ข้ามไปเนื้อหา

การแข่งม้าในประเทศไทย

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
การแข่งม้า วันอาทิตย์ที่ 3 สิงหาคม 2568 ณ สนามราชกรีฑาสโมสร เที่ยว 1 ม้าเทศ Class 3B ชนะที่ 1 คอนโดมิเนี่ยม จ๊อกกี้วิษณุกรณ์ คอกเพชรเหนือ

การแข่งม้าในประเทศไทยมีจุดเริ่มต้นขึ้นในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2440 โดยนับเป็นหนึ่งในกีฬา ความนิยมของการแข่งม้าเติบโตควบคู่กับการพัฒนาเมืองและวัฒนธรรมสมัยใหม่ แพร่หลายเข้าถึงคนทุกชนชั้น และได้รับความนิยมสูงขึ้นมากในอดีต[1]

ประวัติ

[แก้]

การสร้างสโมสรแข่งม้าในประเทศไทย[2]

[แก้]

การสร้างสโมสรแข่งม้าในประเทศไทย มีรากฐานมาตั้งแต่เดือนธันวาคม พ.ศ. 2440 เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำเนินกลับจากการเสด็จประพาสยุโรป ข้าราชการมีการความเห็นร่วมกันว่าจะจัดให้มีการแข่งม้าถวายเป็นงานฉลองน้อมเกล้าฯ ถวายการแสดงความจงรักภักดีต้อนรับพระองค์ โดยกรมขุนพิทยาลาภพฤติธาดา อดีตที่ปรึกษาอัครราชทูตไทยประจำกรุงลอนดอน รับเป็นประธานกรรมการ ส่วนกรรมการจัดงานล้วนเป็นนักเรียนเก่าจากอังกฤษ ประกอบด้วย เจ้าหมื่นสรรเพ็ชร์ภักดี พระนายศรี (เพ่ง) และหลวงสุนทรโกษา (พระยาประดิพัทธภูบาล) ได้ปรึกษาตกลงกันใช้ท้องสนามหลวง (เดิมเรียกว่า สนามทุ่งพระเมรุ) เป็นสนามแข่งม้าชั่วคราว ระยะทาง 30 เส้น หรือระยะ 1,200 เมตร โดยเปิดให้มีการแทงโต๊ดได้ด้วย[3]

เมื่อ พ.ศ. 2449 คณะขุนนางประกอบด้วย หลวงอนุภัณฑ์ (พระยาวิสูตร์ สาครดิศฐ์ อธิบดีกรมเจ้าท่า) หลวงสุนทรโกษา (พระราชประดิพัทธภูบาล เจ้ากรมสำนักงานที่ปรึกษากฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ) และเจ้าพระยาสุธรรม ตกลงกันขอพระราชทานที่นาตำบลสระปทุมเพื่อทำสนามแข่งม้า โดยตกลงพร้อมกันไปคอยเฝ้าที่ตำหนักแพ ได้ทูลขอพระราชทานที่ตั้งสนามแข่งม้าและบำรุงพันธุ์ม้ากับพระองค์เองด้วยปาก และถวายหนังสือด้วย โดยกราบทูลว่า พันธุ์ม้าไทยเวลานั้นตัวเล็กมาก จะหาขนาด 12 แฮนด์ (ประมาณ 122 เซนติเมตร) สักตัวก็ไม่ได้ เท้าของทหารขี่ม้าจวนจะลากดินแล้ว จะขอบำรุงพันธุ์ม้าไทยให้โตขึ้นสมกับความสง่าของทหารม้า ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเห็นด้วย และพระราชทานที่ดินดังกล่าวให้เช่า ด้วยเนื้อที่ราว 200 ไร่ เก็บค่าเช่าเพียงปีละ 1 เฟื้อง (1/8 บาท หรือ 12.5 สตางค์) เป็นที่ดินของทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ อายุสัญญาเช่า 50 ปี โดยผู้ดำเนินการจัดตั้งสนามม้าตั้งใจว่าจะกู้เงินจากธนาคารประมาณ 100,000 บาท มาจัดสร้างสนามม้า โดยใช้โฉนดที่ดินดังกล่าวจำนองกับธนาคาร แต่ไม่มีโฉนด เพราะเป็นของหลวง จึงไม่สามารถใช้เงินจากธนาคารได้ ดังนั้นจึงตกลงตั้งแชร์จากสมาชิก แชร์ละ 100 บาท ได้เงินจำนวน 100,000 บาท มาใช้สร้างสนามแข่งม้าราชกรีฑาสโมสร

