บอนสี
บทความนี้อาจต้องเขียนใหม่ทั้งหมดเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานคุณภาพของวิกิพีเดีย หรือกำลังดำเนินการอยู่ คุณช่วยเราได้ หน้าอภิปรายอาจมีข้อเสนอแนะ (พฤศจิกายน 2021) |
![]() | มุมมองและกรณีตัวอย่างในบทความนี้อาจไม่ได้แสดงถึงมุมมองที่เป็นสากลของเรื่อง (พฤศจิกายน 2021) |
บทความนี้ต้องการการจัดหน้า จัดหมวดหมู่ ใส่ลิงก์ภายใน หรือเก็บกวาดเนื้อหา ให้มีคุณภาพดีขึ้น คุณสามารถปรับปรุงแก้ไขบทความนี้ได้ และนำป้ายออก พิจารณาใช้ป้ายข้อความอื่นเพื่อชี้ชัดข้อบกพร่อง |
บอนสี | |
---|---|
![]() | |
บอนสี | |
การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์ | |
อาณาจักร: | Plantae |
ชั้น: | Liliopsida |
อันดับ: | Arecales |
วงศ์: | Araceae |
สกุล: | Caladium |
สปีชีส์: | C.bicolor (Ait) Vent |
ชื่อทวินาม | |
Caladium bicolor |
บอนสี (ชื่อวิทยาศาสตร์: Caladium bicolor) เป็นสายพันธุ์ในสกุลบอนจากลาตินอเมริกา มักถูกปลูกเป็นต้นไม้ประดับ เนื่องจากใบขนาดใหญ่รูปหัวใจหรือรูปหอกที่มีสีเขียว ขาว ชมพู หรือแดงที่โดดเด่น บอนสีมีมากกว่าร้อยสายพันธุ์ ทุกส่วนของบอนสีมีพิษ และเป็นสายพันธุ์ที่มีการแพร่กระจายและสร้างปัญหาในตรินิแดดและโตเบโก, กวม, ไมโครนีเซีย, ปาเลา, รัฐฮาวาย และฟิลิปปินส์ โดยสามารถพบได้ในเขตร้อนส่วนใหญ่ของโลกรวมทั้งทวีปแอฟริกา อนุทวีปอินเดีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้[1]
ความเชื่อเกี่ยวกับบอนสี[แก้]
ในสมัยโบราณบอนสีเป็นไม้มงคลที่นิยมปลูกติดไว้ในบ้านพักอาศัยและจะทำให้บ้านที่ปลูกมีความสุขความเจริญเป็นสิริมงคลแก่บ้านพักอาศัยทำให้คนในบ้านมีความสุขกัน
ลักษณะโดยทั่วไป[แก้]
บอนสีมีความสูงประมาณ 0.5 เมตร มีพุ่มกว้างประมาณ 1 เมตร มีลำต้นอยู่ใต้ดิน มีลักษณะเป็นหัว ผิวของลำต้นเป็นผิวเรียบและ ใบกว้างประมาณ 8-15 เซนติเมตร ยาวประมาณ 10-20 เซนติเมตร ลักษณะใบ สีสันสวยงาม และดอกมีเกสรเป็นแท่งยาวโผล่ออกมา ดอกมีสีขาวหรือสีชมพู รังไข่ใต้วงกลีบ มีกลิ่นฉุน
ถิ่นกำเนิด[แก้]
บอนสีมีถิ่นกำเนิดมาจากแถบทวีปอเมริกาใต้ และเริ่มเข้ามาในทวีปยุโรป อินเดีย และอินโดนีเซีย ตามลำดับแล้วเชื่อกันว่าบอนสีเข้ามาในประเทศไทยตอนสมัยสุโขทัยและ ในสมัยรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสยุโรป และได้ทรงนำบอนสีเข้ามาปลูกในประเทศไทยไว้หลายสายพันธุ์
การปลูก[แก้]
บอนสีควรจะปลูกในที่ที่มีความชื้นและไม่มีแดดร้อนจัดและดินที่ใช้ปลูกควรจะเป็นดินร่วนและมีในดินมีอินทรีย์วัตถุผสมด้วยเช่นพวกซากใบไม้ที่ผุย่อยสลลาย นิยมใช้ใบจามจุรี, ใบมะขาม และควรใช้ปุ๋ยชีวภาพนั้นก็คือ ปุ๋ยคอกและไม่ควรเยอะเกินไปเพราะดินจะเค็มทำให้ดินเสื่อมและต้องรดน้ำทุกวันตอนเช้าและตอนเย็นและอย่านำกระถางไปตั้งในที่แดดร้อนจัดเพราะใบจะไหม้และต้นก็จะตาย
การขยายพันธุ์[แก้]
บอนสีนั้นควรทำการขยายพันธุ์ในฤดูฝน วิธีขยายพันธุ์นั้นมีถึง 4 วิธีคือ
1. แยกหน่อ โดยการแบ่งหน่อของต้นบอนสีที่โผล่มาจากโคนต้นแม่
2. ผ่าหัว ควรใช้หัวที่มี อายุไม่เกิน 1 ปี จะช่วยให้ต้นที่เกิดใหม่โตเร็วและแข็งแรง นำไปชำในทรายสะอาดหรืออิฐมอญทุบละเอียดหรือใช้ ขี้เถ้าแกลบที่ไม่มีความเป็นด่างก็ได้ รดด้วยสารป้องกันกำจัดเชื้อรา แล้วนำไปไว้ในที่ร่ม มีอากาศถ่ายเท มีความชื้น ประมาณ 1-2 สัปดาห์ บอนสีจะแตกหน่อและราก พอเริ่มผลิใบได้ ประมาณ1-2 ใบจึงย้ายไป ปลูกในกระถาง
3. ผสมเกสร โดยเตรียมต้นบอนสีที่จะนำมาเป็นต้นพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ไว้ เมื่อต้นบอนสีออกดอกและบานในช่วงเวลา ประมาณ19.00 - 20.00 น. ให้ทำการผสมเกสร ซึ่งดอกบอนสีจะผสมติดภายใน 1 สัปดาห์ และฝักจะแก่เต็มที่ภายใน 30 วัน สามารถนำเมล็ดไปเพาะได้
4. เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อหรือปั่นตา ให้นำชิ้นส่วนเนื้อเยื่อเจริญของต้นบอนสีมาเลี้ยงในที่มีการควบคุมอุณหภูมิ ความชื้น แสงสว่าง จนเกิดเป็นกลุ่มเนื้อเยื่อและพัฒนาเป็นบอนสีต้นใหม่
การจำแนกตามลักษณะใบ[แก้]
ใบของบอนสีสามารถจำแนกได้ตามลักษณะใบได้ 5 ลักษณะคือ
1. บอนสีใบไทย เก็บถาวร 2011-09-17 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน

