นผู้ช่วยในการแปลคัมภีร์ทางพุทธศาสนาเป็นภาษาจีน

ยุคของมุสลิม[แก้]

ศาสนาอิสลามเข้ามามีบทบาทในกัษมีระเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 18 ชาวมุสลิมและชาวฮินดูอาศัยอยู่ร่วมกันและมีการแลกเปลี่ยนความรู้ทางศาสนาจนเกิดศาสนาอิศลามลัทธิซูฟีขึ้น ซึ่งทำให้ผู้นับถือศาสนาพุทธ อิสลามและฮินดูสามารถอยู่ร่วมกันได้อยางสงบสุข สุลต่านหลายองค์ของกัษมีระยอมรับศาสนาอื่น ยกเว้นบางองค์เช่น สิกันดาร์ บูกิสตานที่สั่งให้ทำลายรูปเคารพทั่งทั้งกัษมีระ

บันทึกทางประวัติศาสตร์[แก้]

พงศาวดารของกัษมีระ ราชตรังคิณี เป็นเอกสารทางประวัติศาสตร์ เขียนด้วยภาษาสันสกฤต มีการแปลเป็นภาษาเปอร์เซียเมื่อ พ.ศ. 2131 เอกสารนี้บันทึกเหตุการณ์รายปีของกัษมีระจนถึงยุคของสังกรมะ เทวะ (ประมาณ พ.ศ. 1549) เอกสารที่บันทึกเหตุการณ์ต่อมาเป็นของโชนราชะที่เขียนต่อจากงานของกัลหนะจนกระทั่งการมาถึงของศาสนาอิสลามและถึงยุคของซาบินอุลอัดดีน (พ.ศ. 1955) จากนั้นจึงเป็นบันทึกของศรีวระ จนถึงยุคของฟะห์ ชาห์ในพ.ศ. 2029 เอกสารลำดับต่อมาคือ ราชวลี ปะกะตา เขียนโดยปรัชเนีย ภัตตะ ซึ่งบันทึกประวัติศาสตร์ของกัษมีระไว้จนถึงยุคของจักรวรรดิโมกุล ในสมัยของอัคบาร์

ราชรัฐแห่งกัษมีระและชัมมู[แก้]

เมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 24 หุบเขากัษมีระอยู่ภายใต้การควบคุมของจักรวรรดิดุรรานีแห่งอัฟกานิสถาน จากนั้นอยู่ภายใต้การปกครองของชาวมุสลิมมูคัลและอัฟกัน ตามมาด้วยความขัดแย้งกับชาวสิกข์เมื่อ พ.ศ. 2323 หลังจากการตายของรณชิต เคโอ ราชาแห่งชัมมู ราชอาณาจักรชัมมู (ทางใต้ของหุบเขากัษมีระ)ถูกปกครองโดยชาวสิกข์ รันชิต สิงห์แห่งลาฮอร์จนกระทั่ง พ.ศ. 2389 คุลาบ สิงห์ หลานชายของรณชิต เคโอได้แยกตัวออกมาจากการปกครองของกษัตริย์ชาวสิกข์ และตั้งตนเป็นราชาแห่งชัมมูตั้งแต่ พ.ศ. 2363 โดยความช่วยเหลือของโซราวัร สิงห์

คุลาบ สิงห์เข้าปกครองลาดักและบัลติสถานที่อยู่ทางตะวันออกและตะวันออกเฉียงเหนือของชัมมู เมื่อเกิดสงครามอังกฤษ-สิกข์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2388 คุลาบ สิงห์เข้าข้างอังกฤษ เมื่อสงครามสิ้นสุด รัฐลาฮอร์(รวมทั้งปัญจาบตะวันตก)และดินแดนระหว่างเปียสและอินดุสเป็นของอังกฤษ ส่วนรัฐชัมมูของคุลาบ สิงห์เป็นรัฐในอารักขา เมื่อคุลาบ สิงห์เสียชีวิตเมื่อ พ.ศ. 2400 บุตรชายของเขาคือ รันบีร สิงห์ได้รวม อันซา คิลคิต และนาคัรเข้าในราชอาณาจักรด้วย

ราชรัฐแห่งกัษมีระและชัมมูตั้งขึ้นระหว่าง พ.ศ. 2363 - 2401 เป็นบริเวณที่มีความหลากหลายในตัวเองมาก แทบจะไม่มีเอกลักษณ์ร่วมกันเลย โดยเป็นทั้งความแตกต่างในด้านศาสนา เขตแดนและวัฒนธรรม."[5] ดินแดนลาดักทางตะวันออกมีวัฒนธรรมแบบทิเบตและนับถือศาสนาพุทธ ชัมมูทางใต้เป็นกลุ่มชนผสมระหว่างชาวฮินดู ชาวมุสลิม และชาวสิกข์ ในตอนกลางของหุบเขากัษมีระประชากรส่วนใหญ่เป็นมุสลิมสุหนี่ แต่ชนที่มีอิทธิพลเป็นชาวฮินดูวรรณะพราหมณ์ ซึ่งเป็นชนส่วนน้อยแต่มีอำนาจปกครอง บัลติสถานทางตะวันออกเฉียงเหนือมีวัฒนธรรมแบบเดียวกับลาดัก แต่นับถืออิสลามชีอะหฺ คิลคิตทางเหนือเป็นที่รวมของกลุ่มชนหลากส่วนใหญ่เป็นมุสลิมชีอะหฺ และปุนชิทางตะวันตกเป็นมุสลิมแต่มีเชื้อชาติต่างจากมุสลิมในหุบเขากัษมีระ หลังการกบฏในอินเดียเมื่อ พ.ศ. 2400 กัษมีระเข้าข้างอังกฤษ ทำให้กลายเป็นรัฐที่อยู่ภายใต้การอารักขาของอังกฤษ