ต่อมา ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เกิดความขัดแย้งระหว่างชาวต่างชาติกับขุนนางชั้นผู้ใหญ่ในราชกรีฑาสมาคมฯ เป็นเหตุให้ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ คือ พระยาอรรถการประสิทธิ์ (วิลเลียม แอลเฟรด คุณะดิลก) และพระยาประดิพัทธ์ภูบาล ตกลงจะเอาที่นางเลิ้ง จึงทำหนังสือทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวขอตั้งสนามแข่งม้าเพื่อบำรุงพันธุ์ม้า จนกระทั่ง เมื่อวันจันทร์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2459 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินโดยกระบวนม้าพระที่นั่ง เมื่อเสด็จถึงมีจางวางโทและนายพลตรี พระยาประสิทธ์ศุภการ ราชองครักษ์ สภานายกสมาคม และกรรมการคอยเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทเสด็จอยู่พร้อมเพรียงกัน

วันเฮง จ๊อกกี้ชโนทัน คอกสายสัมพันธ์ แชมป์ถ้วยควีนส์คัพ ครั้งที่ 2 วันอาทิตย์ที่ 3 สิงหาคม 2568 ณ สนามราชกรีฑาสโมสร

เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้นประทับบนมุขสำหรับทอดพระเนตรการแข่งม้าแล้ว พระราชประสิทธิ์ทรงกราบบังคมทูลในนามสมาชิกแห่งสมาคมว่ามีความรู้สึกในพระมหากรุณาที่ได้ให้สมาคมอาศัยสถานที่ของกรมพระอัศวรราช ความมุ่งหมายของสมาคมก็เพื่อบำรุงผสมพันธุ์ม้า แล้วกราบบังคมทูลพระกรุณาของพระราชทานพระบรมราชูปถัมภ์แก่สมาคม และอัญเชิญเสด็จเปิดสมาคมใหม่นี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสตอบแสดงความพอพระราชหฤทัยที่จะทรงเป็นผู้อุปถัมภ์ ทรงรู้สึกอยู่ว่าความมุ่งหมายของสมาคมนี้เป็นความมุ่งหมายอันประเสริฐ เป็นสิ่งที่พระราชาธิบดีจะอุดหนุน จึงพอพระราชหฤทัยให้ขนานนามสมาคมนี้ว่า ราชตฤณมัยสมาคม เมื่อสิ้นกระแสพระบรมราโชวาทแล้ว ได้ทรงเปิดสมาคม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ประทับทอดพระเนตรการแข่งม้า เมื่อเสร็จการแข่งม้าแล้วเสด็จพระราชดำเนินกลับยังพระบรมมหาราชวัง

วันเฮง จ๊อกกี้ชโนทัน คอกสายสัมพันธ์ แชมป์ถ้วยควีนส์คัพ ครั้งที่ 2 วันอาทิตย์ที่ 3 สิงหาคม 2568 ณ สนามราชกรีฑาสโมสร