2. บอนสีใบกลม เก็บถาวร 2011-09-17 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน

3. บอนสีใบยาว เก็บถาวร 2011-09-18 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน

4. บอนสีใบกาบ เก็บถาวร 2011-09-17 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน

5. บอนสีใบไผ่ เก็บถาวร 2010-08-11 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน

การดูแลรักษา[แก้]
แสง[แก้]
บอนสีเป็นพืชที่ต้องการแสง เพื่อสร้างเม็ดสี แต่แสงจะต้องมีวัสดุมาพรางไว้ประมาณ 50 %
อุณหภูมิ[แก้]
ประมาณ 18 - 24 °C
ความชื้น[แก้]
บอนสีชอบความร้อนชื้น ต้องการความชื้นสูง ถ้าอากาศแห้งแล้ง ควรฉีดพ่นน้ำให้ที่ใบบ่อยๆ
น้ำ[แก้]
ต้องการน้ำมากไม่ถึงกับแฉะ ควรรดน้ำให้พอดีและสม่ำเสมอ
สูตรผสมดินปลูกบอนสีในกระถาง[แก้]
1. ดินร่วน 6 ส่วน
2. ทราย 4 ส่วน
3. ปุ๋ยคอก 1 ส่วน
4. ใบมะขามผุ 1 ส่วน
ปุ๋ย[แก้]
ใช้ปุ๋ยคอกละลายน้ำรด แต่อย่าให้เข้มข้นมาก เพราะจะทำให้สีไม่สวย
โรคและแมลง[แก้]
เชื้อรา (Fungi) เชื้อราเป็นเชื้อราที่สามารถเข้าทำลายเกือบทุกส่วนของพืชเชื้อจะแพร่กระจายไปได้ทั้งทางดินและน้ำ ส่วนของพืชที่เป็นโรคจากเชื้อราจะสามารถมองเห็นได้ชัดในพืชที่กกลังงอกหรือเล็กอยู่ โดยพืชจะมีอาการอ่อนแอและล้มลงอย่างรวดเร็ว ใบจะร่วง รากเน่าและส่วนที่อยู่เหนือดินขึ้นมาจะเป็นจุดลาย มีสีต่าง ๆ โดยเฉพาะสีน้ำตาลหรือสีเทา
เพลี้ยอ่อน (Aphide) เพลี้ยอ่อนจะทำลายใบ ลำต้น และดอก โดยการดูดน้ำหล่อเลี้ยงเซลล์ ส่วนที่ถูกทำลายจะบิดงอ ผิดรูปผิดร่างไป เพลี้ยอ่อนจะเพิ่มจำนวนมากขึ้นในสภาวะแวดล้อมที่อบอุ่น
การป้องกันโรคและแมลง[แก้]
ใช้ยากำจัดเชื้อราจำพวกแคปแทน (captan) หรือมาแนบ (maneb) รด ส่วนเพลี้ยอ่อนใช้ยามาลาไธออน (malathion) หรือไดอาซินอน (diazinon) ฉีดพ่นก็ได้
อ้างอิง[แก้]
- ↑ "Caladium bicolor (heart of Jesus)". Invasive Species Compendium. CAB International. 8 June 2020. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2020-10-28. สืบค้นเมื่อ 8 June 2020.
- ↑ หนังสือคู่มือ ไม้ใบประดับภายในอาคาร หน้า 80 - 81