พ.ศ. 2490[แก้]

ฮารี สิงห์ หลานของรันบีร สิงห์เป็นกษัตริย์ของกัษมีระตั้งแต่ พ.ศ. 2468 จนถึง พ.ศ. 2490 ซึ่งเป็นปีที่อังกฤษตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคตของอาณานิคมอินเดีย โดยแบ่งเป็นประเทศเอกราช 2 ประเทศคืออินเดียและปากีสถาน ทั้งสองประเทศตกลงกันว่าราชรัฐแห่งกัษมีระและชัมมูต้องรวมเข้ากับประเทศใดประเทศหนึ่งหรือเป็นรัฐเอกราช ใน พ.ศ. 2490 นั้น ประชากรของกัษมีระเป็นมุสลิม 77% และมีชายแดนติดกับปากีสถาน ในขณะที่สถานภาพการเป็นรัฐในอารักขาจะสิ้นสุดลงในวันที่ 14 - 15 สิงหาคม มหาราชได้ลงนามในข้อตกลงกับปากีสถานเกี่ยวกับการติดต่อทางด้านการค้า การท่องเที่ยว และการติดต่อและการบริการที่คล้ายกันนี้ระหว่างทั้งสองดินแดน อินเดียไม่ยอมทำข้อตกลงแบบนี้กับกัษมีระ ไปรษณีย์ของอินเดียกำหนดให้กัษมีระเป็นส่วนหนึ่งของอินเดีย ซึ่งทำให้ปากีสถานไม่พอใจ

ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2490 ชาวพาซตุนที่อยู่ในจังหวัดฟรอนเทียร์ตะวันตกเฉียงเหนือของปากีสถานรุกรานกัษมีระและก่อกบฏต่อต้านมหาราชแห่งกัษมีระ มหาราชหันมาขอความช่วยเหลือจากอินเดีย เมื่อมหาราชลงนามในข้อตกลงกับอินเดียแล้ว ทางการอินเดียได้ส่งทหารเข้าสู่กัษมีระและปราบปรามกองโจรก่อการร้ายที่ปากีสถานให้การสนับสนุน ทำให้สหประชาชาติต้องเข้ามาแทรกแซงในที่สุด

หลัง พ.ศ. 2490[แก้]

ใน พ.ศ. 2491 ได้มีการทำสัญญาสงบศึกระหว่างอินเดียกับปากีสถานภายใต้การสนับสนุนของสหประชาชาติ อินเดียได้ครอบครองบริเวณที่เคยเป็นราชรัฐแห่งกัษมีระและชัมมูครึ่งหนึ่ง ส่วนปากีสถานได้ครอบครองส่วนภาคเหนือและอาซัด กัษมีระ

บริเวณภาคตะวันออกของบริเวณที่เคยเป็นราชรัฐแห่งกัษมีระและชัมมูได้มีกรณีพิพาทเกี่ยวกับเขตแดนขึ้นมาอีกบริเวณหนึ่ง ข้อตกลงเกี่ยวกับเขตแดนในบริเวณดังกล่าวรวมถึงตอนเหนือของกัษมีระได้มีการลงนามระหว่างรัสเซีย อังกฤษและอัฟกานิสถานแต่จีนไม่ยอมรับ หลังจากพรรคคอมมิวนิสต์จีนขึ้นมามีอำนาจได้ส่งกองทหารเข้าไปในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของลาดัก และเข้ายึดครองบริเวณที่เรียกว่า อักไซ จีน จนถึง พ.ศ. 2505 และมีการทำข้อตกลงทรานส์-การาโกรัมกับปากีสถานเมื่อ พ.ศ. 2508

ใน พ.ศ. 2492 รัฐบาลอินเดียให้หริสิงห์ออกจากกัษมีระทำให้อำนาจการปกครองเป็นของ เชค มุฮัมหมัด อับดุลเลาะห์ ผู้นำพรรคสภาแห่งชาติ หลังจากนั้น ความขัดแย้งระหว่างอินเดียและปากีสถานยังไม่หยุด และมีสงครามติดต่อกันอีก 3 ครั้ง ใน พ.ศ. 2532 เริ่มมีกลุ่มมุญาฮิดีนจากอัฟกานิสถานเข้ามามีส่วนร่วมในความขัดแย้งในกัษมีระด้วย

อ้างอิง[แก้]

  1. Mahabharata 7.4.5
  2. Political History of Ancient India, from the Accession of Parikshit to the ..., 1953, p 150, Dr H. C Raychaudhuri - India; Ethnic Settlements in Ancient India: (a Study on the Puranic Lists of the ..., 1955, p 78, Dr S. B. Chaudhuri; An Analytical Study of Four Nikāyas, 1971, p 311, D. K.Barua - Tipiṭaka.
  3. Watters, Yuan Chawang, Vol I, p 284.
  4. [1]
  5. Bowers, Paul. 2004. "Kashmir." Research Paper 4/28, International Affairs and Defence, House of Commons Library, United Kingdom.

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]