ทั้งนี้ การจัดตั้งราชกรีฑาสโมสรและราชตฤณมัยสมาคม ส่งผลให้กีฬาแข่งม้าในประเทศไทยได้พัฒนาเจริญก้าวหน้า กีฬาแข่งม้าได้นำคุณประโยชน์มาสู่ประเทศมากมาย เช่น ด้านภาษีให้แก่รัฐบาล และการพัฒนาผสมพันธุ์ม้าของประเทศไทย ได้พัฒนาความสูงของม้าจากเดิมเพียง 110 เซนติเมตร เป็น 160 เซนติเมตร และขยายจำนวนแข่งม้าเพิ่มขึ้น ซึ่งเดิมเจ้าของคอกม้าจะเป็นขุนนางผู้ใหญ่และชาวต่างชาติเท่านั้น เมื่อความเจริญของการแข่งม้ามากขึ้นในระหว่างปี พ.ศ. 2534 - 2540 จึงเปิดโอกาสให้ข้าราชการทั่วไป ตลอดจนพ่อค้านักธุรกิจชั้นนำได้เป็นเจ้าของคอกแข่งม้าได้ด้วย ทำให้ปัจจุบัน สนามม้าหลายแห่งในส่วนภูมิภาคถูกเปลี่ยนมือไปทั้งในแง่ความเป็นเจ้าของและสิทธิในการบริหารจัดการบางส่วนได้ถูกถ่ายโอนให้ภาคเอกชนบริหารจัดการหรือเป็นเจ้าของสนาม ความสัมพันธ์ระหว่างสนามแข่งม้ากับกลุ่มชนชั้นนำในสังคมไทยไร้รอยต่อยิ่ง เนื่องจากสนามม้ากลายเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนสายสัมพันธ์กันระหว่างกลุ่มนักการเมือง กับกลุ่มนักธุรกิจ และกลุ่มข้าราชการ ระดับสูง ซึ่งคนกลุ่มนี้คนที่เป็นเจ้าของคอกม้าแข่งในสังคมไทย โดยแยกเป็นคอกแข่งม้าแบ่งออกเป็นสองประเภท คือ สมาชิกกิตติมศักดิ์ และสมาชิกสามัญ โดยสมาชิกสามัญเท่านั้นที่มีสิทธิเข้าร่วมประชุมและออกเสียงในที่ประชุม

สนามแข่งม้าในประเทศไทย

[แก้]

สนามแข่งม้าในประเทศไทย ตั้งอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร 2 แห่ง ขณะที่ส่วนภูมิภาคมี 6 แห่ง รวมทั้งสิ้น 8 แห่ง

1. สนามราชตฤณมัยสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์ (อังกฤษ: Royal Turf Club of Thailand under the Royal Patronage) หรือสนามม้านางเลิ้ง ตั้งอยู่เลขที่ 183 ถนนพิษณุโลก แขวงสวนจิตรลดา เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ก่อตั้งขึ้น เมื่อ วันที่ 18 ธันวาคม 2458 โดย พระยาประดิพัทธภูบาลและพระยาอรรถการประสิทธิ์ทำหนังสือขึ้นทูลเกล้าฯ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต ก่อตั้งสโมสรสนามม้าแข่งเพื่อบำรุงพันธุ์ม้า โดยถวายที่ดินของกรมอัศวราชเป็นสถานที่แข่งขัน ซึ่งต่อมามีพระบรมราชานุญาตพร้อมพระราชทานนามว่า ราชตฤณมัยสมาคม และทรงรับไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำรายได้มาบำรุงพันธุ์ม้า ราชตฤณมัยสมาคมแห่งประเทศไทยฯ เป็นผู้ลงนามในสัญญาเช่าอาคารและที่ดินบริเวณสนามม้านางเลิ้ง จากสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ จำนวน 3 ฉบับ ฉบับที่ 2976/2542 , 2977/2542 และ 2978/2542 ลงวันที่ 29 กันยายน 2542 นับแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2542 เป็นต้นไป ทั้งนี้ สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์จำเป็นต้องใช้ที่ดินและอาคารสนามม้านางเลิ้ง ทำให้ต้องบอกเลิกสัญญาเช่าและขอให้ส่งมอบภายในวันที่ 4 ตุลาคม 2561 โดยราชตฤณมัยสมาคมฯ ได้จัดการแข่งม้าวันสุดท้ายเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2561 จากนั้นในเดือนมีนาคม 2562 จึงได้ทำการรื้อถอนสนามม้า ต่อมา พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานให้เป็นอุทยานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

2. สนามราชกรีฑาสโมสร (อังกฤษ: The Royal Bangkok Sports Club) หรือสนามหรั่ง เป็นสโมสรกีฬาแข่งม้าแห่งเดียวในประเทศไทยที่มีการพนันแข่งม้าเหลืออยู่ ตั้งอยู่เลขที่ 1 ถนนอังรีดูนังต์แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นที่ดินของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2444 โดยนายแฟรงคลิน เฮิร์สท์ ชาวอังกฤษ ยื่นหนังสือต่อสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเทวัญอุไทยวงศ์ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ เสนาบดีว่าการต่างประเทศ เสนอให้จัดตั้งสมาคมเพื่อส่งเสริมการเพาะพันธุ์ดูแลม้าและการเล่นกีฬา โดยควรเป็นสถานที่ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมืองเพื่อเข้าถึงได้ง่าย เปิดโอกาสให้คนไทยเข้าเป็นสมาชิกได้ด้วย หลังจากนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จัดสร้าง รอยัล สปอร์ต คลับ ต่อมา ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เปลี่ยนเป็นชื่อภาษาไทยว่าสโมสรราชกรีฑาและเปลี่ยนชื่อเป็นราชกรีฑาสโมสร ถึงปัจจุบัน

อมรฤทธิ์ คมน์ วิษณุกรณ์ สามจ๊อกกี้สายภูธรแห่งดินแดนอีสาน

3. สนามแข่งม้าจังหวัดนครราชสีมา (อังกฤษ: Military Racing Course Nakhon Ratchasima) หรือสนามม้าโคราช ตั้งอยู่ที่ ตำบล หนองไผ่ล้อม อำเภอเมืองนครราชสีมา นครราชสีมา 30000 เปิดการแข่งขันม้าปี 2489 แต่ผลกระทบจากวิกฤตซ้อนการแพร่ระบาดของโรคติดต่อร้ายแรงทั้งคนและม้า ทั้งโควิด-19 และโรคกาฬโรคม้าแอฟริกา ทำให้ม้าแข่งป่วยตายกว่า 600 ตัว และคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดนครราชสีมามีคำสั่งให้ปิดชั่วคราว เพื่อป้องกันการแพร่ระบาด โดยจัดแข่งม้านัดสุดท้ายวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2563 ได้ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีพของจ๊อกกี้หรือผู้ขี่ม้า เทรนเนอร์หรือผู้ฝึกซ้อมม้าแข่งและผู้เลี้ยงม้าตกงานขาดรายได้เลี้ยงชีพรวมทั้งธุรกิจที่เกี่ยวข้องเช่น ร้านอาหาร โรงแรมที่พัก สถานบันเทิงและรถโดยสาร และอาคารสถานที่ได้ชำรุดทรุดโทรม วัสดุอุปกรณ์เสื่อมสภาพลง กองทัพบกจึงยกเลิกการจัดสวัสดิการ[4]

4. สนามอินเตอร์เกมส์ปาร์ค (อังกฤษ: Intergames Park) ตั้งอยู่ที่ 333 หมู่ที่ 4 ถนน อุดร-สกล อำเภอเมืองอุดรธานี อุดรธานี ก่อตั้งสนามมาตั้งแต่ปี 2529 โดยนายปรีชา ชัยรัตน์ บุคคลสำคัญของจังหวัดอุดรธานี เป็นประธานกิตติมศักดิ์ มูลนิธิศาลเจ้าปู่ย่า ซึ่งได้รับเลือกให้รับรางวัล “คนดีศรีอุดรธานี” ประจําปี พ.ศ. 2555 สนามดังกล่าว เป็นหนึ่งในสนามแข่งม้าที่พยายามพลักดันให้ปราศจากการพนัน ทว่าผลกระทบจากวิกฤตซ้อนการแพร่ระบาดของโรคติดต่อร้ายแรงทั้งคนและม้า ส่งผลให้จำเป็นต้องยุติการแข่งม้าลง ตั้งแต่ปี 2562 ตามประกาศวันที่ 3 พฤษภาคม 2561 อย่างไรก็ตาม สนามอินเตอร์เกมส์ปาร์ค ได้กลับมาเปิดการแข่งขันอีกครั้งในปี พ.ศ. 2563 ชิงถ้วยเกียรติยศ เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2563 โดยมีม้าชั้นดีจากทั่วประเทศเข้าร่วมในครั้งนี้ ทั้งม้าไทย คลาส 1 เช่น พี่ใหญ่ ธันเดอร์สโนว์ และคุณอภิรัฐ ม้าเทศ คลาส 1 เช่น มังกรยังมี เทพรักษา และกลอรี่รันเนอร์[5]

5. สนามม้าสโมสรนครขอนแก่น (อังกฤษ: Khon Kaen Horseracing Track) ตั้งอยู่ที่ 359/2 ถนนมิตรภาพ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น ก่อตั้งสนามโดยนายเจริญ พัฒนดำรงจิตร หรือ "ลิตเติ้มบิ๊กแมนแห่งที่ราบสูง" บุคคลสำคัญของจังหวัดขอนแก่น เป็นนักการเมืองท้องถิ่นและนักธุรกิจผู้ประสบความสำเร็จในธุรกิจพืชไร่ ข้าวโพด ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นทั้งเจ้าของสนามม้าและสนามมวยในจังหวัดขอนแก่น สร้างทั้งความมั่งคั่งในจังหวัดขอนแก่น[6] ปัจจุบันปิดกิจการไปแล้ว

6. สนามแข่งม้าจังหวัดมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคามเคยเป็นหนึ่งในไม่กี่จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยที่มีสนามแข่งม้าอย่างเป็นทางการถึงสองแห่ง โดยสนามแห่งแรกก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2502 บริเวณที่ตั้งของโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยมหาสารคาม (วิทยาเขตเก่า) สนามแห่งนี้จัดตั้งขึ้นโดยความร่วมมือของกลุ่มผู้นำท้องถิ่นจังหวัดมหาสารคาม เพื่ออนุรักษ์และขยายพันธุ์ม้าพื้นเมือง โดยสิ่งปลูกสร้างสำคัญ เช่น หอตัดสิน อัฒจรรย์ และรั้วสนาม ทำจากไม้ทั้งหมด สนามใช้จุดลงจอดฉุกเฉินของเครื่องบินในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งมีซากเครื่องบินตกค้างอยู่บริเวณกลางสนาม กลายเป็นสัญลักษณ์อันเป็นเอกลักษณ์ของสนามม้าแห่งนี้ ภายใต้ซากเครื่องบินกลางสนามยังมีร้านตัดผม ครั้งหนึ่ง คุณครู Kermit Krueger[7] ครูชาวอเมริกัน Peace Corps ประจำประเทศไทย ช่วงปี พ.ศ. 2506 - 2508 (ค.ศ. 1963 - 1965) ที่สอนอยู่ในวิทยาลัยครูมหาสารคาม (ปัจจุบันคือ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม) ได้รับชมการแข่งม้าในสนามดังกล่าวเมื่อปี พ.ศ. 2506 และบันทึกเกี่ยวกับลักษณะการแข่งขันว่า "การแข่งม้าที่นี่ดูไม่เน้นเรื่องความปลอดภัยมากนัก นักขี่ม้าสวมเพียงเสื้อยืด กางเกงขาสั้น และขี่เปล่าโดยไม่ใช้อาน แต่กลับไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บเลย อาจเพราะความชำนาญของผู้ขี่"

กระทั่งในปี พ.ศ. 2512 เมื่อมีการจัดตั้งมหาวิทยาลัยมหาสารคามขึ้นในพื้นที่เดิม สนามแข่งม้าแห่งแรกจึงต้องยุติบทบาทลง และย้ายไปยังพื้นที่ใหม่บริเวณที่ตั้งของโกลบอลเฮ้าส์มหาสารคามในปัจจุบัน ซึ่งกลายเป็น สนามแข่งม้ามหาสารคามแห่งที่สอง มีโครงสร้างและระบบที่เป็นมาตรฐานมากขึ้น มีการนำเข้าม้าเทศมาแข่งขันและเริ่มมีบทบาทของการพนันอย่างจริงจัง ม้าชื่อดัง เช่น บัวลืมใบ หนุ่มบ้านสองคอน วงศ์พระจันทร์ ธันเดอร์ มามีลาภ อย่างไรก็ตาม ในช่วงระยะเวลาที่ดำเนินการ มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นภายในสนามถึงขั้นมีการฆาตกรรมสองครั้ง ซึ่งส่งผลต่อภาพลักษณ์ของสนามอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ในปี พ.ศ. 2540 สนามแข่งม้าแห่งนี้จึงถูกสั่งยุติการดำเนินงานลง นับเป็นจุดสิ้นสุดของประวัติศาสตร์สนามแข่งม้าจังหวัดมหาสารคามอย่างถาวร

7. สนามแข่งม้าจังหวัดร้อยเอ็ด ตั้งอยู่ที่ตำบลโนนรัง อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2535 ปัจจุบันปิดกิจการไปแล้ว

การแข่งม้าในเชียงใหม่

8. สนามม้าหนองฮ้อ ตั้งอยู่ที่ถนนโชตนา ตำบลช้างเผือก อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ของมณฑลทหารบกที่ 33 จังหวัดเชียงใหม่ หรือ มทบ.33 เชียงใหม่ สนามม้าอยู่ภายใต้การดูแลของศูนย์พัฒนากีฬา มณฑลทหารบกที่ 33 ยุติกิจการเมื่อปี พ.ศ. 2563

รายชื่อม้าแข่งไทยที่น่าสนใจ[8]

[แก้]
ม้าแข่ง ประวัติย่อ
เสี่ยโชว์เหนือ
เสี่ยโชว์เหนือ สังกัดคอกดาวเหนือ สายเลือดพ่อวิลโก้-แม่เบิร์นนิ่งอัพ เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2563 ฝึกซ้อมที่สนามม้าโคราช เป็นม้าแนวหน้า วิ่งยืนอยู่ในคลาสระดับสูงอย่างต่อเนื่อง มีจุดเด่นที่ความมั่นคงและการออกตัวต้นจัด สามารถแข่งขันกับม้าทั้งในประเทศและต่างประเทศได้อย่างสูสี โดยเฉพาะในระยะที่เหมาะสม นับเป็นม้าตัวหลักของคอกดาวเหนือ เคียงข้างกับม้าอีกตัวของคอกอย่างคองคอร์ด ทีมงานดาวเหนือได้รับการยกย่องว่าเป็นทีมที่ทุ่มเท มีความกลมเกลียว และรักษาม้าอย่างดี การแข่งขันแต่ละรายการของเสี่ยโชว์เหนือจึงได้รับความสนใจจากแฟนม้าแข่งอยู่เสมอ

หนึ่งในผลงานที่สร้างชื่อคือการแข่งขันถ้วยพระราชทานคิงส์คัพ ครั้งที่ 64 เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2566 ซึ่งเสี่ยโชว์เหนือทำผลงานได้โดดเด่น นำห่างตั้งแต่ต้นเกือบ 40 เส้น ก่อนจะพ่ายในช่วงท้ายให้กับวินเดอะเดย์ น้องณาราฎา และริชชี่แซนดี้ โดยเฉพาะการชิงอันดับ 3 ต้องตัดสินด้วยภาพถ่าย และแพ้เพียง 2 วินาทีเท่านั้น

อัคราเดช
อัคราเดช สังกัดคอกอำนวยชัย สายเลือดพ่อโคลเพลย์-แม่โลนซัมฮิลล์ เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2563 ฝึกซ้อมที่สนามม้าโคราช เป็นม้าที่เคยมีช่วงฟอร์มร้อนแรงอย่างมากในช่วงปลายปี 2566 ถึงต้นปี 2567 เคยทำสถิติชนะกว่า 10 วิน และขึ้นสู่ระดับชั้น 1 อย่างมั่นคง

ในการแข่งขันถ้วยพระราชทานคิงส์คัพ ครั้งที่ 65 อัคราเดชเข้าเส้นชัยเป็นอันดับที่ 5 โดยพ่ายให้กับน้องณษราฎา ลุยเซียน่า และเอ็มไพร์สเตท ซึ่งสะท้อนถึงความอดทน สามารถในการยืนระยะในสนามไกลได้อย่างแข็งแกร่ง

น้องวีญ่า
น้องวีญ่า สังกัดคอกพิเชฐชัย สายเลือดพ่อโคลเพลย์-แม่เอ็นจอยดิอาปเตอร์ เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2561 ฝึกซ้อมที่อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี เป็นหนึ่งในม้าที่มีชื่อชั้นและคลาสรองม้าชั้นนำหลายตัว แต่ถือเป็นม้าสายเลือดดี มีฝีเท้าที่ใช้ได้ และเคยคว้าชัยในสนามสำคัญหลายครั้ง เช่น วันที่ 25 ธันวาคม 2565 ชนะม้าวินด์ออฟเลิฟ วันที่ 5 มีนาคม 2566 ชนะฮายากุ และวันที่ 27 กันยายน 2567 ขี่เฉือนวิลฟูลเนสเข้าป้าย
สตาร์ชาร์ม
สตาร์ชาร์ม สังกัดคอก เอฟ.เอ.กรุ๊ป. สายเลือดพ่อวิลโก้-แม่ลีโนร่าชาร์ม เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2561 ฝึกซ้อมอยู่ที่สนามม้าโคราช เป็นม้าตัวเมียที่มีจุดเด่นด้านใจสู้ เคยผ่านการแข่งขันระดับถ้วยพระราชทานมาแล้วหลายรายการ และถือเป็นหนึ่งในม้าตัวเก่งของคอก โดยเฉพาะในการแข่งขันถ้วยพระราชทานจักรี เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2568 แสดงฝีเท้าได้อย่างโดดเด่น เบียดกับลุยเซียน่าอย่างสูสีจนเกือบคว้าชัย แม้สตาร์ชาร์มจะไม่ได้ถูกจัดเป็นตัวเต็งในด้านชื่อชั้น แต่หากสามารถออกซองได้ ก็มีโอกาสสร้างเซอร์ไพรส์ในสนามจากฟอร์มการซ้อมที่ร้อนแรง
โกโก้เลิฟ
โกโก้เลิฟ สังกัดคอกสุมนัส สายเลือดพ่อวิลโก้-แม่ไอร่อนเบบี้แองเจิ้ล ฝึกซ้อมอยู่ที่อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2562 เป็นม้าที่มีฝีเท้าดีและเคยสร้างสีสันในวงการม้าแข่งไทย โดยเฉพาะในการแข่งขันเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2565 ซึ่งสามารถคว้าวินแรกได้สำเร็จจากการแข่งขันที่สนามราชกรีฑาสโมสร ไล่แซงสาวกรุงสยาม และไฟท์ติ้งไอริช เข้าป้ายแบบสุดมันส์

โกโก้เลิฟได้รับความสนใจเป็นพิเศษจากวงการม้าแข่งในช่วงแรก เนื่องจากนาย Charles Alexis Guénard ลูกครึ่งไทยฝรั่งเศสเป็นเจ้าของที่ให้ความสนใจและรักในวงการม้าไทยอย่างจริงจัง ต่อมาเจ้าของม้าได้เข้ารับตำแหน่งหน้าที่ในราชกรีฑาสโมสร ซึ่งทำให้มีบทบาทที่แตกต่างจากเดิม แต่ก็ยังคงให้ความสำคัญกับสวัสดิภาพของม้าที่ตนดูแล

สำหรับการแข่งขันรายการสุดท้ายคือ ถ้วยพระราชทานสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ครั้งที่ 2 ประจำปี 2568 แข่งเมื่อวันอาทิตย์ที่ 3 สิงหาคม 2568 ณ ราชกรีฑาสโมสร ซึ่งถือเป็นถ้วยรางวัลสูงสุดในชีวิตม้าแข่ง การได้เข้าร่วมในฐานะ 1 ใน 12 ม้ายอดเยี่ยมของปี ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งสำหรับโกโก้เลิฟ

รุ้งแก้ว
รุ้งแก้ว สังกัดคอกรุ่งรังษี สายเลือดพ่อต้องได้ดี-แม่ทิคเก็ตทเฟม ฝึกซ้อมที่สนามม้าโคราช เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2564 เป็นม้าแข่งดาวรุ่งของคอก เริ่มฉายแววในช่วงปลายปี 2567 โดยสามารถคว้าชัยชนะได้ถึง 3 วินในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ จนได้รับการจับตามองว่าเป็นม้าฝีเท้าน่าจับตา มีพัฒนาการต่อเนื่อง และแสดงศักยภาพที่พร้อมจะเป็นตัวสั่นคลอนทีมเต็งได้
คอนโดมิเนียม
คอนโดมิเนียม สังกัดคอกเพชรเหนือ สายเลือดออลทูฮาร์ท ฝึกซ้อมที่สนามม้าโคราช เป็นม้าที่มีโครงสร้างสรีระเด่น หนาใหญ่ สมบูรณ์ สปีดต้นดี และวิ่งทางตรงได้อย่างมุ่งมั่น สไตล์การวิ่งมีความดุดันแต่เรียบเนียน ได้รับความสนใจตั้งแต่ยังไม่เปิดตัว เทรนเนอร์นางสาวณริศรา ศรีปาน (นิ้ง) ถึงขั้นนั่งเฝ้าคัดเลือกด้วยตนเองหลายวัน จนมั่นใจและนำม้าเข้าคอกเพชรเหนือได้ในที่สุด แข่งขันครั้งแรกเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2568 โดยคว้าชัยชนะได้ทันที และในการลงแข่งนัดพิเศษครั้งต่อมา แม้จะถูกเพิ่มน้ำหนักเรตติ้งอีก 8 ปอนด์ ก็ยังสามารถชนะได้อีกครั้งแบบขาดลอย แสดงให้เห็นถึงศักยภาพอย่างชัดเจน

อ้างอิง

[แก้]
  1. Warren, James A. (2013). Gambling, the state and society in Thailand, c. 1800-1945. London: Routledge. pp. 81–82. ISBN 9780415536349.
  2. Rattaphong Sornsuphap (2014). การพนันแข่งม้าในประเทศไทย [Gambling on horse racing in Thailand] (PDF). College of Social Innovation, Rangsit University. สืบค้นเมื่อ 8 April 2018.
  3. (PDF) http://www.thapra.lib.su.ac.th/objects/thesis/fulltext/bachelor/a32557003/fulltext.pdf. {{cite web}}: |title= ไม่มีหรือว่างเปล่า (help)
  4. matichon (2024-06-21). "ปิดตำนาน 'สนามม้าโคราช' ศูนย์รวมม้าแข่งฝีเท้าเยี่ยม กองทัพภาค 2 ปรับเป็น 'สนามกีฬาทหาร'". มติชนออนไลน์. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2024-06-22. สืบค้นเมื่อ 2025-08-06.
  5. "เปิดขี่ม้า 'ปราศจากการพนัน' ครั้งแรกของไทยชิงถ้วย 'บิ๊กป้อม' | MATICHON ONLINE". LINE TODAY. สืบค้นเมื่อ 2025-08-06.
  6. "นายพล นักธุรกิจรายใหญ่-นักการเมือง ในธุรกิจแข่งม้าในไทย (4)".
  7. "Kermit Krueger papers, circa 1963-1965".
  8. "ปกแดง โคราช".